facebook-icon

สวัสดีผู้เยี่ยมชมทุกท่านค่ะและขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามนะคะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 ฟื้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 41.5k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ต.ค. 2561 21:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 ฟื้น
แบบอักษร

ตอนที่ 29 ฟื้น​


“ถ้าอย่างนั้นฝันดีครับ” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มบางๆก่อนจะก้มลงจุมพิตภรรยาอย่างอ่อนโยนและดึงคนตัวเล็กให้หนุนแขนของเขานั้นอย่างอ่อนโยน

“ฝันดีเหมือนกันนะคะ” คนหน้าหวานจูบอกแกร่งเบาๆและผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน พยัคฆ์ยังคงลืมตาตื่นในความมืดเช่นนั้น ตระกองกอดรั้งเธอแน่นลูบเรือนผมสลวยแสนหอมละมุนนั้นไม่รู้เบื่อพลางนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น

ไม่รู้ว่าความลับที่เขากลายเป็นลูกอีกคนของวีรกิจจะทำให้ครอบครัวของพวกเขานั้นร้าวบ้างหรือไม่หนอ หากเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่ต้องการ ตอนนี้ครอบครัวเดียวที่เขามีคือนาราคนนี้เท่านั้น

เรื่องในอดีตก็คือเรื่องในอดีต ให้เรียกร้องต่อว่าแก้แค้นเท่าใดมันก็คงไม่มีวันหวนกลับไปแก้ไขอะไรได้ ปัจจุบันนี้แค่มีแก้วตาดวงใจของเขาอยู่ข้างๆก็เพียงพอแล้ว

เสี่ยชาญชัยนั่งปลอบวีรกิจอย่างลำบากใจเพราะถึงตอนนี้วีรกิจยังไม่ยอมพูดอะไรสักคำ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์นั่งเหม่อเห็นแต่ภาพตอนที่รู้ความจริงวนเวียนไปมา เขาคงจะเป็นพ่อที่เลวทีสุดที่เป็นต้นเหตุผลักไสลูกชายตกนรกทั้งเป็น

“ผมควรจะทำยังไงดีเสี่ย”

“เอ่อ…อาพยัคฆ์อีคงไม่ได้โกรธลื้อหรอก อียังบอกอยู่จะช่วยจัดการคนที่ทำอาภาสกร”

“ไม่จริงหรอก” วีรกิจกล่าวเสียงเบา แววตาคมของพยัคฆ์ที่ดูด้านชานั้นยังคงติดอยู่ในใจ ลบเท่าใดก็ลบไม่ออก แค่นึกภาพว่าเขาเคยเจออะไรมาบ้างยังไม่สามารถจินตนาการได้เลย ขณะที่เขามีความสุขกับครอบครัวใหม่แต่มันกลับทำให้อีกหนึ่งชีวิตต้องดิ้นรนลำบากแสนสาหัส

“เอาเถอะน่า ยังไงความเป็นพ่อลูกมันก็ตัดกันไม่ขาดหรอก ขนาดลื้อไปแย่งอีลงทุนห้างสรรพสินค้านะ อียังไม่โกรธลื้อเลย อุ๊ป!!” มืออวบๆนั้นรีบปิดปากตนเองกะทันหันเมื่อพูดถึงเรื่องที่พยัคฆ์ได้ปรึกษาตนเมื่อนานมาแล้ว

“ผมนี่เป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องจริงๆ”

“ตอนนั้นลื้อยังไม่รู้เรื่องนี่ ใจเย็นๆเถอะอาวีรกิจตอนนี้เราควรจะเป็นห่วงอาภาสกรก่อนนะ ดีนะที่หมอช่วยทัน” เสี่ยชาญชัยตบบ่ามิตรทางธุรกิจเบาๆ ยิ่งคิดวีรกิจก็ยิ่งเกลียดตัวเอง ลูกกี่คนๆก็ไม่เคยปกป้องได้สักคน รางวัลพ่อดีเด่นที่อยู่ในตู้โชว์ควรจะโละออกไปโยนทิ้งเสียจริงๆ

“ขอบคุณนะเสี่ยที่ช่วยให้ผมตาสว่าง”

“เออน่าๆ อย่าคิดมาก เห็นไหมอั๊วเลยคิดตามลื้อเลย” ใบหน้าอวบอูมพูดไปยกขนมปังแพกินไปจนกระทั่งหมดก้อน ทำเอาคนขับรถที่ทำหน้าที่ผู้ติดตามได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา



 เอริคยืนมองดูพระจันทร์คนเดียวเงียบๆพลางครุ่นคิดอย่างหนัก อีกไม่กี่คืนจะเป็นวันพระจันทร์เต็มดวงคืนสีเลือดคืนเดียวที่จะสามารถยึดพลังหายากระดับโบราณที่มีอยู่ในตัวเจ้าพ่อพยัคฆ์คำรามนั้นได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพียงแต่ว่าทางเดียวที่จะยึดมาได้คือต้องให้พยัคฆ์กัดเขาท่ามกลางแสงจันทร์ที่ตกกระทบพวกเขาพอดีเท่านั้น ซึ่งนั่นมันคือความยากที่สุด

“พวกมึงไปจัดการเก็บมันให้เงียบที่สุดภายในคืนนี้ เสร็จแล้วโทรมารายงานกูด้วย” เสียงจากห้องรับแขกทำให้เอริคหันไปมองตาม ใบหน้าหล่อเหลากลอกตาเบาๆพลางระอากับความโง่ของเสี่ยเล้งที่เพิ่งจะมานึกได้ว่าควรจัดการเก็บวิทยา หลังจากผ่านเวลามาหลายชั่วโมง

“ครับนาย”

“ป่านนี้มันไม่รู้ตัวหนีไปแล้วหรือไง” เอริคเอ่ยขณะเดินเข้ามาสมทบ คนตัวสูงปรายตามองไปยังลูกน้องไร้น้ำยาทั้งหลายของเสี่ยเล้งก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟานั่งดูทีวีหน้าตาเฉย

“หึ ถึงจะหนีไปต่างประเทศฉันก็จะเก็บมันให้ได้” เสี่ยเล้งกล่าวอย่างมาดมั่น ซึ่งก็จริงตามที่เอริคบอกเพราะวิทยาเป็นคนขี้ขลาด ขี้กลัวพ่วงด้วยขี้ระแวง ถึงไม่มีใครตามเขาก็มั่นใจมากว่ามันจะต้องเผ่นแน่นอน  

“แล้วเรื่องไอ้พยัคฆ์ แกจะทำยังไง” เสี่ยเล้งดูเชิงอย่างเนียนๆ เรื่องอะไรเขาจะยอมให้เอริคฆ่าศัตรูตัวฉกาจ คนที่ลั่นไกปืนคนนั้นจะต้องเป็นเขาไม่ใช่คนแปลกหน้าที่เพิ่งมาอย่างนี้

“ผมรู้ว่าเสี่ยก็อยากฆ่ามัน ผมจะเปิดโอกาสให้เสี่ยก่อนแล้วกัน” ดวงตาคมเหลือบมองชายร่างอ้วน “พอใจหรือยัง”

“จู่ๆทำไมแกยอมง่ายๆ” เพราะรู้ไงว่าแกฆ่ามันไม่ได้ เสียงในหัวของชายหนุ่มตอบอย่างไม่คิด เผลอๆยกพวกไปทั้งหมดก็ยังไม่น่าจะโค่นมันลงได้

“ก็ให้ผู้อาวุโสก่อนไง ตามวัฒนธรรมเอเชียเป๊ะๆ” เขาส่งยิ้มขี้เล่นให้เสี่ยเล้งหนึ่งครั้งก่อนจะเดินเข้าห้องนอนตนไปอย่างสบายใจเฉิบ



ตำรวจวัยกลางคนที่กำลังเป็นที่ต้องการตัวกำลังเก็บเสื้อผ้าและของมีค่าทั้งหมดลงในกระเป๋าเดินทางอันกะทัดรัด ดีว่าคิดทางหนีทีไล่ไว้หมดแล้วหากว่าไปกบดานที่ประเทศเพื่อนบ้านคงจะพ้นเขตอิทธิพลของเสี่ยเล้งได้ ไหนจะพยัคฆ์อีก หากพวกพยัคฆ์คำรามรู้ว่าเขาหักหลังมีหวังงานนี้ได้สยดสยองเป็นแน่

มือหนาหยิบกรอบรูปเล็กๆอันหนึ่งขึ้นมามองดูหญิงสาวในภาพ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาแต่เพราะว่าเธอหายสาบสูญไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนทุกวันนี้เขาเองก็ไม่รู้เลยว่าเธอไปอยู่ที่ไหน

ปัง!! ปัง!!

