facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 88 : 1 นาทีจาก 24 ชั่วโมง

ชื่อตอน : ตอนที่ 88 : 1 นาทีจาก 24 ชั่วโมง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 29.3k

ความคิดเห็น : 74

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.พ. 2564 20:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 88 : 1 นาทีจาก 24 ชั่วโมง
แบบอักษร

 

ตอนที่ 88 : 1 นาทีจาก 24 ชั่วโมง 

“มึงโอเคไหม” 

เสียงของเจ้าบ่าวของงานถามเขาขึ้นเป็นประโยคแรก หลังจากเพื่อนทั้งสามคนทยอยแยกย้ายกันออกไปจากงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วิศวกรสองคนพากันกลับไปเยี่ยมคณะที่เปิดต้อนรับศิษย์เก่าจนถึงเช้า ทันตแพทย์อีกคนขับรถกลับบ้านไปหาเจ้าหมาสุดที่รักทั้งสามตัว ตอนนี้เหลือเพียงพวกเขาเพียงสองคน 

“ไม่รู้สิ” 

ปัณฑูรตอบไปอย่างที่ตนเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี มือของเขาหมุนภาชนะบรรจุแอลกอฮอลล์ไปมาอย่างไร้จุดหมาย ไป๋และว่านย้ายออกมาจากบริเวณงานที่กำลังวุ่นวายกับการเคลียร์สถานที่ เพื่อนสนิทที่คบกันมาเกินสิบปีหนีมานั่งกินเหล้ากันเงียบๆ ที่เคาน์เตอร์บาร์ของชั้นใต้ดินของโรงแรม ส่วนเจ้าสาวและผองเพื่อนในเวลานี้หนีขึ้นไปนั่งคุยกันต่อบนร้านอาหารโซนรูฟท๊อป 

“ตกลงมึงเป็นอะไรวะ” 

ว่านเอื้อมมือไปหยุดแก้วที่บรรจุเครื่องดื่มสีอำพันที่เอาแต่หมุนไปหมุนมานั่น ไป๋หันไปมองเพื่อนด้วยสีหน้าเรียบสงบ ก่อนจะยอมวางแก้วเหล้าลง 

“ก็อย่างที่บอก วันหนึ่งกูก็แค่ตื่นขึ้นแล้วรู้สึกว่าตัวเองจะ 30 แล้ว มีอะไรอีกตั้งมากมายในชีวิตที่กูยังไม่ได้ทำและต้องทำ” 

ไป๋พูดพร้อมกับเหม่อมองไปที่ชั้นหลังเคาน์เตอร์ที่เรียงรายไปด้วยเครื่องดื่มมึนเมาหลากหลายยี่ห้อ สายตาของเขาเบือนหลบไปจากเพื่อนสนิทของตน 

“เล่ามา” เสียงข้างตัวเขาดังขึ้นกึ่งจะเป็นคำสั่ง 

“เรื่องมันยาว” ไป๋พูดแบบตัดบท 

“กูว่าง กูบอกมึงเหรอว่ากูจะรีบไปไหน” 

ว่านพูดพร้อมเอื้อมมือไปแตะแก้วเหล้าที่ไป๋กำลังจะยกขึ้นกระดกอีกครั้ง ไป๋หันมามองหน้าว่านอย่างตัดสินใจ ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด 

“ว่าน มึงเชื่อไหมว่าเวลาของกูมันเหมือนหยุดหมุนมา 10 ปีแล้ว” ไป๋เกริ่นขึ้นอย่างตัดสินใจที่จะพูดในที่สุด 

