วิถีนักล่า
บทที่ 1-1 คลื่นอันตราย
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

บทที่ 1-1 คลื่นอันตราย

พวกผู้ดีก็เป็นมนุษย์ที่หลั่งโลหิตสีแดงออกมาเหมือนกันนั่นแหละ

“ทุกคนขึ้นไปที่เรือกู้ภัยเดี๋ยวนี้!”

เหล่านกกระยางและอีกา เจมม่าชาวตะวันออกหนึ่งเดียวในนั้นผลักผู้หญิงที่เอาแต่ยืนเซ่อและกรีดร้องเสียงหลงออกไปก่อนจะสวมเสื้อชูชีพให้ตัวเอง ท่ามกลางสถานการณ์อันสับสนอลหม่าน การใส่ใจของมีค่าและลากกระเป๋าเดินทางออกมานั้นดูจะเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นอยู่ไม่น้อย เจมม่าเตะของพวกนั้นดังตุ้บ ในขณะที่เก็บกวาดสิ่งกีดขวางที่ระเกะระกะออกไปพร้อมกับการระบายความโกรธ เธอก็หาทางรอดไปด้วย

คนบางส่วนช่วยเหลือกันและกัน ในขณะที่บางส่วนพยายามจะควบคุมผู้คน เพราะทุกอย่างล้วนมีขอบเขต ทุกคนต่างถูกชนกระเด็นกันไปคนละทิศละทาง ยิ่งเวลากระชั้นชิดมากขึ้นเท่าไหร่คุณสมบัติของอัศวินอันดีเลิศก็ดูเหมือนจะยิ่งหมดความหมายไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วสิ่งที่หลงเหลือไว้ก็มีเพียงการตะเกียกตะกายเอาตัวรอดอย่างน่าเวทนาเพื่อที่จะดึงรั้งเส้นดายแห่งชีวิตไว้เท่านั้น

เจมม่าที่หลุดพ้นจากความสับสนวุ่นวายซึ่งครอบคลุมไปทั่วพื้นที่วิ่งตรงไปยังห้องควบคุมเรือ ในขณะที่เรือกำลังอับปางลงอย่างช้าๆ แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทำให้เธอต้องคว้าราวจับไว้เพื่อประคองตัว

ราวกับว่าจะถูกน้ำทะเลสีน้ำเงินเข้มกลืนเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น

“เราจะรอดไหมนะ”

เจมม่าเอาชนะความกลัวแล้วออกวิ่งอีกครั้ง ถึงแม้จะทุลักทุเลไปบ้าง แต่ก็ยังจับทิศทางได้

“มีใครอยู่ไหมคะ”

ในห้องควบคุมไม่ปรากฏแม้แต่เงาของลูกเรือต่างจากที่เธอคิดไว้

เป็นเรื่องธรรมดาที่ในภาวะฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ทุกคนจะมุ่งความสนใจไปที่การอพยพผู้โดยสาร เมื่อมองไปยังบรรดาแขกเหรื่อที่โดยสารเรือท่องเที่ยวอันหรูหรานี้ก็ยิ่งต้องเอาเป็นเอาตายกันขึ้นไปอีกเพราะมีทั้งนักลงทุนจากทั่วโลกและลูกหลานของนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลรวมอยู่

ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนยังเป็นถึงบุตรหลานของราชวงศ์จากทางยุโรปอีกด้วย

เจมม่าสำรวจด้านในห้องควบคุม เธอรู้มาว่าเรือไปชนเข้ากับโขดหินจึงได้เกิดปัญหา แต่เมื่อได้เห็นสภาพข้างในแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลยสักนิด

ถ้าหากเธอไม่เจอเครื่องส่งสัญญาณอุบัติภัยที่พังอยู่แล้วล่ะก็ เธอคงจะกำลังต่อสู้ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งราวกับเด็กๆ เหมือนคนข้างล่างนั่นเป็นแน่  เครื่องส่งสัญญาณอุบัติภัยผ่านดาวเทียมใช้ไม่ได้แล้ว ทันทีที่ขึ้นเรือกู้ภัยถูกปล่อยออกไปก็คงกลายเป็นเพียงเด็กหลงทางอยู่กลางทะเลอย่างแน่นอน

เธอตั้งใจจะบอกเรื่องนี้ให้ลูกเรือรู้ แต่ทว่านอกจากผู้คนที่คอยช่วยชีวิตคนอื่นแล้วเธอก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย ด้วยใจอันร้อนรนเธอจึงมาที่ห้องควบคุมเรือด้วยตัวเอง

ไม่ได้ทำไปเพราะจิตวิญญาณของวีรสตรีหรือทำตามหลักอัญนิยม*หรอก แต่เป็นการทำเพื่อเพิ่มอัตราการอยู่รอดของตัวเองขึ้นสักนิดก็แค่นั้น และมันก็ไม่ใช่ความผิดมากมายอะไร

อย่างน้อยที่สุดก็จนกระทั่งไม่กี่นาทีก่อน

กัปตันเรือที่เคยยิ้มกว้างเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนกลายเป็นซากศพเย็นชืด ส่วนผู้ช่วยกัปตันและเหล่าลูกเรือตำแหน่งสูงก็ล้มลงอยู่บนพื้น

“พระเจ้าช่วย!”

เธอยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ เสียงเรือพังยังคงดังอย่างต่อเนื่อง

เจมม่าวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เธอทะยานลงบันไดเพื่อจะเข้าไปรวมกับแถวอพยพที่กำลังต่อแถวกันยาวเหยียด และกระโดดไปยังเรือกู้ภัยที่กำลังจะเคลื่อนตัวออกไป

“ขอบใจ”

อย่างน้อยถึงแม้จะเป็นการกระทำที่ตะขิดตะขวงใจแต่ว่าเธอก็ขอบคุณที่ช่วยจับเธอเอาไว้ เจมม่าที่เพิ่งเอ่ยคำขอบคุณไปได้ไม่นานสำรวจคนตรงหน้าและรู้ได้ทันทีว่าเธอต้องระวังตัวแล้ว

ไอ้ฝรั่งหัวทองก็มองมาที่เจมม่าเช่นกัน ก่อนที่จะสะบัดมือออก

ไม่รู้ว่าเพราะต้องอยู่รวมกับลิงเหลืองที่เคยดูหมิ่นมาก่อนหรือเปล่า ถึงแสดงสีหน้าอึดอัดออกมาเหมือนๆ กัน

ฝรั่งหัวทองหยิบผ้าเช็ดหน้าออกจากกระเป๋าเสื้อ เช็ดมือจนทั่วราวกับว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยโรคกลัวความสกปรกก็ไม่ปานก่อนจะโยนผ้าเช็ดหน้าที่ใช้แล้วทิ้งลงทะเลไป ผู้คนหัวเราะให้กับการกระทำนั้น บรรยากาศเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งร้ายที่ตั้งใจจะใช้มันอย่างเต็มที่และทำลายมันในขณะที่เล่นไปกับมัน

เจมม่าตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว คนพวกนั้นอิ่มเอมใจเมื่อเห็นว่าสุดท้ายแล้วคนตะวันออกแสนต่ำต้อยก็หวาดกลัวพวกเขา

“นั่น!”

ทุกคนมองไปยังทางที่เจมม่าชี้พร้อมกัน กลุ่มเมฆฝนสีดำทะมึนและลำแสงวูบวาบจากผืนฟ้าที่ถูกฉีกออกจากกันนั้นกำลังเคลื่อนตัวมาทางนี้

เจมม่าที่ตั้งสติได้ก่อนใครปิดประตูเรือกู้ภัยลง


***


‘นี่ ทำไมเธอตัวเหลืองแบบนี้ฮะ’

‘ไม่! ฉันไม่ได้ตัวเหลืองนะ!’

‘ไอ้เจ๊ก แกมันเจ๊ก รีบกลับประเทศของแกไปเลยไป๊’

ความทรงจำวัยเด็กอันน่าสมเพช

เจมม่าตามพ่อแม่ที่เป็นทูตมายังประเทศอังกฤษตอนเธออายุได้ 5 ขวบ และสูญเสียพวกท่านไปเนื่องจากอุบัติเหตุตอนเธออายุได้ 7 ขวบ

เธอตั้งใจว่าจะกลับไปที่เกาหลีก่อนการสอบ A level** แต่ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ โชคยังดีที่ปู่ของเธอข้ามน้ำข้ามทะเลมายังประเทศอันไกลโพ้นนี้เพื่อเธอที่กลายเป็นเด็กกำพร้าซึ่งพ่อแม่จากไปอย่างกะทันหัน ท่านอุทิศตนให้แก่สายเลือดหนึ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่

ความปลื้มปีติและความภาคภูมิใจของนายพลชราที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วอย่างโชกโชนคือการที่หลานสาวที่ตนเฝ้าเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดีได้เติบโตเป็นหญิงสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถอันโดดเด่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังได้

ถ้าไม่ได้ถูกลากไปเที่ยวฉลองเรียนจบโดยไม่เต็มใจแล้วล่ะก็ ตอนนี้เธอคงได้อวยพรวันเกิดของคุณปู่อยู่กับคนสนิทแล้ว…

‘เฮ้อ คุณปู่’

ชายชราที่เปรียบเสมือนเสาน้ำแข็งที่รักษาความสุขุมเยือกเย็นไว้ได้ตลอดงานศพ แต่กลับร้องไห้เป็นเด็กๆ เมื่อหลานสาวตัวน้อยไม่สบาย เจมม่าสัญญากับคุณปู่ไว้ เธอสัญญาว่าจะไม่ไปสวรรค์เพื่อพบกับครอบครัวก่อนคุณปู่

และตอนนี้มันช่างเย็นหรือเกินที่จะรักษาคำมั่นสัญญาในวันนั้น

“แค่กๆๆ... ถุย!”

เจมม่าลืมตาขึ้นในวินาทีที่สติอันเลือนรางกลับมาสมบูรณ์  เธอไอโขลกๆ และลุกขึ้นยืน บ้วนทรายที่มีกลิ่นฉุนซึ่งเข้ามาในปากด้วยน้ำเกลือในขณะที่มองไปรอบๆ เกลียวคลื่นซัดเข้ามาถึงหาดทรายละเอียดสวยงามและทิ้งร่องรอยไว้

เธอเองก็น่าจะถูกคลื่นพัดเข้ามาเหมือนกัน

เจมม่าที่วินิจฉัยทุกอย่างเสร็จสิ้น เธอถอดเสื้อชูชีพออกก่อนจะเดินไปตามชาดหาด มีบางอย่างลอยอยู่ตรงบ่อน้ำขังที่ถูกเจาะจนกลวงโบ๋ เธอดึงมันขึ้นมา

เธอเห็นกระเป๋าอันคุ้นเคยท่ามกลางของจิปาถะเหล่านั้น เจมม่ารูดซิปกระเป๋าออกอย่างรีบร้อนก่อนจะหยิบของข้างในนั้นออกมา เดิมทีกระเป๋าใบนี้กันน้ำได้แต่เพราะแช่อยู่ในน้ำทะเลนานเกินไปจึงเปียกโชกไปหมด พวกเสื้อผ้าก็เปียกเหมือนกัน แต่ถ้าหากเอาไปซักน้ำสะอาดแล้วตากให้แห้งก็น่าจะใส่ได้เหมือนเดิม

เจมม่าหยิบของที่พอจะใช้ดำรงชีวิตได้ออกมาพร้อมกับสำรวจชายหาดไปด้วย

“นั่นมัน...”

เธอสาวเท้าไปยังเรือกู้ชีพสีส้มที่พลิกคว่ำอยู่ ด้วยความลึกแค่เข่าของเธอจึงไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำหรือหยุดแต่อย่างใด มีโขดหินและปะการังอยู่เต็มไปหมด หากพลาดล้มลงไปล่ะก็คงเจ็บหนักน่าดู เจมม่าจึงเดินไปอย่างระมัดระวัง

เธอเจอคนที่นอนแผ่อยู่ข้างๆ เรือ จัดการตรวจสภาพของคนเหล่านั้น และพบว่าทุกคนตายหมดแล้ว เธอล้มเลิกการช่วยเหลือและเกือบจะเดินกลับไปเสียแล้ว

“โอ๊ย” 

เจมม่าจ้องมองไปข้างในเรือที่ได้ยินเสียงครางออกมา

“ตั้งสติไว้!”

ทุกคนที่มีสติเพราะเสียงของเจมม่าคลานออกมาจากบ่อน้ำขัง เจ้าหัวทองเดินโซเซไปมาพร้อมกับมองไปรอบๆ

“แม่งเอ๊ย! ที่นี่ที่ไหนวะ”



*แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการเห็นประโยชน์สุขของผู้อื่นมากกว่าตนเอง

**การสอบเข้าเรียนของประเทศอังกฤษ


#

อันยองฮาเซโย! ยอรอบุนรีดเดอร์หลายๆ ท่านอาจจะงงว่า เอ๊ะ! โซซอล’ ชื่อโปรเจกต์ของเรานั้นมีความหมายว่าอะไร โซซอล (소설มาจากภาษาเกาหลี แปลว่า ‘นิยายค่ะ ดังนั้นโปรเจกต์โซซอลของซอลลี่ จึงเป็นโปรเจกต์ที่เราได้ทำการรวบรวมและเฟ้นหานิยายต่างๆ หลากหลายประเภทที่มีชื่อเสียงจากประเทศเกาหลีมาให้รีดเดอร์ชาวไทยทุกท่านได้อ่านกันอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลินค่ะ

นิยายทุกเรื่องในโปรเจกต์โซซอล และทุกตัวอักษรล้วนกลั่นกรองมาเป็นอย่างดีจากนักแปลทุกท่าน และซอลลี่รับรองได้เลยค่ะว่าถูกลิขสิทธิ์แน่นอน ไม่ต้องเป็นห่วงเลยค่ะ

ซอลลี่จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารีดเดอร์ทุกท่านจะสนับสนุนนิยายของโซซอล เพื่อเป็นกำลังใจให้ซอลลี่และนักแปลทุกท่านนะคะ และหากรีดเดอร์ท่านใดพบเห็นนิยายภายในโปรเจกต์ถูกนำไปเผยแพร่แบบผิดกฎหมายก็สามารถแจ้งซอลลี่ได้ทุกช่องทางเลยค่ะ

ซอลลี่ขอขอบคุณการสนับสนุนของรีดเดอร์ทุกท่านสำหรับนิยายเรื่องนี้และเรื่องต่อๆ ไปในอนาคตด้วยค่ะ คัมซาฮัมนีดา

 

ซอลลี่ แห่งโซซอล

แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น