เสียงประตูถูกทุบอย่างดัง ทำเอาตำรวจวัยกลางคนสะดุ้ง หันซ้ายหันขวาลุกลี้ลุกลนหาทางหนีทีไล่แต่ในที่สุดเขาก็หันไปเห็นประตูด้านหลังที่ติดกับป่ารก เขาจึงรีบออกไปอย่างเงียบๆที่สุดซึ่งก็เป็นดังคาดว่าลูกน้องของเสี่ยเล้งมัวแต่อยู่ประตูหน้า

วิทยาวิ่งออกมายังถนนลูกรังด้านหลังบ้านของเขาด้วยความโล่งใจ มือทั้งสองกอดกระชับกระเป๋าวิ่งออกมาโดยไม่หันหลังกลับ

“จะไปไหนครับหมวดวิทยา” แต่แล้วเท้าที่กำลังวิ่งก็ต้องชะงักลง

“แก” แสงยืนจังก้าปิดทางเขาและเอ่ยทักด้วยคำทักทายที่แสนจะเป็นมิตร มิตรกับผีน่ะสิ!! ยิ่งเห็นมือซ้ายของเจ้าพ่อพยัคฆ์คำรามเดินตรงเข้ามาหาอย่างช้าๆ เท้าทั้งสองข้างก็ถอยกลับอัตโนมัติ

“มากับกู”

“แกจะไม่ฆ่าฉันใช่หรือเปล่า” วิทยาถามขึ้นอย่างหวาดๆกอดกระเป๋าแน่นและจ้องคนตรงหน้าอย่างหวาดระแวง

“รับประกัน”



แสงสว่างของวันใหม่จากหน้าต่างส่องแสงเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยอย่างอ่อนๆ ทำให้ภาสกรฟื้นขึ้นหลังจากสลบมานาน เจ้าตัวกระพริบตาถี่ๆปรับแสงอย่างยากลำบากก่อนจะหันไปดูก็พบว่าคนแรกที่เขาเจอก็คือวีรกิจที่ยืนยิ้มอย่างโล่งอก ถัดมาก็คือแม่ของเขาที่ยิ้มดีใจทั้งน้ำตากอดแขนสามีแน่น ถัดมาอีกพงศกรก็ยืนนิ่งยิ้มให้น้องบางๆพลางกอดอกมองดูเขาสลับกับดูพ่อแม่ของตนที่กอดกันอย่างดีใจ สุดท้ายคงจะเป็นเสี่ยชาญชัยที่ยืนยิ้มขณะที่มือหนึ่งถือถ้วยโจ๊กอีกมือถือช้อนตักกินไม่เกรงใจคนป่วย

ไม่น่า ธุรกิจอาหารของเสี่ยถึงรุ่งเรืองเหลือเกินเพราะเจ้าของรักการกินอย่างนี้นี่เอง

“ฟื้นสักทีนะตาภาส”

“คุณพ่อ คุณพ่อหายโกรธผมแล้วเหรอครับ” ชายหนุ่มเอ่ยถามทันทีที่ลืมตาชัด ใบหน้าหล่อเหลาดูซีดเซียวไปด้วยอาการป่วย

“ฉันเคยโกรธแกที่ไหนล่ะ” มือหนาตบบ่าลูกชายเบาๆพลางหันไปยิ้มให้กับภรรยาและลูกชายคนโต

“พ่อครับแล้วไอ้พยัคฆ์มันอยู่ไหนครับ ผมจะไปจัดการมันเอง” พงศกรโพล่งขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอันแสนอบอุ่น ทำเอาน้องชายตนอย่างภาสกรต้องขมวดคิ้วอย่างหนัก วีรกิจหน้าเครียดลงทันทีที่ได้ยินชื่อลูกชายอีกคนจนรัชนีสังเกตได้

“นายพยัคฆ์? นายพยัคฆ์เกี่ยวอะไรกันเหรอพี่”

“ก็มันเป็นคนยิงแกไม่ใช่เหรอ”

“พี่ไปเอาข่าวมาจากไหน” ภาสกรกล่าวอย่างสงสัยและหันกลับมาจ้องพ่อของตนเขม็ง

“ก็ตำรวจคนนึงเป็นพยานว่าเห็นนายพยัคฆ์ยิงแก”

