facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 18 [100%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 18 [100%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ก.ค. 2562 21:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 18 [100%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor​ 

 

ชีวิตประจำวันของผมดำเนินต่อไปเหมือนเดิม เช้าไปเรียนเย็นกลับหอ หาเรื่องเถลไถลบ้างเมื่อมีโอกาส ใช้ชีวิตสนุกไปวันๆ ตามประสาเด็กมหาวิทยาลัย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือผมมีเนื้องอกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งก้อน ที่ชื่อว่าไอ้พี่แทน 

ขี้หวง ขี้หึงเป็นที่หนึ่ง เรื่องเผด็จการก็ขอให้บอก บังคับได้แม่งบังคับใหญ่ไม่สนใจความสมัครใจกูเลย แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกเพราะพี่มันก็คอยเอาใจผมทุกอย่างเช่นกัน อยากกินอะไรหรืออยากไปไหนป๋าแทนจัดให้ทุกอย่างขอแค่เอ่ยปากบอก ไหนจะยังคุณแม่สามีที่เอ็นดูผมยิ่งกว่าลูกตัวเอง จนตอนนี้ที่เข้าเทอมสองกลางๆ เทอมก็ครบสามเดือนที่ตกลงคบกับพี่มันพอดี 

“พรุ่งนี้ไปบ้านกูนะ แม่ชวน” ไอ้พี่แทนที่นอนหนุนตักผมเล่นโทรศัพท์พูดขึ้น ส่วนผมกำลังพิงหัวเตียงอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่จึงต้องลดหนังสือลงเพื่อเจรจา 

“แต่กูบอกแม่ไปแล้วว่าจะกลับบ้าน” 

คนถูกปฏิเสธเงยหน้าจากโทรศัพท์ขึ้นมองผมพลางทำปากยื่นเป็นเด็กๆ โดนขัดใจได้แบบน่าถีบ 

“แล้วคิดจะบอกกูไหม” 

“ก็กะจะบอกคืนนี้” 

“นี่สามทุ่มแล้วอชิ อีกไม่กี่ชั่วโมงมึงก็จะได้บอกกูพรุ่งนี้ละ” 

ผมเอาหนังสือที่กำลังอ่านอยู่คว่ำลงบนหน้าพี่มันอย่างหมั่นไส้ จริงๆ ก็ลืมบอกนั่นแหละ ถ้าพี่มันไม่พูดเรื่องกลับบ้านขึ้นมาก่อนผมก็คงลืมไปแล้วว่าไม่ได้บอกพี่มันเรื่องที่คุณนายสรโทรมาตามให้กลับบ้านบ้าง 

ไอ้พี่แทนปัดหนังสือผมทิ้งไปด้วยสีหน้าขุ่นๆ ไม่รู้จะอะไรนักหนา ห้าวันก็อยู่ด้วยกัน นี่แค่เสาร์อาทิตย์แยกกันกลับบ้านจะเป็นจะตาย แล้วใช่ว่าผมกลับบ้านทุกอาทิตย์เสียเมื่อไหร่ ไม่ได้กลับไปจะเป็นเดือนแล้วมั้ง ก็เพราะพี่มันนั่นแหละไม่ยอมให้ผมห่างไปไหนเลย 

“งั้นกูไปด้วย” 

“หืม?” 

“กูกลับบ้านกับมึงด้วย” 

“มึงเว่อร์ไปป่ะเนี่ยไอ้พี่แทน กูกลับบ้านนะเว้ยไม่ได้หนีไปเที่ยว อยู่ๆ มาร้องตาม” 

ผมผลักหัวพี่มันออกจากตักพลางลุกขึ้นหนี เดินมาหยิบน้ำจากในตู้เย็นขึ้นดื่ม หันกลับมาก็เห็นไอ้คนตัวโตลุกขึ้นนั่งหน้ายู่ ทำตัวไม่ได้เข้ากับหน้าเล๊ย 

“ก็แม่กูอยากเจอมึง เขาบ่นว่าไม่เจอลูกสะใภ้นานแล้ว” ขวดน้ำในมือแทบลอยไปกระทบปากคนพูด 

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่มึงร้องตามกูกลับบ้าน” คนละประเด็นกันเลยครับพี่ 

“ก็ทำไมต้องแยกกันด้วยเล่า งั้นเอางี้เราไปบ้านมึงก่อนค้างคืนวันเสาร์ วันอาทิตย์ค่อยไปบ้านกู ชวนแม่มึงไปด้วยกันก็ได้ เขาเพื่อนกันน่าจะอยากเจอกันอยู่แล้ว” 

คิดเองเออเองเสร็จสรรพ อะไรจะไม่อยากแยกจากกันขนาดนั้น เอาเข็มเย็บกูกับมึงติดกันเลยไหมล่ะ เฮ้อออ ได้แต่บ่นอยู่ในใจ กลัวพี่มันเอาจริง 

“ไม่เบื่อบ้างเหรอวะอยู่ด้วยกันทุกวันขนาดนี้” 

“ไม่” พี่มันตอบกลับมาเสียงหนักแน่น ก่อนจะใช้ดวงตาคมๆ ของพี่มันจ้องมาทางนี้ “หรือว่ามึงเบื่อ” 

มันมาอีกแล้วครับ คนชวนดราม่าทั้งที่มันคือเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมถอนหายใจพลางเดินกลับไปหาพี่มันก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงใกล้ๆ คนขี้น้อยใจทั้งที่ไม่ได้หัวล้าน 

“ไหนดูดิ้ ตรงนี้มีผมไหม” ถามพี่มันกลับไปพลางยกมือขึ้นเสยผมพี่มันไปด้วย แกล้งดึงผมคนโตกว่าแรงๆ ด้วยความหมั่นไส้จนไอ้พี่แทนโวยวายเสียงดัง สุดท้ายก็... 

ตุ้บ! 

ใช่ครับ ผมโดนเหวี่ยงลงเตียงโดยมีพี่มันคร่อมทับไว้ด้านบน ในสถานการณ์ล่อแหลมสุดๆ 

“กูไม่ได้หัวล้าน” 

“เหรอ แล้วทำไมขี้น้อยใจ” 

“ไม่ได้น้อยใจ” 

ผมมองคนไม่ได้น้อยใจที่ทำตัวสะบัดสะบิ้งลุกขึ้นนั่งและหันหน้าหนีไปทางอื่น จนผมต้องเอื้อมมือไปดึงแขนพี่มันให้ล้มตัวลงมานอนข้างกัน แม่ง... สรุปนี่ใครผัวใครเมียกันแน่วะ 

“มึงก็รู้ว่าแม่กูยังไม่รู้เรื่องของเรา แค่กูขลุกอยู่กับมึงไม่กลับบ้านกลับช่องเขาก็สงสัยมากพออยู่แล้ว” จริงอยู่ที่คุณแม่พี่มันรู้เรื่องที่เราสองคนคบกัน และไปมาหาสู่กับแม่ผมบ่อยๆ แต่คุณนายสรยังไม่รู้เรื่องนี้ ผมไม่รู้ว่าแม่ระแคะระคายหรือคุณน้าได้บอกอะไรกับแม่บ้างไหม เรายังไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้กันจริงจัง เพราะแบบนั้นแหละไอ้พี่แทนถึงได้หงุดหงิด 

“กูถึงได้บอกให้มึงบอกแม่มึงสักที” 

“แม่กูไม่เหมือนแม่มึงนะเว้ยพี่ที่จะเข้าใจได้ทุกเรื่อง กูมีแฟนเป็นผู้หญิงมาตลอด อยู่ๆ จะให้กูเดินเข้าไปบอกแม่เหรอวะว่าตอนนี้มีผัวแล้ว” พูดเองก็กระดากปากเอง 

“งั้นกูบอกให้” 

“มันไม่ใช่ว่าใครเป็นคนบอก แต่กูกลัวแม่กูรับไม่ได้” 

“มึงยังไม่ได้ลงมือทำอะไรมึงก็กลัวไปก่อนแล้วอชิ จะให้มันเป็นความลับแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่วะ” 

เอาแล้วไง เดี๋ยวได้ทะเลาะกันอีกจนได้ และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเถียงกันเรื่องนี้ ผมเข้าใจว่าพี่มันไม่อยากคบกับผมแบบหลบๆ ซ่อนๆ แม้ว่าตอนนี้เราจะแกรนโอเพ่นนิ่งกันแล้ว แต่ไม่ใช่กับพี่บ้านผม ไหนจะ...เรื่องนั้นอีก ที่ยังไม่มีโอกาสถามพี่มันสักที 

“แค่นี้เขาก็รู้กันทั้งมหา'ลัยแล้วไหม มันจะเรียกว่าเป็นความลับได้ไง” 

“กูไม่สนหรอกว่าคนอื่นใครจะรู้บ้าง กูสนแค่คนในครอบครัวทั้งของกูและของมึง ไม่อย่างนั้นมันมีจะประโยชน์อะไรวะถ้าเราบอกคนอื่นได้ แต่บอกครอบครัวเราไม่ได้” 

เฮ้อออ 

“ขอเวลากูหน่อยแล้วกัน” 

“งั้นสรุปว่าพรุ่งนี้กูไปกับมึงด้วย” 

“เออๆ” 

แล้วผมก็ต้องยอมพี่มันอยู่ดี ไอ้คนที่ได้สิ่งที่ต้องการแล้วยิ้มกริ่ม ลืมหน้าหมาหงอยเมื่อครู่ไปได้เลย ดูความตอแหลของคนเรานะครับ พี่มันน้อยใจผมจริงๆ หรือหาเรื่องไปบ้านผมกันแน่วะ 

“น้องอชิของพี่แทนน่ารักที่ซู๊ดดดดด” 

“โอ๊ย เชี่ย! อย่าทับ!!” 

ไอ้คนตัวใหญ่กระโดดขึ้นมาทับผมไว้พร้อมฟัดแก้มผมระรัว คนที่ถูกกักไว้ในอ้อมแขนอย่างผมจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้พี่มันเอาเปรียบจนพอใจ 

“อื้ออ อย่ากัดสิวะ เป็นหมารึไง” เจ็บแปลบขึ้นมาบนลำคอเมื่อไอ้หมาพี่แทนฝังเขียวลงไปเบาๆ ก่อนจะตามมาด้วยลิ้นร้อนลากไล้ช้าๆ เพื่อปลอบประโลม 

แม่ง... เดี๋ยวอะไรๆ ก็ตื่นขึ้นมาจนได้ 

“ถ้าได้กัดอชิทุกวันแบบนี้พี่แทนยอมเป็นหมาก็ได้” หึ... เสียงอ่อนเสียงหวานขึ้นมาเชียว ไอ้หมาหื่นเอ๊ย! 

“ไม่ให้ทำนะเว้ยพี่ ถ้าพรุ่งนี้จะไปด้วยกัน” ผมรีบห้ามเมื่อฝ่ามือสากเริ่มอยู่ไม่สุข สอดเข้ามาใต้เสื้อนอนตัวย้วยสะกิดตุ่มไตสีชมพูอ่อนจนขนลุกไปทั้งร่าง 

“รอบเดียว” 

“อื้ออ รอบเดียวก็ไม่ได้เดี๋ยวแม่เห็นรอย” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุเมื่อไอ้หมาตัวโตยังคบขบเม้มไปตามลำคอไม่ได้สนใจเสียงห้ามปรามเลยสักนิด และดูท่าจะเลยเถิดไปใหญ่เมื่ออะไรบางอย่างกำลังตุงชิดเป้ากางเกงนอนยานๆ ของผมแล้ว 

“ไม่ทำรอยก็ได้” 

“แต่พี่มึงทำไปแล้ว! ปล่อยเลย” ใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มีดันหน้าคนหื่นไม่รู้เวล่ำเวลาออกไปให้พ้นตัว เพราะแรงดูดบนไหปลาร้าเมื่อครู่ไม่ต้องเห็นก็รู้ว่าเป็นรอย 

“อยู่ในร่มผ้าแม่มึงจะเห็นได้ไง ไม่ได้แก้ผ้าให้แม่ดูสักหน่อย” คนโดนขัดบ่นออกมาหน้าง้ำทั้งที่ยังคงกอดผมอยู่แน่น 

“ทำไมมึงหื่นแบบนี้วะไอ้พี่แทน เมื่อกี้ยังทะเลาะกันอยู่เลยแม่ง พากูเตลิดอีก” เออน่ะสิ เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่ของพี่มันแล้วล่ะที่ทิ่มผมอยู่ตอนนี้ ของผมก็สู้กลับไปไม่แพ้กัน 

“งั้นก็ทำกัน นะ...รอบเดียวพอ” ไม่พูดเปล่าเมื่อพี่มันบดสะโพกเข้าหาผมจนอะไรๆ เสียดสีกันทำให้เสียงคำรามในลำคอดังขึ้น 

แต่ยังไม่ได้ทันได้ตอบอะไรกลับไปเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็ถูกคนมือไวปลดออกไปจากร่างจนหมด 

“ซี๊ดดดด” ฝ่ามือร้อนนาบลงมาบนตัวตนของผมก่อนขยับรูดรั้งจนทั้งร่างสั่นสะท้าน แม้ใจอยากปฏิเสธแต่.... 

แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม 

... 

 

เสียงฮำเพลงอย่างอารมณ์ดีดังมาจากคนด้านข้างทำเอาผมอยากจับพี่มันโขกหัวกับคอนโซลหน้ารถให้ตายไปเลย ไอ้คนสับปลับ โกหกปลิ้นปล้อนกะล่อนหลอกลวง! แม่ง มีคำไหนอีกไหมวะผมจะได้ด่ามันให้หมดเลยทีเดียว 

จะอะไรซะอีกล่ะ ก็ไอ้คำว่าแค่รอบเดียวนั่นน่ะ มันไม่มีอยู่จริง! กว่าไอ้พี่แทนจะสงบและยอมปล่อยผมให้นอนได้ก็ตอนที่ไม่มีแรงขยับไปทำความสะอาดตัวเองแล้ว ถึงต้องปล่อยให้ไอ้คนไม่รู้จักพอเป็นคนจัดการ 

ส่วนเรื่องรอยน่ะเหรอครับ...ลายพร้อยไปทั้งตัว 

ฮึ่ย! โกรธมัน!!! 

ถึงแม้จะไม่ใช่รอยนอกร่มผ้า แต่ถ้ามีใครดึงคอเสื้อผมลงมาหน่อยล่ะก็ อาจคิดว่าผมเป็นโรคได้ แล้วดูไอ้คนต้นเรื่องสิ อารมณ์ดีจนน่าถีบให้ตกรถจริงๆ 

“โอ๋ๆ อย่าโกรธเลยนะครับ ใครให้น้องอชิน่ารักขนาดนั้นล่ะเมื่อคืน” 

“มึงมันหื่น ไอ้โรคจิต” พี่มันขำรับคำด่าของผมร่วน ไม่ได้มีท่าทีสำนึกแต่อย่างใด 

“แต่น้องอชิก็ครางรับพี่แทนทั้งคืนเลยนะครับ” 

เออ!!! อันนี้เถียงไม่ได้! 

ไอ้พี่แทนขำพลางเอื้อมมือมาลูบหัวผมเบาๆ เมื่อเห็นว่าผมเอาแต่บ่นอุบอิบไม่มีเสียง ก่อนจะลดมือลงจับมือผมไว้แทน อยากกระโดดกัดให้นิ้วขาดแต่ติดที่เห็นว่าอ่อนโยนหรอกนะ ให้อภัยก็ได้วะ 

“ขับรถมือเดียวมันอันตราย” ผมปรามออกไปจะดึงมือกลับ แต่พี่มันไม่ยอม 

“เก่ง” 

เออ เรื่องของมึงเลย 

เราออกมาจากหอกันตั้งแต่เช้าโดยไอ้พี่แทนโทรไปรายงานกับคุณแม่เรื่องจะพาผมเข้าไปหาวันพรุ่งนี้แล้ว ส่วนผมยังไม่ได้โทรบอกคุณนายสรเลยว่าจะพาเพื่อนไปนอนค้างบ้านด้วย แม้ว่าแม่จะคุ้นเคยกับพี่มันดีแล้วก็เถอะ แต่ก็อดประหม่าไม่ได้อยู่ดีเพราะสถานะที่เปลี่ยนไป 

ผมเดินลงไปเปิดรั้วบ้านอย่างรู้หน้าที่เมื่อเราไปถึง และปิดรั้วเสร็จสรรพ ชะโงกหน้ามองเข้าไปในบ้านแต่ไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ ไอ้พี่แทนที่จอดรถเสร็จแล้วลงมายืนข้างผม 

เรียกได้ว่านี่คือครั้งแรกที่พี่มันมาเหยียบที่นี่ 

“บ้านเงียบจัง แม่อยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอวะ” 

“เขามีสมาคมแม่บ้านของเขา ไม่เหงาหรอก” 

“แม่กูเป็นหนึ่งในสมาชิกด้วยใช่ไหม” 

เรามองกันก่อนจะหลุดขำออกมา เพราะสงสัยว่าจะจริง 

อย่างที่บอก เพราะว่าพ่อผมต้องไปประจำการอยู่ที่อื่นทำให้แม่ต้องอยู่บ้านคนเดียว แต่เพราะความเฟรนลี่ของคุณนายสร มิตรรักแฟนเพลงถึงได้มากมายจนผมรู้จักไม่หมด เพราะฉะนั้นลืมเรื่องความเหงาไปได้เลย เอะอะปาร์ตี้ยิ่งกว่าลูกซะอีก 

ผมเดินนำพี่แทนเข้าไปในบ้านก็รู้ได้ทันทีเลยว่าสาเหตุที่ทำให้บ้านเงียบแบบนี้คืออะไร เพราะกลิ่นกับข้าวหอมฟุ้งมาจากในครัว ได้กลิ่นแกงส้มแบบนี้คุณนายสรเป็นคนเข้าครัวเองแหงๆ 

ผมแอบส่งซิกให้ไอ้พี่แทนเดินตามไปเงียบๆ ก่อนจะแอบชะเง้อดูแผ่นหลังอันอบอุ่นที่แสนคุ้นเคยง่วนอยู่คนเดียวหน้าเตา เพลินจนไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงรถที่ขับเข้ามาจอดในบ้าน เกินไปไหมเนี่ยแม่ผม เผื่อเป็นโจรขึ้นมาจะทำยังไง 

หมับ! 

“ว๊าย! ตายแล้ว!!!” 

“ฮ่าๆ ๆ ๆ ยังไม่ตายหรอกครับแม่” 

เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นเมื่อผมตรงเข้าไปกอดเอวแม่อย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง เป็นเหตุให้ทัพพีในมือที่กำลังจะยกไปคนหม้อแกงร่วงดังเคร้ง ตามมาด้วยเสียงหัวเราะชอบใจของผมเองจนแม่หันมามองตาเขียว 

“ลูกคนนี้นี่!! เกิดแม่ช็อกหัวใจวายขึ้นมาจะทำยังไง” แม้ปากจะบ่นแต่ก็ตรงเข้ามาคว้าผมเข้าไปกอดเสียเต็มอ้อมแขน กอดแน่นเสียจนคนไม่ค่อยกลับบ้านรู้สึกผิด 

“แม่แข็งแรงจะตาย ไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก” คุณนายสรยอมปล่อยผมในที่สุดแต่ยังไม่วายส่งค้อนมาให้เสียวงใหญ่ ก่อนจะหันไปเห็นว่าในห้องครัวกว้างขวางนี้ไม่ได้มีแค่สองคนแม่ลูก รอยยิ้มที่กว้างอยู่แล้วเลยยิ่งกว้างขึ้นไปอีก 

“อ้าวตาแทน มาด้วยเหรอลูก” 

“สวัสดีครับคุณแม่” 

อืม... นี่แหละครับคนรู้งาน ขนาดผมยังเรียกแม่พี่มันว่าคุณน้า แล้วดูสิครับว่ามันเรียกแม่ผมว่าอะไร 

“จ้ะ แล้วนี่มายังไงกัน แม่ไม่ได้ยินเสียงรถเลย” 

“แหมคุณนาย ลูกชายเดินเข้ามาหาในครัวขนาดนี้ยังไม่ได้ยิน นับประสาอะไรกับเสียงรถนอกบ้าน หาหมอรอบนี้คงต้องปรึกษาเรื่องหูตึงด้วยแล้วมั้ง” 

“เดี๋ยวเถอะ!!” 

นั่นแหละครับคือความเท่าเทียม คุณนายสรหันมาดุผมก่อนจะส่งยิ้มหวานให้ไอ้ลูกนอกไส้และหันกลับไปสนใจการทำอาหารต่อ คิดถึงกันจริงๆ ใช่ไหมเนี่ย 

“น้าสร้อยไปไหนล่ะครับ ทำไมวันนี้ลงมือทำเอง” ผมถามถึงแม่บ้านที่เป็นคนคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้กับแม่ แต่วันนี้กลับไม่เห็น 

“ขอลากลับบ้านน่ะจ่ะ เห็นบอกว่าพ่อไม่ค่อยสบาย” 

“งี้แม่ก็อยู่คนเดียวสิครับ แบบนี้อันตรายแย่” ครับ ไอ้ลูกชายดีเด่น กูยังไม่ทันได้แสดงความห่วงใยพี่มึงก็ชิงตัดหน้าไปเสียก่อนแล้ว 

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ที่นี่ยามหน้าหมู่บ้านแทบจะเดินชนกัน แถวนี้ไม่ค่อยมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเท่าไหร่” 

“แต่ก็น่าเป็นห่วงนะครับ ผู้หญิงอยู่ในบ้านหลังใหญ่แบบนี้คนเดียวเกิดอะไรขึ้นจะลำบาก ดูอย่างวันนี้สิ พวกผมเข้ามาถึงในบ้านแล้วคุณแม่ยังไม่รู้ตัวเลย” พูดจาดีมีเหตุผล แถมผมแอบเห็นคุณนายสรยิ้มกริ่มมองไอ้พี่แทนซะด้วย ชิชะ ไอ้หมอนี่มันรู้จักทำคะแนนเว้ย 

“ขอบคุณนะจ๊ะที่เป็นห่วงแม่ แต่สร้อยเขาไปไม่นานหรอก เห็นบอกว่าอีกสองสามวันน่าจะกลับแล้ว” 

“งั้นสองสามวันนี้ให้ผมกับอชิมาอยู่เป็นเพื่อนดีไหมครับ” 

แม่เหลือบสายตาหันมามองผมที่ยืนหน้าเหลอหลาอยู่ เพราะกูไม่มีสิทธิ์แทรกออกสิทธิ์ออกเสียงในบทสนทนาเลยไงครับ นี่ลูกนะเนี่ย! ไอ้ลูกนอกไส้นี่ก็ไม่ปรึกษากันก่อนเลย กูต้องไปเรียนด้วยนะเว้ย ที่นี่กับมหา'ลัยก็ไม่ใช่ใกล้ๆ นะ ไม่อย่างนั้นผมจะถ่อไปอยู่หอทำไม 

“จะดีเหรอจ๊ะ” 

แหม... คุณนายครับ ปากถามแต่ตานี่เป็นประกายวิบวับปิดไม่มิดเลย จะว่าไปที่ไอ้พี่แทนพูดก็น่าเป็นห่วงไม่น้อย แม่ผมนี่ก็จริงๆ เชียว มันน่าไหมเนี่ย ถ้าลูกไม่กลับบ้านจะรู้ไหมว่าแม่อยู่บ้านคนเดียว 

“ทำไมตอนโทรศัพท์คุยกันไม่บอกผมล่ะ จะได้กลับมาอยู่ด้วย” 

“ก็กลัวว่าเราจะเดินทางลำบาก เดี๋ยวตอนเช้าตื่นไปเรียนไม่ไหว” 

“งั้น...” 

“แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว งั้นอยู่กับแม่ละกันเนอะ” 

คุณนายยยยย อดขำให้กับความแม่ไม่ได้จริงๆ หันไปหาไอ้ตัวต้นคิดก็ได้รับรอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้ผมจึงส่งรอยยิ้มเดียวกันตอบกลับไป และตรงเข้าไปช่วยแม่ทำอาหารโดยมีพี่แทนเป็นลูกมือ เรื่องไปเรียนคงไม่ต้องห่วงเพราะผมมีสารถีอยู่ตรงนี้แล้ว 

ชีวิตแบบนี้มันก็มีความสุขแบบแปลกๆ ดีนะครับ 

และเพราะผมมัวแต่กำกับไอ้พี่แทนให้ตีไข่เบาๆ อยู่นั้นเอง จึงไม่ทันสังเกตเห็นว่าสายตาที่มองมาของแม่นั้นเปลี่ยนไป 

 

 

... 

TBC. 

>>>>> 

มาแล้ววว ห่างหายไปเป็นเดือนอีกแล้ว ขอโทษด้วยนะคะ 

พอดียุ่งๆ กับ Let me free เพราะจะได้ตีพิมพ์กับทาง Hermit (แอบขายของ 555) 

นิลจะพยายามมาต่อให้บ่อยๆ น้า ขอโทษที่ต้องให้รอนะคะ 

ยังไงติดตามข่าวสารได้ที่เพจ 

https://www.facebook.com/ninyamanee/ 

จะมาบอกความเคลื่อนไหวเรื่อยๆ ค่า แวะไปทวงนิยายที่นั่นได้น้า คุยคนเดียวเบื่อแล้ว 

XD 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว