facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนและกำลังใจนะคะ จุ๊บๆ : )

บทที่ 1 นายอัศณ์ ณ ไร่รังสิมันต์

ชื่อตอน : บทที่ 1 นายอัศณ์ ณ ไร่รังสิมันต์

คำค้น : กรุ่นรักสลักทรวง, กรุ่นกลิ่นสิเน่หา, กรุ่นกลิ่นไอริส, เผือกร้อนอ้อนรัก, เล่ห์ร้ายเพื่อนรัก, สยบรักพยศร้าย, ปราบรักรหัสร้อน, เอลยา, พรานร้ายพ่ายรัก, นิยายโรมานซ์, นิยายอีโรติก, นิยายรักสำหรับผู้ใหญ่, พระเอกมาเฟีย, พระเอกเจ้าพ่อ, พระเอกแบดบอย, Bad Boy

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 82

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ย. 2561 16:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 นายอัศณ์ ณ ไร่รังสิมันต์
แบบอักษร

"นายอัศณ์ แย่แล้วครับ!"

เสียงตะโกนเรียกดังลั่นมาตามถนนดินแดงไต่ขึ้นมาตามเนินในเขตของไร่รังสิมันต์อันกว้างใหญ่ ทำให้ร่างสูงซึ่งกำลังนอนอยู่ใต้รถไถคันสีส้มชะงักมือที่กำลังใช้ประแจหมุนน็อตอยู่

"อะไรของมึงไอ้สาหัส" 

เสียงทุ้มเอ่ยถามลูกน้องในไร่ที่วิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ข้างรถไถ แม้เหนื่อยกระหืดกระหอบแต่ก็ไม่ลังเลจะทำท่าค้อนให้เจ้านายที่ชอบเรียกชื่อที่เป็นอดีตไปแล้วของสาหัส ชื่อที่พ่อตั้งให้เพราะกว่าแม่จะคลอดให้ออกมาลืมตาดูโลกได้ แม่อาการสาหัสมากจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด พ่อจึงตั้งชื่อเพื่อเอาไว้เตือนความทรงจำของผู้เป็นลูกให้รู้จักกตัญญูรู้คุณผู้ให้กำเนิด 

"หัสดินทร์คร้าบ โธ่ นาย เมื่อไหร่จะจำซะมั่ง" 

สาหัสบ่นกระปอดกระแปด ทำท่าลิ้นห้อยหอบแฮ่กๆ โบกมือพัดไปมาเพื่อเรียกลมเย็นๆ ให้ตัวเอง เมื่อตอนเรียนจบมัธยมปลายนั้น สาหัสก็ทนต่อการถูกล้อชื่อเล่นไม่ได้อีกต่อไป เขาจึงเรียนปรึกษาคุณกวินนา หรือ นายอิง ของคนงานในไร่ นายอิงจึงตั้งให้ใหม่ว่า...หัสดินทร์ ชื่อที่ฟังแล้วค่อยเข้ากับใบหน้าเขาหน่อย แต่คนในไร่ไม่มีใครจำได้เลยสักคน ยังพากันเรียกเขาว่าไอ้สาหัสเหมือนเดิม ทำให้สาหัสแอบหงุดหงิดในบางครั้ง เปลี่ยนชื่อตั้งแต่อายุสิบเก้าจนมาถึงอายุยี่สิบสองปีแล้วก็ยังไม่มีใครเรียกสาหัสว่าหัสดินทร์เลย แต่ยังดีที่ว่าเวลาไปติดต่องานในอำเภอ ชื่อหัสดินทร์ทำให้ไม่มีใครหันมามองเวลาถูกขานเรียก ต้องขอบคุณนายอิงที่เข้าใจหัวอกคนที่มีปมด้อยเรื่องชื่ออย่างสาหัส 

​"ไอ้ด่างพร้อยมัน..." 

สาหัสเอ่ยต่อพร้อมกับหยุดเพื่อรอให้เจ้านายหันมาสนใจและไถ่ถาม อัศณวินหยุดมือแล้วขยับร่างออกจากใต้ท้องรถ ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง เอาประแจโยนลงไปในกล่องเครื่องมือเสียงดังเพล้ง! จนสาหัสสะดุ้งโหยง

"มันทำไม... ถ้ามึงยังลีลาท่ามากได้แบบนี้ ก็แสดงว่ามันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญหรือคอขาดบาดตายอะไรนัก ไปเอาสายยางมา" 

เสียงนายเอ่ยราบเรียบพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดกางเกงยีนส์สีมอซอสำหรับใส่ทำงานในไร่ เอาเศษใบไม้ออกจากด้านหลัง นายอัศณ์เวลาอยู่ในไร่กับเวลาอยู่ที่รีสอร์ทนี่สภาพต่างกันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ใครที่มาเจอนายอัศณ์ตอนนี้คงจะลังเลที่จะเข้ามาทัก เสื้อเชิ้ตแขนยาวที่ใส่อยู่นี้ เดาสีเดิมแทบไม่ออกว่าเป็นสีอะไร สภาพเก่าและคอปะราวกับเป็นคนไม่มีอันจะกิน สาหัสไม่รู้ว่านายจะเขียมไปถึงไหน

"สำคัญครับสำคัญ ไอ้ด่างพร้อยมันโดนรถเฉี่ยวครับนาย!" 

สาหัสเอ่ยบอกสาเหตุที่ทำให้เขาต้องกระหืดกระหอบมาบอก จากนั้นก็รีบวิ่งไปดึงสายยางมาให้ผู้เป็นนาย อัศณวินขมวดคิ้ว

"ใครปล่อยมันออกถนน" 

เขาเอ่ยถามเสียงเครียด ยื่นมือไปรองน้ำที่ไหลออกจากปลายสายยางเพื่อชำระล้าง จากนั้นก็เช็ดกับผ้าขาวม้าลายน้ำเงินขาวที่คาดตรงเอวอย่างลวกๆ

"เปล่าครับ มันวิ่งเล่นที่ถนนหน้าเรือนใหญ่ คุณหม่อมวิรังรองเธอขับรถพุ่งเข้ามา ไม่ทันเห็นมัน เลยเฉี่ยวเข้าให้" 

สาหัสเอ่ยเล่า มองไปยังโรงเก็บรถไถและเครื่องมือการเกษตรหลังใหญ่ที่นายให้สร้างขึ้นเมื่อปีก่อน ตอนที่นายอัศณ์เริ่มร่างโครงการจะพัฒนาพื้นที่ด้านนี้ของไร่รังสิมันต์

นายอัศณ์เป็นคนรอบคอบและคิดอ่านละเอียดลึกซึ้งเหมือนนายกวินผู้เป็นบิดา และไม่กลัวงานหนักเหมือนนายน้ำตาลผู้เป็นมารดา ส่วนนายอิง น้องสาวของนายอัศณ์นั้นก็ขาลุยสุดขั้ว สวย เปรียวและเก่งงานรอบไร่ 

แต่สาหัสไม่เข้าใจว่าทำไมนายอิงถึงยังไม่ยอมร่วมหอลงโรงกับใครเสียที ทั้งลูกชายผู้ว่าฯ ที่เป็นหนุ่มนักธุรกิจสุดโก้ ผู้กองหนุ่มที่โรงพักสุดเท่ หรือลูกชายคุณนายโรงงานเฟอร์นิเจอร์ในตัวจังหวัดสุดรวยหรูและอู้ฟู่ เห็นเทียวไล้เทียวขื่อเทียวมาจีบจนหัวกระไดไม่แห้ง แต่จนป่านนี้ก็ไม่เห็นนายอิงสนใจคนไหนเป็นพิเศษ สามสิบเอ็ดฝนเข้าไปแล้วแบบนี้ สาหัสแอบเป็นห่วงนายอิงอยู่ในส่วนลึกเหมือนกัน เพราะเขารักนายทุกคนของไร่รังสิมันต์ นายอิงออกจะสวยและแสนดีมีน้ำใจกับคนงานทุกคนในไร่และชาวบ้านท้องถิ่นแถบนี้ สาหัสมีความหวังแรงกล้าเพื่อนายอิง ว่านายอิงจะต้องลงเอยกับผู้ชายดีๆ สักคนอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้งเหมือนในละครหลังข่าวเข้าสักวัน สาหัสภาวนาเอาใจช่วยนายอิงอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกเลยทีเดียว

สาหัสกวาดสายตาไปเห็นโทรศัพท์ของนายวางทิ้งอยู่ที่แคร่ใต้ต้นจามจุรีข้างโรงเรือนนั้น จึงร้องอ้อขึ้นมาในใจ มิน่าล่ะถึงไม่ยอมรับโทรศัพท์ ปล่อยให้สาหัสต้องขี่รถเข้ามาถึงตีนเขาแล้ววิ่งขึ้นเนินมาแบบนี้

ไอ้ด่างพร้อยนั้นเป็นสุนัขพันธุ์ทางขี้เรื้อนจรจัดที่คุณจัสมินเก็บได้ตอนที่มาเที่ยวเมืองไทยเมื่อต้นปีนี้เอง เธอสงสารมันจึงฝากนายเอาไว้ คุณจัสมินเธออยู่ได้เพียงเดือนเดียวก็ต้องบินกลับลาสเวกัส สาหัสทราบว่าเธอเป็นลูกสาวผู้มีอันจะกินที่นั่น ครอบครัวของเธอเป็นตระกูลใหญ่ที่สนิทสนมกับครอบครัวของเจ้านายของเขา คุณจัสมินเธออายุเท่ากันกับสาหัสเสียด้วย และไม่มีความเย่อหยิ่งถือตัวกับใครเลย นิสัยดีเหมือนกับเหล่าเจ้านายแห่งไร่รังสิมันต์ แม่สอนเสมอว่าคนประเภทเดียวกันมักดึงดูดเข้าหากัน สาหัสจึงไม่แปลกใจที่เหล่าคุณๆ ทั้งหลายต่างเป็นคนจำพวกนิสัยน่าคบหาคล้ายกัน

สาหัสเห็นนายอัศณ์ทำคิ้วขมวดมุ่นชนกันทันทีเมื่อได้ยินว่าเจ้าด่างพร้อยถูกรถชน นายอัศณ์รักเจ้าด่างพร้อยไม่แพ้คุณจัสมิน มันชอบวิ่งตามนายไปทุกที่ มันแสนรู้และประจบเก่งเพราะความที่เป็นหมาไร้บ้านและไร้ชาติตระกูล 

สาหัสมองสายตามันออกว่า ไอ้ด่างพร้อยมันรู้ตัวว่ามันเป็นหมาตกถังข้าวสาร มันจึงไม่รีรอที่จะทำท่าประจบประแจงจนนายรักยอมเลี้ยงดูปูเสื่อมันอย่างดี จากหมาขี้เรื้อนไร้ขนที่หลังอานของมันเต็มไปดอกดวงดูพร้อยไปทั่วจนคุณจัสมินเรียกมันว่าเจ้าพร้อย เธอพามันไปหาหมอแล้วทำการรักษาจนบัดนี้จากหมาไร้ขนกลายสภาพมาเป็นเป็นหมาขนสีน้ำตาลเข้มมีสุขภาพดีภายในเวลาหกเดือน สาหัสรู้มาว่านายส่งรูปมันให้คุณจัสมินเห็นความเปลี่ยนแปลงทุกเดือน

"ตอนนี้นายอิงพาไปที่โรงหมอแล้วครับ ให้คุณหมอเชย์ดูให้ ผมโทรเข้าเครื่องนาย นายก็ไม่ยอมรับ" สาหัสเอ่ยและบ่นเล็กน้อย ทำให้เจ้านายเงยหน้าขึ้นมาจ้อง สาหัสจึงยิ้มแหยรีบเอามือกุมเป้า

"เปล่าครับ ไม่ได้ว่านายอัศณ์ ผมแค่เล่าให้ฟัง" สาหัสเอ่ยเสียงอ่อย

"สรุปว่าตอนนี้มันปลอดภัยหรือยัง" 

อัศณวินเอ่ยถาม ทีแรกได้ฟังก็เป็นห่วงมันอยู่ แต่เพราะรู้จักลีลาของเจ้าสาหัสมันดี ทำชอบแสดงเกินค่าตัว เวลามันพูดต้องเอาห้าหาร เขาจึงไม่ตกใจอะไรแล้วเวลานี้ กวินนา น้องสาวของเขาพาไปหาหมอเชย์ด้วยแล้วแบบนี้จึงรู้สึกหายห่วง

"คุณหม่อมวิรังรองเธอหัวเสียใหญ่ที่รถเธอเป็นรอย" 

สาหัสเอ่ยเล่าต่ออีกนิดหนึ่ง หม่อมหลวงวิรังรองคู่หมั้นของนายอัศณ์มาที่นี่ไม่บ่อยนัก แต่เวลามาทีไรก็ทำเอาคนในไร่ปวดหัวปวดขมับกันไม่น้อย โดยเฉพาะสาหัสเอง เพราะนายเป็นพวกนกรู้เวลาคู่หมั้นจะมาก็รีบทำตัวยุ่งหนีหายตัวไม่อยู่ให้เธอพบ และหม่อมหลวงวิรังรองก็เกลียดการถูกเพิกเฉย แต่ก็เกลียดการลุยป่าดงพงไพรด้วย เวลามานายมักให้สาหัสเป็นคนรับหน้า ให้บอกว่านายเข้าป่าบ้าง ขึ้นไปหมู่บ้านบนเขาบ้าง ให้ถามว่าเธอจะตามขึ้นไปไหม นายจะได้ให้สาหัสขับรถไถไปส่ง ดูเอาเถอะ เห็นเงียบขรึมแบบนี้ นายอัศณ์แอบซ่อนความร้ายลึกเอาไว้ไม่น้อยเลย คนที่นายอัศณ์ทำท่าใจดีด้วยนั้นมีไม่กี่คน คุณจัสมินนั่นคนหนึ่งล่ะ แต่เธออยู่ไกลคนละฟากฟ้าแบบนั้น ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาเที่ยวอีก

"แกบอกเขาว่ายังไง" 

ถามเสียงเรียบ ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการมาของคู่หมั้นเลยสักนิด และท่าทางแบบนี้ก็หมายความว่ารู้ล่วงหน้าแล้ว มิน่าละถึงออกจากเรือนใหญ่แต่เช้าตรู่เข้ามาในโซนที่กำลังแผ้วถางเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตรเพิ่มในบริเวณนี้

"นายนะนาย น่าจะบอกกันหน่อยว่าคุณหม่อมจะมา ผมจะได้เตรียมตัวโกหกให้" 

มีการต่อว่าเล็กน้อย ปกตินายจะต้องบอกให้อยู่รับหน้าหม่อมคู่หมั้น เมื่อเช้าไม่รู้เลยโดนคุณหม่อมด่ากราดเข้าให้ ฐานที่ปล่อยเจ้าด่างพร้อยวิ่งทะเล่อทะล่าออกมาให้เธอเฉี่ยวชนเอา ถ้าสาหัสรู้ก็คงจะรีบพาเจ้าด่างพร้อยหนีออกทางหลังบ้านไม่อยู่รอให้ใครด่าเหมือนที่พูดเอาหน้ากับนายไปหรอก

"มึงหายหัวไปตั้งแต่เมื่อคืนกูบอกสากรรจ์เอาไว้ มันไม่บอกมึงรึไง"

ไอ้สากรรจ์ น้องชายวัยยี่สิบปีของสาหัสเอง คนนี้พ่อก็ตั้งชื่อเพื่อไม่ให้ลืมบุญคุณเช่นเดียวกัน

"นายอัศณ์ไว้ใจคนผิดก็เป็นแบบนี้แหละครับ น่าจะโทรหาผมก่อน คุณหม่อมขึ้นเรือนใหญ่ไปกราบท่านๆ อยู่ครับ ผมก็รีบบึ่งแมงกะไซค์มาหานายเพื่อรายงานสถานการณ์ให้ทราบนี่ล่ะครับ"

"เอาพวกอาหารแห้งและน้ำดื่มมาไว้ที่กระท่อมนี่ ฉันจะไม่กลับไปข้างนอกอีกหลายวัน" 

เสียงเคร่งขรึมสั่งแล้วก็โหนตัวขึ้นไปนั่งบนรถไถ สตาร์ทเครื่องแล้วเหยียบคันเร่งเคลื่อนออกไปสู่พื้นที่โล่งเตียนเบื้องหน้า สาหัสมองดูกระท่อมหลังคามุงจากหลังเล็กข้างโรงเก็บรถไถแล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างไม่เข้าใจคนรวยเอาเสียเลย ว่านายอัศณ์จะมานอนคุดคู้ให้ไม่สบายสังขารไปทำไมกัน ในเมื่อมีบ้านให้เลือกนอนไม่รู้กี่หลังต่อกี่หลังน่ะ

เรือนใหญ่ที่มีลักษณะโอ่อ่าเหมือนคุ้มเจ้า สร้างจากไม้สักทองทั้งหลังของนายกวินกับนายน้ำตาล  บ้านพักรับรองแขกของไร่รังสิมันต์ที่มีหลายหลัง หรือเรือนมะลิวัลย์ที่เป็นบ้านไม้หลังใหญ่ของนายอัศณ์เองซึ่งอยู่ในรีสอร์ทอีกด้านหนึ่งของไร่ ตรงที่เป็นโซนสำหรับนักท่องเที่ยว ไหนจะบ้านรีสอร์ทหลังเล็กกะทัดรัดที่มีแต่สวยๆ ทั้งนั้น ทำไมไม่ยักกะอยู่ ชอบมาซุกตัวอยู่ที่หลังไร่ที่แม้แต่สาหัสเองยังไม่อยากจะมาอยู่ถ้าหากเลือกได้ 

แต่นี่ถ้านายมานอนแบบนี้ สาหัสก็เห็นจะต้องมานอนเฝ้าด้วย เพราะไม่อยากเป็นลูกน้องอกตัญญู เผื่อนายจะเรียกใช้ นายอัศณ์มีลูกน้องเป็นร้อยคนในไร่แห่งนี้ แต่ไม่ชอบให้ใครมายุ่มย่ามยามที่ต้องการเป็นส่วนตัว มีแต่สาหัสนี่แหละที่หน้าด้านกว่าคนอื่นหน่อย ก็นายอุปการะเลี้ยงดูสาหัสมาตั้งแต่เรียนประถมจนจบมัธยมปลาย จะให้เรียนต่ออีกถ้าสาหัสชอบ แต่สาหัสรีบปฏิเสธเพราะเกลียดการท่องหนังสืออย่างที่สุด 

การทำงานที่ไร่แห่งนี้นั้น ไม่เห็นต้องใช้กฎทฤษฎีทางฟิสิกส์หรือกฏคณิตศาสตร์ขั้นสูงแต่อย่างใด ตาเฒ่าจู๋ที่อายุกว่าร้อยปีก็ไม่เห็นเคยเรียน เคมี ฟิสิกส์ ชีวะมาก่อน แต่เห็นตาเฒ่าผสมนั่นผสมนี่จนออกมาเด็ดสาระตี่ทุกขวดแบบนั้น แล้วเหตุไฉนไยสาหัสจะต้องไปเสียเวลาเรียนอะไรที่ไม่จำเป็นถึงสี่ปี สู้ออกมาทำงานให้เป็นประโยชน์ต่อนายที่เขาเคารพรักจะดีกว่า

"มึงยืนทอดอารมณ์เสร็จก็กลับไปที่ไร่ส้ม บอกสากลให้เข้าเมืองไปเอาเครื่องมือที่สั่งซื้อไว้มาด้วย" 

นายตะโกนสั่งเสียงดังมาจากรถไถทำให้สาหัสสะดุ้งแล้วรีบคำนับรับคำโดยเร็ว จากนั้นก็หันหลังวิ่งลงเนินไปยังมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของตัวเอง...  อัศณวินส่ายหน้าเมื่อได้ยินเสียงไอ้ลูกน้องคนสนิทจอมล้นสตาร์ทเครื่องรถซาเล้งคู่ชีพของมันแล้วบิดเสียงดังแปร๋นๆ ออกไปจากบริเวณตีนเนิน ชายหนุ่มมองดูกระท่อมน้อยที่เขาชอบนั่งเล่นรับลม...ลืมบอกเจ้าสาหัสให้พาไอ้ด่างพร้อยมาด้วย เขาคิดว่ามันน่าจะหายเร็วถ้าได้มานอนที่นี่... กระท่อมน้อยมุงจากที่จัสมินชอบพามันมาวิ่งเล่นอยู่บ่อยๆ

*****************************************

เจิมเอาฤกษ์เอาชัยไปค่ะ ตอนแรกของพี่อัศณ์ ไรท์ขอพาทุกท่านเหินฟ้าพนาสนไปสู่ภาคเหนือของประเทศที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดและบรรยากาศสุดยอดที่สุดในโลกแห่งนี้ โชคดีจังเลยใครที่ได้เกิดที่นี่

ณ ไร่รังสิมันต์อันแสนกว้างใหญ่สวยงามเต็มไปด้วยธรรมชาติป่าเขาแมกไม้และธารน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา...ว่าไป 555

ความรัก ความฟินฟัน มันส์ยกร่อง ความสนุกแบบอินเนอร์มาเต็มกำลังจะเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ ตามไรท์มาเลยค่า มาดูกันว่า บ้านปางผาหมอกมีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปบ้างเมื่อเวลาผ่านไปเท่าอายุของพี่อัศณ์เลยค่ะ ถ้าหากใครคิดถึงบ้านปางผาหมอกก็กลับไปทบทวนความทรงจำได้จากเรื่อง น้ำตาลไพรนะคะ จุ๊บๆ

มาม้ะ! มาเม้นต์เจิมต้อนรับพี่อัศณ์กันหน่อยเร้วทุกคน.... ขอเสียงคนรักพี่อัศณ์น้องมะลิหน่อยค่า ม้วฟๆๆๆ


ความคิดเห็น