“พี่พงศ์ คนที่ยิงผมคือไอ้เสี่ยเล้งต่างหาก ยังจำหน้ามันได้ขึ้นใจเลยแต่ว่าตอนนั้นมีใครก็ไม่รู้มาช่วยผม ผมก็เห็นหน้าไม่ชัดเหมือนกัน” ผู้กองหนุ่มเล่ามาเป็นฉากๆทำเอาทุกคนผงะและรู้สึกผิดที่ปักปรำผิดคน เสี่ยชาญชัยยิ้มอย่างรู้กันให้กับวีรกิจ หากจะมีคนช่วยภาสกรสักคน คนๆนั้นก็คงไม่พ้นพี่ชายอีกคนของเขาแน่ๆ

“แล้วอย่างนี้แกจะทำยังไง” พงศกรถามขึ้นอีกครั้งจนรัชนีหายใจยาวดังพรืด

“เดี๋ยวให้ตาภาสหายก่อนดีไหมลูกแล้วค่อยแล้วค่อยถาม น้องคงปวดหัวหัวแย่แล้ว” คนเป็นแม่สวดลูกชายคนโตอย่างไม่จริงจังนักจนพงศกรกลอกตาเบาๆไปครั้งหนึ่ง

“แม่พี่พงศ์กลอกตาใส่แม่น่ะ” ภาสกรเห็นเข้าก็นึกสนุกแกล้งฟ้องแม่จนรัชนีต้องรีบตีแขนแกร่งนั้นแรงๆไปทีหนึ่งทำเอาบรรยากาศในห้องสนุกสนานจนลืมว่าข้างนอกมีเรื่องอันตราย



“พวกมันฟื้นแล้วครับนายแล้วอีกอย่างพวกมันก็รู้แล้วด้วยว่าเป็นฝีมือนาย” ลูกน้องหน้าโจรรีบรายงานเสี่ยเล้งทันทีที่มาจากโรงพยาบาล ทำเอาเสี่ยร่างอ้วนหัวเสียจนอยากจะกระทืบโต๊ะทิ้ง

“ไอ้วิทยาก็โดนไอ้พยัคฆ์ซิวไปแล้ว ไอ้ภาสกรยังเสือกโชคดีรอดมาได้อีก งานนี้รู้กี่คนก็เก็บให้หมด เอริค” เสี่ยเล้งหันไปมองชายผู้หนึ่งที่ยืนยิ้มให้อย่างน่าขนลุกก่อนจะเดินมานั่งตรงข้ามกัน

“อย่าเพิ่งสิเสี่ย พวกมันยังมีประโยชน์ ให้มันเป็นเหยื่อล่อของเราจะดีกว่า” น้ำเสียงดูสบายอารมณ์นั้นแทบไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับปัญหาของพันธมิตรอย่างเสี่ยเล้งแม้เล็กน้อย เขายังคงสนุกกับการจิบไวน์ กระดกวิสกี้หรือวอดก้าอย่างอารมณ์ดี

“เหยื่อล่อ? นายหมายความว่ายังไง” เสี่ยเล้งเอียงคอถามอย่างโง่เขลาทำเอาอารมณ์หนุ่มลูกครึ่งสะดุดอย่างจัง ใบหน้าหล่อเหลาไม่สามารถปิดบังความเบื่อหน่ายคนตรงหน้าได้เลย

“เดี๋ยวเสี่ยก็รู้เองแต่รับรองว่าผมจะให้เกียรติเสี่ยจัดการไอ้พยัคฆ์ก่อนแน่นอนเมื่อวันนั้นมาถึง”



วิทยาที่ถูกพูดถึงในตอนนี้ถูกนำตัวเข้ามาในโกดังร้างที่เขาลือกันว่าผีดุและนั่นก็ทำให้คนขี้ขลาดรู้สึกกลัวขนลุกได้ไม่ยาก ผู้หมวดหนุ่มใหญ่นอนอย่างหมดแรงเพราะยาสลบที่ยังไม่สิ้นฤทธิ์ เสียงประตูโกดังถูกเปิดออกพร้อมกับแสงสว่างจ้าที่ตีหน้าอย่างแรงจนเขาต้องหยีตามองคนที่เข้ามาใหม่

“ไงมึง ไม่เจอตั้งนาน สบายดีหรือเปล่า” เสียงเข้มดุที่แสนน่ากลัวนั้นทำให้ชายวัยกลางคนขนคอลุกขึ้นมาทันที พร้อมๆกับใบหน้าหล่อเหลาที่ปรากฏพร้อมกับลูกน้องคนสนิทอีกสองคน

“นายพยัคฆ์”

“มึงยังจำกูได้อยู่เหรอ” ชายหนุ่มแค่นยิ้มเบาๆ

“ทำไมจะจำไม่ได้ล่ะนาย ผู้มีพระคุณที่ผมไม่เคยลืมเลย ผมไม่รู้เรื่องเลยนะ ผมโดนขู่” น้ำเสียงหวาดๆนั้นไม่ได้ดูน่าเห็นใจขึ้นเลยสำหรับพยัคฆ์ เรียกได้ว่าสมเพชมากกว่า เมื่อนาราได้นำข่าวดีมาบอกเขาว่ามีหลักฐานในการยืนยันแล้วว่าเขาไม่ผิดซึ่งไอ้คนที่ใส่ร้ายก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากเศษขยะที่คลานอยู่บนพื้นนั่นเอง

“นอกจากมึงจะลิ้นสาลิกาแล้วมึงยังลิ้นสองแฉกอีกด้วย กูนับถือจริงๆ” คนตัวสูงว่าเสียงเรียบก่อนจะใช้มือเดียวบีบคอวิทยาจนเท้าลอยหวือขึ้นไม่ติดพื้น ชายวัยกลางคนดิ้นรนอย่างหนักพยายามอ้าปากให้อากาศเข้าปอดอย่างทรมาน ลมหายใจใกล้ขาดห้วง มือทั้งสองข้างใช้แกะมือเดียวของเจ้าพ่อหนุ่มก็ยังแทบไม่ไหว ขณะนั้นเมื่อมองเข้าไปในแววตาคมดุก็เพียงความว่างเปล่าเย็นเยียบอำมหิตทว่าลุกโชนราวกับสัตว์ร้ายที่ไม่ใช่คนจนแทบจะหยุดหายใจ

“ชะ..ช่วย..ด้วย”

ตุ้บ!!

ชายหนุ่มทิ้งชายวัยกลางคนลงอย่างไม่ใยดี วิทยาหน้าดำหน้าแดงตะเกียกตะกายหนีอย่างหวาดกลัวโดยพยัคฆ์ยังคงเดินเข้าไปหาเรื่อยๆอย่างเชื่องช้า

“กูควรจะทำยังไงกับมึงดี” พยัคฆ์ถามขึ้นด้วยรอยยิ้มมุมปากอย่างน่าหวาดระแวง

“นายอย่าทำอะไรผมเลยนะ ผมขอร้อง ผมสัญญาจะช่วยนายอย่างสุดความสามารถด้วยชีวิต”

“ดี!! มึงเสนอมาขนาดนี้กูก็ต้องสนองแล้วล่ะ” มือหนายกขึ้นเสยผมพลางมองคนที่ยอมกอดแข้งกอดขาเพื่ออยู่รอด ละล่ำละลักร้องขอชีวิตอย่างน่าสะอิดสะเอียน

“นายจะให้ผมทำอะไรผมยอมทุกอย่างเลย”

“มึงพูดเองนะ” ว่าแล้วเขาก็สลัดวิทยาทิ้งพลางเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก “ไอ้เข้ม มึงพาไอ้วิทยาไปส่งตำรวจ พร้อมหลักฐานพยายามฆ่าผู้กองภาสกรทั้งหมดด้วย”

พยัคฆ์เลือกจะใช้ทางที่นาราแนะนำอีกครั้งหลังสุรวัตรถูกจับ เขาเองก็รู้สึกดีและโล่งใจมากขึ้นที่ได้ทำเช่นนั้น อีกอย่างหากวิทยาไม่รอดเสี่ยเล้งก็จะลอยลำได้โดยไม่มีพยานรู้เห็นการค้ายาของมัน ไม่นานนักเข้มก็จัดการลากตำรวจหนุ่มใหญ่เพื่อกลับไปที่โรงพัก  

 “นาย!! ขอบคุณครับ ขอบคุณครับนาย!! เป็นพระคุณจริงๆที่นายไว้ชีวิต”


TBC

​กลับมาแล้วค่าทุกคน ขอบคุณที่ยังรอคอยกันเสมอ ยินดีต้อนรับทั้งขาจรขาประจำนะคะ รักทุกคนเสมอและน้อมรับคำแนะนำติชม ด่าได้แต่อย่าแรงเลยนะคะ เจ็บ!! อิอิ 

ปล. ตอนหน้า NC ค่า บายยยยย ฝันดี

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว