ยินดีต้อนรับทุกคนค่ะ เรื่องท่านอ๋องเจ้าขา...ข้ายอมแล้ว เปิดให้อ่านฟรีไม่ติดเหรียญ ฉบับนี้เป็นฉบับรีไรท์แล้วนะคะ ขอบคุณทุกกำลังใจจริง ๆ

ดูเหมือนท่านอ๋องกำลังหึงหม่อมฉันอยู่ (1)

ชื่อตอน : ดูเหมือนท่านอ๋องกำลังหึงหม่อมฉันอยู่ (1)

คำค้น : ท่านอ๋อง, จีน, จีนโบราณ, ฟิน, จิกหมอน, NC, พระเอกงานดี, รักเมีย, หลงเมีย

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ต.ค. 2561 08:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ดูเหมือนท่านอ๋องกำลังหึงหม่อมฉันอยู่ (1)
แบบอักษร

แสงอาทิตย์ยามอัสดงสะท้อนลงสู่พื้นน้ำเป็นแสงระยิบระยับ ทิวทัศน์พลันแปรเปลี่ยนเพียงอาบไล้ด้วยสีส้ม สายลมโชยพัดอย่างแผ่วเบาไปตามการเคลื่อนที่ของลำเรือ อากาศกำลังเย็นสบายเหมาะแก่การขึ้นมายังดาดฟ้าเรือเพื่อชมทัศนียภาพตลอดสองฝากฝั่ง เรือลำใหญ่แล่นไปตามแม่น้ำ นอกจากนี้ยังมีเรือเล็กสำหรับกองทหารรักษาพระองค์อยู่รายล้อม การเดินทางครั้งนี้จึงนับว่าเอิกเกริกยิ่งใหญ่สมกับฐานะของฮ่องเต้

เยี่ยนเยว่ฉีให้ซูจิ้งเฝ้าอยู่ที่ห้องพัก ส่วนนางก็มายังดาดฟ้าเรือตามที่พี่ชายคนรองนัดแนะ นางเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ครู่หนึ่งก็พบเงาร่างของเขา เยี่ยนจิ้นหลิงไม่ได้อยู่เพียงลำพังแต่กำลังสนทนากับบุรุษรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่งอยู่ หญิงสาวสูดลมหายใจรวบรวมความกล้าและสติทั้งหมดที่มี นางแขวนรอยยิ้ม ปรับสีหน้าก่อนที่จะเดินเข้าไป

“พี่รอง เยว่ฉีมาแล้ว” เสียงเรียกดุจระฆังใสทำให้เยี่ยนจิ้นหลิงหันกายมาหาน้องสาวคนงาม

“น้องเล็กมาแล้ว เจ้าจำคุณชายเฟิงหลี่จื้อได้หรือไม่?”

นัยน์ตาหวานล้ำปรายขึ้นสบกับบุรุษซึ่งเป็นคู่สนทนาของพี่ชาย นางเพ่งพิจารณาใบหน้าของเขา จากนั้นรอยยิ้มกว้างแสดงอาการยินดีก็แขวนอยู่บนริมฝีปากอิ่มงาม

“คุณชายเฟิงท่านย้ายไปพำนักที่เมืองต้าชานไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดจึงมาอยู่บนเรือนี้ได้เล่า?” นางรู้สึกตื่นเต้นยินดีเมื่อได้พบเขาอย่างแท้จริง ท่าทางดีอกดีใจนี้ทำให้เฟิงหลี่จื้อใบหูแดงซ่าน ปากของเขาไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดได้ด้วยตะลึงงันในความงามของสตรีเบื้องหน้า

“จริงสิเจ้าคงไม่รู้ จอหงวนฝ่ายบู๊ปีนี้ก็คือเขา หลังจบงานบวงสรวงแล้วคุณชายหลี่จื้อก็จะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ตำแหน่งรองแม่ทัพของท่านพ่อก็ถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว” เมื่อเห็นสหายเก่ายังคงอยู่ในภวังค์ เยี่ยนจิ้นหลิงจึงถือวิสาสะตอบคำถามแทนเขา

“เยว่ฉียินดีกับคุณชายเฟิงด้วย”

เฟิงหลี่จื้อรู้สึกขัดใจเมื่อได้ยินนางเรียกเขาอย่างห่างเหิน “เจ้าเรียกข้าพี่หลี่จื้อเหมือนเดิมก็ได้”

“พี่หลี่จื้อ”

“แบบนี้ค่อยรู้สึกดีขึ้น”

เฟิงหลี่จื้อนั้นเป็นเพื่อนบ้านของพวกเขาที่เมืองหานจีมาก่อน บิดาของเขาเป็นรองแม่ทัพคนสำคัญของเยี่ยนหยางเจี๋ย สามพี่น้องตระกูลเยี่ยนค่อนข้างสนิทกับจอหงวนฝ่ายบู๊คนใหม่นี้ไม่น้อย โดยเฉพาะเยี่ยนเยว่ฉีที่ถูกเขาเอาอกเอาใจมาตั้งแต่เด็ก ต่อมารองแม่ทัพเฟิงได้รับการสนับสนุนและแต่งตั้งเป็นแม่ทัพไปรักษาการที่เมืองต้าซาน พวกเขาจึงต้องแยกจากกัน เมื่อไม่ได้พบหน้านานถึงห้าปีทำให้มีเรื่องมากมายให้สนทนา กิริยาท่าทางดีอกดีใจของเยี่ยนเยว่ฉีแสดงออกมาจากใจมิได้เสแสร้ง

ผู้ที่อยู่บนดาดฟ้าเรือต่างมองมายังกลุ่มของพวกเขา หนึ่งคือบุรุษผมเงินรูปงามแห่งแคว้น หนึ่งคือสตรีงดงามที่ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมั้นของฉินอ๋อง พวกเขาทั้งสองกำลังสนทนาพาทีกับจอหงวนฝ่ายบู๊คนใหม่แห่งราชสำนักจะไม่ให้ผู้คนสนใจได้อย่างไร คุณหนูทั้งหลายต่างแอบมองมายังบุรุษทั้งสอง พวกนางนึกอยากเป็นเยี่ยนเยว่ฉีด้วยต่างรู้สึกอิจฉาบุตรสาวท่านแม่ทัพใหญ่ที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับบุรุษหล่อเหลาเหล่านี้ มิหนำซ้ำยังเป็นว่าที่หวางเฟยของฉินอ๋องผู้งามสง่าอีกด้วย

ผ่านไปครู่หนึ่งมู่เลี่ยงหรงพร้อมทั้งพี่น้องตระกูลถางก็ก้าวขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่ม่านตาของตนคือภาพของเยี่ยนเยว่ฉีที่ยิ้มพรายอย่างเป็นธรรมชาติกับชายอื่น ยามเห็นริมฝีปากอิ่มนั่นกำลังขยับหัวเราะไปกับบทสนทนาที่มาจากบุรุษในชุดสีน้ำเงินเข้ม ความเจ็บปวดกระแสหนึ่งก็ถาโถมเสมือนมีเข็มพันเล่มปักลงบนหัวใจก็มิปาน อาจจะเป็นเพราะคู่หมั้นสาวไม่เคยมีท่าทีเช่นนี้กับเขาเลยสักครั้ง ‘ความรู้สึกนี้คืออะไร ทำไมมันช่างทรมานยิ่งนัก’

เยี่ยนจิ้นหลิงลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นสายตาผิดหวังระคนปวดร้าวของฉินอ๋อง ที่แท้บุรุษเย็นชาผู้นั้นก็มีอารมณ์อย่างอื่นเหมือนกันสินะ นึกว่าจะหยิ่งผยองเป็นอย่างเดียวเสียอีก เขาอยากจะหัวเราะให้ดั่งลั่นเสียเหลือเกิน แต่ก็กลั้นเอาไว้ ‘ฉินอ๋องเจ้ามองมาสิ จงมองภาพนี้ให้เต็มตา’

ครั้นได้เห็นแววตาจิ้งจอกนั่นคิ้วของมู่เลี่ยงหรงก็กระตุก ได้แต่คิดว่าหากเขาแสดงกิริยาอะไรในตอนนี้ ย่อมเป็นที่ขบขันให้เยี่ยนจิ้นหลิงหัวเราะเยาะเอาได้ บุรุษผู้เย่อหยิ่งจึงปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉย ในเมื่อยิ่งอยู่ตรงนี้ยิ่งมีโทสะ การจากไปตั้งหลักน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในตอนนี้ ท่านอ๋องพยายามเก็บงำอาการก่อนจะเดินนำถางซือเซียนกับอัครเสนาบดีไปทางห้องโถงอย่างมิรั้งรอ เขาไม่ต้องการเห็นภาพบาดนัยน์ตานี้อีกแม้แต่ชั่วเค่อ

เยี่ยนจิ้นหลิงรู้สึกอัศจรรย์ใจไม่น้อยที่ฉินอ๋องเก็บกักอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม แต่สายตากรุ่นโกรธนั่นไม่อาจเล็ดลอดจากการสังเกตของจิ้งจอกไปได้ ‘ตีเหล็กก็ต้องตีตอนร้อนสิถึงจะได้ผลลัพธ์ชั้นดี ฉินอ๋องท่านคิดว่าแค่นี้จะหนีพ้นหรือ นี่มันบนเรือนะ’

“เอาล่ะ ได้เวลาอาหารค่ำแล้ว พวกเราไปห้องโถงทานข้าวกันก่อนดีกว่า” เยี่ยนจิ้นหลิงเอ่ยชวน

“ดีเหมือนกัน น้องก็รู้สึกหิวแล้ว”

“หลี่จื้อเจ้ามาร่วมโต๊ะกับพวกข้าสิ ท่านแม่ทัพเฟิงคงไม่ว่ากระไรหรอก”

“หากไม่รังเกียจหลี่จื้อขอรบกวนแล้ว”

บุรุษผมสีเงินยกยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็สาวเท้าเดินนำสหายเก่ากับน้องสาวแสนสวยไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อร่วมรับประทานอาหาร ตลอดเส้นทางเฟิงหลี่จื้อปรายสายตามองเยี่ยนเยว่ฉีอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งถึงที่หมาย

เนื่องจากไม่ใช่งานเลี้ยงที่นั่งจึงถูกจัดวางไว้สำหรับครอบครัวของผู้ที่ร่วมเดินทาง ส่วนฮ่องเต้กับฮองเฮานั้นทรงประทับอยู่ในห้องแยกที่มีม่านกั้นอีกชั้นหนึ่ง

เยี่ยนหยางเจี๋ยกับบุตรชายคนโตนั่งดื่มสุรากันอยู่ก่อนแล้ว เยี่ยนจิ้นหลิงรีบพาน้องสาวกับเฟิงหลี่จื้อเข้าไปร่วมวง หลังจากทักทายกัน บรรยากาศบนโต๊ะของท่านแม่ทัพใหญ่ดูจะครึกครื้นเป็นพิเศษ เขาถึงกับรินสุราให้เฟิงหลี่จื้อด้วยตนเอง จอหงวนหนุ่มดื่มรวดเดียวหมดเพื่อเป็นการให้เกียรติผู้อาวุโส

เยี่ยนหยางจงซึ่งปกติไม่ค่อยพูดจากลับสรวนเสเฮฮาเป็นพิเศษ รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าคร้ามเข้มคมสันนั้นเรียกความสนใจจากบรรดาคุณหนูทั้งหลายได้อย่างมาก ตรงกันข้ามกับเยี่ยนจิ้นหลิงที่ปกติจะรู้จักโอภาปราศรัยมากกว่า แต่วันนี้กลับนั่งกินข้าวด้วยท่าทีสงบอย่างผิดวิสัย ครั้นบุรุษผมสีเงินปรายสายตาไปยังสตรีที่พากันจดจ้องเขาอยู่พวกนางก็แทบเป็นลมหมดสติ

ส่วนเยี่ยนเยว่ฉีวันนี้ก็ดูสดชื่นแจ่มใสยิ่งนัก ด้วยนางแขวนรอยยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติไว้บนใบหน้าตลอดเวลา ยิ่งขับเน้นความงดงามของนางขึ้นอีกสามส่วน ไม่ว่านางจะหัวเราะ หรือยกมือขาวผ่องลูบไล้ไปบนเส้นผมสีดำดุจราตรี อากัปกิริยาเพียงเท่านี้ก็สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาคุณชายทั้งหลายได้ไม่น้อย แต่ทันทีที่นึกได้ว่าคู่หมั้นของนางคือฉินอ๋อง บุรุษทุกคนที่รักตัวกลัวตายต่างก็รีบเก็บสายตากลับ เนื่องจากไม่อยากถูกพยัคฆ์เคียงบัลลังก์หมายศีรษะ

มู่เลี่ยงหรงยังคงนั่งหน้านิ่ง เขาเพียงปรายสายตามองคู่หมั้นสาวเป็นระยะเท่านั้น แต่มือข้างหนึ่งกลับกำหมัดเอาไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน รู้สึกว่าโลหิตในการตนนั้นเดือดพล่าน โทสะพวยพุ่งจนกลิ่นอายสังหารเริ่มแผ่กระจายออกมา ถางซือเซียนต้องเรียกชื่อท่านอ๋องเพื่อดึงสติหลายครั้ง

“ซือเซินเจ้ารู้จักบุรุษน่าตายผู้นั้นหรือไม่?” ในที่สุดมู่เลี่ยงหรงก็อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป “หากข้าควักลูกตาของเขาออกมา แล้วค่อย ๆ เฉือนร่างนั้นเป็นชิ้น ๆ จากนั้นก็นำไปเลี้ยงปลาแสนรักในบ่อของข้าจะมีผลกระทบอะไรกับพระเชษฐาบ้าง?”

“เขาคือบุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพเฟิง นามเฟิงหลี่จื้อ”

“อ่อ ที่แท้ก็จอหงวนฝ่ายบู๊คนใหม่” มู่เลี่ยงหรงเหยียดปากเป็นเส้นตรง “วรยุทธ์ของเขาคงพอทำให้ข้าได้ออกเหงื่อกระมัง”

“ท่านอ๋องโปรดลดโทสะ หากเกิดเรื่องบนเรือพระที่นั่งเกรงว่าจะทำให้ฮ่องเต้ทรงพิโรธได้” ถางซือเซินปาดเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ที่ผุดพราย

“ท่านพี่เลี่ยงหรงพี่เยว่ฉีเป็นสตรีงดงามออกปานนั้น บุรุษใดได้เข้าใกล้ย่อมไม่สามารถละสายตาจากนางได้” ถางซือเซียนรู้ว่าความอดทนของฉินอ๋องใกล้จะหมดลงแล้ว หากที่นี่ไม่ใช่ห้องโถงที่มีผู้คนมากมาย นางคงบังคับให้เขาดมกลิ่นจรุงจิตเพื่อสงบสติไปแล้ว

“ซิ่นเฉิง! กระบี่ข้า”

สิ้นคำองค์รักษ์หนุ่มที่เร้นกายอยู่ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาก้าวเข้ามาพร้อมกระบี่เล่มหนึ่ง

“ไม่นะ” ถางซือเซียนมองหน้าซิ่นเฉิงเขม็ง นางรู้ว่าองค์รักษ์ผู้นี้ไม่เคยขัดฉินอ๋องแม้แต่ครั้งเดียว “เจ้าอย่าได้เข้ามาให้ข้าคุยกับท่านพี่ให้แล้วก่อน”

ซิ่นเฉิงจึงหยุดยืนห่างออกไปเพียงหนึ่งจั้ง สองมือถือกระบี่ของมู่เลี่ยงหรงเอาไว้ หากท่านอ๋องประสงค์จะใช้ย่อมคว้าไปได้ทันที ทำเช่นนี้เท่ากับเขาไม่ได้ขัดคำสั่งผู้เป็นนาย

“ข้าไม่อาจทำตัวเป็นบุรุษใจกว้างได้หรอกเซียนเอ๋อร์”

“ท่านพี่มีโทสะเพราะชอบนาง หรือไม่อยากเสียหน้ากันแน่เพคะ”

“เจ้าไม่ควรถามข้าเช่นนี้” นัยน์ตาหงส์เข้มขึ้นหลายส่วน เขารู้สึกดั่งมีไฟสุมอยู่ในอกทำให้ทรมานเหลือทน บุตรสาวท่านแม่ทัพยังคิดจะหักหน้าเขาอีกกี่ครั้งกี่หนกัน แต่จะให้ลงมือทำร้ายนางในดวงใจได้อย่างไร เช่นนั้นเขายินดีเลือกที่จะเป็นคนโฉดโหดเหี้ยม แล้วหาทางประหัตประหารบุรุษผู้บังอาจให้ไปเฝ้าเพ้อถึงเยี่ยนเยว่ฉีที่บ่อน้ำพุเหลืองแทน “ข้าไม่อาจทนเห็นภาพนี้ได้อีกต่อไป เจ้าคงพอจะรู้จิตใจของข้าอยู่บ้างกระมัง”

“ซือเซียนรู้เพคะ ท่านพี่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน” นัยน์ตาสุกใสจ้องเขาเขม็ง นางยิ้มอ่อนหวานให้แบบที่เคยทำ หวังว่าใบหน้าอันเจริญหูเจริญตานี้จะช่วยให้พี่ชายบุญธรรมยกเลิกความคิดที่จะไปฆ่าใคร “แต่ทำแบบนี้ไม่สมเป็นฉินอ๋องเลยสักนิด”

“แล้วอย่างไรถึงจะสมกับการเป็นตัวข้าเล่า?” มู่เลี่ยงหรงส่งสัญญาณให้ซิ่นเฉิงจากไป สองพี่น้องตระกูลถางถึงกับลอบขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายอยู่ในใจ

“รอสืบให้กระจ่างก่อนว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ดูเหมือนว่าแม่ทัพเฟิงเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านไคกั๋วกงมาก่อน เป็นไปได้ว่าพวกเขาเป็นแค่สหายเก่ากัน” ถางซือเซินรีบเสนอหนทาง

“สหาย...เจ้าตาบอดหรือไร ซือเซินหากเป็นเจ้าเล่าจะทนได้หรือไม่?”

“หากท่านอ๋องถามเช่นนี้ ซือเซินก็ขอตอบอย่างไม่ลังเล ในแคว้นหานนี้ไม่มีผู้ใดจะทานทนเรื่องเช่นนี้ได้มากไปกว่ากระหม่อมอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าไม่เห็นรู้ เจ้าไปพบเจอเรื่องแบบนี้มาเมื่อใด?” มู่เลี่ยงหรงขมวดคิ้ว พลางจ้องตาของพระสหายอย่างค้นหาคำตอบ

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ได้โปรดอย่าถามอีกเลย” ถางซือเซินหลุบตาลงเล็กน้อย ประหนึ่งไม่ต้องการให้มู่เลี่ยงหรงเห็นแววตาอันปวดร้าวของตนเอง

“ซือเซินข้าขอโทษ”

“กระหม่อมคงรับไม่ไหว ท่านอ๋องไม่ได้ทำผิดอันใดไม่ต้องกล่าวเช่นนั้นกับซือเซิน”

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

“ซือเซินรู้...” อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายเงยหน้าขึ้น ยกยิ้มที่มุมปากเพื่อคลายความกังวลใจให้สหายผู้สูงศักดิ์

หลังจากปรับความเข้าใจกับถางซือเซินเรียบร้อยแล้ว มู่เลี่ยงหรงจึงหันกลับไปยังโต๊ะของตระกูลเยี่ยนอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นเงาร่างของเยี่ยนเยว่ฉีกับเฟิงหลี่จื้อเสียแล้ว ถึงแม้เมื่อสังเกตดี ๆ เยี่ยนจิ้นหลิงจะหายไปด้วยก็ตาม ความรู้สึกกระวนกระวายแทรกซึมเข้ามาอย่างเฉียบพลัน เขาไม่อาจจะวางใจอะไรได้ทั้งสิ้น ด้วยรอยยิ้มแสนงดงามที่นางมอบให้ชายคนนั้นเป็นแบบที่ไม่เคยมีให้กับตนเอง

ความรู้สึกริษยายังคงตอกย้ำในจิตใจ ท่านอ๋องหนุ่มรีบลุกขึ้นแล้วสาวเท้าออกไปเพื่อตามหาคู่หมั้นในทันที


***********************

โปรดติดตามพาร์ทต่อไปเจ้าค่ะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว