ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 ความสนใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ความสนใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 152

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ม.ค. 2562 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ความสนใจ
แบบอักษร

ตอนที่ 4 ความสนใจ

   งานสมาคม คนเดินกันเต็มห้องจัดเลี้ยง ทั้งชาวสยาม ชาวต่างชาติ ทหารหัวทอง แม้กระทั่งขุนน้ำขุนนาง ต่างคนก็ต่างจับกลุ่มพูดคุยสมาคมกัน ครอบครัวของท่านเจ้าคุณพฤกษ์แลคุณหญิงแก้วมุกดานั้นได้รับเชิญมาร่วมงานในวันนี้ แม้ลูกสาวคนโตจะอิดออด ไม่ขอมาร่วมงานสมาคมแต่ก็ไม่เป็นผล ส่วนน้องสาว แลน้องชาย ของแม่มีนานั้นดูจะสนุก แลมีความสุขกับการได้พบคนใหม่ๆ ถูกอกถูกใจกับการสร้างมิตรภาพกับใครๆ ในงานนี้

               “คุณแม่ขา มีนาขอนั่งรออยู่ข้างนอกนะคะ”  ลูกสาวคนโตบอกกับมารดา หลังจากที่บิดาพาเข้าไปทักทายผู้หลักผู้ใหญ่ข้างในจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วันนี้คนค่อนข้างมาก เจ้าคุณพ่อบอกวันนี้มีงานเลี้ยงร่วมกับงานฉลอง หม่อมคนใหม่ของท่านชายสักองค์ 

               “รออีกนิดนะลูก ให้ท่านชายเสด็จมาถึงเสียก่อน  แล้วแม่จะออกไปนั่งข้างนอกเป็นเพื่อนลูก” คุณหญิงบอกกับบุตรสาว ด้วยเข้าใจดีว่าลูกสาวคนโตไม่มีความสุขนักกับงานสมาคมเช่นนี้ 

               “ต้องรอเฝ้าด้วยหรือคะ ลูกไม่ทราบว่าบ้านเรา สนิทสนมกับท่านชายองค์นี้” บุตรสาวเอ่ยถามมารดาด้วยความสงสัย

               “ท่านชายเกริกฤทธิ์ คุ้นกันดีกับเจ้าคุณพ่อ”  คุณหญิงบอกกับบุตรสาว

               “ว่ากันว่า ท่านรูปงาม  มีทรัพย์มาก แต่ทว่าก็มีหม่อมมากมายเช่นกัน” แม่มีนาเอ่ยขึ้น พร้อมกับมองไปยังประตูของห้องจัดเลี้ยง เวลานี้กลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่แตกวงเป็นแถวให้ผู้มาใหม่เดินเข้ามา

               “คงจักเสด็จมาแล้ว” คุณหญิงเอ่ยขึ้น พร้อมกับมองไปยังผู้มาใหม่ ซึ่งกำลังเดินตรงมาทางที่เธอแลบุตรสาวคนโตยืนอยู่ 

               แม่มีนามองไปยังชายแลหญิงคู่นั้นด้วยความสนใจ ท่านชายที่เขาว่ากันว่ารูปงาม พอได้เห็นองค์จริง หญิงสาวก็คิดว่า คงจักงามด้วยทรัพย์เสียมากกว่างามด้วยรูป อาจจะด้วยชันษาที่มากกว่าหญิงสาวที่เดินตามติดท่านมาด้วย หากเทียบกันแล้วน่าจะห่างกันนับสิบปี  มองพิจารณาหญิงสาวผู้นั้นให้ดีก็เกิดความคุ้นตาขึ้นมา เหมือนกับว่าเคยพบกับหญิงสาวผู้นี้มาก่อน

            “รู้จักหม่อมของท่านหรือแม่มีนา” คุณหญิงถามบุตรสาว ที่จ้องมองหม่อมอย่างผิดสังเกต

             “ลูกคุ้นตาค่ะ”  

             “อาจจะคุ้นเวลาที่เห็นการแสดงตามงาน  เธอเป็นบุตรสาวของคุณหลวงบุญส่ง มักจะอาสาเป็นธุระจัดการแสดงตามงานรื่นเริงของกลุ่มขุนนาง” คุณตุลย์เดินมาทันได้ยินมารดาแลพี่สาวพูดคุยกัน จึงช่วยบอกข้อมูลที่เพิ่งได้มาจากการสมาคมเมื่อครู่

              “ฟังจากการสมาคมกับพวกทหาร ยังว่ากันอีกว่า สาวเจ้าสะบั้นรักเรือตรีหนุ่ม เพื่อมารับข้อเสนอท่านชายเมื่อวันก่อนนี้  เรือตรีคนที่ว่าก็ไม่ใช่ใคร” คุณตุลย์บอกเรื่องที่ตนทราบกับมารดาแลพี่สาว แต่ยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกตามให้ไปหาบิดา ทำให้คนที่รอฟังข้อมูลได้แต่มองตามด้วยความค้างคาใจ

               ท่านชายพาหม่อมคนใหม่ แนะนำกับกลุ่มขุนนางที่ท่านคุ้นเคย อย่างไม่เกรงคำครหา ด้วยว่าท่านไม่มีหม่อมใหญ่ หรือสะใภ้หลวงให้ต้องเกรงใจ คนใหม่ที่ขึ้นหม้อสำหรับท่าน จะได้รับสิทธิในการออกงานสมาคม ให้มีหน้ามีตาเป็นที่รู้จัก แลงานนี้ก็เพื่อการแสดงให้ใครบางคนรู้ว่า ท่านคือเจ้าของหญิงงามที่ใครๆ ต่างก็หมายปอง

               เรือตรีเบญจมินทร์ ยืนอยู่ริมโถงห้องจัดเลี้ยง มองชายแลหญิงคู่นั้น ซึ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มขุนนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย ท่านชายทรงเกษมสำราญ ในขณะที่หญิงสาวนั้นแย้มยิ้มเพียงน้อยครั้ง 

  “แม่นลินดูทุกข์ใจแต่ทว่าก็ยังเก็บอาการเอาไว้ได้ดี”  เรือตรีหนุ่มมองไปยังอดีตคนรักไม่ใช่ว่าไม่เสียใจ เขาไม่รู้สึกเสียดาย น่าแปลกที่เขาไม่ได้ทุกข์ใจมากอย่างที่คิด

               “มองแบบนั้น เสียใจ หรือ เสียดายเธอกันแน่” กัปตันวิลเลี่ยมเอ่ยถามคนที่รักเช่นบุตรชายแท้ๆ พร้อมกับจิบเครื่องดื่มในมือ ตาก็มองไปยังชายแลหญิงคู่นั้น

            “ผมบอกไม่ถูก แต่มันก็ไม่ได้เสียใจมาก อย่างที่คิด” ชายหนุ่มบอกกับผู้ที่เป็นทั้งผู้บังคับบัญชาแลบิดาบุญธรรม

         “แสดงว่า แกยังไม่ได้รักเธอมากพอสินะไอ้ลูกชาย หากว่ารักเธอจริง แกจะไม่ยอมปล่อยมือจากเธอ ไม่ยอมเสียเธอไป แม้ว่าจะต้องแลกกับสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต” กัปตันวิลเลี่ยมเอ่ยจบก็ตบบ่าลูกชายเพื่อให้กำลังใจ ก่อนจะเดินเข้าไปสมทบกับพรรคพวกที่รออยู่ในงาน

        “จะมีวันใด ที่เขาจะรักใครสักคนได้มากเท่าที่พ่อบอก”  เรือตรีหนุ่มคิดตามคำพูดของกัปตันวิลเลี่ยม พร้อมกับสั่นหัวสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากหัว จากนั้นก็กระดกวิสกี้ในมือจนหมด ก่อนจะเลือกหยิบเครื่องดื่มแก้วใหม่จากถาดของบริกรชาวสยาม

          เรื่องเล่าขานที่สนุกที่สุดในวันนี้ ไม่พ้นเสียงกระซิบ สายตาที่มองมายังท่านชายแลหม่อมใหม่ กับการสอดสายตาหาผู้ช้ำรักอย่างเรือตรีเบญจมินทร์ รักสามเศร้าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แลทำให้การสมาคมเป็นไปอย่างครึกครื้น เมษายืนฟังการสนทนาจากกลุ่มภรรยาขุนนาง เก็บเกี่ยวข้อมูลของนางละครคนสวย หม่อมคนล่าสุดของท่านชาย เธอคนนี้มีชื่อเสียง แลเป็นที่หมายตาของบุรุษมากมาย เมื่อท่านชายได้เธอมาครอง ก็เป็นธรรมดาที่ท่านต้องนำมาอวดให้ใครๆ ได้รู้ว่าเธอ คือสมบัติของท่าน

         “นี่ล่ะนะผู้ชาย เห็นผู้หญิงเป็นเพียงแค่สมบัติ ประดับบารมี” 

          คุณเมษานึกในใจ พร้อมกับมองไปที่ท่านชายด้วยความไม่ถูกตา แลไม่เชื่อว่าท่านจะโปรดหญิงสาวคนนี้ได้นาน ว่าไปแล้วเธอคนนั้นก็ช่างน่าสงสารนัก ดูท่าทีคงจะไม่เต็มใจ  

           ผิดกับอีกคนที่ถูกพูดถึงในฐานะของคนช้ำรัก  หญิงสาวมองไปยังเรือตรีหนุ่ม  “นายฝรั่งนั่น ดูจะไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเสียด้วยซ้ำ เอาแต่ดื่มแก้วแล้วแก้วเล่า ตามประสาทหารที่มักดื่มจัด”  ที่เขาว่ากัน มีความจริงเท็จอย่างไรก็สุดจะรู้ เมษาคิดในใจ

        งานสมาคม เต็มไปด้วยผู้คนที่มาด้วยจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็ด้วยผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง มีนาไม่ใช่คนช่างพูด แลไม่มีความสุขนักกับการต้องทนฟังการสนทนาของคนที่เธอคิดหาความจริงใจได้น้อย ต่อให้มีความรื่นเริงใดใดในงานเลี้ยงนี้ มันก็ไม่ใช่ความสนุกที่เธอชื่นชอบ ผิดกันหากให้เธออยู่กับต้นไม้ ใบยา แลเรือนยา นั่นคือสิ่งที่เธอสามารถอยู่ได้ข้ามวันข้ามคืน

         บุตรสาวคนโตของเจ้าคุณพฤกษ์ได้โอกาส ออกมาหามุมนั่งรอที่หน้าห้องจัดเลี้ยง ลมที่พัดเอาไอน้ำค้างมาปะทะผิวกายทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายความอึดอัดได้มาก ข้างนอกนี้ไม่ค่อยมีใครมากนัก เพราะต่างก็รวมตัวกันอยู่ข้างใน มีนาจึงยึดเอาม้านั่งยาวซึ่งอยู่ไม่ไกลประตูห้องโถงเป็นที่นั่งรอ ด้วยดูให้แน่ใจแล้วว่าทันทีที่คุณพ่อ หรือน้องๆ ก้าวออกมาจะได้เห็นว่าเธออยู่ที่นี่ แลตรงนี้ก็มีทหารยามอยู่ในระยะสายตา

          สายลมของเมืองนี้เย็นดี แต่ทว่าก็เจือไปด้วยไอทะเล หญิงสาวนั่งเพียงไม่นานก็รู้สึกเหนียวตัว ไม่เหมือนอากาศเรือนของตนที่พระนคร ลมพัดกลิ่นไอทะเลมาต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงคลื่นกระทบฝั่งเบาๆ พอให้ได้ยิน  คืนเดือนมืดงามไปด้วยดาวพร่างพราว นับร้อย นับพันดวง ช่วยผ่อนคลายความเบื่อหน่ายระหว่างรอเวลาไปได้มาก ดาวส่องแสง มีบางดาวมีแสงกระพริบวิบวับ วางกลุ่มดาวก็คล้ายกับเรียงกันเป็นรูปแบบต่างๆ คุณแม่เล่าว่ากาลเวลาข้างหน้า คนเราจะไปถึงดวงดาว หญิงสาวก็ได้แต่จินตนาการตาม แต่ก็ยังมองภาพไม่ออกว่าจะไปได้อย่างไร

              “ดูดาวอยู่หรือครับ”  กัปตันวิลเลี่ยมเอ่ยถามหญิงสาวที่เคยช่วยเหลือเขาเอาไว้

           “กัปตันวิลเลี่ยม” หญิงสาวหันไปตามเสียงก็เห็นว่าเขายืนอยู่ไม่ไกล พร้อมกับมีใครอีกคนยืนอยู่ข้างหลังของเขา

           “ขอโทษที่ทำให้ตกใจ เห็นว่าคุณอยู่ที่นี่เพียงลำพัง จึงอยากจะมาทักทาย ผมขอนั่งชมดาวด้วยคนนะครับ” ชายสูงวัยบอกกับเธอ พร้อมกับเดินมานั่งยังเก้าอี้ตัวถัดไป จากมุมนี้ทำให้มองเห็นดวงดาวสุกสกาวแลท้องทะเลอันมืดมิด

             “คุณมีนาชอบทะเลหรือไม่” กัปตันวิเลี่ยมเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงเดนมาร์กบ้านเกิดของเขา

         “ชอบค่ะ แต่ชอบทะเลยามเช้า ฉันชอบที่ได้เห็นความสวยงามอย่างชัดเจน ไม่ต้องมาผจญความน่ากลัวยามค่ำคืน ที่มองแทบจะไม่เห็นอะไร”  หญิงสาวตอบเขาด้วยภาษาที่เขาถามมา 

       “จะคิดเช่นนั้นก็ใช่ แต่ในความมืดมิดก็มีมนต์ขลังนะครับ การที่คาดเดาอะไรไม่ได้ มันจะทำให้เราตื่นตัว พร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ” กัปตันเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้ม

       “จะว่าไป ก็เหมือนงานของคุณที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ต้องพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่เสมอใช่ไหมคะ”  หญิงสาวเอ่ยขึ้นบ้าง เมื่อได้คิดตามในสิ่งที่เขาพูด

     “มันก็ใช่  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไปหรอกครับ” วิเลี่ยมเอ่ย พร้อมกับยกยิ้ม เขาพบพานหญิงชาวสยามที่ว่าเก่งแลฉลาดมาก็มาก แต่ก็ไม่มีใครที่สามารถพูดโต้ตอบเขาได้อย่างน่าประทับใจเช่นนี้ 

    “ เห็นที่ ฉันต้องขอตัวก่อนนะคะมิสเตอร์ คุณพ่อน่าจะให้น้องชายของฉันมาตามกลับเข้าไปที่งานแล้ว”  หญิงสาวลุกขึ้นจากม้านั่งตัวยาว ก่อนเดินไปหาน้องชายที่ยืนรออยู่หน้าประตูห้องจัดเลี้ยงการสนทนาระหว่างแม่มีนาแลกัปตันวิลเลี่ยมจึงจบลง 

    “นอกจากความงามแล้ว เธอยังมีความฉลาดล้ำลึกอย่างน่าประทับใจ  คิดเหมือนกันไหมไอ้ลูกชาย” กัปตันวิลเลี่ยมเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันมาหาเรือตรีหนุ่ม ก่อนจะลุกขึ้น แล้วเดินไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่  ด้วยไม่อยากอยู่นานเกินไปนัก เขารู้สึกเห็นใจชายหนุ่มที่ถูกสายตาของคนในงานจับจ้อง วันนี้เขาจึงหาเหตุออกมาจากงานเลี้ยงไวกว่าปกติ

    เรือนพักของเรือตรีหนุ่มอยู่ไกลออกมาจากเรือนใหญ่ของพ่อบุญธรรม เป็นเรือนไม้ยกสูงหลังเล็ก มองจากชานเรือนออกไปเห็นทะเลกว้างไกล เสียงคลื่นซัดกระทบริมหาดอย่างชัดเจน แม้จะกลับมาจากงานสมาคมได้ครู่ใหญ่แล้ว เรือตรีหนุ่มก็ยังไม่ได้ขึ้นเรือนไปพักผ่อนที่ห้องส่วนตัว เขาจับจองขอนไม้ริมหาดเยื้องหน้าบ้านพักเป็นที่นั่งพิงทอดอารมณ์  

 ขวดเครื่องดื่มสีอำพันตรงหน้าพร่องลงไปมากกว่าครึ่ง แลมีที่ท่าว่าน้ำในขวดนั้นคงจะหมดลงในอีกไม่นาน  ทั้งที่ไม่ใช่นักดื่มแต่ว่าวันนี้เขากลับดื่มน้ำสีอำพันนี้มากกว่าวันไหนๆ แลคืนนี้เขานอนไม่หลับจึงต้องใช้เครื่องดื่มตรงหน้าเป็นยาแก้อาการ 

   ความทรงจำในวัยเด็กไหลบ่าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ยามปกติเขาจะพยายามไม่คิดถึงมัน แต่วันนี้ช่างยากนัก ไม่ว่าจะปิดกั้นความรู้สึกที่มีอย่างไร ก็ไม่สามารถทำได้ดังใจ เบญจมินทร์คิดถึงชีวิตที่ผ่านมาของเขา เรื่องราวที่ต้องระหก ระเหิน จากบ้านเกิดเมืองนอนของแม่ ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมือง เขาต้องสู้ทน ปรับตัว แลพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่มักจะเกิดขึ้นเสมอในชีวิต 

   เรือตรีเบญจมินทร์ เกิดที่หัวเมืองใต้ บิดาเป็นชาวต่างชาติ สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ดี ประจำอยู่ที่หัวเมืองมาตั้งแต่เข้ามาพำนักที่สยาม ส่วนแม่ของเขาเป็นชาวพระนคร มาอยู่ที่หัวเมืองได้อย่างไรเขาก็ไม่ทราบ รู้แต่แม่มีพี่สาว เขาเคยพบหน้าป้าอยู่ครั้งหนึ่ง ชื่อเต็มๆ ท่านค่อนข้างยาว จำได้เลือนรางว่าชื่อวรรณ เป็นคนมีเชื้อมีสาย เพราะแม่เลือกอยู่กินกับพ่อ ท่านจึงถูกตัดขาดกับครอบครัว แลเมื่อวันที่พ่อแลแม่จากไปพร้อมกันอย่างกะทันหัน  ลุงวิลเลี่ยมซึ่งขณะนั้นยังเป็นแค่เรือเอกได้ส่งข่าวไปยังครอบครัวของแม่ ทางนั้นไม่ตอบสิ่งใดกลับมา คงไม่มีใครคิดอุปการะ เด็กหน้าตาประหลาดผิดเหล่าเช่นเขา นับตั้งแต่นั้นเขาก็ได้ลุงวิลเลี่ยมที่เมตตารับเขาเป็นลูกบุญธรรม แลพากลับไปยังบ้านเกิดของพ่อ

  ตอนนั้นเขาอายุสิบหรือสิบหนึ่งปีเห็นจะได้ เพิ่งเสียพ่อกับแม่ไปใหม่ๆ จากอุบัติเหตุทางเรือ ตั้งแต่นั้นเขาก็ค่อนข้างเก็บตัว ไม่ค่อยพูดจากับใครนอกจากลุงวิลเลี่ยมกับบุตรสาว อยู่สยามก็ถูกมองว่าเป็นของแปลก มาอยู่ที่บ้านเกิดของพ่อเขาก็ยังถูกมองไม่ต่างกัน เขาถูกแกล้ง ถูกรังแก ไม่เว้นวัน แต่เขาก็สู้ยิบตา ไม่ยอมให้ใครมารังแกได้ง่าย จนถึงเวลานี้ก็ยังเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงแลไม่ไว้ใจใคร 

   ทุกครั้งที่เขาทุกข์ สิ่งที่ปลอบประโลมใจให้คลายโศก ก็คือภาพของแม่ที่ติดอยู่ในใจ ทุกครั้งที่คิดถึงแม่เขาจะยิ้ม แลมีความสุขอยู่เสมอ แม่พิมพ์ของเขาเป็นผู้หญิงที่สวย อ่อนหวาน แลใจดีที่สุด 

    “แม่พิมพ์ เบนคิดถึงแม่พิม” ชายหนุ่มเปิดนาฬิกาแขวน ที่มีรูปของบิดาแลมารดาที่ถ่ายคู่กัน รูปของชายหนุ่มผมทองตามีฟ้า กำลังยิ้มอย่างมีความสุข ข้างกันก็เป็นหญิงสาวชาวสยาม ตาคม ผมดำยาว ผิวสีน้ำผึ้งยิ้มน้อยๆ มองมาที่เขา สมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่มีติดตัว ตั้งแต่ออกจากสยามในวันนั้น จนกระทั่งถึงวันนี้ลอคเก็ตชิ้นนี้ก็ยังเป็นของสำคัญที่สุดของเรือตรีหนุ่ม

      มีนากับดาวช่วยกันหอบหิ้วตะกร้าที่บรรจุใบยาหลายชนิดจนล้นออกมาจากสวนข้างเรือนรับรอง คุณหมอสาวไม่ยอมทิ้งเวลาแม้เพียงสักวัน แทนที่จะอยู่รอเจ้าคุณพ่อที่ไปราชการไม่ทราบเวลากลับที่แน่นอน สู้เสาะหาสมุนไพรประจำถิ่นนี้มาตากแห้ง เพื่อนำกลับไปเป็นเครื่องยาที่เรือนจะได้ประโยชน์มากกว่า  คุณหญิงแก้วมุกดาก็ปล่อยให้ลูกสาวได้ทำตามที่เห็นควร มิได้ลงมือช่วย ด้วยเวลานี้มีดาว บ่าวของลูกสาวเป็นลูกมืออยู่แล้ว

    ระหว่างเตรียมสมุนไพรแต่ละชนิด  คุณมีนาก็จะคอยสอนลูกมือของเธอไปด้วย ว่าพืชชนิดใด ใช้ส่วนใดในการทำยา ส่วนใดมีคุณ ตรงไหนให้โทษ ดาวก็จดจำเอาไว้เป็นอย่างดี ไม่เพียงเท่านั้นก่อนเข้านอนดาวยังจดสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคุณมีนาในแต่ละวันลงในสมุดที่ได้รับจากนายสาว

  “คุณหญิงขอรับ มีคนจากเรือนนายฝรั่ง มาขอความช่วยเหลือขอรับ เขาบอกว่าต้องการหมอไปดูอาการนายฝรั่งที่เรือน ตอนนี้หมอประจำเมืองไม่อยู่ เดินทางไปกับคณะราชฑูต เขาเลยจะขอให้คุณหญิงช่วยรักษา”  ทหารเวรเข้ามาแจ้งกับนายหญิงของเรือน

“นายฝรั่ง เรือนไหนกัน”  คุณเมษาที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยถามขึ้นมา

 “เรือนกับปิตันวิลเลี่ยมขอรับ” นายทหารเอ่ยตอบ

 “มีนา เมษา ไปแต่งตัว เตรียมของที่จำเป็นต้องใช้ แม่จะไปเตรียมของ แล้วเจอกันข้างล่างนะลูก”

คุณหญิงแลบุตรสาวกำลังจะเดินทางมาที่เรือนของกัปตันวิลเลี่ยม แต่ก็มีเหตุให้ต้องแยกย้ายกันไปเป็นสองคณะ ด้วยจวนของท่านเจ้าเมือง มีภรรยารองของท่านเกิดอุบัติเหตุเจ็บท้องจะคลอดก่อนกำหนด คุณหญิงแลคุณเมษาจึงต้องแยกไปยังเรือนที่ผู้ป่วยมีอาการหนักกว่า ทำให้เหลือเพียงคุณมีนาแลดาวที่ต้องไปรักษาอาการให้คนป่วยที่เรือนของกัปตันวิลเลี่ยม

ที่เรือนคนป่วยเวลานี้มีบ่าวไพร่ยืนรอรับอยู่  เมื่อเห็นรถลากของคุณหมอที่บ่าวไปตามเข้ามาในเขตเรือน บ่าวก็รีบกุลีกุจอ เข้าไปรอรับท่านจากรถ

 “คนป่วยอยู่ที่ใด”  หญิงสาวเอ่ยถามทันทีที่เท้าแตะพื้นเรือนนั้น

 “อยู่เรือนเล็กขอรับ เชิญทางนี้ขอรับ” บ่าวรีบบอกคุณหมอ ก่อนจะนำทางไปยังเรือนของคนป่วย

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว