งานเขียนนั้นเปรียบเสมือนตัวตนของผู้เขียน.....

ชื่อตอน : ฉากที่ 13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 594

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2563 15:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉากที่ 13
แบบอักษร

 

 

ทะเลหวาน 

 

 

 

“คุณจะเอายังไง” หญิงวัยกลางคนเปิดปากถามทันทีที่นั่งลง อยากจะรีบคุยและรีบออกไปจากตรงนี้เร็ว ๆ ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายคือหุ้นส่วนทางผลประโยชน์ มีหรือที่เธอจะยอมออกมาเจอกับคนพรรค์นี้ ต่อหน้าคนอื่นชอบวางตัวราวกับพ่อพระ อยากจะหัวเราะเยาะคนที่มันหลงเชื่อจริง ๆ

“ไม่ต้องรีบร้อน อีกอย่างคุณเองก็ลงมือไปแล้วไม่ใช่หรือ” รอยยิ้มที่เผยออกมายิ่งทำให้ชายวัยห้าสิบต้น ๆ ดูน่าเข้าหาแต่มันไม่ใช่สำหรับอรอินทร์ที่ต่างก็รู้ธาตุแท้ของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ถ้าจะว่าเธอเป็นพวกชอบเสแสร้งแกล้งเล่นละคร คนตรงหน้าก็คงไม่ต่างกัน ดีไม่ดีเขาอาจจะทำมันได้เก่งกว่าเธอเสียอีก

“เลิกสร้างภาพสักทีฉันเห็นแล้วจะอ้วก มีอะไรก็รีบ ๆ พูดมา ฉันไม่ว่างมานั่งคุยเป็นเพื่อนคุณตลอดทั้งวันหรอกนะ” ว่าจบก็เชิดหน้าคอตั้งรอฟังเรื่องที่อีกคนเรียกออกมาพบ

“คุณนี่รู้ใจผมไม่เปลี่ยนเลยนะอรอินทร์” เขาหัวเราะในลำคอ มองอีกฝ่ายตาพราวระยับ คนตรงหน้าเป็นสาวใหญ่ทรงเสน่ห์ถึงแม้อายุจะขึ้นเลขสี่แต่กลับสวยไม่รู้สร่าง นึกแล้วก็อยากจะลองชิมแม้เขาจะทำแบบนั้นไปหลายครั้งต่อหลายครั้งแล้วก็ตาม

“ฉันดีใจที่คุณคิดแบบนั้น จะได้ไม่ต้องระแวงว่าคุณจะหักหลังฉันเมื่อไหร่”

“ทำไมคิดแบบนั้น คุณก็รู้ว่าผมไม่มีทางทำอะไรโง่ ๆ แบบนั้น” ยังคงยิ้มบาง ๆ ไม่ทุกข์ร้อน ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ชิงหักหลังก่อนเขาก็ไม่คิดจะทำ แต่อะไร ๆ มันก็ไม่แน่และถ้าถึงตอนนั้นก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องเกรงใจแม่ของลูกอีกต่อไป

“คนอย่างคุณมันไว้ใจได้ด้วยเหรอ คุณดนัยทัศน์” ริมฝีปากแต้มสีฉูดฉาดบิดขึ้นตามการยิ้มเย้ยหยันใส่อีกฝ่าย คนอย่างดนัยทัศน์เธอไม่เคยนึกไว้ใจ เพราะแม้แต่เพื่อนรักทั้งสองชายคนนี้ก็ยังหักหลังได้หน้าด้าน ๆ นับประสาอะไรกับเธอที่อาจเป็นศัตรูกันได้ในสักวัน

“แน่นอน ผมเป็นคนที่คุณควรไว้ใจมากกว่าใคร ๆ”

“เลิกพูดมากสักที ตกลงว่าจะให้ฉันทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก่อนใช่ไหม” เมื่อทนกับรอยยิ้มอบอุ่นดูดีจอมปลอมไม่ไหว ก็ต้องพูดตัดบทเพื่อเข้าเรื่องสำคัญ ไม่อยากจะอยู่ในห้องน่าสะอิดสะเอียนนี้นาน ๆ

“ผมคิดว่ามันช้าไป อยากจะดัดนิสัยไอ้เด็กอวดดีนั้นสักหน่อย เดินเองยังไม่มีปัญญาทำ มันยังจองหองไม่เลิก” แววตาและน้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนไปถึงจะมีรอยยิ้มน้อย ๆ อย่างผู้ชายใจดีให้ได้เห็นอยู่ แต่เธอรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงโมโหกับเรื่องที่มันไม่เป็นไปตามที่คิด สงสัยแผนงานแต่งงานของลูกสาวคงใกล้ล่มสินะ ไม่อย่างนั้นคงไม่หัวเสียแบบนี้

“มาพูดเอาอะไรตอนนี้ ในเมื่อปล่อยให้มันลอยหน้าลอยตาอยู่มาได้ตั้งสามปี”

“คุณอย่าถามในสิ่งที่คุณก็รู้ดี ถ้าไม่ใช่เพราะพินัยกรรมฉบับแรกของไอ้ประพันธ์ ลูกมันคงตายตามมันไปนานแล้ว” สุดท้ายก็ไม่เหลือแม้แต่แววความอ่อนโยนบนใบหน้า มีแต่ความแข็งกร้าวและโมโห ทั้งที่ทุกอย่างมันควรจะจบและกลายมาเป็นของเขาแต่เพียงคนเดียวแต่ความหวังก็พังทลาย ราวกับมันรู้ว่าอะไรจะเกินขึ้นกับมัน ถึงได้เขียนพินัยกรรมโง่ ๆ ฉบับแรกขึ้นมา เพื่อบอกแค่ว่าให้เปิดพินัยกรรมอีกหนึ่งฉบับหลังจากตัวเองเสียชีวิตได้สามปีแล้วเท่านั้นและที่สำคัญธุรกิจต่าง ๆ ในเครือบดินทร์อารักษ์ก็ยกให้ลูกชายตัวเองเป็นคนรับผิดชอบดูแลก่อนชั่วคราว ห้ามมีการถ่ายถอนทรัพย์สินอะไรทั้งสิ้นหรือถ้าลูกชายของมันเกิดเสียชีวิตในช่วงระยะเวลานั้น จะถือว่าทุกอย่างเป็นโมฆะแล้วยกมรดกหลายหมื่นล้านให้แก่สาธารณะประโยชน์ทันที แล้วใครมันจะไปยอม เขาลงทุนไปตั้งเท่าไหร่ ไม่มีทางที่จะยอมให้มันเสียเปล่าไปแบบนั้นแน่นอน อย่างน้อยโรงแรมแห่งนั้นก็ต้องเป็นของเขา อีกไม่นานหรอกสิ่งที่เขาหวังนั้นมันจะเป็นจริง

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องใช้ใออัยแล้วใช่ไหม ถ้าลงมือตอนนี้คุณไม่กลัวว่ามันจะส่งผลต่อพินัยกรรมที่กำลังจะเปิดหรือไง” อรอินทร์ถามอย่างสงสัยในสิ่งที่ชายคนนี้คิดจะทำ ก็ไหนว่าตอนแรกใช้แค่แผนของเธอวางยาจนมันร่างกายอ่อนแอและค่อยปล่อยให้มันตายหลังจากเปิดพินัยกรรม แล้วจะเปลืองแรงให้มีคนสงสัยเพิ่มอีกทำไม

“ไม่ คุณทำต่อไป ถือว่าเรื่องที่ผมจะทำเป็นการสำรองแผนของคุณแล้วกัน ส่วนที่ต้องลงมือก่อนก็เพื่อเบี่ยงประเด็นว่ามีคนอื่นที่หวังเอาชีวิตกวีเหมือนกัน เพราะถ้ามันตายเมื่อไหร่คนแรกที่ต้องถูกสงสัยก็คือคุณและใออัยที่อยู่ในฐานะหลานคุณก็จะโดนไปด้วย ผมไม่อยากให้ลูกถูกสงสัย”

“ฉันฟังอะไรผิดไปหรือเปล่า นี้คุณห่วงมันด้วยเหรอ ไม่น่าเชื่อ” ราวกับได้ยินเรื่องตลก เธอหัวเราะขำกับสิ่งที่อีกฝ่ายพูด

“ยังไงเขาก็เป็นสายเลือดของผม”

“อยู่ ๆ คิดอยากจะเป็นพ่อที่ดีขึ้นมาหรือไง” ทั้งที่ขี้ขลาดขนาดต้องยืมมือมันยังกล้าพูดมาได้ จะให้เชื่อหรือคงจะยากไปเสียหน่อย เพราะถ้าดนัยทัศน์ห่วงลูกของตัวเองจริง จะสนับสนุนให้ใออัยไปวางยากวีแต่แรกทำไม ถึงแผนนั้นเธอจะเป็นคนเสนอเองก็ตาม

“ไม่ใช่แค่พ่อที่ดี สามีที่ดีผมก็อยากเป็น” ดนัยทัศน์ไม่ใส่ใจสิ่งที่อรอินทร์ถากถาง กลับลุกขึ้นยืนแล้วอ้อมมานั่งลงข้าง ๆ ร่างบางอย่างคนเคย ๆ กันมาก่อน เขาใช้แขนหนาที่ยังพอมีกล้ามเนื้อให้เห็นอยู่กอดฝ่ายหญิงเข้ามาใกล้ แม้อรอินทร์พยายามจะสะบัดให้หลุดและส่งสายตารังเกียจมาก็ตาม ดนัยทัศน์กลับทำเมินและกดจูบตรงไหล่เนียนลากไล้ไปยังต้นคอขาวไม่สนอาการขัดขืนสักนิด

“ปล่อย ฉันไม่ได้มาเพราะเรื่องแบบนี้”

“อย่าขัดใจผมจะดีกว่านะ ถ้าคุณยังไม่อยากให้ไอ้ภาสมันรู้ว่าเราเป็นอะไรกันและใออัยเป็นอะไรกับคุณ” ว่าจบก็กระชากให้ฝ่ายหญิงเดินตามไปยังห้องนอนที่แสนจะคุ้นเคยทันที

 

 

 

 

 

แทนที่จะรู้สึกสนุกที่ได้ไปที่อื่นนอกจากที่บ้านบ้างแต่กลายเป็นว่าใออัยแทบไม่อยากจะให้วันนี้มาถึง เขารู้สึกอึดอัดที่ต้องเจอกับนราภัทรที่ตอนนี้ก็นั่งเคียงคู่อยู่กับกวีด้านหน้า ส่วนใออัยนั่งคู่กับภัคพรเยื้องมาด้านหลัง การเดินทางครั้งนี้กวีเลือกใช้รถตู้เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยากหลายอย่างแทนการโดยสารด้วยเครื่องบิน ใช้เวลาไม่นานก็ถึงที่หมาย ถึงจะมาเพราะเรื่องงานแต่กวีอยากให้มันเป็นส่วนตัวสักหน่อย เลยเลือกพักที่บ้านหลังใหญ่ชายทะเลแทนโรงแรมที่น่าจะสะดวกกว่าในการทำงาน

“น้ำกับฟ้าขึ้นไปพักข้างบนกันนะ เลือกได้เลยว่าอยากพักห้องไหน” เจ้าบ้านพูดเป็นเชิงให้อิสระกับสาวๆ ส่วนตัวเองก็ต้องพักที่ห้องด้านล่างไปโดยปริยาย

“น้ำนอนห้องเดียวกันกับพี่วีไม่ได้เหรอคะ” พูดพลางจับมือคนบนรถเข็น ใช้สายตาออดอ้อนเหมือนที่เคยทำแต่ก็โดนคนเป็นน้องร้องขัด อย่างไรเสียนราภัทรก็เป็นผู้หญิงมันคงดูไม่ดีเท่าไหร่

“พี่น้ำ น่าเกลียด”

“แต่”

“พี่ว่ามันคงไม่เหมาะ น้ำขึ้นไปพักด้านบนนั้นแหละดีแล้ว” คนบนรถเข็นยังยืนยันตามเดิม ซึ่งยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้กับเธอ แต่นราภัทรก็เลือกจะเก็บอาการเหล่านั้นไว้แล้วเอ่ยถามถึงห้องพักอีกคนแทน

“แล้วใออัยล่ะคะ พักห้องไหน” เธอถามอย่างอยากรู้ ใช้สายตามองคนที่ถูกพูดถึงอย่างเหยียดหยัน อีกฝ่ายก็เอาแต่ก้มหน้าและหวังว่าคำตอบที่ได้จะไม่ใช่อย่างที่เธอคิด

“ห้องเดียวกับพี่”

“ได้ยังไงกันค่ะ ห้องอื่นก็มีไม่ใช่เหรอ” นราภัทรโวยวายทันที ห้องหับก็เยอะแยะทำไมต้องนอนด้วยกัน อย่างนี้เธอก็เสียเปรียบน่ะสิ ทั้งที่มันไม่ใช่การแข่งขันแต่เธอกลับรู้สึกตัวเองเป็นฝ่ายแพ้ โดยไม่คำนึงเลยว่าเพราะเหตุใดทั้งคู่ถึงต้องนอนห้องเดียวกัน

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะพี่น้ำ พี่อัยเขาเป็นคนดูแลพี่วีนะ” น้องสาวเอ่ยอย่างฉงน พี่สาวเธอจะคัดคานทำไม มันเป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ

“ก็อย่างที่ฟ้าพูดนั่นแหละ เพราะใออัยเขาต้องรู้แลพี่ กลางคืนมันสะดวกจะเรียกก็ง่าย” อยากจะค้านแต่ก็ทำไม่ได้เพราะต่อให้เธอรั้นจะไปนอนห้องเดียวกับคู่หมั้นหนุ่ม งานดูแลกวีต่าง ๆ ก็จะต้องตกมาอยู่ที่เธอ แม้จะไม่อยากให้ชายหนุ่มทั้งสองพักอยู่ด้วยกันก็ตามทีแต่เธอคงต้องขอไปที เธอไม่มีความอดทนพอที่จะดูใครได้ทั้งวันขนาดนั้น

“อย่างนั้นน้ำก็หวังว่าผู้ดูแลของพี่วีจะทำแค่หน้าที่ ไม่ทำอะไรเกินเลยหน้าที่ที่ได้รับนะคะ” ว่าจบก็เดินตัวปลิวขึ้นชั้นบนปล่อยให้คนมองตามต่างก็รู้สึกคละกันไป​ เรื่องอะไรที่เธอต้องยกกระเป๋าเอง คนใช้ในบ้านพักตากอากาศนี้ก็มี

“พี่อัยอย่าไปสนใจพี่น้ำเลยนะคะ ยังไงน้ำต้องขอตัวก่อน” เธอส่ายหน้ากับนิสัยของพี่สาว พร้อมยกกระเป๋าเดินทางตามขึ้นไป เธอมีนิสัยต่างจากพี่สาวที่หยิบจับอะไรไม่เป็นสักอย่าง อะไรทำเองได้เธอก็จะทำ รอแต่คนอื่นทำให้สักวันคงเป็นง่อยกันพอดี

เมื่อลับร่างสองสาวไป กวีบอกให้ใออัยพามายังห้องหนึ่งที่น่าจะเป็นห้องของพวกเขาสองคน ภายในตกแต่งเน้นเป็นโทนสีฟ้าอ่อนรับกับผ้าม่านสีขาวอย่างลงตัว ใออัยอยู่แถบทะเลมานานแต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะได้เข้าไปในรีสอร์ทหรือโรงแรมใหญ่ ไม่รู้ว่าแต่ละที่ตกแต่งกันอย่างไรแต่ที่รู้ ๆ ตอนนี้เขาชอบห้องนี้มาก บรรยากาศดูสบาย ๆ ยิ่งบริเวณระเบียงที่ยื่นออกไปยิ่งทำให้เจ้าตัวประทับใจจนเผลอลืมคนที่พาเข้ามาด้วย

“ฉันดีใจที่นายชอบแต่ไม่คิดจะพาฉันไปดูด้วยเลยเหรอ” คนพูดไม่ได้น้อยใจกลับรู้สึกเอ็นดูในความเป็นเด็กของอีกฝ่ายเสียมากกว่าไม่นึกว่าจะได้เห็นมุมนี้ พอพาเข้ามาก็ปล่อยเขาไว้กลางห้องส่วนเจ้าตัวเดินไปเปิดประตูระเบียงแล้วเดินออกไปดูข้างนอกคนเดียวเสียอย่างนั้น

“ผมขอโทษ” เดินกลับเข้ามาพร้อมขยับปากทำหน้ารู้สึกผิด ไม่ได้ตั้งใจจะลืมแต่ความตื่นเต้นมันพาไป ไม่ได้เห็นทะเลมาเป็นเดือนแล้วมันอดคิดถึงไม่ได้ อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกไว ๆ ก็เท่านั้น

“ฉันไม่ได้ว่าอะไร สวยมากเลยเหรอข้างนอก” ก็พอรู้ว่าถ้ามองจากระเบียงออกไปก็จะเห็นหาดทรายและทะเล แค่นั้นมันน่าตื่นเต้นตรงไหนแต่เมื่อคนตรงหน้าพยักหน้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ค่อยได้เห็นก็นึกอยากจะไปดู “ขนาดนั้นเลย ฉันชักอยากจะเห็นบ้างแล้วสิ”

“ก็ทะเล หายทราย” ใออัยขยับปากบอกก่อนเพราะกลัวกวีผิดหวัง มันไม่ได้มีอะไรพิเศษเป็นแค่ธรรมชาติที่เขาชอบ เป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยเลยเผลอยิ้มออกมา

“แค่นั้นเองเหรอแต่ทำไมนายดูดีใจขนาดนี้ล่ะ” คนฟังฉงนถ้าแค่นั้นก็ไม่เห็นจะแปลก เขานึกว่ามีอะไรเปลี่ยนไปจากครั้งที่เขามาเสียอีก

“ผมแค่คิดถึง”

“อย่างนั้นพาฉันไปดูสิ่งที่นายคิดถึงหน่อยสิ” ยิ้มน้อย ๆ เพื่อยืนยันจะไปดูข้างนอกด้วยตาตัวเอง ตอนนี้เขาเหมือนผู้ใหญ่คุยกับเด็กน้อยทั้งที่อายุก็ห่างกันไม่มากแต่ก็ไม่น้อยรวม ๆ ก็สักสี่ห้าปี คนตัวเล็กก็พยักหน้าก่อนจะอ้อมไปเข็นรถแต่ก็ชะงักเดินกลับมาตรงหน้ากวีแล้วก้มลงล็อคล้อรถเข็นตามเดิม กวีเลิกคิ้วมองการกระทำของใออัยซึ่งต่อมาความสงสัยก็ถูกคลายลง

“เดินไปดีกว่านะครับ” เขามองคนคนขยับปากบอก ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาอย่างยินยอมในความคิดที่จะทำของอีกฝ่าย คงอยากให้เขาได้ยืดเส้นยืดสายบ้างละมั้ง ใออัยโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยใช้แขนทั้งสองข้างสอดรอบเอวหนาอย่างเคยชิน กวีเองก็จับที่ต้นไหล่ของอีกคนไว้แน่นพร้อมออกแรงที่เท้าเพื่อลุกขึ้นและมันก็สำเร็จ หนำซ้ำครั้งนี้ยังง่ายดายกว่าที่ผ่าน ๆ มา ใออัยแทบจะกลั้นยิ้มไม่อยู่ไม่นึกว่าสิ่งที่เขาเพียรพยายามทำจะเห็นผลเร็วขนาดนี้ แม้จะพอรู้มาบ้างว่าอาการที่กวีเป็นมันไม่ได้ร้ายแรงนัก อีกไม่นานกวีก็คงเดินได้ปกติ “ถ้ารักษาต่อเนื่องแต่แรกคงหายดีแล้วนะครับป่านนี้”

“ฉันก็ใกล้จะหายแล้วนี้ไง พูดมากจังเลยนะนายนี่ คิดภาพออกเลยถ้านายมีเสียงจะขี้บ่นขนาดไหน” แม้จะเงยหน้ามาบอกเขาด้วยสายตาใสซื่อแต่คำพูดที่เขาอ่านได้มันไม่ได้สอดคล้องกันเลย สงสัยเจ้าตัวคงตำหนิเขาที่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่ามาตั้งนาน มือหนาล่ะจากไหล่ข้างหนึ่งมาบิดจมูกคนตรงหน้าอย่างหมั้นเขี้ยวเผลอเป็นไม่ได้ว่าเขาได้ตลอด ใออัยสะบัดหน้าน้อย ๆ รู้สึกร้อนนิด ๆ ที่แก้มจึงต้องก้มหน้าลง เขารู้สึกไม่ชินเอาเสียเลยกับการหยอกล้อแบบนี้ พอหลุดก็เปลี่ยนมาจับแขนทั้งสองข้างแทน แล้วเริ่มเดินถอยหลังช้า ๆ ให้กวีก้าวเท้าตาม ทุกอย่างเป็นไปด้วยความระมัดระวัง แม้กวีจะยืนและเดินได้นานกว่าเมื่อก่อนแต่มันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใออัยจึงต้องคอยระวังทุกก้าวที่คนตัวโตเดิน คนมองจึงได้แต่รอบยิ้มกับตัวเองในความเอาใจใส่ที่อีกคนมอบให้

ภาพต่าง ๆ ที่กวีเห็นก็ยังคงเดิม ทะเล หาดทราย แต่บรรยากาศที่ได้สัมผัสกลับเปลี่ยนไป จากที่เคยรู้สึกอ้างว้างหว้าเหว่เขากลับรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ เหมือนหัวใจกำลังได้รับการเติมเต็มหรือจะเป็นเพราะตรงนี้ไม่ได้มีเพียงเขาที่ยืนอยู่คนเดียวเช่นเคยก็ไม่รู้ นานเท่าไหร่แล้วที่กวีไม่ได้รู้สึกแบบนี้ ใออัยเลือกให้เขาจับราวระเบียงไว้ส่วนตัวเองก็คอยประคองเอวหนาใกล้ ๆ ไม่ได้ห่าง กลัวว่ากวีจะล้มเอา คนตัวเล็กทอดสายตาไปยังทะเลเบื้องหน้าด้วยประกายแวววาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชอบจนเขารู้สึกอิจฉาขึ้นมาหน่อย ๆ

“ฉันชักจะชอบขึ้นมาแล้วสิ”

“ชอบอะไรเหรอครับ” ใออัยละภาพตรงหน้าหน้ามามองคนข้างกาย ที่ตอนนี้ก็มองเขาอยู่ สายตาอ่อนโยนที่มองมาทำเอาคนมองสบหวาดหวั่น อยู่ ๆ ก็รู้สึกอายจนต้องหันไปมองทะเลอีกครั้ง

“ใออัย” เสียงเรียกพร้อมแรงรัดที่รอบเอวแน่นขึ้น ใจเต้นตึกตักกับความใกล้ชิด ใออัยเลยเลือกเขยิบตัวออกห่างแต่ก็พลอยทำให้คนข้าง ๆ ซวนเซเกือบล้มดีที่ใออัยเข้าไปกอดรอบตัวกวีได้ทัน คนตัวเล็กผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกนึกโทษตัวเองที่ลืมนึกถึงสภาพร่างกายของอีกฝ่าย ต่างจากกวีที่ยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่าสมใจไม่มีเคล้าความตกใจหรืออะไรสักนิด กวีใช้แขนอีกข้างที่ไม่ได้โอบตัวใออัยจับราวระเบียงไว้ ก้มลงใช้จมูกโด่งได้รูปเกลี่ยบนผมนิ่มเบา ๆ คล้ายปลอบโยน “ฉันไม่เป็นไร”

“จริงนะครับ” ผละหน้าออกจากอกหนามาถามอย่างกังวลเพราะมัวแต่ห่วงคนที่ตัวเองกอดอยู่จึงไม่ได้ขยับออกห่าง ปล่อยให้คนชอบหาเศษหาเลยกอดอยู่แบบนั้น พอรู้สึกตัวอยากจะขยับออกกลับทำไม่ได้เมื่อกวีไม่ยอมปล่อย แหงนหน้ามองใบหน้าหล่อก็เพียงแค่ยิ้มมาให้เลยจำต้องปล่อยให้อีกฝ่ายกอดอย่างเสียไม่ได้แต่ในใจลึก ๆ ก็คงเป็นใออัยเองที่ยังอยากอยู่ในอ้อมกอดนี้แม้จะเป็นแค่ระยะเวลาสั้น ๆ แต่ผิดด้วยหรือที่เขารู้สึกโหยหาความอบอุ่นที่อีกคนมอบให้

“ฉันชอบจริง ๆ นะ” กวีบอกย้ำอีกครั้ง ทั้งที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่กวีชอบคืออะไรแต่หน้ากลับร้อนขึ้นมา แม้แต่ตาคมใออัยก็ยังไม่กล้ามองตอบ ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองไปมากกว่านี้เลยต้องถามเพื่อความแน่ใจ

“ชอบอะไรเหรอครับ” ถามเสร็จก็ก้มหน้างุดกับอกกว้าง ใออัยก็แค่เด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยมีความรักพอมันเกิดขึ้นก็อดจะกลัวไม่ได้ ทั้งเวลาที่ทั้งคู่รู้จักกันมันก็น้อยนิดเหลือเกิน มันจะใช่ความรักอย่างที่ใออัยเข้าใจจริงหรือเปล่าเจ้าตัวก็ยังไม่แน่ใจ รู้ว่าไม่สมควรคิดอะไรเกินเลยกับคน ๆ นี้ แต่ผิดไหมที่เขาอยากจะหวัง

กวีมองคนในอ้อมกอดด้วยแววตาอ่อนโยนกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีก กดจูบที่เรือนผมสีอ่อนตามธรรมชาติด้วยความรู้สึกเอ็นดูก่อนจะก้มกระซิบแผ่วเบาข้างหูคนขี้กลัวที่เงยหน้าทันทีเมื่อได้ยิน

“ชอบที่มีนายอยู่กับฉันแบบนี้”

“คุณวี” ใออัยรู้สึกเหมือนน้ำตาคลอหน่วย คำตอบที่ได้ยินราวกับจะทำให้ลอยได้ เขาดีใจจนไม่รู้จะจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดยังไง อยากขอบคุณเป็นร้อย ๆ ครั้งกับการที่อีกฝ่ายรู้สึกดีกับการที่มีเขาอยู่ใกล้ตัว เขาคิดเสมอว่าตัวเองที่เกิดมามีแต่สร้างภาระให้กับคนที่ตัวเองรัก ไม่ว่าจะเป็นพ่อกับแม่ ยังดีที่มีตากับยายอยู่ไม่เช่นเขาคงแทบมองไม่เห็นค่าของตัวเองแต่กรณีของกวีช่างแตกต่าง อีกฝ่ายเป็นคนแรกเลยก็ว่าได้ที่ใออัยเผลอยกความรู้สึกลึกซึ้งให้ ใออัยกลัวกับความเจ็บปวดที่จะตามมาถึงจะแอบหวังไว้แต่ความหวังนั้นก็ดูน้อยนิดจนแทบจะเรือนลาง ความกังวลที่มีส่วนหนึ่งก็เพราะตัวเองเป็นผู้ชาย ทั้งเรื่องความเหมาะสมทางฐานะและสังคมก็ดูห่างกันจนเทียบแทบไม่ติด ไหนจะคู่หมั้นสาวและเรื่องของแม่แท้ ๆ ตัวเองอีก โดยเฉพาะเรื่องสุดท้าย ใออัยยังคิดไม่ตกเลยว่าจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี อีกคนก็เหมือนจะเป็นหัวใจที่เขาตามหาส่วนอีกคนก็เป็นบุพการีผู้ให้กำเนิด ไม่ว่าจะคิดหาหนทางเท่าไหร่ก็ยิ่งมืดแปดด้านเพราะคิดไม่ตก ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดจนต้องกลั่นออกมาเป็นหยดน้ำตาอย่างไม่อาจห้ามได้

“ร้องไห้ทำไม หือ หรือว่านายไม่ชอบไม่อยากอยู่กับฉัน” คนตัวโตว่าหยอก ใออัยก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธ แม้จะรู้ว่าคนตรงหน้าแกล้งพูดแต่ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด กวีไม่นึกว่าสิ่งที่ตัวเองพูดจะถึงขั้นทำให้อีกฝ่ายร้องไห้เพราะไม่รู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของมัน แขนหนาที่กอดกระซับอยู่ที่เอวบางรัดแน่นกกกอดคนที่เอาแต่ร้องไห้ซุกอยู่กับอกตัวเองอย่างปลอบประโลม “นายขี้แยกว่าที่ฉันคิดซะอีก ปกติเห็นชอบทำหน้านิ่ง ๆ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นพวกหวั่นไหวกับเรื่องแบบนี้”

“ผมเปล่า” พอได้ยินคำหยอก ล้อแบบนั้นเข้าใออัยเลยผละออกจากออกแกร่งแล้วฟาดมือเบา ๆ ไปยังตำแหน่งที่ตัวเองเคยซบอยู่เมื่อครู่อย่างหมั่นไส้ เรื่องล้อเขาไม่มีใครเกินผู้ชายคนนี้หรอก

“เปล่าอะไร ก็เห็น ๆ กันอยู่เด็กน้อยขี้แย”

“คุณวี” ปากขยับเรียกขานให้หยุดล้อ ใบหน้าสวยเทียบเคียงหญิงสาวเริ่มงอง่ำแต่แขนเล็กก็ไม่ละไปจากเอวหนาแม้แต่น้อยยังคอยประคองคนช่างแกล้งไม่ห่าง

“ดูสิ หนาบึ้งหมดแล้วเดี๋ยวไม่สวยนะ”

“ไม่สวย” ใออัยขยับปากตอบโต้อย่างไม่ยอมรับแม้ใบหน้าตัวเองจะแสดงออกถึงสิ่งที่กวีพูดอย่างชัดเจนอยู่แล้วก็ตามที แต่ดูท่าอีกคนจะไม่ได้สนใจใช้หลังมืออีกข้างที่เคยจับราวระเบียงมาไล้เบา ๆ ตามรูปหน้าของใออัยเบา ๆ

“สวยสิ นายไม่ชอบเหรอ”

“ผู้ชายหน้าสวยไม่มีใครชอบหรอกครับ”

“แต่ฉันชอบนะ ตอนที่เห็นหน้านายครั้งแรกใจฉันสั่นมากเลยรู้ไหม คนอะไรก็ไม่รู้ใส่เสื้อตัวใหญ่กว่าตัวเอง ขาก็เล็ก หน้าก็เรียว ที่สำคัญปากยังอวบน่าจูบอีก” ดวงตากลมโตมองคนพูดอึ้ง ๆ อย่างไม่คิดถึงว่าตั้งแต่แรกเจอกวีจะมองตัวเขาด้วยความคิดแบบนั้น ความรู้สึกสั่นไหวกับคำพูดนุ่มนวลที่กวีพูดส่งผลให้แก้มเนียนขึ้นสีระเรื่อ ยิ่งนิ้แกร่งลูบไปมาที่ริมฝีปากล่าง ยิ่งรู้สึกขัดเขิน พาลคิดไปถึงเรื่องที่เคยทำด้วยกันในห้องทำงานเสียได้ คิดแล้วก็อายจึงต้องเสหน้าหลบมือซนไปอีกทาง

“คุณวี เดี๋ยวคนอื่นเห็น”

“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยแต่หลังจากนี้ก็ไม่แน่” แววตาแพรวพราวมีประกายระยิบระยับจนคนมองหวั่นใจ จนต้องขยับยกปากเป็นคำเพื่อเปลี่ยนเรื่องเพราะรู้สึกไม่ปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้

“ผมว่าคุณวีนั่งก่อนดีกว่าไหมครับ ยืนนานแล้ว”

“เปลี่ยนเรื่องเก่งจังนะ” มือหนาที่คอยป้วนเปี้ยนอยู่รอบหน้าสวยละออกไปวางที่ราวระเบียงตามเดิมเพราะกลัวจะผิดสังเกตจนเกินไป

“ผมกลัวคุณวีเมื่อยต่างหาก ไม่ได้เปลี่ยนเรื่อง” กวีมองปากอวบที่ยกพูดเป็นคำเพื่อสื่อสารเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งปากสีสวยก็น่ามองเสมอ นี้ก็นานแล้วเหมือนกันที่เขาไม่ได้สัมผัสริมฝีปากคู่นี้

“อย่างนั้นฉันขออะไรอย่างได้ไหม”

“ครับ” เงยหน้าขมวดคิ้วน้อย ๆ แต่ไม่ทันได้ถามถึงสิ่งที่ขอ ริมฝีปากหนาที่เอ่ยเมื่อครู่ก็แนบสนิทปิดปากอวบเสียแล้ว ใออัยพึ่งได้รู้ในตอนนี้นี่เองว่าสิ่งที่กวีจะขอนั้นคืออะไร ดวงตาที่เคยเบิกกว้างกลับค่อย ๆ แคบลงจนปิดสนิทในที่สุด แรงดูดดึงที่คุ้นเคยไม่อาจทำให้ใออัยปฏิเสธนอกจากเปิดรับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ ไม่ว่าจะเป็นปลายลิ้นหนาที่เข้ามารุกลานปากหวานอย่างนุ่มนวล พลิ้วไหวเกี่ยวกะหวัดลิ้นเล็กอย่างมีชั้นเชิง คนอ่อนประสบการณ์ถึงกับตัวสั่นระริกกับความหวามไหวที่เข้าจู่โจม ลิ้นเล็กที่เคยแข็งทื่อเริ่มโต้ตอบด้วยความไม่ประสาอย่างไม่รู้ตัวจนคนช่ำชองครางต่ำในลำคออย่างพึ่งพอใจ กวียกมือที่เคยกอดเอวบางไว้มาประคองใบหน้าสวยให้รับการบดจูบที่ทวีความดูดดื่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เหมือนคนตัวเล็กจะหายใจไม่ทันกวีจึงถอนปากออกอย่างอ้อยอิ่งแต่ก็อดใจไม่ไหวจนต้องจูบซับไปบนกลีบปากบวมเจ่อนั้นอีกที

“ไปนั่งดีกว่าฉันเมื่อยแล้ว ไหวหรือเปล่า” กวียกยิ้มมุมปากล้อเลียนมองคนที่เคยกอดประคองตัวเขาไว้ซึ่งตอนนี้อ่อนแรงจนต้องมาพิงซบอยู่ที่อกของเขา ใออัยได้ยินถึงกลับค้อนวงโตไปให้พร้อมกับมือเรียวฟาดที่อกหนาอีกครั้ง ก็เพราะใครกันล่ะที่ทำให้เขาอยู่สภาพนี้ พอแรงกลับมาได้หน่อยก็ช่วยพยุงคนตัวโตกลับเขาห้องเพราะแดดเริ่มแรง ใออัยให้กวีนั่งลงบนเตียงก่อนจะขยับปากถาม

“หิวไหมครับ”

“ไม่” ใออัยฉงนในคำตอบเพราะนี้ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วไม่ใช่หรือ ก่อนหน้าจะขึ้นสีเพราะคำเฉลย “พึ่งกินมาเมื่อกี้ที่ระเบียง แต่ยังไม่อิ่มเลยขออีกนิดได้ไหม”

“คุณวี” รู้ทั้งรู้ว่าเขาอายยังจะมาล้อกันอีก “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องกินข้าวเที่ยงนะครับ”

“ได้นะถ้านายยอมให้ฉันต่อจากเมื่อกี้”

“พอแล้วครับ” ใออัยขยับปากบอกปฏิเสธ อย่าคิดเชียวว่าอีกฝ่ายทำหน้าอ้อนวอนแล้วเขาจะยอม

“ใออัย นายจะใจร้ายกับคนป่วยได้ลงคอหรือไงตอนนี้ฉันหิวจนจะกินนายได้ทั้งตัวแล้วนะ”

“คุณวี” ใออัยมองคนตัวโตออดอ้อนอย่างอ่อนใจ แม้เขาจะรู้สึกว่ากวีทำแล้วดูน่ารักแต่เขาอายเหลือเกินที่อีกฝ่ายพูดจาสองแง่สองง่ามแบบนี้ เมื่อโต้แย้งไม่ได้ใออัยจึงผ่อนลมหายใออกมาเบา ๆ ก่อนจะถามต่อ “ทานข้างในห้องหรือข้างนอกครับ”

“ข้างนอกก็ได้ เรามีแขกมาด้วยนี้” พอเห็นอีกคนไม่เล่นด้วยเลยตอบในสิ่งที่ใออัยอยากรู้ไป คราวนี้เขาปล่อยไปก่อนก็ได้ เพราะยังไงใออัยก็หนีเขาไม่พ้น คืนนี้ค่อยว่ากันอีกที กวีมองใออัยอย่างมาดหมายจนอีกฝ่ายต้องเอ่ยขอตัวอย่างระวังภัย

“ครับ เดี๋ยวผมไปบอกเขาจัดโต๊ะให้”

 

 

 

 

 

 

 

 

“คุณจะรีบไปไหน” ชายวัยห้าสิบต้น ๆ ถามหญิงวัยกลางคนที่ตอนนี้กำลังจัดสร้อยเส้นสวยให้เข้าที่อยู่หน้ากระจกตรงปลายเตียง

“รีบออกไปจากห้องบ้า ๆ นี่ยังไงล่ะ”

“ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะ ทั้งที่พึ่งสนุกด้วยกันอยู่เลยเมื่อกี้” ดนัยทัศน์พูดพลางลุกจากเตียงไปกอดคนอารมณ์ไม่ดี ซึ่งคนโดนกอดก็สะบัดออกอย่างรังเกียจก่อนจะคว้ากระเป๋าหรูมาถือเตรียมพร้อมจะออกไป

“อย่ามาพูดแบบนี้กับฉัน แล้วเรื่องนี้หวังว่ามันจะไม่ถึงหูที่รักของฉันหรอกนะ ฉันไม่อยากมีปัญหากับเขา” ดูเป็นประโยคขอร้องแต่มันไม่ใช่เพราะใบหน้าคนพูดไม่มีทีท่าแบบนั้นสักนิดเพราะนี้คือข้อตกลง

“อย่างนั้นคุณก็สมควรทำตัวน่ารัก ๆ กับผมมากกว่านี้หน่อยนะ” เขาพูดพลางยกมือขึ้นบิดปลายคางอรอินทร์แรง ๆ ให้หันมามองตัวเอง ใบหน้าเจ็บปวดของสาวใหญ่ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสงสาร เขาไม่ชอบคนมาทำอวดดีใส่โดยเฉพาะคนที่อยู่ในฐานะเมีย และเธอคนนี้ยิ่งไม่สิทธิ์มาสั่งเขาให้ทำตาม

“ฝันอยู่หรือไง” แต่ใช่ว่าอรอินทร์จะยอมลงให้ ถ้าเธอยิ่งแสดงออกว่ากลัวชายคนนี้ก็ยิ่งจะข่มเธอไม่เลิก นิสัยเลว ๆ ของดนัยทัศน์เธอรู้ดี

“ผมถือว่าผมเตือนคุณแล้ว อีกอย่างอย่าไปพูดอะไรให้ใออัยเกลียดผมเด็ดขาด” ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพ่อคนแม้จะไม่ได้รักมากเท่ากับรักตัวเองแต่ก็เป็นสายเลือดของเขาและในอนาคตเขาอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากตรงจุดนี้ สุดท้ายดนัยทัศน์ก็ทำเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเองทั้งนั้น

“นั้นสิ ถ้ามันรู้ว่าพ่อมันฆ่าคนมันจะคิดยังไงนะ” เธอยิ้มเยาะไม่สะทกสะท้านแรงบีบที่ปลายคางที่แรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงอารมณ์ของเจ้าของมือ

“อย่าพูดเหมือนคุณไม่เคยฆ่าใคร เราทั้งคู่มันก็สมกันดีแล้วนี่” ว่าจบก็สะบัดมือออกจากใบหน้าสวย ยกยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า “อย่าลืมเสียล่ะว่าคุณมีวันนี้ได้ก็เพราะใคร” อรอินทร์มองคนพูดอย่างเครียดแค้นก็เพราะมันไงล่ะที่ทำให้ชีวิตของเธอเป็นแบบนี้ ชีวิตที่เคยหวังไว้ก็ล่มไม่เป็นท่า แค่หวังจะมีความสุขแต่เพราะดนัยทัศน์เป็นคนทำลายมันลงจนตอนนี้เธอต้องยอมทำอะไรเลวร้ายแบบนี้ สักวันเธอจะต้องเอาคืนอย่างสาสม

 

 

 

เพล้ง!!

เสียงแจกันลายวิจิตรกระทบฝาผนังห้องจนแตกกระจาย นราภัทรแทบจะร้องกรี๊ดออกระบายอารมณ์กับสิ่งที่เห็น ภาพของกวีที่ตะกองกอดจูบไอ้ตัวผิดเพศมันทำให้เธอรู้สึกอยากฆ่าคน ความโมโหทำให้ลืมแม้แต่การฉุกใจคิดเกี่ยวกับอาการป่วยของกวีที่ดีขึ้น เธอแค่บังเอิญเลือกห้องที่มีระเบียงยื่นออกมาฝั่งเดียวกันกับห้องที่กวีพัก บังเอิญซ้ำสองคือมันสามารถมองไปยังระเบียงด้านล่างได้อย่างชัดเจนเพราะอย่างนั้นนราภัทรจึงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกอย่างตั้งแต่เริ่มจนใออัยประครองคู่หมั้นเธอกลับเข้าห้อง

“ฉันจะทำให้แกได้รู้ว่าการมายุ่งกับของคนอื่นมันเป็นยังไง” เธอไม่มีวันยอมรับว่ากวีจะสนใจใออัยขึ้นมาจริงๆ คงเป็นมันที่วางแผนอ่อยเหยื่อเหมือนที่น้ามันทำ พวกอีตัวไอ้ตัวแบบพวกมันมีหรือที่เธอจะยอมแพ้

“พี่น้ำ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เสียงเคาะประตูพร้อมเสียงเรียกที่ดูร้อนรนดังขึ้น “พี่น้ำ เปิดประตูให้ฟ้าหน่อย พี่น้ำคะ”

“แกมีอะไร” เจ้าหล่อนที่หงุดหงิดเป็นทุนเดินอยู่แล้วยิ่งแสดงสีหน้าไม่พอใจใส่ภัคพรทันทีที่เปิดประตู ไม่ได้สนความเป็นห่วงที่น้องสาวแสดงออกมาสักนิด “เรียกอะไรนักหนา”

“ฟ้าได้ยินเสียงอะไรแตก”

“แส่ไม่เข้าเรื่อง” เธอยังคงว่าต่อแม้สีหน้าคนเป็นน้องจะสลดจนแทบไม่กล้ามองหน้าพี่สาว "แกมีอะไรก็ว่ามา"

“คือมันจะเที่ยงแล้ว ฟ้าจะมาเรียกพี่ไปทานข้าว” ภัคพรใจชื่นขึ้นมารีบกล่าวต่อเพื่อเอาใจคนตรงหน้า "ฟ้าให้เขาทำแต่ของที่พี่ชอบน้ำชอบทั้งนั้นเลยนะคะ”

“เดี๋ยวฉันตามลงไป”

“โอเคค่ะ รีบๆลงมานะฟ้าจะไปหาพี่อัยก่อน” เธอยิ้มออกอย่างน้อยคนเป็นพี่ก็ไม่ปฏิเสธ สงสัยต้องให้แม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดให้สักหน่อย ภายในห้องคงมีอะไรสักอย่างที่พังเสียหาย เธอรู้ดีว่านราภัทรอารมณ์ร้อนแค่ไหน พี่สาวเธอคงจะหงุดหงิดอะไรอีกตามเคย

“เดี๋ยวก่อน แกลงไปข้างล่างมาแล้วหรอ”

“ใช่ค่ะ” ตอบอย่างไม่คิดอะไร เพราะก่อนหน้านี้เธอลงไปช่วยใออัยจัดโต๊ะอาหาร พอขึ้นมาด้านบนก็ได้ยินเสียงจากห้องพักขอนราภัทรพอดี

“แจกันในห้องแตกแกไปจัดการให้ฉันหน่อยสิ ฉันจะลงไปรอข้างล่าง” ว่าจบก็เดินลงไปทันที ภัคพรมองพี่สาวตัวเองอย่างแปลกใจ แต่ก็สลัดศีรษะไม่คิดอะไรมากเดินเข้าห้องแล้วลงมือเก็บกวาดเศษซากที่เจออยู่ข้างใน

ส่วนนราภัทรที่เดินลงมาด้านล่าง กวาดสายตามองไปรอบๆก็เจอกับคนที่อยากเจอ

“ฉันว่าอาหารบนโต๊ะมันยังไม่ครบนะ” ใออัยที่กำลังจัดโต๊ะเงยหน้ามองคนพูด อีกฝ่ายก็มองมาที่เขาเช่นกัน “แต่ก็ดีแล้วล่ะพวกปูผัดผงกะหรี่ พี่วีเขาไม่ชอบกิน โดยเฉพาะพวกกระหรี่ในคาบของคนพี่วี่ยิ่งเกลียด” ทั้งสองคนจ้องตากันด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง ใออัยไม่ใช่คนประเภทที่ชอบดิ้นตามเวลามีใครมาด่าหรือจงใจหาเรื่อง แต่ใช่จะปล่อยผ่านเหมือนที่แล้วๆมา เขาไม่ชอบมีเรื่องแต่ใช่จะไม่สู้คน ใออัยจึงทำเพียงแค่มองผ่านแล้วทำงานต่อ คนตัวเล็กจัดวางอาหารที่ทยอยออกจากห้องครัวเลือกที่จะไม่สนใจหญิงสาวคู่กรณีแม้แต่น้อย เจ้าหล่อนยืนกัดปากข่มอารมณ์มือไม้กำแน่นอย่างพยายามสกัดกั้นใจที่ใกล้จะทนกับปฏิกริยาที่ใออัยแสดงออกไม่ไหว และเหมือนเส้นความอดทนของเธอจะขาดลงทันทีเมื่อใออัยวางจานอาหารสุดท้ายลงบนโต๊ะ พร้อมหันมายกปากช้าๆเป็นรูปคำเน้นให้นราภัทรเข้าใจ

“เมณูนี้คุณวีบอกอยากทานครับ”

เพี๊ยะ!!

สาวเจ้าปรี่เข้าตบจนใออัยหน้าหัน แต่เขาก็ยังคงนิ่ง ต่างจากนราภัทรที่ยกนิ้วชี้ด่ากราดไม่ไว้หน้าใออัยสักนิด มันยั่วโมโหเธอด้วยการยกปูผัดผงกะหรี่ออกมาวางต่อหน้า แบบนี้ไม่ได้หมายความว่ามันกำลังเยาะเย้ยเธออยู่หรือไง

“คิดว่าพี่วีเขาจริงจังกับแกหรือไง แค่คนคอยบริการบนเตียงอย่าคิดมาเทียบชั้นกับคู่หมั้นอย่างฉัน หรือสมองแกทึบจนไม่เข้าใจฉันจะสงเคราะห์บอกให้ จำใส่หัวแกไว้ว่าอีกไม่นานฉันคือคนที่จะอยู่ในฐานะเมียของเขา” คนในครัวเริ่มออกมามุงดูแต่ใออัยยังคงเงียบให้อีกฝ่ายพูดจนกว่าเธอจะพอใจ ต่อให้คำพูดนั้นจะเสียดแทงลึกลงกลางใจ เขาก็ยังไม่ไหวติง “ตัวผิดเพศแบบแกไม่มีคนเขาต้องการหรอก พวกไอ้ตัวที่หวังเกาะคนอื่นเขาสบายมันก็เหมือนอีตัวแบบน้าแก มันน่ารังเกียจพอกัน สกปรก” ว่าจบร่างบางก็หมุนตัวขึ้นชั้นบนสวนทางกับน้องสาวที่เดินลงบันไดมาพอดี

“พี่น้ำจะไปไหนคะ”

“เรื่องของฉัน”

“แล้วข้าวเที่ยง” ยังถามไม่ทันจบเสียงตวาดแวดก็ดังกลบเสียก่อน ดูท่าพี่สาวเธอจะอารมณ์ไม่ดีอีกแล้ว

“คิดว่าฉันจะยอมนั่งร่วมโต๊ะกับมันหรือไง ฉันไม่กิน” นราภัทรสะบัดเสียงตอบแล้วเดินจากไปทันที เธอเกลียดมันรวมถึงน้าของมัน อย่าคิดว่าเธอจะยอมญาติดีด้วยไม่มีวันเสียหรอก

“พี่อัยมีอะไรกันหรือเปล่าคะ” คนอายุน้อยกล่าวถามกับคนที่น่าจะอยู่ในเหตุการณ์เพราะเธอพึ่งลงมา จึงไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ใออัยกลับส่ายหน้าแม้ซีกแก้มฝั่งหนึ่งจะแดงจนเห็นรอยมือชัด เมื่อเจ้าตัวไม่ยอมพูด ภัคพรจึงไม่เซ้าซี้ถามต่อ

“พี่ขอตัว จะไปพาคุณวีมาทานข้าว” เขาขยับปากบอกแต่ดูท่าสาวน้อยตรงหน้าจะไม่เข้าใจ ใออัยจึงชี้ไปที่ห้องพักที่กวีพักอยู่

“อ๋อ โอเคค่ะ อย่างนั้นฟ้านั่งรอที่โต๊ะเลยนะคะ” เธอยิ้มอย่างอายๆไปให้เพราะยังไม่คุ้นชินกับการสื่อสารของอีกฝ่าย เมื่อลับร่างใออัยไป ภัคพรจึงหันไปสั่งแม่บ้านให้จัดอาหารขึ้นไปให้นราภัทรบนห้อง ถึงอย่างไรอีกคนก็เป็นพี่สาว จึงอดเป็นห่วงไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เสียงเปิดประตูทำให้คนในห้องขยับตัวแล้วหันมามอง กวีส่งยิ้มไปให้ก่อนจะหุบลงเมื่อเห็นหน้าอีกคนชัด

“ไปโดนอะไรมา ใครทำ”

“ไม่มีครับ” เจ้าตัวยังคงส่ายหน้าเหมือนเดิมกับที่ตอบภัคพร

“มานี่สิ” คนบนเตียงตบลงที่ผ้านวมเนื้อนิ่มเบาๆ ใออัยก็ว่าง่ายนั่งลงตามคำชวนอย่างไม่อิดออด ถ้าเป็นเมื่อก่อนหรือจะง่ายขนาดนี้ “น้ำทำใช่ไหม”

“เรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อยครับ” ในเมื่อหลักฐานบนใบหน้าชัดเจนต่อให้ปฏิเสธอีกครั้งก็ดูจะไม่เป็นผล เขาขยับปากบอกแล้วก้มหน้าลง

ใออัยอยากไม่อยากยอมรับในสิ่งที่นราภัทรกล่าวหา แต่ก็หาอะไรมาแย้งการกระทำระหว่างตัวเองกับกวีไม่ได้ ความสัมพันธ์ที่เกินเลยมามันบ่งบอกได้ดีว่าเขายินยอมพร้อมใจให้คนของเธอตักตวงความสุขแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็เรียกได้ว่าเขาลักกินขโมยกินคู่หมั้นของเจ้าหล่อน เขาเป็นชายจึงไม่เสียหายแต่ยางอายก็มีมากเท่าๆคนอื่น

“ฉันขอโทษแทนเธอด้วย ฉันผิดเองที่ยอมให้น้ำมาด้วย" มือหนาแตะลงบนแก้มเนียนที่ดูจะบวมแดงขึ้นมา "แต่ฉันยังยืนยันคำเดิม ฉันไม่เคยคิดจะแต่งงานกับน้ำ และมันจะไม่เกิดขึ้นเด็ดขาด” กวีดึงอีกฝ่ายมาซบอก ยกมืออีกข้างลูบเส้นผมนุ่มสีอ่อนอย่างปลอบโยน ชายหนุ่มเข้าใจดีว่าตอนนี้ใออัยรู้สึกอย่างไร แต่เขาไม่ได้รู้สึกผิด สิ่งที่ทำล้วนเกิดจากความพอใจและพึงใจ มีคู่หมั้นแล้วอย่างไร จำได้ว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีใครบังคับเขาได้ และต่อจากนี้เองก็เช่นกัน

“คุณวี” คนในอ้อมกอดผละออกมาถาม ริมฝีปากอวบที่เขาเคยได้ครอบครองขยับยกถามไถ่เป็นรูปคำ “ที่เราทำแบบนี้มันดีแล้วหรือครับ”

“สำหรับฉันมันดีที่สุดแล้ว ส่วนคำตอบของนาย ถ้าคิดว่าว่ามันไม่ควรเกิดขึ้นฉันจะหยุดไม่บังคับนายอีก” ถึงปากจะว่าอย่างนั้นแต่ใจกลับไม่ยินยอม ต่อให้ใออัยอยากหยุดเขาก็จะหาวิธีให้อีกฝ่ายยอมไปต่อด้วยกันอยู่ดี “ฉันรู้สึกดีกับนายเพราะงั้นสิ่งที่ฉันทำลงไป คือสิ่งที่ฉันคนนี้ตัดสินใจเลือกแล้ว” ตาคมมองสบคนตาหวานอย่างแน่วแน่ก่อนจะเอ่ยเป็นประโยคยืดยาวออกมา “นายคิดว่าผู้ชายที่แมนทั้งแท่ง เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงก็หลายคนต้องมาตกม้าตายเพราะผู้ชายตัวเล็กแบบนาย คิดว่าตอนแรกฉันควรรู้สึกยังไง”

“คุณวี”

“ตอนแรกฉันไปไม่เป็นเลยล่ะ คิดสลัดเรื่องพวกนี้ทิ้งแต่ก็ทำไม่ได้ พวกเราเองก็อยู่ด้วยกันแทบทุกวันเกือบจะตลอดเวลา เพราะไม่ได้เกลียดความรักระหว่างเพศเดียวกันแต่แรกฉันจึงคิดลองเปิดใจดู ก็อย่างที่เห็นตอนนี้ฉันยอมรับในความรู้สึกที่มีให้นาย ฉันมองข้ามอะไรๆที่นายกังวัลอยู่จนหมด สิ่งเหล่านั้นทำอะไรฉันไม่ได้แต่ฉันคงลืมคิดไปว่าว่านายไม่ใช่ฉัน”

“ผม” ใออัยขยับปากแต่ก็จนด้วยคำพูดที่ไม่รู้จะสัญหาคำไหนมาอ้าง ทุกอย่างที่กวีพูดล้วนเป็นความจริง เขาเองก็เคยมีช่วงเวลาที่สับสนได้แต่ปรึกษาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“มันไม่มีอะไรที่ต้องคิดมากเลยนะอัย ความรักก็คือความรัก สังคม ความเหมาะสม แล้วยังไง นายไม่คิดหรอว่านั้นคือสิ่งที่นายคิดมากไปเอง คนพวกนั้นหรือสิ่งเหล่านั้นจะเอาความสุขมาให้นายมากกว่าฉันคนนี้อีกหรอ ทำไมนายไม่มองแค่ฉัน มองฉันสิแล้วเปรียบเทียบดูว่าอะไรสำคัญกับนายมากกว่ากัน ระหว่างฉันที่กอดนาย ยืนอยู่ข้างนายกับอะไรไม่รู้ที่นายกังวลไปเองแล้วเอามันมาตัดสินความรู้สึกของเราสองคน มันยุติธรรมกับฉันแล้วหรือที่นายถามคำถามนั้นออกมา” กวีหยุดพูดปล่อยให้ใออัยได้คิดทบทวนกับตัวเอง “ว่ายังไงเลือกได้ไหมระหว่างฉันคนนี้กับสิ่งที่นายกังวัล นายเลือกอะไร”

คำพูดของกวีเปรียบดังสายลมที่พัดลงกลางความรู้สึกที่หม่นหมองของใออัยจนหมดสิ้น เขานึกถึงแต่ตัวเองโดยไม่เคยคำนึงถึงอีกฝ่ายเลยที่ก็แบกความสัมพันธ์ที่พวกเขาสร้างขึ้นเช่นกัน เพื่อแทนคำตอบมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัว เจ้าตัวจึงสวมกอดคนที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างแนบแน่น แม้จะอายจนหน้าร้อนแทบไหม้แต่เขาก็ยังใจกล้ายืนปากไปประทับที่ข้างแก้มของกวีแล้วถอนออกมา ก่อนซุกหน้าลงที่อกแกร่งเช่นเดิม เท่านั้นก็เรียกรอยยิ้มให้เกิดแก่อีกคนได้ไม่ยาก

“โล่งอกแล้วใช่ไหม” แรงพยักหน้าหงึกหงักในอ้อมกอดส่งผลให้กวีเอ็นดูใออัยมากขึ้นไปอีก เป็นครั้งแรกเลยกว่าได้ที่เจ้าตัวยอมรับใจตัวเองอย่างไม่มีข้อแม้ กระทั่งหอมแก้มใออัยก็ยังเป็นฝ่ายเริ่มก่อน "รางวัลฉันแค่นี้เองหรอ ไหนเงยหน้าให้ฉันดูหน่อยสิ"

“ผมอาย” ถึงอย่างนั้นก็ยอมทำตามที่กวีต้องการอยู่ดี ใบหน้าสวยแดงกร่ำกลบรอยฝ่ามือจนแทบมิด มือหนาเลื่อนเข้าจับปลายคางเรียวเอาไว้ออกแรงลากเพียงนิดให้ใออัยขยับใบหน้าเข้ามาใกล้

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะสอนจนกว่านายจะเลิกอายเลยล่ะ” ริมฝีปากหยักประกลบแนบชิดปากอวบอิ่มตามธรรมชาติอย่างเชื่องช้า ซึมซับความหวานล้ำที่เคยได้สัมผัส ทุกอย่างเป็นไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น มวลความหวามไหวถักทอเป็นจังหวะหนักเบาเรียกเสียงครางอ่อนหวานนุ่มทุ้มออกมาไม่ขาดสาย กว่าจะจบการขอรางวัลของกวีก็แทบทำให้ใออัยหลงลืมคนที่นั่งรอทานอาหารกลางวันที่เขาขอตัวจากมา

หญิงสาวผู้ไม่รู้อะไรจึงได้แต่นั่งชะเง้อคอคอยมองไปทางห้องพักของทั้งคู่เป็นระยะ ๆ รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีวี่แววว่าใครจะออกมา

“ทำไมพี่อัยไปนานจัง”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

...ผู้หญิงใจร้าย... 

ความคิดเห็น