แผนรัก (รีไรท์)
แผนรัก (รีไรท์) 1 : เยือนถิ่นเดิม
ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

แผนรัก (รีไรท์) 1 : เยือนถิ่นเดิม

ตึกสูงมากมายที่ไม่ค่อยคุ้นตาเท่าไรนักทำให้ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่มีสายเลือดของชนชาติอื่นปะปนอยู่ในร่างกายต้องหันมองซ้ายขวาอย่างสนใจ มีแค่เพียงความแออัดที่อยู่บนท้องถนนในเมืองหลวงเท่านั้นที่ไม่ได้แตกต่างไปจากเมื่อหลายปีก่อน มันยังพอทำให้เขาคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมอยู่บ้าง เสียงแตรรถจากด้านนอกที่ดังเล็ดลอดเข้ามาภายในรถคันหรูถึงแม้จะปิดกระจกรถสนิทแล้วก็ตาม ไม่ได้ทำให้คนตัวโตรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องนั่งรอคอยการเคลื่อนไหวของรถยนต์เลยสักนิด แต่เขากลับรู้สึกอมยิ้มกับสถานการณ์ตรงหน้าทั้งที่ร่างกายของเขาก็อ่อนล้ากับการเดินทางบนเครื่องบินมานานหลายชั่วโมงแล้ว มือหนาพลิกข้อมือที่สวมใส่นาฬิการาคาแพงขึ้นมาดูเวลา เข็มนาฬิกาชี้ตัวเลขที่บ่งบอกเวลาสามทุ่มเศษ คนร่างโตถอนหายใจอีกครั้งก่อนที่หันมองออกไปข้างนอกมองดูตึกสูงใหญ่ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน 

“ไม่ได้กลับมาซะนานกรุงเทพดูเปลี่ยนไปเยอะเลยนะครับ ยกเว้นแค่เรื่องรถติดที่ยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน” เสียงเข้มของชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างเย้าหยอกหลังจากที่นิ่งเงียบในรถมานาน 

“เรื่องรถติดไม่ต้องพูดถึงเลยครับคุณเดนิส เป็นแบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลงมานานแล้วดูท่าจะแก้ไม่หายเสียด้วยสิ เดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่าวันเวลามันผ่านไปเร็วมากเลยนะครับมีแต่คนสร้างตึกสูงเสียดฟ้า มองแทบไม่เห็นต้นไม้สีเขียวแล้วละครับ ยุคสมัยเปลี่ยนไปสถานที่และนิสัยคนก็เปลี่ยนตามครับคุณเดนิส” ลุงหวายคนขับรถประจำบ้านมารอรับชายหนุ่มที่สนามบินตั้งแต่เย็นได้ตอบกลับด้วยความสนิทสนม เพราะเขาอยู่รับใช้เจ้านายบ้านนี้มาตั้งแต่ชายหนุ่มตัวโตที่นั่งด้านหลังยังเป็นเด็กน้อยทารกแรกเกิด 

“วันเวลาเปลี่ยนนิสัยคนงั้นเหรอ?” ภัทรพลเอ่ยย้ำคำพูดของลุงหวายอีกครั้งอย่างแผ่วเบา ก่อนที่รอยยิ้มตรงมุมปากจะเลือนหายไป สายตาเศร้าเข้ามาแทนที่ความรู้สึกตื่นเต้นก่อนหน้านี้ทันที ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนความทรงจำมากมายในสมองของเขาก็วกวนกลับมาที่เดิม ภัทรพลต้องรีบข่มตาให้หลับอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้สมองและใจเตลิดไปไกลกว่านี้ ในเมื่อตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดตั้งนานแล้ว ทั้งสถานที่ที่เขาเคยพบเจอหรือแม้แต่ตัวเขาเองก็เปลี่ยนไปแล้วจากเมื่อสี่ปีก่อนเช่นกัน...ดังนั้นทุกคนก็ต้องเปลี่ยนไปหมดไม่ต่างกัน 

  

........................................... 

  

เสียงหัวเราะที่ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องนั่งเล่นทำให้ใบหน้าของภัทรพลต้องเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข จนต้องบังคับขายาวๆของตนเองให้รีบก้าวเข้าไปในห้องนั้นอย่างรวดเร็ว 

“หิวจังเลย...มีอะไรให้ผมทานได้บ้างไหมครับ” เสียงนุ่มทุ้มอย่างออดอ้อนของภัทรพลทำให้ทุกคนหันมองมาทางต้นเสียงเป็นตาเดียว เสียงทั้งหมดที่ภัทรพลได้ยินก่อนหน้านี้กลับเงียบลงอย่างรวดเร็ว และสีหน้าของทุกคนก็มีอาการตกใจเล็กน้อยและค่อยๆเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มพร้อมกันในทันที 

“เดนิส! / พี่เดนิส!” 

“สวัสดีครับคุณพ่อคุณแม่” ภัทรพลยกมือไหว้บุพการีด้วยความน้อมนอบ ก่อนที่โผเข้ากอดมารดาที่วิ่งเข้ามาหาเขาเป็นคนแรกอย่างแนบแน่น 

“ตาเดนิส เดนิสลูกแม่...เดนิสลูกแม่จริงๆด้วย” กุลธิดาสตรีหมายเลขหนึ่งประจำบ้านเดเวอร์นิส โอลเรส กระโดดโลดเต้นอย่างดีอกดีใจเหมือนเด็ก พร้อมกับใช้มือขาวอวบของตนลูบไล้ใบหน้าของลูกชายสลับกับกอดอยู่หลายครั้ง ร่างกายที่สูงใหญ่กำยำและเต็มไปด้วยมัดกล้ามของคนที่ดูแลตัวเองอย่างดีทำให้กุลธิดาแทบจะไม่สามารถโอบกอดลูกชายคนโตของตนได้มิด 

“จะกลับมาบ้านทำไมไม่บอกแม่ละลูก พ่อกับแม่จะได้รับที่สนามบินและกลับมายังไงมาถึงกี่โมงหิวไหมลูก” กุลธิดาเอ่ยถามลูกชายด้วยความสงสัยปนเป็นห่วง 

“นั่นนะสิลูกทำไมไม่บอกพวกเราจะได้ไปรอรับ” ธนดลประมุขของบ้านโอบไหล่กว้างของลูกชายด้วยความคิดถึงไม่ต่างจากภรรยาและลูกสาวอีกสองคน 

“ใช่ๆ แล้วเดนิสพาสาวแหม่มกลับมาบ้านด้วยป่ะ” ภัทรนันท์เอ่ยแซวพี่ชายฝาแฝดด้วยความขำขัน 

“หรือว่ารอข้างนอกเดี๋ยวเดียไปพาเข้ามาเอาไหมพีเดนิส” ภัทรินทร์ผสมโรงกับพี่สาวอย่างสนุกสนานก่อนที่จะได้รับค้อนจากมารดาที่หันมามองพวกเธออย่างรวดเร็ว 

“ไม่มีทาง! ใช่ไหมลูก ไม่มีใช่ไหมลูก ลูกแม่ไม่ได้พาสาวแหม่มที่ไหนกลับมาด้วยใช่ไหม ถ้าเป็นแบบนั้นแม่ไม่เอานะตาเดนิส” คำถามที่ถูกยิงออกมาเป็นชุดทำเอาคนรอบข้างต่างหัวเราะเพราะขำขันในความเป็นห่วงจนเกิดเหตุของมารดา 

“เอาละๆ ผมจะตอบคำถามของทุกคนละนะครับ ข้อแรกที่ผมไม่ยอมบอกก่อนว่าจะกลับมาตอนไหนเพราะอยากจะเซอร์ไพรส์ทุกคน ข้อสองผมโทรให้ลุงหวายไปรับที่สนามบินซึ่งความจริงก็แอบโทรหาลุงหวายตั้งแต่อยู่อังกฤษแล้วครับ ข้อสามผมมาถึงตอนช่วงทุ่มกว่าๆครับมาถึงก็ตรงกลับบ้านเลยและยังไม่ได้ทานอะไรเลยครับหิวมาก ส่วนข้อสุดท้ายผมไม่ได้พาสาวแหม่มที่ไหนกลับมาให้คุณพ่อคุณแม่แน่นอน เพราะลูกสะใภ้บ้านนี้ก็ต้องให้คุณแม่คนสวยของผมเลือกให้ดีที่สุด ผมรู้ว่าคุณแม่ต้องเลือกคนที่ดีที่สุดให้ผมแน่นอนใช่ไหมครับ” จบการตอบคำถามพร้อมกับการประจบของลูกคนเดียวในบ้านยิ่งทำให้กุลธิดายิ้มกระหยิ่มดีใจและพอใจกับคำตอบเป็นที่สุด ต่างจากบิดาและน้องสาวทั้งสองที่จะออกอาการจะหมั่นไส้คนตัวโตตรงหน้าเสียมากกว่า 

“แหวะ!” เสียงประสานของภัทรนันท์และภัทรินทร์ดังขึ้นพร้อมกันและก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของทุกคนในบ้าน 

“แหวะอะไรไม่ทราบ” ภัทรพลเอ่ยถามน้องสาวทีเล่นทีจริง 

“หมั่นไส้! ตัวโตอย่างกับช้างแอฟริกาแต่อ้อนคุณแม่ราวกับตัวเองเป็นลูกหมีแพนด้าตัวน้อยที่เพิ่งเกิด” ภัทรนันท์ตอบกลับอย่างเหลืออด 

“เอ้า! ก็…” 

“หยุดๆๆ กลับมาถึงก็มาทะเลาะกันเสียแหละคู่นี้นี่ยังไงเนี่ย ไปๆไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อยเดี๋ยวแม่ไปเตรียมอะไรให้กินนะลูก” หลังบอกลูกชายจบกุลธิดาก็หันไปสั่งงานแม่บ้านคนโปรดอย่างสุภาพทั้งเรื่องห้องของลูกชายและอาหาร 

“ได้ค่ะ” แม่บ้านตอบรับ 

  

ภายในห้องนอนที่ข้าวของทุกอย่างยังคงวางอยู่ที่เดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ภัทรพลนั่งลงบนเตียงกว้างพรางมองไปทั่วห้องสายตาคมหยุดนิ่งที่ลิ้นชักโต๊ะทำงานตัวโปรดมันยังคงอยู่ในสภาพดีเหมือนเดิม ภัทรพลลุกขึ้นจากเตียงจนเต็มความสูงของตัวเองก่อนที่จะเดินไปหยิบกุญแจลิ้นชักในกระเป๋าเงินที่พกติดตัวตลอดเวลาออกมา 

 

สมุดไดอารี่หลายเล่มที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในลิ้นชักใหญ่ของโต๊ะทำงานเป็นเวลาหลายปีจนกระดาษด้านในเริ่มกลายเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ข้อความเก่าๆในกระดาษบางที่เขาเป็นคนขีดเขียนลงไปในสมุดถูกเปิดอ่านที่ละหน้าอย่างเบามือ สายตานุ่มนวลไล่อ่านทีละบรรทัดอย่างตั้งใจข้อความบางหน้าอ่านแล้วก็มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่บางหน้าอ่านแล้วก็ทำให้สมองหวนนึกถึงใครบางคนที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของเขา มือหนาปิดสมุดอย่างรวดเร็วและเก็บมันลงกล่องทันทีก่อนที่สมองของเขาจะสั่งการไม่ให้เปิดออกมาอ่านอีกต่อไป การที่เรามีความรักมันเป็นสิ่งที่สวยงามและการมีความรักและความปรารถนาดีให้แก่ใครสักคนไม่จำเป็นต้องลืม แค่เก็บเรื่องราวดีๆที่เราต่างเคยมีให้แก่กันเป็นความทรงจำในใจตลอดไปมันคงจะดีกว่าการจดจำเรื่องราวแย่ๆเพื่อให้มาบั่นทอนความรู้สึกที่ดีในใจให้จางลง 

…แต่ทำไมนะ เขาถึงยังลืมผู้หญิงคนนั้นไม่ได้สักที... 

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆทำให้ร่างหนาตื่นจากภวังค์ก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูต้อนรับผู้ที่มาเยี่ยมเยียนถึงห้องนอนในคืนแรกที่กลับมาเมืองไทย 

“ทำอะไรอยู่ลูกมันดึกแล้วนะทำไมยังไม่นอน แม่เห็นว่าเรายังไม่ปิดไฟเด่วแวะมาดู” กุลธิดาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วงเพราะอีกไม่กี่นาทีเวลาก็จะล่วงเลยเข้าสู่คืนใหม่ 

“ผมยังไม่ชินกับเวลาเมืองไทยน่ะครับ แล้วทำไมคุณแม่ยังไม่นอนละครับ” 

“พ่อเขาบ่นหิวน้ำ เเม่เลยลงไปเอาน้ำมาให้พ่อเขาน่ะ พอดีเห็นไฟห้องลูกยังเปิดอยู่เลยแวะมาดู” 

“เก็บของอีกหน่อยเดี๋ยวก็จะเข้านอนแล้วครับ” 

“เอาไว้เก็บพรุ่งนี้ก็ได้ลูกดึกแล้ว” 

“ครับแม่” 

“งั้นแม่ไปนอนแล้วนะ” 

“ฝันดีนะครับ” 

“ฝันดีจ๊ะ” 

  

เช้าวันใหม่เข้ามาเยือนอีกครั้งหลังจากที่ภัทรพลกลับมาเมืองไทยได้หนึ่งเดือนเศษ ร่างใหญ่ที่บิดขี้เกียจอยู่บนเตียงกว้างมือหนาคว้านาฬิกาตรงหัวเตียงขึ้นมาดูทั้งที่ดวงตายังเปิดไม่เต็มที่ดี 

“หื้มม ว่าตื่นเช้าแล้วนะเนี่ยแต่ก็ยังสายอยู่ดี” ภัทรพลลุกขึ้นรีบทำธุระส่วนตัวจนเสร็จก่อนที่จะเดินลงไปยังห้องอาหารทันที ภายในห้องอาหารที่มีทั้งพ่อแม่และน้องสาวของเขาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากำลังรับประทานอาหารจนใกล้เสร็จจะขาดก็แต่เขาเพียงคนเดียวเท่านั้น 

“อรุณสวัสดิ์ครับทุกคน” 

“คุณชายตื่นสายอีกแล้ว” ภัทรนันท์เอ่ยแซวพี่ชายสุดหล่อของตน 

“แหม ก็คนมันยังปรับเวลาไม่ได้นิ” ภัทรพลแก้ต่างทันที 

“โห ปรับตัวน๊านนานเนาะคุณเดนิส เดือนกว่าได้แล้วนะคะ” น้องสองสุดสวยก็ยังคงล้อเลียนพี่ชายไม่เลิก 

“เงียบไปเลยยัยเนเน่” ภัทรพลตอบกลับน้องสาว 

“ไงไอ้ตัวดีพร้อมจะไปทำงานกับพ่อยังเรา” 

“โห คุณพ่อยังอ่ะ...ผมยังอยากเที่ยวอยากพักผ่อนยังไม่พร้อมจะทำงานเลยครับ ขอขี้เกียจอีกสักเดือนสองเดือนได้ไหมครับ” 

“อะไรกันเราอายุเท่าไหร่แล้วเจ้าตัวแสบหมาเลียก้นไม่ถึงแล้ว” 

“โธ่คุณพ่อ ผมเพิ่งกลับมานะยังไม่ชินกับกรุงเทพเลยขอเวลาอีกสักพักนะครับ นะนะนะ” ภัทรพลส่งเสียงและสายตาออดอ้อนบิดาในทันที 

“รีบๆมาช่วยกันทำงานเลยเดนิสขืนตัวเองยังชักช้าเนเน่กับเดียจะยืดสมบัติของคุณพ่อคุณแม่ให้หมดตัวเองอดแน่ๆ” ภัทรนันท์ช่วยเสริมอีกแรง 

“ฮ่าฮ่า โดนหุบสมบัติแน่ๆคุณพี่ตัวแสบ” ภัทรินทร์เอ่ยช่วยพี่สาวอย่างสนุกสนาน 

"เฮ้ยๆ ได้ไงพี่ไปเรียนต่อเพื่อเอาความรู้มาพัฒนาธุรกิจของครอบครัวถึงเมืองนอกเมืองนาเชียวนะอยู่ดีๆจะมาฉกสมบัติกันต่อหน้าต่อตาแบบนี้มันไม่ได้” 

“เอาล่ะๆ พอๆเลยทั้งสามคนพ่อยังไม่ตายยังไม่ต้องรีบแย่งเอาสมบัติกันขนาดนั้น” คำพูดของธนดลที่ห้ามปราบลูกๆทั้งสามอย่างไม่จริงจังนักแต่ก็สามารถทำให้ลูกๆของเขาเงียบลงได้ 

“แล้วเราจะพักไปอีกนานแค่ไหนไอ้แสบ” ประมุขของบ้านเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มราวกับล่วงรู้ในความเจ้าเล่ห์ของลูกชายตัวดี 

“ขออีกสักเดือนสองเดือนแล้วกันนะครับคุณพ่อ” 

“พ่อให้เวลาสองอาทิตย์...ถ้าไม่ตกลงพ่อจะยกกิจการให้น้องมันทำให้หมดเลย” ธนดลยื่นคำขาด 

“ได้ตกลงตามนั้นครับ สองอาทิตย์ก็สองอาทิตย์” ภัทรนันท์ส่งรอยยิ้มมุมปากคล้ายเยาะเย้ยส่งให้กับภัทรพลที่นี่งตรงข้าม 

“โอเค” 

“ขอบคุณครับคุณพ่อ” 

“อย่าให้นานเกินเวลานะ...เดี๋ยวพ่อจะมีน้ำโหแล้วจะพาลยกกิจการทั้งหมดให้น้องๆมันแล้วแกจะอดจนต้องไปกินแกลบแสบตุ๊ดแน่ๆ” 

“ไม่นานขนาดนั้นหรอกพ่อ หายขี้เกียจเมื่อไหร่จะรีบไปช่วยทันทีเลยครับผม” 

“ให้มันจริงเถอะเจ้าลูกชายตัวแสบ” กุลธิดาล้อเลียนลูกชายทันทีคล้ายรู้ทัน 

“ฮ่าฮ่าฮ่า เดี๋ยวดูแล้วกันนะคุณแม่ว่าจะจริงไม่จริง” ภัทรพลห้อยท้ายส่งคำตอบอย่างขำขัน 

........................................ 

  

เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นเป็นช่วงๆของผู้คนที่ต่างเข้ามาชมภาพยนตร์จนเต็มโรงหนัง ไม่ได้ทำให้หญิงสาวหน้าสวยภายใต้แว่นสายตาอันหนาเตอะที่กำลังนั่งเคี้ยวป๊อปคอร์นอย่างช้าๆ จะเกิดความรู้สึกสนุกสนานตามไปด้วยได้เลยสักนิดถึงแม้ว่าหนังมันจะสนุกมากแค่ไหนก็ตามเถอะ เก้าอี้หนานุ่มขยับพร้อมกับร่างบางที่ลุกขึ้นเดินออกจากโรงหนังอย่างไม่รู้สึกเสียดายค่าตั๋วเลยแม้แต่น้อย มือบางหยิบโทรศัพท์ทัชสกรีนรุ่นล่าหลังออกจากกระเป๋าสีสวยราคาถูกรูปทรงจำเจที่สามารถหาซื้อได้ตามตลาดนัดทั่วไปมาดู แล้วก็ต้องถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเพราะไม่มีสายเข้าหรือแม้แต่โทรฯผิดเข้ามาเลยสักนิด นอกเสียจากข้อความลุ้นหวยหรือจากเครือข่ายโทรศัพท์ที่เธอใช้อยู่ส่งเข้ามาเพื่อเสนอโปรโมชั่นเสริมต่างๆเพียงเท่านั้น 

“เฮ้อ จะมีชายหนุ่มหล่อๆโทรฯผิดเข้าหาฉันเหมือนในหนังบ้างไหมเนี่ย” ปาริตาบ่นกับตัวเองอย่างเศร้าๆก่อนจะพ่นลมออกจากปากอย่างเบื่อหน่าย 

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด 

รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นในทันที 

“สุดท้ายฉันก็ไม่ได้ไร้ค่าถึงขนาดไม่มีคนโทรฯมาหาหรอกนะ คิกคิก” มือบางที่ถือโทรศัพท์อยู่ก่อนหน้านี้ยกขึ้นมามองหน้าจอที่แทบจะมองเห็นไม่ชัด เพราะร่องรอยการแตกของหน้าจอมือถือที่มีมากเสียยิ่งหมายเลขที่บันทึกลงในเครื่องเสียอีก 

“เบอร์ใครละเนี่ย...หรือว่า...จะเป็นเบอร์ชายแปลกหน้ารูปหล่อเหมือนในหนังที่เราเพิ่งดูเมื่อกี้อ่ะ ปากศักดิ์สิทธิ์จริงๆเลยยัยปลาเอ๊ย” อย่างน้อยความคิดเพ้อฝันของปาริตาก็ทำให้เธอเองมีความสุขได้อย่างไม่ยากเย็น 

“สวัสดีค่ะ” ปาริตากรอกน้ำเสียงหวานใสนุ่มนวลและอ่อนหวานที่สุดอย่างที่เธอเองก็ไม่เคยทำมาก่อนราวกับว่าคนปลายสายคือเจ้าชายรูปงามตามความฝันของเธอ 

“เฮ้ย ไอ้เวร!” ดวงตาที่ยิ้มจนเป็นสระอิเบิกโพรงเพราะคำพูดแรกที่ได้ยิน ปากบางอ้าค้างราวกับกำลังจะเถียงกลับแต่ไม่สามารถหาช่วงเวลานั้นได้เลย 

“มึงอยู่ไหนเนี่ย...กูมารอนานแล้วนะถ้ายังไม่มาภายในอีกสิบนาทีกูจะฆ่ามึงให้ตายเลยคอยดู” สิ้นเสียงคำขู่สัญญาณก็ถูกตัดหายไปอย่างรวดเร็วทำเอาปาริตายืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่หน้าโรงหนัง เสียงที่มาตามสัญญาณมันดังและเร็วเกินกว่าที่ปลายสายจะได้ยินเสียงของเธอในตอนแรกถึงได้ไม่รู้เลยว่ากำลังโทรผิดอยู่ 

“นี้ถ้าฉันไปช้าเกินสิบนาทีฉันต้องตายใช่ไหมเนี่ย อีตาบ้าเอ๊ย! เสียงก็ออกจะหล่อแมนแฮนซั่มถ้าแค่โทรผิดธรรมดาจะไม่ว่าเลยแต่นี้ยังมาปากกรรไกรใส่ฉันอีก อย่าโทรฯมาอีกนะไม่งั้นแม่จะด่าให้ยับเลยคอยดู” ปาริตาหัวเสียก่อนที่จะเก็บมือถือเครื่องเก่าลงกระเป๋าอย่างรวดเร็วแล้วรีบกลับบ้านทันที 

การอยู่นิ่งๆบนรถโดยสารมันช่างเป็นอะไรที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับปาริตากับการใช้ชีวิตในเมืองหลวง ที่มีรถติดบนท้องถนนยาวยิ่งกว่าขบวนแห่สิงโตในงานศาลเจ้าตอนกินเจเสียอีก บวกกับอากาศที่ร้อนราวกับอยู่ในตู้อบมันยิ่งทำให้เธออารมณ์เสียมากขึ้นเรื่อยๆ 

“มันจะติดอะไรกันนักหนาเนี่ย” ปาริตาบ่นกระปอดกระแปดอย่างเบื่อหน่ายอยู่บนรถเมล์ฟรีสายหนึ่งที่เต็มไปด้วยผู้คนยืนเบียดเสียดกันราวกับปลากระป๋องราคาแพง เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์รุ่นเก่าที่แทบจะไม่อยากให้ใครเห็นสภาพของมันดังขึ้นมาอีกครั้งทำให้เธอต้องรีบคว้ามันออกมารับอย่างรวดเร็ว เพราะตอนนี้คนข้างๆต่างหันมองเธอเป็นตาเดียว หมายเลขที่ไม่คุ้นเคยโชว์ขึ้นอีกครั้งและเป็นครั้งที่สองของวันทำให้เธอต้องเป่าปากออกมาอย่างเซ็งๆ 

โทรฯผิดแล้วยังไม่รู้ตัวอีกนะ ถ้าคราวนี้พูดจาไม่ไพเราะเสนาะหูกับสุภาพสตรีแสนสวยอย่างฉันอีกแม่จะด่าจริงๆด้วย’ 

“สะ...” เสียงหวานใสที่เสแสร้งแกล้งทำเป็นใจเย็นยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำพูดออกมาแต่อย่างใด ก็ถูกเสียงทุ้มนุ่มของปลายสายส่งเสียงดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับเสียงหัวเราะของเหล่าผู้ชายอีกหลายคนซึ่งเท่าที่หล่อนได้ยินน่าจะมีไม่ต่ำกว่าสองหรือสามคน 

“ไอ้พลโว๊ย!! ไอ้คุณมึงครับ นี้มันเลยสิบนาทีมาสามรอบแล้วนะโว๊ย คุณมึงจะไม่มาจริงๆใช่ไหมครับ เพื่อนอย่างกูกลับมาจากเมืองนอกทั้งทีคุณมึงก็ควรจะรีบมาหาพวกกูสิครับ เฮ้ย หรือว่านอนกกสาวที่ไหนอยู่ว่ะไม่แบ่งเพื่อนเลยนะไอ้พล ฮ่าฮ่า” 

ยัง ยังจะมาหัวเราะให้ฉันฟังอีกนะ ไอ้บ้าเอ๊ย!’ 

“ดิฉันไม่ทราบนะคะว่าทำไมเพื่อนของคุณถึงไม่ยอมมาหาคุณสักที และก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพื่อนของคุณไปกกสาวคนไหนอยู่ แต่ที่รู้ๆก็คือคุณโทรฯมาผิดเบอร์เป็นครั้งที่สองโดยที่ไม่คิดจะสอบถามเลยสักนิดว่าปลายสายใช่เพื่อนของคุณหรือไม่ ไปอยู่เมืองนอกเมืองนามาก็น่าจะมีความรู้และมารยาทที่ดีอยู่บ้างนะคะ อย่าให้มีเป็นครั้งสามครั้งที่สี่อีกนะไม่อย่างนั้นแม่จะด่าให้แหลกเลย!!” ปาริตาใส่อารมณ์พูดอย่างเมามันก่อนที่จะตัดสายทิ้งอย่างไม่ใยดี 

เหอะ! ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใครอากาศร้อนๆแบบนี้คนยิ่งหงุดหงิดอยู่ ระบายกับใครไม่ได้ก็ไอ้นี้นี่แหละซวยไปนะนายอารมณ์ยิ่งร้อนๆอยู่ด้วย ไอ้รถบ้านี้ก็ไม่คิดจะขยับบ้างเลยหรือไงกันนะ’ 

ปาริตาได้เแต่คิดในใจเท่านั้นแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เพราะเท่าจากที่สังเกตสีหน้าของคนรอบข้างที่อาศัยรถสาธารณะเหมือนกันแล้วก็คงไม่มีใครจะอารมณ์ดีไปมากกว่าเธอแล้วละ 

  

............................................ 

  

สระว่ายน้ำกว้างของบ้านหลังโตที่ตอนนี้ถูกปรับเปลี่ยนและยึดให้มาเป็นสถานที่กินเลี้ยงในหมู่คณะของชายหนุ่มโสดขวัญใจสาวๆไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เสียงเพลงฮอตฮิตติดชาร์ตที่เปิดจากเครื่องเสียงราคาแพงละลิ่วของเจ้าของบ้านดังกระหึ่ม จนสาวๆเอวบางร่างน้อยเริ่มเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกอวดเรียวขาขาว และสัดส่วนอันน่าฟัดไปตามเสียงเพลง พอที่จะทำให้หัวใจชายหนุ่มได้กระชุ่มกระชวยและพองโตอยู่บ้างไม่มากก็น้อย 

“เป็นไงโทรติดป่ะว่ะไอ้เดนิส” อาทิตย์ลูกชายคนเล็กของเจ้าของร้านเครื่องเพชรชื่อดังพ่วงด้วยตำแหน่งเจ้าของบ้านและอนาคตเจ้าของบริษัทเอ่ยถามขึ้น ขณะที่มือหนึ่งยังคงถือแก้วใสที่เต็มไปด้วยของเหลวสีสวยชวนมึนเมา พร้อมกับมืออีกข้างที่ยังคงเกาะแน่นอยู่ที่เอวคอดของสาวร่างบางนุ่งน้อยนางหนึ่งที่นั่งบนตักใหญ่ 

“มันไม่รับว่ะกูโทรไปหาหลายครั้งล่ะ” เดนิสเอ่ยอย่างเซ็งๆหลังจากที่กดเบอร์ไปหาเพื่อนรักอีกคนอยู่หลายครั้งแต่ไร้การรับสายจากปลายทาง 

“สงสัยไอ้คุณพลของเราเนี่ยมันจะจับผู้ร้ายอยู่มั้งว่ะ” ริชหรือริชาร์ดหนุ่มฝรั่งตาน้ำข้าวเพื่อนรุ่นพี่ของทุกคนในกลุ่มที่เข้ามาดูแลธุรกิจซื้อขายเรือยอร์ชส่งออกทั้งในและนอกประเทศต่อจากบิดา เอ่ยแซวเพื่อนรุ่นน้องที่ยังไม่ปรากฏตัวอย่างขำขัน มือขาวถือแก้วที่มีน้ำอำพันสีสวยแผ่นหลังกว้างพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ โดยไม่สนใจสาวๆเอวคอดนุ่งสั้นที่ยืนเต้นอยู่ข้างๆเป็นนานสองนานสักนิด 

“เออว่ะ แต่ว่าผู้ร้ายของมันเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชายว่ะ ฮ่าฮ่า” เสียงของอาทิตย์เอ่ยขึ้นอย่างขำขันขณะที่ภัทรพลยังไม่ลดละความพยายามในการโทรศัพท์หาเพื่อน 

“มันรับละ เห้ย ไอ้เวร! มึงอยู่ไหนเนี่ยกูมารอนานแล้วนะถ้ายังไม่มาภายในอีกสิบนาทีกูจะฆ่ามึงให้ตายเลยคอยดู” สิ้นเสียงขู่ภัทรพลก็ตัดสายลงในทันที 

“ไอ้บ้าเอ๊ย บอกว่าจะมาๆนัดกันซะดิบดียังอุตส่าห์เบี้ยวเพื่อนซะได้ มาเมื่อไรน่าดูแน่ไอ้พล” ภัทรพลบ่นอย่างไม่จริงจังนัก 

“ไอ้พลมันว่าไงบ้างว่ะเดนิส” ริชาร์ดเอ่ยถาม 

“มันยังไม่ได้พูดเลยอะไรพี่ ผมไม่เปิดโอกาสให้มันพูดเองล่ะ ฮ่าฮ่า เออ...ว่าแต่พี่เถอะกิจการซื้อขายเรือยอร์ชร้อยล้านเป็นไงบ้างอ่ะ ดีป่ะว่ะพี่” ภัทรพลเปลี่ยนเรื่องคุยทันที 

“พูดดีๆไม่ถึงร้อยล้านเว๊ย เดี๋ยวกูงานเข้าโดนตรวจสอบละยุ่งเลยไอ้เดนนิ” ริชาร์ดตอบกลับอย่างรวดเร็ว 

“เดนิสพี่เดนิส กรุณาเรียกเต็มๆด้วยครับไอ้พี่ริช” 

“เออๆ พอดีว่าช่วงนี้มีพวกเศรษฐีฝั่งตะวันออกเข้ามาดูเรือหลายกลุ่มเลยอ่ะ ทั้งซื้อทั้งเช่าปะปนกันไปเลยยุ่งๆเรื่องเอกสารการซื้อขายนิดหน่อย แล้วอยู่ดีๆจะมาถามทำไมเนี่ยปกติไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้นิหว่า” ริชาร์ดเอ่ยถามอย่างสงสัย 

“อ๋อ พอดีว่าอีกไม่นานน้องสาวคนเล็กของผมจะเรียนจบโทแล้วอ่ะว่าจะฝากให้ไปฝึกงานกับพี่ได้ป่ะ” ภัทรพลเอ่ยถามอย่างจริงจัง 

“อ้าว มึงเป็นพี่ชายนะเว๊ยที่บ้านมึงก็มีธุรกิจตั้งหลายอย่างทำไมไม่ให้น้องมึงเรียนงานที่นั่นละ มาโยนให้กูสอนทำไม” ริชาร์ดท้วงขึ้นทันที 

“ก็เพราะเป็นพี่แท้ๆไงครับถึงไม่อยากสอนงาน ถ้าเกิดน้องมันทำงานผิดพลาดขึ้นมาจะลงโทษหนักๆก็ไม่ได้น้องเราเอง หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ไม่ได้อีกเดี๋ยวพนักงานในบริษัทฯก็จะติงเอาอีลำบากใจว่ะพี่ ฝากไว้กับพี่อ่ะดีแล้วสบายใจที่สุดนะพี่นะผมฝากน้องมันหน่อยได้ข่าวว่าพี่กำลังขาดเลขาอยู่เลยนิ” ภัทรพลอธิบายต่อเพื่อให้เพื่อนเข้าใจในเจตนารมย์ของเขา ริชาร์ดมองหน้าเพื่อนรักอย่างครุ่นคิดสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันทีทำเอาอาทิตย์ที่รู้นิสัยเพื่อนรุ่นพี่ต้องรีบเอ่ยแทรกเพื่อเปลี่ยนประเด็นทันที 

“ฝากกับกูก็ได้นะเดี๋ยวสอนงานให้” อาทิตย์เอ่ยแทรกขึ้นอย่างรู้งาน 

“ไม่ต้องเสือกเลยมึงอ่ะไปสอนงานสาวๆหุ่นอวบอกตูมของมึงเลย ขืนฝากน้องไว้กับมึงจะกลายเป็นหมาเลียกระดูกเปล่าๆ...ดูปากกูนะครับคุณหนูอาทิตย์กูไม่ไว้ใจ คน อย่าง มึง” ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่ชายหวงน้องสาวมาแต่ไหนแต่ไรก็ยิ่งทำให้อาทิตย์ชอบเย้าแหย่พี่ชายจอมโหดคนนี้ทุกทีทั้งที่รู้ว่าแซวไปก็จะต้องโดนด่ากลับมาก็ตาม 

“แล้วคุณมึงอ่ะครับไอ้เดน กลับมาเมืองไทยคราวนี้จะอยู่ชั่วคราวหรือถาวร” ริชาร์ดเปลี่ยนเรื่อง 

“เดนิสโว๊ยไอ้พี่บ้า เรียกให้มันดีๆหน่อยดิว่ะจะไม่เคารพก็ตรงนี้เนี่ยแหละ” 

“นั่นแหละๆ สรุปจะอยู่ยาวเลยม่ะ” ริชาร์ดเอ่ยถามอีกครั้งปะปนกับเสียงหัวเราะ 

“ไม่ไปไหนแล้วแหละไปอยู่ที่อื่นมานานแล้ว อยากอยู่บ้านกับแม่ให้แม่ชื่นใจบ้างดีกว่า ฮ่าฮ่า” 

“โห่!” เสียงโห่ร้องของเพื่อนๆดังขึ้นทันทีหลังจากจบประโยคที่แสนจะสวยหรูของภัทรพล 

“นึกจะเป็นเด็กดีขึ้นมาตอนอายุอยู่เลขสามเนี่ยน่ะ” เสียงพูดจาขบขำของอาทิตย์ทำให้โดนขายาวๆของเพื่อนที่นั่งตรงข้ามอย่างภัทรพลเตะไปหนึ่งทีเรียกเสียงร้องของอาทิตย์ได้บ้าง 

“เฮ้ย อย่าเล่นทีเผลอดิว่ะเจ็บนะเว้ย ไอ้ตุ๊ดเอ๊ย” อาทิตย์เอ่ย 

“ไอ้อาทิตย์มึงสิตุ๊ดเดี๋ยวจะโดนอีกที” ภัทรพลสวนทันควัน 

“แล้วเรื่อง...เอ่อ...กูหมายถึงว่า...มึงทำใจได้ยังว่ะ” ริชาร์ดกระอักกระอ่วนที่จะถามเพื่อนรักรุ่นน้องอย่างภัทรพลเพราะกลัวว่าเพื่อนจะยังทำใจไม่ได้ 

“เรื่องพลอยนะเหรอหายแล้วพี่...ปกติดีทุกอย่างทำใจได้นานแล้วพวกมึงไม่ต้องห่วง...พี่สบายมากไอ้น้อง” ภัทรพลตอบคำถามเพื่อนได้อย่างฉะฉานทั้งที่รู้ตัวเองดีว่าในใจก็ยังคงมีหญิงสาวคนนั้นอยู่เต็มอก 

“แล้วไม่คิดจะหาผู้หญิงคนไหนมาอยู่ข้างกายบ้างไงว่ะสามสิบแล้วนะเว้ย แม่ไม่บ่นอยากอุ้มหลานบ้างไงว่ะเป็นแม่กูหน่อยไม่ได้บ่นทู๊กวันบ่นจนหูชา ทำไมหาผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ของลูกมันหาไม่ได้ง่ายๆเหมือนหาผักหาปลาบ้างว่ะ” อาทิตย์บ่น 

“ใครว่าแม่กูไม่บ่นน้อยไปซิมึงโดนมาแหละแม่ก็บ่นเหมือนกันว่าอยากอุ้มหลาน แต่ขอใช้ชีวิตโสดๆทำตัวหล่อๆให้สาวๆใจละลายเล่นสักพักก่อนค่อยหาเมียปั๊มลูก ฮ่าฮ่า” ภัทรพลเอ่ยขึ้นพรางส่งสายตาเจ้าชู้วิบวับไปทางสาวๆขาวอวบที่อยู่ในชุดบิกินี่ซีทรูเซ็กซี่ขยี้ใจหนุ่มๆอยู่กลางสระว่ายน้ำ 

“แล้วลูกของเนเน่ล่ะ...ชื่ออะไรนะ” ริชาร์ดเอ่ยถามพร้อมกับทำหน้านึกถึงชื่อเด็กน้อย 

“อ๋อ นาบิลกับนูรีนนะเหรอ” 

“เออ ใช่ๆโตกันหมดยัง” 

“นาบิลเข้าโรงเรียนแล้วอยู่ที่รัฐอาบีนั่นแหละครับส่วนนูรีนขวบกว่าๆกำลังซนเลย เห็นเนเน่โทรมาบอกว่าปิดเทอมนี้จะพานาบิลกับนูรีนมาหาแม่นี้ดีใจยกใหญ่เลย คิดถึงทั้งลูกสาวและหลานๆ” 

“เนเน่สบายเลยดิตอนนี้” อาทิตย์เอ่ยถาม 

“ก็สบายดีนะเพิ่งกลับไปรัฐอาบีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง” 

“งั้นเหรอ...เห้ย ไอ้พลมันอยู่ไหนแล้วว่ะเนี่ย” อาทิตย์ที่นึกถึงเพื่อนก็เอ่ยโพรงถึงเพื่อนอีกคนขึ้นมาทันที 

“นั้นน่ะดิ ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูโทรตามมันเองสงสัยต้องให้ด่าไอ้นี้นิเป็นตำรวจยังไงว่ะไม่รักษาเวลาเอาซะเลย รอแปบพวกมึง” ภัทรพลต่อสายถึงเพื่อนรักอีกครั้งรอฟังเสียงสัญญาณอยู่พักนึงกว่าคนปลายสายจะรับก็เล่นเอาเจ้าของมือถือสบถกับตัวเองไปหลายรอบทีเดียว 

“ไอ้พลโว๊ยยยย ไอ้คุณมึงครับ นี้มันเลยสิบนาทีมาสามรอบแล้วนะโว๊ยคุณมึงจะไม่มาจริงๆใช่ไหมครับ เพื่อนอย่างกูกลับมาจากเมืองนอกทั้งทีคุณมึงก็ควรจะรีบมาหาพวกกูสิครับ เฮ้ย หรือว่านอนกกสาวที่ไหนอยู่ว่ะไม่แบ่งเพื่อนเลยนะไอ้พล ฮ่าฮ่า” ภัทรพลเอ่ยขึ้นคล้ายน้อยใจแต่ก็แอบจิกกัดเพื่อนอย่างสนุกปากในตอนท้ายได้อย่างแนบเนียน พร้อมเรียกเสียงหัวเราะเฮฮาทั้งของอาทิตย์และริชาร์ดได้เป็นอย่างดี 

“ดิฉันไม่ทราบนะคะว่าทำไมเพื่อนของคุณถึงไม่ยอมมาหาคุณสักที และก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเพื่อนของคุณไปกกสาวคนไหนอยู่ แต่ที่รู้ๆก็คือคุณโทรฯมาผิดเบอร์เป็นครั้งที่สองโดยที่ไม่คิดจะสอบถามเลยสักนิดว่าปลายสายใช่เพื่อนของคุณหรือไม่ ไปอยู่เมืองนอกเมืองนามาก็น่าจะมีความรู้และมารยาทที่ดีอยู่บ้างนะคะ อย่าให้มีเป็นครั้งสามครั้งที่สี่อีกนะไม่อย่างนั้นแม่จะด่าให้แหลกเลย!!” 

ใบหน้าที่ยิ้มแย้มในตอนแรกของภัทรพลถึงกับต้องเหวอไปทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงของปลายสายดังขึ้น คำพูดของแม่คุณที่ยาวเป็นหางว่าวทำให้เขาไม่อาจจะแทรกหรือเอ่ยขอโทษอะไรได้เลย 

 ‘อ้าว นี้กูโทรผิดเหรอว่ะเนี่ย ไอ้เดนิสเอ๊ยทำไมไม่ดูเบอร์ให้ดีก่อนว่ะ ขอโทษในใจละกันนะครับ ถ้ามีโอกาสเจอกันไว้ผมจะชดเชยอย่างอื่นให้นะ’ ภัทรพลคิดอยู่ในใจ 

“เป็นไรว่ะไอ้เดนิสทำหน้าอย่างกับคนปวดอึ” อาทิตย์ทักขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนหน้าเหวอไปในทันตา 

“โทรผิดว่ะ สงสัยโทรผิดตั้งแต่ตอนแรกละถึงว่าทำไมไอ้พลมันไม่มาสักที” 

“เงิบขนาดนี้สงสัยจะโดนด่าเสียแล้วกระมังท่านเดนิส ฮ่าฮ่า” ริชาร์ดถามกลับด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มคล้ายกำลังจะเยาะเย้ยเพื่อนรุ่นน้อง 

“เอ่อดิว่ะ ด่าแบบจิกๆอ่ะพี่ผู้หญิงสมัยนี้เป็นแบบนี้เหรอว่ะน่ากลัวจริงๆ เนี่ยแหละนะผู้ชายถึงชอบอยู่แบบโสดๆมากกว่า” 

“รู้ก็ดีแล้วว่าผู้หญิงอ่ะน่ากลัวงั้นมึงก็กรุณาอยู่แบบโสดๆต่อไปนะครับ ผู้หญิงที่เหลือทั้งหมดจะได้เป็นของกระผมแต่เพียงผู้เดียว ฮ่าฮ่าฮ่า” อาทิตย์เสริมทัพต่อท้ายอย่างอารมณ์ดี 

“เฮ้ ทุกคนมาแล้วๆ โทษทีว่ะเพื่อนมาช้าไปหน่อยรถโคตรติดเลย แถมแบตโทรศัพท์ก็ดันมาหมดอีก” สามหนุ่มที่นั่งกันอยู่ก่อนหน้าหันมองตามเสียงของเอกอดุลหรือร้อยตำรวจเอกเอกอดุลพร้อมกันในทันที 

“แหมพ่อเจ้าประคุณเอ๊ย กว่าจะเสด็จมาได้นะมึง” อาทิตย์ใส่ก่อนคนแรกทันทีเมื่อเห็นว่าเอกอดุลกำลังเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา 

“แหม ไอ้อาทิตย์มึงทำอย่างกับว่าถนนเมืองไทยโล่งไม่มีรถสักคันอย่างนั้นแหละ กูมาถึงช้านิดช้าหน่อยทำมาเป็นบ่นไอ้นี้นิ” เอกอดุลเดินเข้าไปนั่งในที่ว่างระหว่างอาทิตย์กับริชาร์ด ก่อนที่มือหนาจะคว้าแก้วน้ำสีอำพันตรงหน้ามาดื่มเพื่อดับกระหายจนหมดแก้วอย่างรวดเร็วจนเพื่อนๆต้องห้ามปราบ 

“เฮ้ยๆๆๆ ไอ้พลเหล้านะเว้ยไม่ใช่น้ำเปล่ายกซดซะหมดแก้วแบบนี้ อยากเมาตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินไงว่ะมึง” ภัทรพลเอ่ยห้ามขึ้นเมื่อเห็นเพื่อนรักซดน้ำสีสวยในแก้วจนเรียบ 

“ก็หิวน้ำอ่ะ เจ้าบ้านมันก็ไม่ดูแลแขกเหรื่อในงานเล๊ยนั่งมองแต่หุ่นสาวๆอยู่ได้” เอกอดุลแขวะเพื่อนข้างๆทันที 

“ฮ่าฮ่า ไอ้พลมันด่ามึงว่าบ้ากามอ่ะ” ริชาร์ดเสริมท้ายอย่างสนุกปาก 

“รู้แล้ว! พี่จะย้ำทำไมว่ะเดี๋ยวจะโดนอีกคนไอ้พี่บ้านี้ เออ...เดี๋ยวมานะขอรับไอ้เพื่อนผู้ประเสริฐทั้งหลายเดี๋ยวกระผมจะไปเอาน้ำดื่มมาให้ขอรับ” 

“ขอบใจนะครับ ไอ้ขี้ข้า” สิ้นเสียงแซวกันไปมาของเพื่อนทั้งสองเอกอดุลก็เกือบโดนศอกของอาทิตย์เข้าให้ 

ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกนิยายของไรท์นะคะ ขอบคุณทุกการสนับสนุน หนึ่งคอมเมนท์ หนึ่งยอดวิว หนึ่งการติดตาม คือกำลังใจที่ดีที่สุดของไรท์ ขอบคุณทุกคำติชม ไรท์จะนำไปพัฒนาปรับปรุงต่อไป หวังว่านิยายของไรท์จะสร้างความสนุกให้ทุกคนได้ ไม่มากก็น้อยนะคะ ฝากติดตาม และ สนับสนุนนิยายเรื่องต่อๆไปของไรท์ด้วยนะคะ ขอบุคณค้า ^^
แสดงเพิ่มเติม
แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น