“อืม” ว่านรับคำเบาๆ เป็นเชิงรอคอยให้อีกฝ่ายพูดต่อ 

“ตั้งแต่เข้าปีหนึ่งมา กูก็อยู่กับพวกมึงสี่คนมาตลอด ไม่เคยเปลี่ยนกลุ่มเพื่อน ไม่เคยเปลี่ยนสังคม ชีวิตมันหมุนไปเรื่อยๆ เหมือนหนูถีบจักร กูทำงานในโรงพยาบาลที่กูเดินเล่นมาตั้งแต่เกิด เรียนต่อในคณะเดียวกันกับที่กูสอบเข้ามาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถึงแม้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปมาก แต่ความรู้สึกของกูเหมือนถูกแช่แข็งไว้มานานแล้ว กูยังรู้สึกเหมือนกูเพิ่งประกวดเดือนมหาวิทยาลัยอยู่เมื่อวานนี้เอง” ไป๋ออกมาพร้อมกับสายตาที่จ้องตรงไปเบื้องหน้า เขายังคงหลบสายตาเพื่อนสนิทของตนอยู่เหมือนเดิม 

“...” 

เพื่อนสนิทของเขาไม่ได้เอ่ยตอบอะไรออกมา นอกจากหยิบแก้วเหล้าขึ้นกระดกหนึ่งอึกใหญ่ และเอื้อมมือมาแตะบ่าของเขาราวจะบอกว่าเข้าใจความรู้สึกเหล่านี้เหมือนกัน 

“วันหนึ่งกูก็เพิ่งรู้สึกตัวว่ากูไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว การเรียนต่อทำให้กูลืมไปว่าจริงๆ แล้วชีวิตกูผ่านเวลามายาวนานมากแค่ไหน วันที่กูเห็นมึงแต่งงาน มันก็เหมือนเตือนสติกูว่า เฮ้ย มึงโตแล้วนะ มึงไม่ใช่แค่เด็กมหาวิทยาลัยอีกต่อไป มึงยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มึงต้องทำ และมึงยังไม่ได้ทำ” ไป๋พูดออกมายาวเหยียด ว่านหันไปหรี่ตามองเพื่อนสนิทของตนเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้เอ่ยขัดอะไร 

“อืม” ว่านรับคำสั้นๆ 

“กูคงแค่รู้สึกช็อคมั้ง กูไม่ได้ดราม่านะเว้ยที่มึงแต่งงาน กูก็แค่รู้สึกเหมือนยังปรับตัวไม่ถูกกับอะไรหลายๆ อย่าง” ไป๋พูดพร้อมกระดกแก้วเหล้าขึ้นอีกครั้ง 

“ไป๋ มึงยังจำวันแรกที่พวกเราเจอกันได้เปล่าวะ” ว่านยกแก้วเหล้าขึ้น พร้อมกับตั้งคำถามเพื่อนสนิทด้วยรอยยิ้มแบบนึกสนุก 

“จำได้ดิ ไอ้เด็กแว่น ฮ่าฮ่าฮ่า” 

ไป๋หัวเราะออกมาหลังพูดจบ อาจเป็นด้วยความผ่อนคลายจากการเปลี่ยนบทสนทนา หรืออาจจะเป็นด้วยระดับแอลกอฮอลล์ในเลือดที่เริ่มสูงขึ้น 

“ตอนนั้นมึงมองกูว่าเป็นคนยังไงวะ” ว่านถามต่ออย่างนึกสนุก 

“ตอนนั้นมึงแม่งโคตรเนิร์ด เด็กเรียนฉิบหาย ไอ้แว่นว่าน เด็กเรียนประจำห้อง” 

ไป๋พูดออกไปจากความรู้สึกที่เลือนลาง ความจริงคือเขาไม่ได้สนใจตัดสินอะไรว่านตั้งแต่วันแรกเลย เขาก็แค่เห็นมันเป็นเด็กที่ดูตั้งใจเรียนคนหนึ่ง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น 

“ก่อนมึงเข้ามา กูเป็นตัวท็อปโรงเรียนเลยนะเว้ย พอมึงแม่งย้ายมาเท่านั้นแหละ กูนี่ตกอันดับเลย สัด ฮ่าฮ่าฮ่า” ว่านยกแก้วขึ้นดื่ม พร้อมพูดและหัวเราะเสียงดัง 

“เออๆ แล้วตอนนั้นมึงคิดอะไรวะ ถึงมาสนิทกับกูได้” ไป๋ถามกลับไปบ้างอย่างสงสัย 

“กูสารภาพเลยนะว่าตอนแรกกูแม่งโคตรหมั่นไส้มึงเลยหวะ” ว่านพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

“เชี่ย เล่าดิ๊” ไป๋รีบถามต่อ 

“ตอนนั้นแม่งสอบเก็บคะแนน กูได้ 29 เต็ม 30 กูจำได้เลย แล้วก็มีไอ้เด็กใหม่ที่ไหนไม่รู้ แม่งได้ 30 เต็ม 30 แต่แม่งโคตรหยิ่ง ทำหน้าแบบ ก็เฉยๆ นี่ เต็มแล้วไง เต็มก็เรื่องธรรมดา กูนี่แบบ เชี่ย โคตรหมั่นไส้ มึงชอบทำหน้าแบบ พวกมึงสอบได้คะแนนแค่นี้เองเรอะ เจ้าพวกสามัญชน ฮ่าฮ่าฮ่า” เพื่อนสนิทของเขาพูดออกมาด้วยอารมณ์ครึกครื้น ไอ้ว่านก็คงเริ่มเมานิดๆ แล้วเหมือนกัน 

“สัด กูไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย” ไป๋เถียง 

“ไอ้ไป๋ กูคบกับมึงมากี่ปีแล้ว มึงอย่ามาตอแหลกู” ไอ้หมอว่านเอามือมาผลักหัวของเขาแบบหมั่นไส้ ไป๋ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาแบบอารมณ์ดี 

“เออๆ ไอ้เชี่ย บางทีกูก็คิด ฮ่าฮ่าฮ่า” เพื่อนเจ้าบ่าวสารภาพ พร้อมหัวเราะออกมาเสียงดัง 

“กูถามไรหน่อยสิ” คราวนี้เป็นประโยคของปัณฑูรที่เกริ่นเริ่มต้นขึ้นบ้าง 

“ว่ามา คืนนี้ยังอีกยาว เมียกูท่าทางจะยังไม่กลับห้องง่ายๆ” 

ว่านพูดตอบอย่างสบายๆ พร้อมกับหันไปยกแก้วเหล้าชูสูงให้บริกรที่อยู่ห่างออกไปเป็นสัญลักษณ์ว่าต้องการเครื่องดื่มเพิ่ม 

“มึงเคยรังเกียจกูเปล่าวะ ที่กูเอ่อ กู...” ไป๋เริ่มต้นอย่างอึกอัก 

“ชอบผู้ชายอะนะ” ว่านพูดต่อประโยคให้จนจบ 

“เออ นั่นแหละ” ไป๋ตอบ พร้อมยกแก้วเครื่องดื่มสีอำพันขึ้นจิบอีกครั้ง 

“ถามทำไมวะ เชี่ย คบกันมาตั้ง 10 ปี กูคงรังเกียจมึงมั้ง” ว่านพูดตอบพร้อมหัวเราะ 

“เออน่า กูก็แค่อยากรู้” ไป๋พูดตอบ 

“เอาจริงๆ กูแม่งไม่เคยนิยามเพศให้เพื่อนเลยหวะ เพื่อนก็คือเพื่อนเปล่าวะ กูไม่เคยมานั่งนิยามว่ามึงเป็นอะไร อิฐเป็นอะไร โฟคเป็นอะไร เพียวเป็นอะไร พวกมึงก็เป็นพวกมึงไง ใครจะเป็นเกย์ ใครจะเป็นไบ ใครจะเป็นเชี่ยอะไร กูแม่งไม่เห็นจะสนใจ แม่งโคตรไร้สาระ” ว่านพูดออกมาด้วยท่าทีจริงจัง 

“...” ไป๋เงียบอย่างตั้งใจฟังในคำตอบ 

“ชีวิตมึงมี 24 ชั่วโมงต่อวันนะเว้ย แต่เฉลี่ยแล้วมึงจะมีเซ็กซ์ได้วันละสักกี่นาทีเชียววะ เฉลี่ยทั้งชีวิตแม่งยังไม่ถึง 1 นาทีด้วยซ้ำ การเอา 1 นาทีมาตัดสิน 24 ชั่วโมง แม่งโคตรไร้สาระ มึงก็เป็นมึงอะ การชอบผู้ชายของมึงไม่เคยทำให้คุณค่าในตัวมึงลดลง มึงเป็นซูเปอร์เฟรนของกูนะ ไอ้สัด คบกับมาเกิน 10 ปีแล้วเนี่ย” 

ว่านเอื้อมมือมาตบไหล่เพื่อนสนิทของตน และนั่นก็ดูเหมือนเป็นการสะกิดกับความรู้สึกลึกๆ ของเขาที่อยู่ข้างใน น้ำตาของไป๋ไหลออกมาจากดวงตาทั้งอย่างหักห้ามไม่ได้ เพื่อนสนิทของเขาดึงตัวเขาเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด ไป๋ฝังหน้าตัวเองลงไปบนไหล่ของเพื่อนอย่างอัดอั้น น้ำตาของเขาค่อยๆ ไหลออกมาจากดวงตาอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่ได้พยายามจะหักห้าม เสียงสะอื้นเบาๆ ดังอยู่เป็นฉากหลังของการสนทนาระหว่างมิตรภาพที่ยาวนานกว่า 10 ปีนั้น ไม่มีคำปลอบใจอะไรจากว่านมากมายนัก ราวกับพวกเขาจะรู้จักกันดีจนไม่จำเป็นต้องพร่ำพรรณนาอะไรออกมากันมากมาย 

“จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ว่านพูดเกริ่นขึ้นหลังจากที่เพื่อนของตนผละออกไป แล้วใช้มือเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าจนหมดแล้ว 

“...” ไป๋ไม่ได้ตอบอะไร นอกจากหันไปมองหน้าเพื่อนแบบพูดอะไรไม่ออก 

“การแต่งงานของกูจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ทุกอย่างก็จะยังเป็นเหมือนเดิม กูก็เจอมึงเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง บ้านของกูกับโบยังต้อนรับมึงเหมือนเดิม ไป๋ สำหรับกู การแต่งงานมันก็แค่พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตกู มึงมาหากูได้เสมอ มึงโทรหากูได้เสมอ เมียกูไม่บ่นหรอก เมียกูแม่งก็ติดเพื่อนเหมือนกัน ฮ่าฮ่าฮ่า” ว่านพูดขึ้นอย่างเคร่งขรึมในตอนต้น ก่อนจะเผลอหลุดขำเอาตอนช่วงประโยคสุดท้าย 

“เชี่ย ขอบคุณมึงมาก” ไป๋พูดขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มจะรื้นขึ้นอีกครั้ง 

“เตรียมตัวเป็นลุงไป๋ได้เลยมึง กูตั้งใจจะมีลูกหลายคนเลย เพื่อนกูเยอะ เดี๋ยวกูจะบังคับพวกแม่งมาช่วยเลี้ยง ฮ่าฮ่าฮ่า” ว่านพูดอย่างอารมณ์ดีพร้อมกับเอามือไปดันหัวเพื่อนที่ดูจะเริ่มมีอาการจะร้องไห้อีกแล้ว 

“ไป๋” ว่านเอ่ยเรียกหลังจากกระดกเหล้าเข้าปากไปอึกใหญ่ 

“ว่า” ไป๋ละความสนใจจากขวดเหล้าที่เรียงรายตั้งโชว์อยู่เบื้องหน้า กลับมาที่เพื่อนของตนอีกครั้ง 

“พวกเราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้ววะ” ว่านถามพร้อมมองไปที่แก้วเหล้าในมือของตัวเองอย่างครุ่นคิด 

“11 จะ 12 ปีแล้ว” ไป๋ตอบไปแบบง่ายๆ 

“ใช่ กูคบกับมึงมาจะ 12 ปีแล้วนะ” ว่านพูดพร้อมหันหน้าไปมองเพื่อนสนิทของตนอย่างจริงจัง 

“แล้วอะไรวะ” ไป๋ถามแบบงงๆ 

“มึงโกหกกูไม่ได้หรอกไป๋” 

“...” 

“มึงอาจจะโกหกไอ้อิฐได้ ไอ้เพียวได้ ไอ้โฟคได้ แต่มึงโกหกกูไม่ได้หรอก มึงอาจจะฉลาดกว่ากูมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ากูโง่นะ” ว่านยกแขนขึ้นมาเท้าคาง สายตาของว่านทอดมาที่เขาอย่างจริงจัง 

“กูโกหกอะไรมึงวะ” ไป๋ตอบกลับไป เขาเผลอกลืนน้ำลายก้อนใหญ่อย่างไม่ได้ตั้งใจ 

“คนอย่างมึงเหรอไป๋ที่จะเป็นคนที่ลุกขึ้นมาร้องไห้เพราะเพิ่งค้นพบว่าตัวเองอายุ 28 ปี ไป๋ กูไม่โง่นะ คนอย่างมึงต้องหาคำตอบให้ตัวเองเสมอว่ากำลังรู้สึกอะไรกับเรื่องอะไร นิสัยอย่างมึงไม่ชอบอะไรที่ควบคุมไม่ได้ มึงไม่มีปัญหาอะไรกว้างๆ กับแค่เรื่องรู้สึกว่าตัวเองแก่หรอก” ว่านพูดออกมาอย่างจับผิด 

“...” 

“มึงรู้คำตอบอยู่แล้วว่ามึงกำลังเครียดกับเรื่องอะไร แต่มึงเลือกที่จะไม่พูด นอกจากไอ้อิฐ กูก็น่าจะสนิทกับมึงที่สุดในชีวิตมึงแล้วนะ ถ้ามึงไม่พูดกับไอ้อิฐ แถมไม่พูดกับกูด้วย มึงจะแบกเรื่องนี้ไปคนเดียวนะ กูไม่มีปัญหาหรอก มึงไม่บอกก็ได้ มันก็สิทธิ์ของมึง กูก็แค่อยากบอกว่า ถ้ามึงอยากบอก กูก็จะฟัง” ว่านพูดพร้อมยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้ง 

“...” 

“มึงกำลังมีปัญหาอะไรไอ้ไป๋ ปัญหาที่มึงบอกไอ้อิฐไม่ได้ ถ้ามึงไม่บอกไอ้อิฐ ก็เหลือกูเป็นตัวเลือกสุดท้ายของมึงแล้วนะ” 

ว่านพูดพร้อมกับวางแก้วเหล้าในมือลงบนโต๊ะ ไป๋มองหน้าเพื่อนด้วยความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก น้ำตาของเขาค่อยๆ ไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างอย่างสงบ ไม่มีทีท่าจะสะอึกสะอื้นโวยวาย แต่ดูจะเป็นความเจ็บปวดที่ต้องการจะระบายออกมาทางร่างกายเท่านั้น เพื่อนสนิทของเขาปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบ ว่านปล่อยให้เขาร้องไห้ออกมาจนพอใจ โดยที่มันก็ไม่ได้ปลอบใจ ทักท้วง หรือพยายามแทรกแซงอะไรลงไปในบทสนทนาที่ว่างเปล่าเหล่านั้นเลย 

“เชี่ย กูแม่งไม่เคยปิดอะไรมึงได้จริงๆ” 

นายพินต้า 

ฝากเฟสและทวีตนายพินต้า ninepinta ด้วยน้า มาหน่อยเร็ว รออยู่วววว 

ปลายสัปดาห์นี้ไปต่างจังหวัดยาวเลย งานก็เยอะมาก ไฟลนจนแทบไม่ได้แต่งเพิ่ม แต่เดี๋ยวจะแบกคอมไปแต่งให้ตอนพักร้อน เป็นไง ทุ่มเทเพื่อคนอ่านไหม ดังนั้น ห้ามลืมคอมเมนต์ให้นะ อิอิ 

ปล. เคาะเรื่องหน้าได้แล้วนะ ห้ามหนีนะ ต้องตามมาอ่านนะ พล๊อตประหลาดหน่อย แต่ให้โอกาสหนูหน่อยนะ >///< 

ความคิดเห็น