ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 เมื่อพระพายเสียท่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 เมื่อพระพายเสียท่า

คำค้น : #พระพายหมายฟ้า

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ย. 2561 15:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 เมื่อพระพายเสียท่า
แบบอักษร

ใครจะเชื่อล่ะว่าเพียงคำพูดไม่กี่คำก็ทำให้ผู้ชายที่ฟังคำออดอ้อนมาแล้วทุกรูปแบบทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงแต่โดยดีอีกครั้ง มือใหญ่เลื่อนไปสัมผัสที่แก้มซีดขาวอย่างเบามือ ฟังคนป่วยที่พึมพำเสียงแหบแห้งทั้งดวงตาแดงก่ำ

“อย่าไปนะ”

“พี่ไม่ได้ไปไหนครับ อยู่ตรงนี้ไง”

ขวับๆ

หากคนป่วยก็ยังส่ายหน้าไปไม่เชื่อคำพูดของเขา มือที่คว้าจับหลังเสื้อก็ขยุ้มเอาไว้แน่น จนต้องเลื่อนมือไปสัมผัสหน้าผาก นวดเบาๆ ที่ขมับ แล้วเลื่อนไปลูบผมชื้นเหงื่ออย่างอ่อนโยน ใบหน้าคมคร้ามส่งยิ้มให้ เสียงทุ้มก็นุ่มนวลน่าฟัง

“พี่แค่จะเช็ดตัวให้ เราจะได้หลับสบายไง”

หมับ!

หากคนป่วยที่ปรือตาลงอีกครั้งกลับจับเสื้อของเขาแน่นกว่าเดิม ส่งเสียงคล้ายสะอื้นในลำคอทั้งที่ไม่มีน้ำตา ดูต่อต้านความคิดที่ว่าเขาจะลุกจากเตียงไปเอาผ้าขนหนูมาเช็ดตัวให้ ซึ่งพระพายไม่คิดหรอกนะว่าคนที่ป่วยจนไม่รับรู้แล้วว่าใครอยู่ตรงหน้าจะห้ามเพราะกลัวถูกจับแก้ผ้าลวนลาม สกายดูเหมือนไม่อยากให้เขาไปไหนจริงๆ

ส่วนทำไมถึงรู้ว่าสกายไม่มีสติน่ะเหรอ ก็ต่อให้ป่วยแค่ไหน เด็กคนนี้คงไม่คว้าเสื้อเขาแล้วงอแงใส่แบบนี้หรอก มีแต่จะบอกว่าไม่เป็นไรแล้ว และให้ไสหัวไปไกลๆ มากกว่า

ทันใดนั้น คนตัวโตก็นึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

ใครกันที่อยู่ในหัวของสกายตอนนี้

ใครที่เด็กคนนี้พยายามฉวยเอาไว้แน่น

หากเจ้าตัวก็ข่มความหงุดหงิดเอาไว้ก่อน เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะเอาเรื่องขุ่นใจไปลงกับใคร โดยเฉพาะคนป่วยที่เหงื่อท่วมตัว มือใหญ่จึงลูบผมไปเรื่อยๆ มองคนที่แม้จะหลับตาลงอีกครั้งแต่ยังขมวดคิ้วมุ่น จากตอนแรกที่จับเสื้อเขามือเดียวก็ขยุ้มเอาไว้ทั้งสองมือ ราวกับจิตใต้สำนึกบอกว่าไม่อยากปล่อยเขาไป

มันยิ่งทำให้คนที่แทบไม่เคยหงุดหงิดรู้สึกไม่พอใจ

ก็ถ้าหากคนที่อยู่ในหัวของสกายคือเขา พระพายคงยินดีปรีเปรม แต่เหมือนจะไม่ใช่

“ปล่อยพี่ก่อนนะ พี่จะได้เช็ดตัวให้ไง”

“ฮือ” หากคนป่วยก็ส่งเสียงสะอื้น คล้ายประท้วง ขยับตัวเข้ามาใกล้กับเขาจนหน้าผากแนบกับสะโพกสอบ ส่งผลให้คนตัวโตเองก็ต้องขยับมานั่งพิงพนัก เลื่อนมือไปประคองท้ายทอย เพื่อสอดหมอนให้นอนหนุนดีๆ ตาคมก็มองคนที่อ่อนแอเสียจนไม่เหลือเค้าของเด็กเย็นชาคนก่อน

พอพระพายไม่มีท่าทีว่าจะลุกไปไหน คนป่วยก็สงบลง

ร่างสูงไม่รู้ว่าเขาลูบผมปลอบให้นอนนานแค่ไหน อาจจะไม่กี่นาที หรือหลายสิบนาที เพราะตาคมเอาแต่มองเสี้ยวหน้าซีดเผือดของคนที่เกาะติดเขาแจ สมองพยายามปัดไล่ความรู้สึกหงุดหงิดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก บอกตัวเองว่าอีกฝ่ายกำลังป่วยอยู่

คนป่วยทุกคนก็ขี้อ้อนแบบนี้แหละ ไม่ใช่ว่าเพราะเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนอื่นเสียหน่อย

“เฮ้อ เป็นเด็กไม่ดีเลยนะสกาย ทำให้พี่เป็นห่วงถึงขนาดนี้”

พระพายเพิ่งเคยห่วงใครจนทิ้งงานเป็นครั้งแรก

พอต้องมานั่งนิ่งๆ มองแค่สีหน้าทรมานของคนที่ถูกรุมเร้าด้วยพิษไข้ เขาก็มีเวลามานั่งทบทวนความรู้สึกร้อนรนแทบบ้าทันทีที่ได้ยินเรื่องราวจากปากของวาเรน เขาอาจจะเที่ยวเล่นไปทั่ว แต่ก็ใช่ว่าไร้น้ำใจ พอได้ยินข่าวว่าเพื่อนป่วย ญาติไม่สบาย หรือคู่ขาสักคนอาการไม่ดี เขาก็มีน้ำใจไปเยี่ยมอยู่เหมือนกัน แต่ทุกครั้งมันแตกต่างจากครั้งนี้โดยสิ้นเชิง

ตอนเจ้าเพลิงป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่เมื่อหลายปีก่อนเขายังแค่โทรมาจากอังกฤษแล้วบอกมันว่าหายไวๆ อยู่เลย นั่นขนาดเป็นน้องรักนะ แต่นี่...

“ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”

ความสัมพันธ์ของเขากับสกายไม่ต่างจากคนแปลกหน้าเลยสักนิด

การที่เคยนอนด้วยกันหนึ่งคืนไม่ได้ทำให้สถานะจากคนแปลกหน้าขยับเลื่อนขึ้นมาพิเศษกว่าเดิมเลย แต่เขาก็ยังเป็นห่วง จนกำลังหาข้ออ้างให้ตัวเองอยู่ว่าเพราะอยากได้แล้วยังไม่ได้ล่ะมั้ง เพราะเด็กคนนี้แปลกออกไปจากคนอื่นที่นอกจากจะไม่สนใจแล้วยังอยากถอยห่างไปไกลๆ ล่ะมั้ง เพราะเป็นความแปลกใหม่ที่นานๆ ได้เจอทีล่ะมั้ง มันถึงติดใจขนาดนี้

“หาข้ออ้างทำพ่อมึงเหรอไอ้พาย ห่วงก็คือห่วงล่ะวะ” สุดท้ายก็ยักไหล่ เลิกคิดไปเสียดื้อๆ

เขาห่วงสกายเพราะอะไรก็ช่างมันเถอะ เขายังอยากรู้มากกว่าว่าใครอยู่ในหัวของสกายตอนนี้

ความคิดของคนที่สอดมือเข้าไปในกลุ่มผมสีเข้มดูนุ่มนิ่ม แต่บัดนี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อเม็ดใหญ่ แต่ชายหนุ่มก็ไม่รังเกียจสักนิด ยังคงสัมผัสศีรษะอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน ดึงมือของสกายที่ยังคงจับหลังเสื้อของเขาเอาไว้ให้วางลงบนฟูกดีๆ เตรียมลุกขึ้นไปทำตามจุดมุ่งหมายเดิม...เช็ดตัวให้

แต่...

หมับ!

“ฮึก”

คนป่วยฉวยมือเขาเอาไว้แน่น จนใจอ่อนยวบ

“พี่จะเช็ดตัวให้ไงครับเด็กดี ปล่อยมือก่อนนะ” พอเห็นพวงแก้มแดงแจ๊ของคนป่วยก็อดไม่ได้ที่จะโน้มหน้าไปหมายจะลักหลับคนป่วยสักฟอดสองฟอด ถือว่าเป็นรางวัลล่วงหน้า

“พ่อ”

หากยังไม่ทันที่ปลายจมูกจะโดนแก้ม คำหนึ่งก็หลุดออกจากปากจนคนฟังนิ่งสนิท

“ห้ะ พ่อ!”

พระพายยันตัวลุกขึ้นทันที มองคนป่วยที่ยังพึมพำด้วยอาการไม่สบายตัวว่าพ่อหลายๆ ครั้ง จนความเข้าใจพลันกระจ่างในหัว สีหน้าเคร่เงครียดเมื่อครู่ระบายยิ้มออกมาทีน้อย แล้วก็เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะ

พ่อเนี่ยนะ นี่เขาโกรธเพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อสกายเนี่ยนะ

เออว่ะ จริงๆ กูก็ควรโกรธนะที่ถูกเรียกซะแก่ แต่พอรู้ว่าสกายร้องหาพ่อแล้วโล่งเลย

เท่านั้นไม่พอ

น่ารักฉิบหาย!

ใครจะเชื่อว่าเด็กที่มองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบคนนั้นจะมีมุมน่ารักติดพ่อเสียด้วย และนั่นก็ทำให้พระพายเลื่อนมือไปโอบรอบหัวไหล่ของเด็กน้อย ดึงเข้ามาในอ้อมกอด อีกมือดึงผ้าห่มมาคลุมร่างคนป่วยดีๆ สัมผัสถึงอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ แต่กลับไม่รำคาญ

ตรงกันข้าม เขากลับยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหูเมื่อคนป่วยก็เลื่อนมือมากอดเอวเขาเอาไว้แน่น เคลื่อนตัวเข้ามาในอ้อมกอดอย่างที่ปกติไม่มีทางทำ แล้วท่าทางกระวนกระวายเหมือนตกอยู่ในฝันร้ายก็เหลือเพียงความสงบที่น่าเอ็นดู

“พี่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อนเรานะเรน ก็แค่เป็นพ่อจำเป็นให้สกายเฉยๆ”

ขอบเขตของคำว่าไม่ทำอะไร ไม่นับรวมกอดให้ความอบอุ่นคนป่วยด้วยสินะ

พอคิดแบบนั้นพระพายก็ยิ่งกอดร่างบางเอาไว้แน่น แล้วสกายก็แสนจะน่ารัก เพราะคนป่วยขยับตัวยุกยิก ซุกแก้มไถแผ่นอกของเขาราวกับหามุมสบาย ซึ่งพอถูกใจแล้ว เด็กน้อยก็ฝังใบหน้าอยู่แถวๆ ลาดไหล่ ทิ้งตัวนอนนิ่ง หลับสนิทอีกครั้ง

“ให้พี่กอดแน่นกว่านี้มั้ย”

“...”

คนป่วยจะมีปัญญาตอบได้ไง แต่พระพายถือว่าความเงียบคือคำตอบที่ดีที่สุด ดังนั้น อ้อมกอดยิ่งกระชับร่างเพรียวเอาไว้แน่น

“ให้พี่ลูบหัวอีกมั้ย”

แน่นอนว่าไร้ซึ่งคำตอบอีกครั้ง ขณะที่คนถามก็ลูบผมตามใจ สอดแทรกท่อนขาเข้าไปเกี่ยวพันกับขาของเด็กน้อยจนร่างทั้งสองสนิทแนบแน่นแทบจะเป็นเนื้อเดียว

“งั้นพี่...ขอจูบทีนึงนะ”

“อือ”

ให้ตายเหอะ ถ้ากูได้ตุ๊กตาตัวนี้ไปนอนบ้าน สาบานว่าจะมอบโยนหมอนข้างทุกใบทิ้ง!

เขารู้หรอกว่าคนป่วยครางอย่างรำคาญเสียงกระซิบที่ถามข้างหูซ้ำๆ แต่คำที่เขาได้ยินมันเหมือนคำตอบรับเห็นๆ นี่หว่า ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องผิดไม่ใช่เหรอที่จะกดจูบลงบนกกหู แล้วเลื่อนปลายจมูกไปฝังที่ซอกคอขาวๆ ที่ไร้การปกป้อง สูดกลิ่นกายเข้าเต็มปอดอย่างพออกพอใจ ปากก็พึมพำไปด้วย

“พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเพื่อนเรานะเรน”

ในเมื่อได้รับอนุญาตแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการ ‘ทำอะไร’ นี่นะ

ประโยคที่หากวาเรนมาได้ยินคงสวนกลับว่ามันอยู่ที่เจตนาต่างหาก และอย่างพี่พายนี่เขาเรียกว่าเจตนาไม่บริสุทธิ์!

แต่พระพายมีเหรอจะแคร์ เพราะรู้ตัวว่าไม่บริสุทธิ์ใจตั้งแต่หลอกขอเบอร์สกายจากวาเรนแล้วล่ะ และยิ่งไม่สนหัวใครหน้าไหนทั้งนั้น เมื่อ...

“ฮือ” คนป่วยเองก็ก็งอแงกอดเขาอยู่แบบนี้

ใครปล่อยไปก็โง่แล้วสิ!

...............................................................................

ต่อจ้า

แม้พระพายจะอยากนอนเป็นถุงน้ำร้อนให้คนป่วยต่อไปเรื่อยๆ แต่พอเห็นใบหน้าแดงเรื่อกับเนื้อตัวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ จะให้เลวยังไงก็คิดอกุศลไม่ลงหรอก ตรงกันข้าม คนแข็งแรงดีไม่เคยป่วยอย่างเขากลับสงสารเด็กน้อยที่ขมวดคิ้วอย่างทรมาน จนจำใจลุกขึ้นจากเนื้อตัวอุ่นๆ

อันดับแรกต้องเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า รวมทั้งผ้าปูที่นอนชื้นๆ นี่ก่อน

แน่นอนว่าเขาไม่เคยทำ แต่ใช่ว่าจะเรียนรู้ไม่ได้

ไม่นาน ร่างสูงจึงกลับเข้ามาในห้องพร้อมทั้งผ้าขนหนูหมาดๆ อีกครั้ง จัดการดึงผ้าห่มไปยังปลายเท้า ทำใจแข็งกับคนป่วยที่ตัวสั่นขึ้นมาทันที หากสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การพยาบาลคนป่วยอย่างที่ชีวิตนี้ไม่เคยทำ แต่เป็นการไม่ทำอะไรคนป่วยทั้งที่ถูกจับเปลื้องผ้าทั้งตัวแบบนี้ต่างหาก!

เอื้อก!

นี่ไม่ได้คิดอกุศลจริงๆ นะ ก็แค่จับถอดแล้วก็ถอดทีเดียวไม่ให้เสียเวลา

“แม่งเอ๊ย เซ็กซี่สัสๆ!”

นี่เขากล้าคิดได้ยังไงว่าหาคนที่น่ารักกว่านี้ได้วะ

เด็กหนุ่มที่นอนตรงหน้าอาจจะไม่น่ารักเท่าเรน ไม่ได้ขาวจัดอย่างเพลิง แต่เนื้อตัวเปล่าๆ ของร่างเพรียวที่นอนแนบร่างอยู่บนเตียงก็ช่างดึงดูดสายตา มากเสียจนคนที่ผ่านมาเยอะยังต้องกลืนน้ำลายหลายอึก ตาคมก็จับจ้องตั้งแต่ลำคอเรียวยาว ไล่มายังกระดูกไหปลาร้าสวยๆ แผ่นอกแบนราบหากไม่แห้งจนเกินไป มันมีเนื้อหนังให้ลูบคลำอย่างมันมือ สะโพกตึงแน่นน่าขยำ ขายาวน่าฟัด ไหนจะส่วนเด่นนูนสีอ่อนที่ยิ่งแข็งตึงเพราะโดนลมของเครื่องปรับอากาศ ทั้งหมดทั้งมวลที่ขึ้นสีระเรื่อเพราะพิษไข้ จนแทบจะต้องท่องยุบหนอพองหนอในใจ

“สักนิดได้มั้ยวะ...เหี้ยสิ ไอ้พาย!”

พระพายเองยังรู้ตัวเลยว่าเลว แต่ร่างเปลือยเปล่าตรงหน้ามันช่างยั่วยวนเหลือเกิน

ฟึ่บ!

“เป็นคนดีหน่อยไอ้พาย” หากสิ่งที่ทำให้เขาตั้งสติได้ไม่ใช่ความดีอันน้อยนิด แต่เป็นสกายที่หนาวสั่นจนขดตัวอยู่บนที่นอนนุ่ม แค่นั้นก็ทำให้คนตัวโตรีบปราดเข้าไปเช็ดหน้าเช็ดคอ สลับกับไปกลับห้องน้ำเพื่อบิดน้ำใหม่ กลับมาเช็ดตัว เช็ดหลัง เช็ดแขนที่เปียกเหงื่อให้สบายตัวขึ้น

แน่นอนว่าคนอย่างพระพายไม่มีทางลืมสกายน้อยที่จัดการจนสะอาดเอี่ยม

“พี่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรนะเรย ก็แค่เช็ดตัว” เขาขอเอ่ยแก้ตัวกับฟ้าดินสักหน่อย

เออ เช็ดมันทุกซอกทุกมุม เรียกว่าคุ้มสุดๆ

จากนั้นก็รื้อหาเสื้อผ้ามาสวมให้คนที่หลับไม่ได้สติ ตอนแรกก็ถูกอกถูกใจที่เห็นสวมเสื้อนอนตัวเดียวหรอกนะ แต่พอมาคิดดูว่าเขาจะทำตัวเป็นกระเป๋าน้ำร้อนให้ทั้งคืน ไอ้ความคิดที่จะปล่อยขายาวให้เปลือยอยู่แบบนั้นก็ปลิวหายออกจากหัว

ถ้าถูไปถูมาแล้วไฟติด ก็ไม่รับประกันเหมือนกันว่าจะห้ามตัวเองไหว

พอจัดการสกายเรียบร้อยก็จับห่อด้วยผ้าห่มผืนหนา อุ้มลงมานอนกับพื้นชั่วครู่ จัดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้เรียบร้อย ค่อยพาคนป่วยกลับไปนอนบนเตียงสะอาดเอี่ยมอีกครั้ง จากนั้นก็มองผลงานตัวเองอย่างพอใจ

พระพายมั่นใจว่าชาตินี้เขาไม่เคยทำให้ใครแบบนี้มาก่อน พอได้เห็นสีหน้าคนที่สบายตัวแล้วผ่อนคลายลง พลิกตัวซุกหน้ากับหมอนอย่างเป็นสุขก็ภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก

“ฮ่าๆๆ ใครรู้คงขำตายห่า ไอ้พายดูแลให้ฟรีๆ ไม่คิดค่าตอบแทนจนสภาพเป็นงี้”

ตอนนี้ไม่ใช่สกายที่เหงื่อท่วมไปทั้งตัวแล้วล่ะ เป็นเขาต่างหากที่เนื้อตัวชุ่มโชกด้วยเหงื่อที่ออกแรงทำงาน ทั้งน้ำที่กระเซ็นตอนซักผ้าขนหนู ร่างสูงจึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าอีกครั้ง ถือวิสาสะหยิบเสื้อผ้า ควานหาตัวใหญ่ๆ และกางเกงเอวยางยืดที่น่าจะใส่ได้แล้วหายเข้าห้องน้ำอีกครั้ง

พอออกจากห้องน้ำก็สามทุ่มกว่า

เขามาแถวนี้จนรู้แล้วว่าเวลานี้ไม่ได้ทำให้ความคึกคักรอบหอพักลดน้อยลงเลย ยิ่งดึกนักศึกษาก็ยิ่งเยอะ แล้วเขาก็ไม่ได้เตรียมตัวมาค้างตั้งแต่แรก ไอ้ครั้นจะให้กลับบ้านไปขนของกลับมาก็เสียเวลา แต่ให้นั่งเฝ้าคนป่วยแบบที่ไม่ได้กินอะไรก็ดูจะเป็นการทรมานตัวเองมากเกินไป

คนที่หิวจนไส้กิ่วจึงเดินไปดูอาการคนป่วยอีกครั้ง

สกายมีสีหน้าดีขึ้นกว่าเมื่อตอนเย็นโข

จุ๊บ

คนที่บอกว่าจะไม่ทำอะไรก็ถือวิสาสะตอนเด็กน้อยไม่ได้สติโน้มหน้าไปกดจูบที่หน้าผากหนักๆ แล้วเลื่อนริมฝีปากไปกระซิบข้างหู

“เป็นเด็กดีนอนรอพี่นะ เดี๋ยวพี่มา”

แม้ไม่มีคำตอบ แต่พายก็ถือว่าสีหน้าผ่อนคลายของคนที่หลับลึกเป็นการตอบรับ ใบหน้าหล่อจึงระบายยิ้มกว้าง ความเอ็นดูยิ่งพุ่งทะยานขึ้นมาในหัวใจ จนถูแก้มกับแก้มใสไปที ก่อนจะตัดใจคว้ากระเป๋าเงิน โทรศัพท์มือถือ พร้อมทั้งกุญแจห้องที่เพิ่งได้มาหมาดๆ แล้วออกจากห้องอย่างรวดเร็ว

เขาควรจะรีบไปรีบมา

พระพายไม่สนใจหรอกว่าทำไมเขาถึงห่วงคนป่วยขนาดนี้ ก็คนมันห่วง แล้วจะไปคิดมากหาเหตุผลให้วุ่นวายทำไม

“บอกเมียมึงว่าไม่ต้องห่วง พระพายซะอย่าง”

[ก็เพราะเป็นมึงไง เมียกูถึงห่วง]

พระพายใช้เวลาไม่นานก็ได้ข้าวสองกล่อง โจ๊กสองถุง ยาหลายชนิด แปรงสีฟัน และที่โกนหนวดมาเป็นที่เรียบร้อย แต่ตอนที่กำลังเดินกลับไปที่หอของสกาย โทรศัพท์ก็ดังขึ้นก่อน แล้วคนที่โทรมาก็ไม่ใช่ใครอื่น..ไอ้พายุ

ตอนนี้หนุ่มผิวเข้มจึงหัวเราะเสียงดังกับสิ่งที่ปลายสายพูด

เขาว่าเขาก็ไม่เคยออกลายให้เรนเห็นนะ ถือว่าเด็กคนนั้นก็สัญชาตญาณแม่นเอาเรื่อง

ฝากสกายให้ไอ้พายไม่ต่างจากฝากปลาย่างเอาไว้กับแมว

“กูไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แค่พยาบาลตามที่เห็นสมควร”

พอหนาวก็กอด

พอเหงื่อออกก็เช็ดตัว

พอเช็ดตัวก็ถกผ้า

เห็นมั้ยว่าเขาควรจะได้รับโล่พยาบาลดีเด่นด้วยซ้ำ

[ไอ้พาย]

หากเสียงหัวเราะก็เงียบลงเมื่อได้ยินเสียงจริงจังจากปลายสาย

[กูรู้ว่ามึงเป็นคนยังไง ถ้ามึงไม่เห็นแก่เรน กูก็อยากให้มึงจำไว้ว่ายังไงเด็กนั่นก็รุ่นน้องกู]

ไอ้พายุกำลังบอกว่าถ้าไม่เห็นหัวแฟนมันก็เห็นหัวมันบ้าง ซึ่งพระพายก็หยุดเดิน รอยยิ้มขี้เล่นหายไปจากวงหน้าแล้ว เหลือเพียงแววตาครุ่นคิด

ไม่ใช่แค่สกายคนเดียวหรอกที่คิดว่าเขากำลังแหย่เล่น ขนาดเพื่อนอย่างไอ้พายุยังมองไม่ต่างกันเลย ซึ่งนั่นก็ทำให้พ่อพวงมาลัยตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่า

“แล้วถ้ากูเอาจริงล่ะ”

[...]

แม้ไม่เห็นหน้ามัน แต่ก็รู้ว่ามันกำลังอึ้ง

“เฮ้ย พอๆ เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ฝากบอกเรนด้วยว่าน้องสกายตื่นมารอบนึงแล้ว ตอนนี้หลับสนิทไปแล้ว ไม่ต้องห่วง เพราะกูไม่เลวขนาดที่จะทำอะไรคนป่วยหรอก” แต่นิดๆ หน่อยๆ ไม่นับนะ

พระพายไขว้นิ้วแล้วตัดบท

“แค่นี้นะ”

จากนั้นก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า อาศัยเด็กหอคนอื่นที่ใช้บัตรผ่านตามขึ้นไป ตรงดิ่งไปยังห้องของคนป่วย ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวความคิดจะกินข้าวที่ร้านให้เรียบร้อยแล้วค่อยกลับขึ้นมา ยอมรับว่าเขาไม่อยากปล่อยให้สกายนอนอยู่คนเดียวนานๆ

กูถ้าจะเป็นเอามาก

“พี่พายมาแล้วครับผม น้องสกายเป็นเด็กดีมั้ยเอ่ย”

“ฮึก ไม่เอา ไม่...ไม่”

กึก!

คนที่กำลังปิดประตูหันขวับไปมองที่มาของเสียงประหลาดทันที ซึ่งพอเห็นปุ๊บ พระพายก็ทิ้งข้าวของเอาไว้หน้าทางเข้าห้องปั๊บ กระโจนเข้าไปหาคนบนเตียงที่กำลังนอนกระสับกระส่าย สีหน้าดูทรมาน และเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงก็ทำให้คนที่เพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวชุ่มโชกด้วยเหงื่ออีกครั้ง

“สกาย เป็นอะไร”

เพียะ!

ร่างสูงยื่นมือไปหมายแตะที่หน้าผากเพื่อวัดไข้ แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะสัมผัสโดนตัว คนป่วยก็ปัดมือเขาทิ้งด้วยอาการสะดุ้งสุดตัว จนพระพายชะงัก

คนป่วยยังคงหลับตาแน่น หากคิ้วที่คลายลงในตอนแรกยิ่งขมวดเข้าหากันแน่น เหงื่อผุดพรายเต็มวงหน้า ทั้งยังส่ายไปมาบนหมอนเหมือนกำลังต่อสู้กับฝันร้าย ลำคอเปล่งเสียงครางคล้ายกับการสะอื้น หากไม่มีน้ำตา เนื้อตัวสั่นเทิ้มเหมือนคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความกลัวจนคนมองร้อนรน

“สกาย นี่พี่เอง พี่พาย พี่ราหูไงครับ”

ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง บอกด้วยน้ำเสียงปลอบโยน แต่ทันทีที่เนื้อตัวแตะกัน คนที่ตกอยู่ในฝันร้ายก็สะดุ้งเฮือก พยายามผละหนีทั้งที่ไร้สติ

“ไม่ ขอร้อง...อย่าทำผม ปล่อยผมไป...ปล่อยผม...อย่า...ขอร้อง”

ไหนจะเสียงครวญครางราวจะขาดใจนี่อีก

คนมองยิ่งมองก็ยิ่งทรมานใจยิ่งกว่า

พระพายลังเลเพียงครู่

หมับ

“ฮื่ออ ไม่เอา ปล่อย ปล่อยผม...ปล่อย ฮึก ไม่เอา ได้โปรด...ปล่อยผม”

ชายหนุ่มตัดสินใจรวบคนป่วยเอาไว้ในอ้อมกอด แต่กลับทำให้สกายดิ้นรนสุดความสามารถ สองมือที่ไร้เรี่ยวแรงทั้งพยายามผลัก พยายามทุบ เสียงที่ครวญครางทั้งทรมาน ทั้งอึดอัด เสียงหอบหายใจยิ่งดังขึ้นจนพายเพิ่มแรงกอดรัดแน่นขึ้น ใบหน้าที่มักจะประดับด้วยรอยยิ้มเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

“พี่เอง น้องสกาย พี่พายไงครับ พี่เอง โอ๋ๆ เด็กดี”

“ปล่อย ฮึก ปล่อย...ปล่อยผม ปล่อย”

“ไม่ พี่ไม่ปล่อย!”

เขาไม่รู้ว่าฝันร้ายของสกายมีหน้าตาแบบเขาหรือเปล่า แต่สองมือก็ยิ่งรัดร่างเพรียวเอาไว้แน่น ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมปล่อยให้เด็กคนนี้ทรมานเพียงลำพัง!

“ใจเย็นๆ พี่สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรสกาย นิ่งนะเด็กดี” พระพายไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าจะมีวันที่เขามานั่งกอดปลอบ โยกตัว พยายามโอ๋คนที่แทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย หากเด็กน้อยที่เคยส่งสายตาเย็นชาให้เขาช่างน่าสงสารเสียจนปล่อยเอาไว้ไม่ได้

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าสกายฝันเห็นอะไร แต่ท่าทางแบบนี้ทำให้คนที่เคยคิดว่าเข้มแข็งดูเปราะบาง ดังนั้น เสียงทุ้มจึงกระซิบบอกซ้ำๆ ไม่ได้ขาด

“พี่อยู่ตรงนี้ อยู่เป็นเพื่อนสกายนะ ไม่มีอะไรมาทำร้ายสกายได้ทั้งนั้น”

มือหนึ่งโอบรัดรอบเอว อีกมือลูบเรือนผมเปียกชื้นอย่างเบามือ บางครั้งก็สลับไปกดจูบที่หน้าผากบ้าง หว่างคิ้วบ้าง แก้มขาวบ้าง ไม่มีท่าทีว่าจะปล่อย ไม่ว่าคนป่วยจะดิ้น จะหนี จะละเมอมากแค่ไหน พักใหญ่ๆ กว่าคนที่ฝันร้ายจะกลับมาสงบลงอีกครั้ง

“นิ่งนะเด็กดี”

แม้เด็กดีของเขาจะกลับมาซบที่แผ่นอกด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นกว่าเดิมโข แต่พระพายก็ยังไม่วางใจ ยังคงลูบแผ่นหลังอย่างปลอบโยน คอยกระซิบกล่อมอยู่อีกพักใหญ่ๆ กระทั่งได้ยินเสียงหายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอที่บอกว่าสกายหลับลึกอีกครั้ง สองมือจึงค่อยวางร่างเพรียวกลับไปนอนบนฟูกนุ่ม

หมับ!

แต่คนที่ดูเหมือนหลับสนิทก็ยื่นมือมาคว้าเสื้อเขาอีกครั้ง ขมวดคิ้วเหมือนไม่ชอบใจที่ความอบอุ่นที่แสนปลอดภัยจะผละห่างตัว

“พี่อยู่ตรงนี้ ไม่ได้จะไปไหน”

พอเขากระซิบปลอบ มือที่กำเอาไว้ถึงค่อยคลายตัว แต่พระพายก็ไม่ได้รีบลุกไปจัดการข้าวของที่เพิ่งซื้อมา เขากลับนอนตะแคงอยู่แบบนั้น ตาคมมองใบหน้าแดงเรื่อไม่ละสายตา แววตาเต็มไปด้วยความสับสนสลับกับร้อนรน

เขาไม่รู้ว่าสกายฝันเห็นอะไร แต่อยากเป็นคนกำจัดมันทิ้งไปให้หมด!

“เราเคยเจอเรื่องอะไรมา”

ตอนนี้คนตัวโตชักสงสัยแล้วว่าฝันร้ายนี้เกี่ยวอะไรกับการที่อีกฝ่ายพยายามผลักไสเขาให้ห่างตัวหรือเปล่า สกายเคยเจอเรื่องอะไรมา ทำไมเด็กคนนี้ถึงดูคุ้นเคยกับเรื่องบนเตียง แต่ตั้งกำแพงสูงลิบลิ่วใส่เขา ชายหนุ่มสงสัยไปหมดทุกอย่าง อยากรู้ทุกเรื่องจนก้อนเนื้อในอกร้อนผ่าว

“บอกพี่สิครับ” รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางบอก แต่ก็หวังจะได้ยินจากปาก

“เฮ้อ มึงเป็นอะไรไปแล้ววะ อยากรู้อดีตคนอื่นไม่ใช่นิสัยมึงเลยนะไอ้พาย”

มันไม่ใช่นิสัยเขา แต่ถ้ามันทำให้เขารู้เรื่องคนที่นอนซบอกได้มากขึ้น เขาก็อยากจะเปลี่ยนนิสัยตัวเองดู

พระพายยังคงนอนอยู่แบบนั้น คอยสังเกตสีหน้าของสกาย เมื่อใดที่คิ้วขมวดเข้าหากัน เขาจะคลึงให้เบาๆ มองจนแน่ใจว่ามันคลายลง ซ้ำแล้วซ้ำอีกนานนับชั่วโมง ถึงค่อยตัดใจผละออกมาทำตามเสียงเรียกร้องของกระเพาะที่ร้องโครกคราก เตือนตัวเองว่าต้องเอาโจ๊กเข้าตู้เย็น

หากผู้ชายตัวโตก็ไม่ผละออกจากข้างเตียง ตาคมยังคงจับจ้องใบหน้านวลเนียนที่ยิ่งมองก็ยิ่งติดใจ กระทั่งจัดการข้าวหมดกล่อง ทิ้งให้เรียบร้อย แวะไปแปรงฟันด้วยความเร็วแสง แล้วกลับมาสิงอยู่จุดเดิม...เป็นหมอนหนุนของสกาย

“อืออ”

เขาได้ยินเสียงครางแผ่วๆ จนคุ้นเคยเสียแล้ว พระพายจึงไม่ทันสังเกตว่าเปลือกตาสีอ่อนขยับยุกยิกแล้วลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า

“ใคร” คนป่วยถามเสียงแหบพร่า สองมือออกแรงผลัก จนชายหนุ่มก้มลงมอง

“พี่พายไงครับ”

พระพายเกลี่ยปลายจมูกอย่างเอ็นดู คิดว่าคงละเมออย่างที่แล้วๆ มา แต่...

“พี่พาย...พี่ราหูเหรอ”

“!!!”

หากสรรพนามที่รู้ว่าถูกเรียกลับหลังก็ดังออกมาจากริมฝีปากแห้งผาก ทำเอาเบิกตากว้าง แล้วตกใจยิ่งกว่าเมื่อคนป่วยที่รับรู้ว่าเขาเป็นใครเป็นฝ่ายขยับตัวเข้ามานอนหนุนอก หามุมสบายอีกครั้ง จนซุกหน้าลงกับซอกคอถึงหยุดขยับ สองมือกำขยุ้มเสื้อที่สวมอยู่แน่น

“หนาว”

หมับ!

พอเด็กน้อยว่าหนาวก็กอดเอาไว้แน่น ดึงผ้านวมมาคลุมทับอย่างไม่กลัวว่าตัวเองจะร้อนตายห่า

แค่มานอนทับอกก็ทำให้หัวใจแทบวายแล้ว นี่ยังมาอ้อนขอความอบอุ่นกันอีก!

พระพายคิดว่าแค่นั้นก็ทำให้เขาแทบแย่แล้ว แต่ไม่เท่าเสียงพึมพำที่ดังตามมา

“อย่าปล่อยนะ...กอดผม”

น่ารักฉิบหาย

อีกครั้งที่พระพายอุทานลั่นในใจ

ใครจะคิดล่ะว่าพอคนเย็นชามาอ้อนกันแบบนี้ คนอย่างเขาก็เหลวเป็นน้ำได้เหมือนกัน

ไม่ใช่แค่ความเร่าร้อนตอนอยู่บนเตียง ไม่ใช่แค่แววตาเย็นชาที่ถูกใจ แม้แต่มุมอ่อนแอเปราะบาง หรือกระทั่งขี้อ้อนก็ทำให้เขาสนใจจนละสายตาจากคนในอ้อมกอดไม่ได้!

ทำไมพระพายถึงเคยคิดว่าเด็กคนนี้ดูธรรมดานะ เด็กธรรมดาที่ไหนจะสั่งให้เขานอนกอดเฉยๆ โดยไม่คิดเรื่องอย่างว่าได้ แถมยังทำให้เป็นห่วงจนหลับๆ ตื่นๆ คอยลุกขึ้นมาวัดไข้ตลอดทั้งคืน พอจะลุกก็กอดเอวเขาแน่น จนล้มตัวนอนต่อ อุทิศตัวเป็นหมอนข้างแต่โดยดี ซึ่งนี่มันเกินกว่าจะรับมือไหวแล้ว

“ร้ายนักนะ”

หากเขาก็ชอบความร้ายกาจแบบนี้นะ ยิ่งได้ยินเสียงพึมพำชิดอก

“พี่ราหู”

งานนี้ถึงจะเป็นยักษ์ตัวดำก็ยอมล่ะวะ

.......................................................................................


ครบค่ะ ฝากติดตามพี่พาย และน้องสกายด้วยนะคะ 

หนังสือเรื่องพระพายหมายฟ้าสามารถซื้อได้ที่ สถาพร นะคะ ติดตามจากเพจสถาพรได้เลยค่ะ


เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #พระพายหมายฟ้า​นะคะ

ความคิดเห็น