ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : PRAMUK-3-

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 20.6k

ความคิดเห็น : 59

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2561 20:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
PRAMUK-3-
แบบอักษร

-3-

“นายออกไปทำงานครับ เดี๋ยวผมจะพาคุณไปเอาของที่หอพักเอง”

“มาไทยก็ต้องทำงานด้วยเหรอ” ประมุขกะพริบตาปริบๆ ถามคุณบอดี้การ์ดด้วยความงุนงง ตอนที่ตื่นเช้ามาแล้วไม่เห็นคนข้างกาย เขาก็คิดว่าอยู่แล้วว่าเกรย์คงออกไปข้างนอก โน้ตที่วางไว้บนโต๊ะก็บอกแค่ว่าเดี๋ยวจะกลับมากินข้าวกลางวันด้วย แต่บอกว่าไปทำงานก็ออกจะเกินไปหน่อย 

เพิ่งมาถึงเมื่อวานแท้ๆ... น่าจะพักสักหน่อยนะ

“ไม่ว่าไปที่ไหนนายก็ต้องทำงานครับ”

“ผมเข้าใจ... แต่คงเหนื่อยน่าดูเลย” เขาว่าแล้วเงยหน้ามองพี่การ์ดคนเดิมที่เมื่อวานเอาแต่ยืนนิ่งไม่ยอมคุยด้วย “พี่ๆ ก็คงเหนื่อยเหมือนกันใช่ไหมล่ะ”

“…”

“ว่าแต่คุยกับผมได้แล้วเหรอ เมื่อวานยังเงียบใส่อยู่เลย”

“คุยได้ครับ” รองหัวหน้าทีมเอตอบรับสั้นๆ โดยไม่อธิบาย จะให้บอกตามตรงว่าเป็นคำสั่งของนายที่ไม่อยากให้คนของตัวเองเหงาก็คงไม่เหมาะนัก ปกติพวกเขาทำแต่งานเบื้องหลัง ไม่เคยต้องออกไปไหนมาไหนหรือพูดคุยกับใครคนอื่นนอกจากนาย พอได้ยินคำสั่งก็สร้างความประหลาดใจให้ไม่น้อยเหมือนกัน

“พวกคุณชื่ออะไรกันบ้างเหรอ” คนอัธยาศัยดีชวนคุยทั้งที่ยังยืนอยู่ในท่ายื่นหัวออกมาจากหลังประตูเหมือนเดิม

“เรียกผมว่าวิกเตอร์” รองหัวหน้าทีมที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปออกคำสั่งกับคนอื่นๆ ต่ออีกทอด “แนะนำตัว!”

“อเล็กซ์ครับ!”

“มาร์ตินครับ!”

ประมุขกวาดตามองทุกคนที่แนะนำตัวแล้วพยายามจดจำชื่อให้ได้มากที่สุด ใบหน้าสะอาดสะอ้านดูเคร่งเครียดจนดูน่าขำ หากเป็นคนทั่วไป ไม่ใช่ทีมบอดี้การ์ดที่ถูกฝึกมาเป็นอย่างดีคงหลุดหัวเราะออกมาแล้ว

“ผมจะพยายามจำชื่อให้ได้นะ... เดี๋ยวไปหยิบของแล้วจะรีบออกมานะครับ” เขาหันไปผงกหัวให้วิกเตอร์ที่พยักหน้ารับหนึ่งครั้งแล้วรีบมุดกลับเข้าไปในห้อง ตรงไปคว้าข้าวของจำเป็นมาถือไว้ เตรียมออกไปเก็บข้าวของที่หอตามคำบอก ทว่ายังไม่ทันได้ก้าวไปไหนโทรศัพท์ก็สั่นครืดติดต่อกันหลายทีจนต้องก้มลงมอง 

ครืด ครืด

ขนาดเขาหยิบขึ้นมาถือไว้ในมือแล้วยังสั่นต่อไม่หยุดอีก

DD: อีมุข

DD: นี่มึงเจอผัววันแรกก็ใช้อำนาจของเขาแล้วเหรอ

DD: อะไรคือการให้ลูกน้องมาจ่ายค่าเหล้าให้เน่ีย

DD: พวกกูตกใจหมดเลยรู้ไหม 

DD: ว่าจะทักมาตั้งแต่เมื่อคืนแต่เมาหนักไปหน่อย

DD: กูเพิ่งฟื้น เดี๋ยวไปหาที่หอ

GP.MUK: เดี๋ยว...

GP.MUK: มึงจะมาตอนไหน เมื่อคืนกูค้างที่ห้องเขา นี่กำลังจะกลับไปเอาของแล้วคงมาอยู่ที่นี่เลย

DD: แรด!!

ประมุขหัวเราะเมื่อเห็นคำด่าของเพื่อน ไม่นึกโกรธเคืองหรือเถียงอะไรเลยสักนิดเพราะรู้นิสัยดีดี้ดีอยู่แล้ว ถึงจะพูดแบบไหนออกมาแต่มันก็เป็นคนที่เข้าใจเขาดีที่สุด แถมยังคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ต่อให้ด่าออกมาแบบจริงจังก็คงต้องน้อมรับไว้

GP.MUK: กูรู้ว่ามึงเข้าใจ

DD: เออ เข้าใจย่ะ งั้นเอาไว้เจอกันวันจันทร์เลยแล้วกัน กูยังไม่ว่างไปตอนนี้ คงไม่ทันมึงละ

GP.MUK: อือ เจอกัน

ในช่วงเวลาแย่ๆ ที่คิดน้อยใจขึ้นมาหลายรอบเพราะไม่ได้เจอกันสักที คงจะมีแค่เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่คอยรับฟังปัญหาของเขาอยู่เสมอ เพราะงั้นจึงไม่แปลกที่ประมุขจะเล่าทุกอย่างให้มันฟัง อาจไม่ได้ลงลึกอะไรมากหากเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เนื่องจากตัวเองก็ไม่ได้รู้อยู่แล้วว่าเกรย์ทำอะไร ยิ่งใหญ่ขั้นไหน อาศัยคาดเดาเอาจากคำพูดโดยมีดีดี้ช่วยเดาอีกคน สิ่งที่เขากับมันรู้เลยมีเทียบเท่ากัน 

และแน่นอนว่าดีดี้เองก็รู้... ว่าถ้าประมุขเลือกที่จะเจอเกรย์ เขาจะไปไหนมาไหนเพียงลำพังไม่ได้อีก

ชีวิตที่ติดอยู่กับอันตรายที่ไม่รู้ว่าคืออะไรต้องน่ากลัวอยู่แล้ว แต่ก็เป็นเขาเองที่เลือกจะมายืนอยู่ตรงนี้ เพื่อนที่เคารพการตัดสินใจของเพื่อนแม้จะด่าว่าโง่อยู่หลายหนจึงยินยอมให้ทำตามใจ

“ไปกันเถอะ” ประมุขโผล่หน้าออกไปหาบรรดาบอดี้การ์ดที่ยืนรออยู่พร้อมรอยยิ้ม เขาเดินตามหลังวิกเตอร์ไปขึ้นลิฟต์ มองสำรวจแล้วก็พบว่ามีการ์ดเดินตามมาอีกสามคน ส่วนที่เหลือยังยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องเหมือนเดิม ทุกคนยังคงมีใบหน้าไร้อารมณ์ แม้แต่วิกเตอร์ที่พูดด้วยมากที่สุดก็ไม่ได้ยิ้มแย้มเหมือนลูคัส ราวกับที่ยอมพูดด้วยเป็นเพราะได้รับคำสั่งจากเจ้านายเท่านั้น

รถที่จอดรอเขาอยู่เป็นรถตู้หรูหราคันหนึ่ง มีคนนั่งอยู่ในนั้นแล้วหนึ่งคน ซึ่งน่าจะเป็นบอดี้การ์ดเช่นเดียวกันเพราะแต่งตัวเหมือนกันไปหมด ประมุขมองไปด้านหลังก็พบว่ามีรถเล็กอีกคันขับตามมาด้วย มาถึงตอนนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองกับเกรย์ ใครที่มีคนตามเยอะกว่ากันแน่

“จริงๆ หอผมก็ไม่ได้อยู่ไกลเท่าไหร่ ต้องไปกันเยอะขนาดนี้เลยเหรอ” 

“คุณควรทำตัวให้ชินตั้งแต่ตอนนี้” วิกเตอร์หันมาตอบเสียงเรียบ “ต่อให้เดินไปร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใต้คอนโดก็ต้องมีคนตามติดตลอดเวลา นั่นคือสิ่งที่นายเจอมาตั้งแต่ยังเด็ก”

“แสดงว่าปกติเกรย์มีคนตามเยอะกว่านี้อีกใช่ไหมครับ” เขาถามต่อด้วยความสนใจ พอเห็นวิกเตอร์พูดถึงเรื่องคนสำคัญขึ้นมาแล้วก็อดสงสัยต่อไม่ได้ “แล้วนี่ที่เขาไปทำงานมีคนดูแลหรือเปล่า มาอยู่กับผมเยอะเลย”

“วันนี้นายแบ่งคนไว้ดูแลคุณสามจากสี่ส่วน” 

“ทำไมล่ะ” ประมุขเริ่มเครียดเมื่อได้ยินว่าเกรย์เอาคนไปด้วยแค่ส่วนเดียว คนคนนั้นมีความสำคัญและยังน่าเป็นห่วงมากกว่าด้วย ถ้าไม่นับเรื่องออกมาเก็บของที่หอ เขาแทบจะอยู่ในห้องเฉยๆ ไม่ได้ไปไหนเลยด้วยซ้ำ

“เพราะคุณสำคัญ” คำตอบตรงๆ ที่ได้รับทำเอาคนฟังชะงักกึก เผลอหลุบตาลงต่ำอย่างทำอะไรไม่ถูก แอบรู้สึกเศร้าอยู่ลึกๆ เมื่อเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

“การที่ผมกับเกรย์ได้เจอกันทำให้พวกคุณลำบากหรือเปล่าครับ”

วิกเตอร์เหลือบมองคนถามด้วยความประหลาดใจ แล้วก็ได้สบเข้ากับดวงตาใสซื่อที่นายเคยพูดอยู่บ่อยๆ ว่าเหมือนลูกแกะเข้าอย่างจัง เขาถอนหายใจ ถามกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อยคล้ายผู้ใหญ่ที่ต้องการตักเตือนเด็ก

“ถ้าบอกว่าใช่ คุณจะไปจากนายหรือเปล่า”

“ไม่มีทาง” 

“งั้นก็ไม่ต้องสนใจ...” เขาคิดจะพูดแค่นั้นแล้วไม่สนใจอะไรอีก แต่เมื่อเห็นใบหน้าหมองๆ เหมือนลูกแกะหงอยนั่นเข้าก็ยอมแพ้ “งานของพวกผมคือการปกป้องและทำตามคำสั่งของนาย ในเมื่อนายต้องการให้พวกเราปกป้องคุณ มันก็ถือเป็นคำสั่งที่ต้องปฏิบัติ แม้จะอยากหรือไม่อยากก็ตาม”

“…”

“แต่ถ้าให้พูดในฐานะคนที่รู้จักกันมานาน... ถ้าการมีอยู่ของคุณทำให้นายมีที่พักพิง พวกเราก็ยินดีจะเหนื่อยเพื่อการนั้น”

“ขอบคุณนะครับ” ประมุขเริ่มยิ้มออกเมื่อได้ฟังถ้อยคำที่ดูเหมือนจะปลอบประโลมกันอยู่หน่อยๆ

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะคนที่ต้องเหนื่อยที่สุดก็คือคุณกับนายนั่นแหละ” วิกเตอร์พูดเพียงเท่านั้น แล้วก็เบนหน้าหันออกไปมองหน้าต่างเป็นการจบบทสนทนา

ดูเหมือนเขาจะดูถูกความสัมพันธ์ระหว่างนายกับเด็กคนนี้มากเกินไปหน่อย ตอนที่จิมเล่าให้ฟังว่านายให้ความสำคัญกับคนคนนี้มากขนาดไหน เขายังแอบหัวเราะในใจอยู่เลย ถึงภายนอกเจ้านายของเขาจะดูสมบูรณ์แบบ มีรูปลักษณ์และฐานะแบบที่ใครๆ ต่างก็อยากเข้าหา แต่หากได้รู้จักหรือมองดูดีๆ ก็จะพบว่าชีวิตที่ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลาไม่ใช่เรื่องน่าสนุก คงไม่มีใครยอมก้าวเดินออกจากพื้นที่ที่ปลอดภัยเพื่อมายืนอยู่ข้างคนที่ต้องเสี่ยงตลอดเวลาแน่ 

ครั้งแรกที่ได้เจอเขาจึงคิดว่าเด็กนี่อาจจะยังไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่... ต่อให้ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์ร้ายแรงด้วยตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนจะรู้มากพอควร ทั้งยังพูดด้วยความมั่นใจว่ายังไงก็จะยืนอยู่ข้างนายอีกต่างหาก

เอาเถอะ... ของแบบนั้นไม่อาจพิสูจน์ได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำหรอก 

แล้วอีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน คนระดับนายที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ต้องการและรังเกียจคนอ่อนแอเป็นที่สุด กลับเรียกทีมเอที่มีไว้เพื่อทำภารกิจลับมาดูแลเด็กคนหนึ่ง ทั้งยังให้มาอยู่ด้วยกันเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยตลอดเวลา ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่ใช่ระดับความสำคัญที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของเบี้ยบนกระดาน

เด็กอารมณ์ดีที่นั่งอยู่ข้างเขาคือคนสำคัญของนาย...

“จอดตรงนี้เลยครับ ถึงแล้ว” เสียงพูดอย่างสดใสดังขึ้นเมื่อรถหรูตรงเข้าไปในเขตหอพักขนาดกลาง ประมุขเดินลงจากรถเมื่อคนที่นั่งอยู่ติดประตูนำลงไปก่อนและมองสำรวจรอบด้านเรียบร้อยแล้ว เขาอยากจะบอกว่าไม่ต้องเครียดขนาดนั้นก็พูดไม่ออก เพราะรู้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของงาน รวมถึงเข้าใจด้วยว่าความประมาทอาจทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายได้มากมาย

“พวกเราจะขึ้นไปช่วยคุณขนของ” วิกเตอร์บอกแล้วหันไปเรียกการ์ดอีกสามคนให้เดินตามมาด้วย

“โอเค เดี๋ยวขนเสร็จแล้วผมค่อยไปคุยกับเจ้าของหอ” 

ห้องพักของประมุขเป็นห้องขนาดกลางที่ไม่ได้มีข้าวของอะไรมากมาย ปกติเขาเป็นเด็กกิจกรรมอยู่แล้ว กว่าจะกลับหอก็ทำนั่นทำนี่จนเย็น อาบน้ำกินข้าวเสร็จก็หลับสนิทจนเช้า ของที่ขนมาจากที่บ้านจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าเสื้อผ้าและโน้ตบุ๊กอีกหนึ่งเครื่อง ขนลงไปพร้อมกันห้าคนก็หมดในรอบเดียว

เขาเข้าไปคุยกับคุณป้าเจ้าของหอเรื่องการคืนห้องพัก โดยพยายามไม่สนใจแววตาหวาดกลัวของท่านยามมองไปยังฝรั่งร่างโตที่ยืนอยู่ด้านหลัง ถึงจะแอบเสียใจบ้างที่ป้าไม่ถามอะไรเลยสักอย่าง ทั้งที่เอาขนมมาให้ก็ออกจะบ่อย แต่ประมุขก็พอเข้าใจว่าท่านคงอยากให้คุณการ์ดทั้งหลายรีบออกไปไวๆ ก่อนจะเป็นลม

ครืด ครืด

เมื่อขนของขึ้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว โทรศัพท์ในกระเป๋าก็สั่นแบบพอดิบพอดี ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอหลังจากเพิ่งเมมไว้เมื่อวานทำเอาอารมณ์นอยๆ ที่ป้าเจ้าของหอไม่สนใจจางหายไปจนหมด

“เกรย์!” 

[หืม… เรียกซะดังเชียว] ปลายสายหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียก ในขณะที่ประมุขยิ้มแห้ง ยกมือเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะเดินขึ้นรถ เมื่อกี้เผลอดีใจจนลืมควบคุมตัวเอง จะบอกว่าเขาตื่นเต้นเพราะเพิ่งได้คุยกับเกรย์ทางโทรศัพท์ก็ไม่ผิดนัก ถามว่าต่างจากตอนโทรหาทางไลน์ยังไงก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน รู้เพียงว่าเมื่อวานกว่าจะกล้าขอเบอร์ก็ใช้เวลาอยู่นาน

“ขอโทษครับ ผมลืมตัว แล้วนี่คุณทำงานเสร็จแล้วเหรอ”

[จะว่าเสร็จแล้วก็ได้... เราไปกินข้าวกันก่อนกลับห้องดีไหม]

“ได้เหรอ” พอโดนพาเปลี่ยนเรื่อง ลูกแกะคนซื่อก็ยอมตามน้ำไปง่ายๆ โดยไม่คิดอะไร ไม่ได้รู้เลยสักนิดว่าเสร็จของเกรย์คือเสร็จอยู่ฝ่ายเดียว เพราะเขาปฏิเสธการพูดคุยที่ยืดเยื้อจนน่ารำคาญไปแล้ว นับจากวิกเตอร์ส่งข้อความรายงานว่าลูกแกะแอบลูบท้องหิวข้าว

ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าอยากรอกินพร้อมกัน แต่เพราะไม่อยากเอาแต่ใจถึงได้อดทนไม่ยอมบอกใคร

[ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ลูกแกะอยากกินร้านไหนบอกวิกเตอร์ได้เลย เดี๋ยวฉันตามไป]

“ผมจะรอนะ” ประมุขวางสายอย่างอารมณ์ดี ในหัวเริ่มนึกภาพร้านอาหารอร่อยๆ ที่เคยไปกินกับเพื่อนแล้วจดไว้ในใจว่าอยากพาเกรย์ไปกินด้วย หลังจากนั่งเอ๋อลังเลอยู่นานโดยไม่รู้ว่ารถจอดนิ่งรอรับคำสั่งอยู่ ในที่สุดเขาก็เลือกจุดหมายปลายทางได้ “ไปร้านข้าวมันไก่ที่xxxแล้วกัน เดี๋ยวผมบอกทางเอง”

อันที่จริงแค่เห็นฝรั่งขับรถในกรุงเทพฯ ได้ก็น่าแปลกใจพอแล้ว นี่ขืนพูดไปคุณคนขับไปถูกได้ด้วยตัวเองคงต้องมีการลุกขึ้นปรบมือให้อีกที ประมุขยื่นหน้าไปมองทิศทางแล้วเกาะเบาะพูดคุยกับคนขับรถอย่างเป็นกันเอง เดี๋ยวบอกทางเดี๋ยวชวนคุยนั่นนี่จนบอดี้การ์ดผู้พูดไม่เก่งไปแทบไม่ถูก ขนาดเงียบเพราะไม่รู้จะตอบอะไร คนอัธยาศัยดีก็ยังหาเรื่องมาพูดคุยได้เรื่อยๆ

“คุณขับรถเก่งมากเลยนะเนี่ย ตอนผมกลับมาอยู่ไทย กว่าจะชินกับถนนหนทางยังใช้เวลาตั้งนาน”

“อ่า...ครับ”

“ว่าแต่ทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้หมดเลยเหรอ ผมคิดว่าจะพูดได้แค่บางคนซะอีก”

“ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ทุกคนในทีมต้องพูดให้ได้ครับ”

“ผมก็อยากพูดภาษาฝรั่งเศสได้บ้างจัง”

“คุณลอง...”

วิกเตอร์เบนสายตาไปมองใบหน้าด้านข้างของคนช่างพูดก่อนจะยกยิ้มมุมปาก ดูเหมือนคนคนนี้จะเก่งกว่าที่คาด เพราะใช้เวลาแค่ครู่เดียวก็ตีสนิทกับคนที่พูดน้อยที่สุดในทีมได้แล้ว ซึ่งเหตุผลที่ทำแบบนั้นได้ง่ายๆ คงเป็นเพราะใบหน้า แววตา กับการพูดจาที่ดูใสซื่อไร้สิ่งใดเจือปน เห็นแล้วก็เริ่มเข้าใจขึ้นมานิดหน่อยว่าทำไมนายถึงได้หวงมากขนาดนี้

ร้านข้าวมันไก่ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของประมุขตั้งอยู่ริมถนนกว้างแห่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมามากนัก และเนื่องจากวันนี้เป็นวันธรรมดา ร้านที่เพิ่งเปิดเลยยังไม่มีคน ค่อนข้างเงียบและเป็นส่วนตัวมากพอควร ประมุขยิ้มแห้งให้แม่ค้าที่เกือบทำมีดหลุดจากมือตอนเห็นชายในชุดดำเดินลุยเข้ามาพร้อมกันหลายชีวิต เขาตรงไปนั่งที่โต๊ะตรงกลางเพียงลำพัง เนื่องจากการ์ดคนอื่นไม่ยอมนั่งลงด้วยกัน ทั้งยังแบ่งคนให้มาเฝ้าข้างโต๊ะและเฝ้านอกร้านกระจัดกระจายไปทั่ว 

เด่นกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว...

“ทีหลังสั่งให้ไปส่งเอาดีกว่า...” ตอนนี้ประมุขเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนคุยกันทางโทรศัพท์ เกรย์ถึงบอกว่าถ้าไม่ได้กินข้าวระหว่างคุยงาน ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ไปกินที่ร้านเท่าไหร่ 

“นายบอกให้คุณทานก่อนได้เลยครับ อีกสิบนาทีน่าจะถึง” วิกเตอร์ที่ยืนสังเกตการกระทำของนายคนใหม่อยู่ตลอดบอกเสียงเรียบเมื่อเห็นอีกฝ่ายลูบท้องเป็นรอบที่สาม 

“ไม่เป็นไร” คนที่หิวจนเริ่มแสบท้องส่ายหน้า ยังคงยืนยันตามความตั้งใจเดิมไม่เปลี่ยนแปลง “ผมรอดีกว่า” 

ไม่มีประโยคสนทนาใดๆ ดังขึ้นหลังจากนั้น ประมุขตั้งหน้าตั้งตาจ้องมองออกไปนอกร้าน รอคอยคนที่กำลังเดินทางอย่างตั้งใจ ผ่านไปแค่ประมาณห้านาทีรถหรูคันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดในเขตหน้าร้าน ร่างสูงสง่าในชุดสูทก้าวลงมาจากรถอย่างเร่งรีบโดยไม่รอให้คนเปิดประตูให้ เกรย์เดินตรงเข้ามาในร้านทั้งหน้าเครียด ไม่แม้แต่จะรับการทักทายจากการ์ดที่ยืนเฝ้าอยู่โดยรอบ 

“มาแล้วเหรอ” แน่นอนว่าพ่อคนซื่อไม่ได้รับรู้ถึงบรรยากาศกดดันนั้นเลยสักนิด ประมุขรีบลุกขึ้นยืน ไม่รอให้อีกคนทักก็จูงมือให้เดินไปหาแม่ค้าที่ยืนตัวสั่นอยู่ “ร้านนี้อร่อยมากๆ ผมเคยมากินกับเพื่อนเมื่อหลายเดือนก่อน คุณเอาไก่ต้ม ไก่ทอด หรือยังไงดี”

เกรย์จ้องมองลูกแกะหิวโซที่ใกล้น้ำลายไหลเต็มทนอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก จะตำหนิหรือสั่งสอนให้กินข้าวให้ตรงเวลาก็ทำไม่ลง ที่เขาชวนกินข้าวกลางวันก็เพราะนึกว่าเจ้าตัวกินข้าวเช้าไปแล้ว ถ้ารู้ก่อนคงไม่ยอมปล่อยให้หิวขนาดนี้เพียงเพื่อมากินข้าวข้างนอกด้วยกัน

“เอาเหมือนนายแล้วกัน” เขาดึงท่าทีเคร่งเครียดทั้งหมดกลับมาแล้วลูบมืออีกคนเบาๆ แม้จะโดนจูงให้เดินตามหลังไปนั่งในแบบที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อนก็ยังไม่พูดอะไรสักคำ 

“เดี๋ยวถ้าลองดูแล้วคุณไม่ชอบไก่ต้มสั่งใหม่ได้เลยนะ ผมเหมาสองเอง”

“หิวขนาดนั้นเลยเหรอ” 

“หิวจนกินไก่ได้สองตัวแล้วเนี่ย”

คนฟังยิ้มจางเมื่อเห็นลูกแกะน้อยหัวเราะอย่างอารมณ์ดี หากเพียงครู่เดียวก็เหลือบไปมองวิกเตอร์ผู้ถูกฝากฝังให้ดูแลคนสำคัญด้วยแววตาเป็นคำถาม แม้จะรู้ดีว่าลูกน้องคงไปเคาะห้องเรียกกินข้าวตั้งแต่เช้าแล้ว แต่ลูกแกะหลับสนิทไม่รู้เรื่องเอง ถึงอย่างนั้นก็ยังอยู่ในความรับผิดชอบของคนรับคำสั่งอยู่ดี

“เกรย์...”

“หืม” เขารีบหันกลับไปหาคนที่หุบยิ้มไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ 

“ให้วิกเตอร์กับคนอื่นๆ มากินด้วยกันสิครับ” 

คนอื่นๆ ที่ว่าไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เมื่อได้ฟังคำพูดของนายคนที่สอง จะอย่างไรก็รู้ตัวดีว่าเรื่องแบบนั้นไม่มีวันได้รับอนุญาต แค่นายยอมมากินข้าวที่ร้านอาหารเล็กๆ ก็น่าแปลกใจมากอยู่แล้ว หากยอมทำตามคำพูดที่ไม่มีทางเป็นไปได้นั่นอีกก็คง...

“วิกเตอร์”

“ครับนาย”

“สลับให้ทุกคนเข้ามากินข้าว”

วิกเตอร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปากถามย้ำเพื่อความมั่นใจ ลูคัสก็เดินไปเลื่อนเก้าอี้ ทรุดตัวลงนั่งแล้วก้มมองเมนูโดยไม่ได้พูดอะไร ส่วนการ์ดคนอื่นๆ แม้จะไม่ได้แสดงอาการมากมาย หากแววตาก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าแปลกใจจนถึงขีดสุด

“คุณเอาอะไรครับ เดี๋ยวผมสั่งให้ คุณด้วย” คนพูดไทยได้คล่องเพียงหนึ่งเดียวในร้านหันไปถามลูคัสแล้วก็เผื่อแผ่ไปพยักหน้าให้วิกเตอร์ที่ยืนนิ่งอยู่อีกคน 

เกรย์นั่งยิ้มมองคนที่เดินถือกระดาษกับปากกาเข้าไปถามบรรดาบอดี้การ์ดทุกคนของเขาว่าอยากกินอะไรโดยไม่คิดห้าม แค่ได้มองตามก็รู้สึกมีความสุข ราวกับช่วงเวลาที่ผ่านมาได้รับการชดเชยเพียงแค่ได้อยู่ด้วยกัน ก่อนหน้านี้ที่ได้คุยกับลูกแกะทางจดหมายหรือทางโทรศัพท์ เขามักจะยิ้มแล้วคิดว่าอีกฝ่ายน่ารักอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อได้มาเจอตัวจริง ได้เห็นใบหน้าใสซื่อกับรอยยิ้มอารมณ์ดีนั่นด้วยตาตัวเองจึงรู้ว่ามันเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด

ใช้คำว่าน่ารักยังน้อยไป...

“จ้องจนจะท้องแล้วมั้ง” หัวหน้าทีมเอผู้ได้ชื่อว่าเป็นมือซ้ายและเป็นเพื่อนสนิทของเกรย์มาตั้งแต่เด็กเอ่ยแซว นอกจากลูคัสที่ได้อภิสิทธิ์นั่งโต๊ะเดียวกับเจ้านายทั้งสองคนแล้ว การ์ดคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่นั่งห่างออกไปไม่ต่ำกว่าหนึ่งโต๊ะ จะมีก็แค่วิกเตอร์ซึ่งเป็นรองหัวหน้าเท่านั้นที่ได้รับคำสั่งให้นั่งลงอีกคนเพราะต้องคุยธุระกัน

“รีบคุยระหว่างที่คนของนายยังไม่กลับมาเถอะ” วิกเตอร์เอ่ยอย่างเป็นการเป็นงาน หากยังไม่ทันเริ่มเกรย์ก็ส่ายหน้าและปฏิเสธด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ไม่ต้อง ฉันอยากให้เขาฟังด้วย”

“แต่นายครับ…”

“เอาน่าวิก” ลูคัสยักไหล่ เท้าค้างมองเจ้านายคนที่สองซึ่งกำลังสั่งข้าวกับแม่ค้าตาไม่กะพริบ “คนที่ถูกปกป้องเพียงอย่างเดียวโดยไม่รู้อะไรเลยไม่มีทางยืนอยู่ข้างนายของเราได้หรอก”

“เขามีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าตัวเองต้องเจอกับอะไร” คำพูดประโยคสั้นๆ ที่มีความหมายชัดเจนจากเจ้านายทำให้วิกเตอร์เงียบเสียงลง เขาหันไปมองคนที่กำลังหัวเราะกับแม่ค้าแล้วก็นิ่งไป 

ประมุขเดินกลับไปที่โต๊ะพร้อมถือจานข้าวที่แม่ค้าเพิ่งทำเสร็จมาเสิร์ฟด้วย เขาทรุดตัวลงนั่งข้างเกรย์ จ้องมองใบหน้าของเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองคนที่มองมาแบบแปลกๆ จนรอยยิ้มที่มีเริ่มแห้งเหี่ยว

“เอ่อ... มีอะไรหรือเปล่า”

ลูคัสยังไม่เท่าไหร่ แค่มองและยิ้มนิดๆ ก่อนจะก้มหน้าตักข้าวเข้าปาก แต่วิกเตอร์ที่จ้องเขาเขม็งเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่างนี่คือยังไง 

“ลูกแกะ”

“ครับ” เขาหันไปตอบพร้อมยกยิ้มเอ๋อๆ ส่งไปให้คนข้างกายตามความเคยชิน และเมื่อได้เห็นรอยยิ้มนิดๆ ของเกรย์ ความกดดันและไม่มั่นใจก็คล้ายจะจางหายไปได้อย่างรวดเร็ว

“ฉันมีเรื่องด่วนที่ต้องหารือกับลูคัสแล้วก็วิกเตอร์...”

“อา... งั้นให้ผมไปนั่งโต๊ะอื่นไหม” 

เกรย์ส่ายหน้าขณะยื่นมือไปหยิบเม็ดข้าวออกจากมุมปากของคนว่าง่าย ถึงจะอยากเก็บลูกแกะน้อยให้อยู่ในเซฟโซนมากเพียงใด แต่เขาย่อมรู้ดีว่าตัวเองไม่มีวันปกปิดไปได้ตลอด ต่อให้ลูกแกะพอเดาอะไรได้และไม่เคยคิดถาม ทว่าวันหนึ่งย่อมต้องเกิดความสงสัยหรืออยากรู้ขึ้นมาอยู่แล้ว หากเวลานั้นมาถึงคงตอบคำถามได้ยากยิ่งกว่าเก่า แล้วความรู้สึกที่มีต่อกันมากมายก็อาจถูกบั่นทอนได้โดยง่ายตามไปด้วย

“ฉันเคยให้สัญญาเอาไว้ว่าถ้าเราได้เจอกัน ฉันจะไม่ปิดบังอะไรอีก ลูกแกะจำได้หรือเปล่า”

“จำได้”

“เพราะแบบนั้นฉันถึงอยากให้ลูกแกะอยู่ฟังด้วยกัน” เขาบอกพร้อมยื่นมือไปตักข้าวป้อนใส่ปากคนที่นั่งหน้านิ่งมองมาด้วยความตั้งอกตั้งใจ “ที่เลือกมาคุยที่ร้านอาหารแบบนี้ก็เพราะไม่อยากให้เครียด”

“ความลับใช่ไหมครับ”

“หืม…"

“มันเป็นความลับใช่ไหม” ประมุขกระซิบถาม “เราไม่ต้องเข้าห้องปิดเสียงอะไรแบบนั้นเหรอ คุยแบบนี้อาจจะมีศัตรูฟังอยู่ก็ได้นะ”

คำถามที่หลุดออกมาจากปากคนดูหนังมากเกินไปทำเอาลูคัสที่ไม่คิดเก็บอาการขำพรืด ส่วนวิกเตอร์ทำหน้าตายด้านประหนึ่งหุ่นยนต์ มีเพียงเกรย์เท่านั้นที่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

“ดูหนังมากเกินไปแล้ว” เขาบีบแก้มขาวๆ ของคนที่ทำเด๋อด๋าไม่เลิกเบาๆ ด้วยความมันเขี้ยว “ถ้าเป็นงานสำคัญอะไรแบบนั้นอาจเป็นไปได้ที่จะประชุมในห้องเก็บเสียง แต่ศัตรูที่ไหนจะมาดักฟังที่ร้านอาหารกัน นายเป็นคนเลือกร้านเองไม่ใช่เหรอ พวกมันคงไม่สุ่มติดเครื่องดักฟังไปทั่วหรอก”

แม้จริงๆ แล้วทุกที่ที่เกรย์ไปจะมีคนของเขาส่วนหนึ่งนำหน้าไปตรวจสอบไว้ก่อนแล้วก็ตาม... แต่เรื่องนี้ไม่บอกลูกแกะน้อยน่าจะดีกว่า เดี๋ยวจะตื่นตระหนกจนขนฟูไปหมด

“ขอโทษครับ” ประมุขยกมือเกาหัวแกรกๆ แบบเขินๆ โดยไม่ลืมตักข้าวเข้าปากเพราะยังหิวอยู่ “พวกคุณคุยธุระกันเถอะ เดี๋ยวผมจะนั่งฟังเงียบๆ”

คนพูดทำตามที่บอกจริงๆ เพราะหลังจากพูดจบเขาก็ไม่เอ่ยอะไรออกมาอีกเลยแม้แต่คำเดียว มีแค่หันไปยิ้มให้เกรย์บ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น

เมื่อได้รับสัญญาณจากเจ้านายให้เริ่มพูด ลูคัสที่ดูผ่อนคลายที่สุดก็เริ่มจริงจังขึ้นมานิดหน่อย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดดู จากนั้นก็รายงานเรื่องสำคัญด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“หนึ่งร้อยแปดรายชื่อคือจำนวนของพวกคิดไม่ซื่อทั้งหมด”

“ไม่ต้อง” เกรย์โบกมือเมื่อลูคัสยื่นจอโทรศัพท์ซึ่งมีรายชื่อที่ว่ามาให้ “บอกให้จิมจัดการตามสมควร อย่าเหลือเศษขยะทิ้งไว้ให้รำคาญตา”

“รับทราบ” 

ในขณะที่เรื่องราวมากมายถูกยกมาพูดเพื่อให้นายสูงสุดตัดสินใจ ประมุขที่ทำตัวเหมือนเป็นอากาศรอบเก็บข้อมูลทุกอย่างเอาไว้อย่างเงียบงัน คิดเอาไว้ว่าถ้าไม่มีความลับระหว่างพวกเราจริงๆ หากเขาสงสัยก็จะเก็บเอาไว้ถามตอนอยู่ด้วยกันตามลำพังแน่นอน แม้จะมีสะดุ้งอยู่หลายรอบเมื่อเห็นแววตาเย็นเยียบหรือน้ำเสียงเฉยชาที่ออกคำสั่งโหดร้ายของคนข้างตัว แต่เขาก็ยังนั่งนิ่งตั้งใจฟังต่อไปโดยพยายามไม่สนเรื่องราวเหล่านั้น

เรื่องพวกนี้เขาเตรียมใจมานานมากแล้ว... ต่อให้หวาดกลัวขนาดไหนก็จะไม่มีวันหันหลังให้แน่นอน

“แล้วก็เรื่องของแม่มด...” เสียงพูดของลูคัสที่หยุดไปพร้อมกับสายตาสามคู่ที่จับจ้องไปยังคนคนเดียวกันทำให้บรรยากาศดูกดดันขึ้นมาวูบหนึ่ง ประมุขกะพริบตาปริบๆ มองทุกคนด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากถาม ลูคัสก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย “ดูเหมือนรายนั้นจะจองไฟล์ทบินเรียบร้อยแล้ว”

“หมดความอดทนจนได้สินะ” เกรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนริมฝีปากหากส่งไปไม่ถึงดวงตา “โง่จริงๆ...”

“จะให้รวบตัวเลยไหมครับนาย”

“ชู่ว…” ลูคัสส่งสัญญาณให้เพื่อนร่วมทีมเงียบ เมื่อเห็นผู้เป็นนายยังนั่งนิ่งและเหยียดยิ้มราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง “รวบตอนนี้ก็หมดสนุกสิ นายไม่มีทางทำอะไรที่น่าเบื่อแบบนั้นหรอก”

คนเพียงคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรด้วยหลุบตาลงต่ำเมื่อหันไปเห็นท่าทางน่ากลัวของคนสำคัญเข้าพอดี ใบหน้าที่มีรอยยิ้มเหยียดหยามของเกรย์ มันน่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่พี่ชายคนโตของเขาโมโหเสียอีก

“เกรย์...” ประมุขตัดสินใจยื่นมือไปดึงชายเสื้อคนที่กำลังจมอยู่กับความคิดเบาๆ รอกระทั่งดวงตาคู่นั้นหันมาเห็นเขาแล้วเริ่มอ่อนแสงลงจึงยกยิ้มให้ “ผมเห็นคุณเงียบไป”

“กลัวหรือเปล่า” 

“กลัวครับ” เขาพยักหน้าโดยไม่ปิดบัง “แต่ไม่มาก... เพราะคุณไม่เคยมองผมด้วยแววตาแบบนั้น”

ขอแค่ความน่ากลัวที่แสดงออกมาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขา... แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

“ฉันไม่มีวันมองนายด้วยแววตาแบบนั้น”

“งั้นผมจะอยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจคุณตลอดไปเลยดีไหม” คนพูดยิ้มกว้างทั้งปากทั้งตาอย่างจริงใจ

“ดีสิ”

เกรย์ยิ้มอ่อนโยนอีกครั้งเมื่อได้รับคำตอบที่ถูกใจ คำถามที่เตรียมไว้เพราะอยากรู้ว่าลูกแกะพร้อมจะก้าวเข้ามาในโลกนี้หรือยังถูกพับเก็บไป เนื่องจากการแสดงออกทุกอย่างชัดเจนมากพออยู่แล้ว 

ไม่ใช่เพียงก้าวเข้ามา... แต่จะคอยอยู่ข้างๆ ตลอดไป

นั่นเป็นคำตอบที่ดีกว่าที่คาดหวังเอาไว้มากทีเดียว

 ----------------------

TALK: คิดภาพชาวต่างชาติใส่สูทเป็นสิบไปนั่งกินข้าวร้านข้าวมันไก่แล้วแอบขำ ฮ่าๆ

ความคิดเห็น