facebook-icon

สวัสดีผู้เยี่ยมชมทุกท่านค่ะและขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามนะคะ

ตอนที่ 28 รู้ความจริง

ชื่อตอน : ตอนที่ 28 รู้ความจริง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 41.1k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2561 00:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 28 รู้ความจริง
แบบอักษร

​ตอนที่ 28 รู้ความจริง



นายใหญ่แห่งพยัคฆ์คำรามยืนมองภรรยาของตนอย่างรักใคร่ระคนเจ็บปวดใจ ไม่อยากทิ้งให้เธอนอนอยู่คนเดียวแต่เพราะวีรกิจ เขาจึงต้องไป ร่างสูงหยิบเสื้อตัวเก่งมาสวมอย่างรวดเร็วก่อนจะโน้มตัวลงไปจูบแก้มใสเบาๆก่อนออกไป

นาราลืมตาขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงประตูปิด หญิงสาวลุกขึ้นมาหันมองประตูที่เพิ่งปิดไปด้วยน้ำตา ในใจของเธอตอนนี้มีเพียงความเป็นห่วงจนแทบจะขาดใจให้ได้ เธอได้ข่าวว่าจากพวกเข้มและแสงว่าผู้กองภาสกรถูกวางยาในโรงพยาบาลอีกทั้งเธอยังรู้อีกว่าพยัคฆ์เก็บซ่อนหลักฐานไว้ในลิ้นชักข้างเตียง ร่างบางจึงรีบแต่งตัวอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อไปที่โรงพยาบาล



ครูสาวรีบบึ่งรถมายังโรงพยาบาลที่ภาสกรรักษาตัวอยู่อย่างรวดเร็ว โชคดีว่าเธอรู้จักนางพยาบาลที่เคยไปฉีดวัคซีนให้เด็กๆที่โรงเรียนอยู่คนหนึ่งและเป็นพี่สาวแท้ของโชติกา ครูรุ่นพี่ของเธอนั่นเอง

“ครูนารา” ร่างผอมสูงของนางพยาบาลสาววัยสามสิบรีบเดินเข้ามาหาเธอทันที ดีว่าตอนนี้ไม่มีงานอะไรแล้วจึงสามารถช่วยนาราได้

“พี่ช้องนาง”

“ฉันอยากจะขอความช่วยเหลือพี่” ใบหน้าหวานเอ่ยความประสงค์ขึ้นทันทีด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน

“เรื่องอะไร ถ้าไม่เหนือบ่ากว่าแรงพี่ก็ทำได้ทั้งนั้น”

“นาอยากดูกล้องวงจรปิดตรงห้องผู้กองภาสกรตอนช่วงสี่โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม”

“ว่าไงนะ!”

“นะคะพี่ช้อง นาต้องการความช่วยเหลือจากพี่จริงๆ” นางพยาบาลมองคนตรงหน้าอย่างชั่งใจ นาราจับมืออ้อนวอนเธออย่างน่าสงสาร แต่เพราะว่าเธอไม่อยากจะเปิดเผยข้อมูล ท่าทางของหญิงสาวในตอนนี้ก็ดูทุกข์ใจมากจริงๆ

“ตามมา”

“ขอบคุณค่ะ”

นารายืนมองช้องนางกดกรอวีดิโอย้อนหลังอย่างละเอียด ไม่นานนักสิ่งที่เธอรอคอยก็มาถึงเมื่อได้เห็นชัดๆว่าวิทยาเป็นคนเข้ามาเยี่ยมภาสกรคนเดียวในช่วงนี้ ทั้งสองสาวมองหน้ากันอย่างรู้ทันเพราะหลังจากที่เขาออกมาได้สักพัก ภาสกรก็กดกริ่งเรียกหมอและพยาบาลเข้าไป

“นายตำรวจคนนี้แน่ๆเลยค่ะ” นิ้วชี้ชี้ตรงไปยังตำรวจหนุ่มใหญ่ที่เดินออกมาอย่างแนบเนียน

“แต่ตอนนั้นมีพยาบาลของเราเข้าไปด้วยนี่ หมวดวิทยาคงไม่ใช่หรอก” ช้องนางตอบเสียงเบาพลางกรอภาพกลับไปกลับมาอย่างละเอียด

“งั้นตามดูเขาตอนออกจากโรงพยาบาลก่อนได้ไหมคะ”

“อืม”

ทั้งสองยืนดูอยู่ครู่หนึ่งอย่างใจจดใจจ่อก่อนจะพบภาพสำคัญที่น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง ภาพที่วิทยาทิ้งบางอย่างลงในถังขยะแต่ก็ไม่ชัดมาก

“ถังขยะนั่นอยู่ตรงไหนคะ”

“หน้าห้องจ่ายยา” เมื่อได้เบาะแสแล้วทั้งสองก็รีบพากันไปตรงนั้นทันที หวังว่าจะเจออะไรบางอย่างที่เป็นหลักฐานสำคัญ

เมื่อมาถึงนาราและช้องนางก็รีบใส่ถุงมือยางและคุ้ยขยะดูอย่างละเอียด แต่เพราะขยะที่มากเกินไปทำให้การตรวจหาเป็นไปอย่างยากลำบาก

“เจอแล้ว” คนตัวบางร้องเสียงดังทันทีที่คลำบางอย่างได้ก่อนจะหยิบขึ้นมา

“นี่มัน” ช้องนางมองหน้าหญิงสาวด้วยความอึ้งและงุนงง “เข็มฉีดยานี่ แล้วนี่ก็ไม่ใช่ถังขยะสำหรับทิ้งขยะประเภทนี้”

“พี่ช้องพอจะตรวจดูได้ไหมคะ”

“ได้ ดูเหมือนจะยังเหลือของเหลวอยู่ข้างใน ไม่เกินพรุ่งนี้ก็คงรู้ เป็นไปได้ก็คงจะตรวจลายมือเพื่อยืนยันด้วย”

นารายิ้มอย่างโล่งใจเมื่อพบหลักฐานสำคัญที่จะช่วยสามีของเธอได้ ซึ่งคงเป็นสิ่งเดียวที่เธอจะสามารถช่วยคนที่เธอรักได้โดยไม่ต้องให้เขามาลำบากตามช่วยเธอเหมือนครั้งก่อนๆ

“ขอบคุณจริงๆเลยนะคะ”

“ไม่เป็นไรถ้ามันจะช่วยจับผู้ร้ายตัวจริงได้ แล้วถ้าได้เรื่องพี่จะรีบแจ้งไปทันทีเลย”

“ค่ะ” นารารับคำด้วยความดีใจแต่ทันใดนั้นตากลมก็เหลือบไปเห็นคนที่คุ้นเคยกำลังวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตายออกจากโรงพยาบาลไป “เสี่ยชาญชัย”




วีรกิจยืนรอพยัคฆ์อยู่ที่สนามฟุตบอลเก่าที่ถูกปล่อยให้รกร้างรอบข้างมีเพียงป่ารกชัฏห่างไกลจากผู้คน ฝั่งลูกน้องของเขาที่มีมากกว่าครึ่งร้อยยืนถือปืนคุมเชิงอยู่ตลอดฝั่งของสนาม เสียงหรีดหริ่งเรไรก็พากันร้องระงมเงียบสงัดจนน่าหวาดกลัวและวังเวงขนหัวลุก

ไม่นานนักก็ปรากฏร่างสูงของเจ้าพ่อหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่เดินเข้ามาคนเดียวอย่างไม่กลัวใคร พยัคฆ์กวาดตามองไปทั่วอีกฝั่งด้วยสายตาเย็นชา ในมือมีเพียงปืนสั้นคู่ใจกระบอกเดียว

“คนของมึงอยู่ไหน” วีรกิจเปิดปากถามเสียงดังทันทีที่พยัคฆ์หยุดลงตรงหน้า

“แค่ผมคนเดียว”

“มึงกล้ามากนะที่มาที่นี่คนเดียว” น้ำเสียงเย้ยหยันปนเปด้วยความแค้นนั้นทำให้ชายหนุ่มเจ็บปวดใจเหลือเกิน พยัคฆ์ยังคงเงียบไม่ตอบโต้

“…”

“มึงคิดว่าความเงียบจะทำให้มึงรอดไปได้เหรอ”

ไม่เลย เขาไม่ได้คิดจะเงียบเพราะยอมจำนนแต่ที่เงียบเพราะยังเห็นแก่สายเลือดความเป็นพ่อลูกที่วีรกิจทำให้เกิดมาก็เท่านั้น ยิ่งเห็นหน้าพ่อบังเกิดเกล้าของตนชัดๆก็ยิ่งให้แผลที่เขาพยายามปิดเอาไว้มันเปิดขึ้นจนเหวะหวะยิ่งกว่าเดิม

ภาพที่ชายตรงหน้าไล่เขาและแม่ออกจากบ้านโดยมีภรรยาอีกคนยืนอุ้มลูกอยู่ข้างๆก็วนเวียนขึ้นมาบนหัวอีกครั้ง แม้ว่าอายุห้าขวบแต่ภาพจำนั้นมันยังติดตาไม่มีลืม ภาพที่เขาไม่ได้รับความปราณีใดๆจากบุรุษที่ได้ชื่อว่าพ่อเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

ภาพที่เขายังคงเป็นเพียงเด็กชายพันรบ อัศววรกุล เด็กที่ไม่มีใครต้องการ มันยังตอกย้ำให้เขาเจ็บปวดมาจนถึงทุกวันนี้  

“ไม่ แต่ผมแค่อยากบอกคุณว่าผมไม่ได้ทำ”

“ไม่ใช่มึงแล้วมันจะเป็นใคร มึงมันค้ายานรก พยายามฆ่าลูกกูในวันที่มันไปทำหน้าที่ของมัน” วีรกิจตะคอกใส่คนตรงหน้าเสียงดัง

“ความอคติของคุณกำลังทำลายตัวคุณเอง คุณวีรกิจ” ใบหน้าหล่อเหลาเอ่ยเสียงเรียบ “ที่ผมมาก็เพราะจะมาชี้แจงไม่ใช่มาตาย” ว่าแล้วร่างสูงก็เดินหันหลังจากไปทันทีแต่ไม่ทันไรก็ต้องชะงักกึก

ปัง!!

“แต่กูจะฆ่ามึงให้ตาย คนอย่างมึงกูไม่ปล่อยให้รอดไปได้หรอก”

พยัคฆ์หันหลังมาอย่างเด็ดเดี่ยว ปรายตามองชายวัยกลางคนที่ยิงปืนขึ้นฟ้าเมื่อครู่ แววตาคมดุไม่พรั่นพรึงต่อความตายที่พ่อของเขากำลังจะเป็นผู้มอบให้ หากว่าเขาเป็นคนธรรมดาแต่แท้จริงแล้วไม่ใช่

“งั้นก็ฆ่าสิ ถ้ามันจะทำให้คุณหายแค้น”

ทันใดนั้นมือหนาของวีรกิจก็จ่อปืนตรงมายังหัวใจของพยัคฆ์ทันที ใบหน้าหล่อเหลาของชายวัยกลางคนบัดนี้ดูโหดเหี้ยมไปถนัดตา พยัคฆ์ยังคงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นและเพลิงแค้นที่สุมอยู่ข้างในเป็นเชื่อเพลิงชั้นดีให้เขาลงมือลั่นไกแต่เพราะอะไรบางอย่างในแววตาคมของหนุ่มรุ่นลูกนั้นไม่อาจทำให้เขากดลั่นไกได้เสียที

“อาคุณวีรกิจ อย่ายิงๆ” เสี่ยชาญชัยเปิดประตูรถตู้ของตนตั้งแต่รถยังไม่หยุดดีและตะโกนเสียงดังให้ได้ยินกันทั้งสองฝ่ายจนทุกคนหันมามองกันเป็นตาเดียว

“เสี่ย” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆหลังจากเห็นคนที่ตนเคารพวิ่งเข้ามาหา

“เสี่ยชาญถอยไป!! นี่ไม่ใช่เรื่องของเสี่ย อย่าเสือก!!”

“ไม่เสือกไม่ล้ายย อาคุณวีรกิจจะฆ่าลูกตัวเองได้ลงคอเชียวเหรอ”

“ว่าไงนะ!!” วีรกิจทวนเสียงดังด้วยความตกใจหันไปมองพยัคฆ์อีกครั้งที่ยังคงมองหน้าเขาไม่วางตา “ลูกงั้นเหรอ?”

“อาเสือ ลื้อบอกเขาไปสิว่าลื้อเป็นลูกชายของอาวีรกิจกับอาคุณวิมลพรรณ”

ทันใดนั้นปืนที่ลั่นก็หล่นลงพื้นทันทีที่ได้ยินความจริงจากปากของเสี่ยชาญชัย น้ำตาลูกผู้ชายของชายวัยกลางคนไหลลงมาอย่างไม่รู้ตัว

“พันรบ”

“ผมขอโทษที่ไม่ตายสมใจคุณสักที” น้ำเสียงเรียบแต่ดูโศกเศร้านั้นทำให้หัวใจคนเป็นพ่อเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

“ตั้งแต่อาวิมลพรรณแต่งงานกับป๊าของอั๊ว อีก็ทิ้งให้ลูกชายไปอยู่วัด อั๊วถูกป๊าสั่งห้ามให้ยุ่งกับเด็กแต่อั๊วก็อดไม่ได้ อั๊วเลยได้แต่ไปเยี่ยมที่วัดจนวันที่..” เสี่ยชาญชัยหยุดกะทันหันพลางมองไปทางพยัคฆ์อย่างหวาดๆ

“จนวันที่อะไร” วีรกิจถามเสียงต่ำขณะที่จ้องลูกชายของตนอยู่

“จนวันที่ผมถูกแก๊งลักเด็กพาตัวไปขายแรงงานเถื่อนที่อเมริกาใต้” คำตอบที่ได้ทำเอาใจของคนเป็นพ่อตกลงไปยังตาตุ่ม น้ำตาของพยัคฆ์คลออยู่บนดวงตาคมดุเป็นครั้งแรกซึ่งเป็นครั้งที่เขายอมเปิดแผลของตัวเอง

“ลูก..”

“มันเป็นอดีตไปแล้ว ไม่ต้องห่วงผมจะจัดการคนที่มันทำร้ายผู้กองภาสกร ครอบครัวคุณจะได้กลับไปสมบูรณ์เหมือนเดิมแน่นอน” พูดจบพยัคฆ์ก็เดินหันหลังกลับไปโดยไม่หันกลับมามองคนเป็นพ่อเลยสักนิด

วีรกิจทรุดลงกับพื้นอย่างเจ็บปวดยกมือทั้งสองขึ้นมาดู มือที่มันเคยคิดจะฆ่าลูกชายตัวเองได้ลงคอ

“ผมมันเลว หูหนวกตาบอดเพราะอคติทุกอย่าง”

“อั๊วว่าลื้อกลับไปพักก่อนดีกว่า ถ้าอาภาสกรฟื้นมาอีจะไม่เห็นลื้อ เรื่องอาเสือน่ะอั๊วจะช่วยลื้อเอง” เสี่ยชาญชัยเองก็ไม่กล้าตอบได้แต่บ่ายเบี่ยงไปทางอื่นแทนก่อนจะพยุงวีรกิจลุกขึ้นและพากลับไปโรงพยาบาลอย่างคนใจสลายไม่มีชิ้นดี




“พี่เสือ” เสียงหวานของภรรยาสาวดังขึ้นทันทีที่พยัคฆ์เดินเข้ามาในห้อง

“นารา ทำไมไม่นอน” พยัคฆ์เดินเข้าไปหาคนตัวเล็กที่ยืนกอดอกกัดปากอย่างเป็นห่วง นาราเงยหน้ามองดูสามีชัดๆก็พบแววตาที่เยือกเย็นแฝงด้วยความเจ็บปวดอยู่ในนั้น

“มารอสามีกลับบ้านค่ะ” พูดจบหญิงสาวก็พุ่งเข้าไปกอดปลอบเขาทันที สองมือที่สอดรั้งเขานั้นบัดนี้คล้ายกับน้ำเย็นๆที่ชโลมใจของเขา พยัคฆ์เองก็รัดตัวภรรยาแน่นไม่พูดอะไรรู้เพียงว่าแค่ได้กอดเธอเขาก็คลายความเจ็บปวดได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ขอบคุณ ขอบคุณที่อยู่ข้างๆพี่ไม่หนีไปไหน”

“ไล่ก็ไม่ไปหรอก” หญิงสาวเงยหน้ายิ้มหวานให้ชายผู้เป็นที่รักและตอบอย่างหนักแน่นจริงจัง ทันใดนั้นชายหนุ่มก็ช้อนตัวภรรยาขึ้นและวางเธอลงบนเตียงอย่างนุ่มนวลและคร่อมทับคนตัวบางอย่างถือวิสาสะ

“ถ้าอย่างงั้น...” ใบหน้าหล่อเหลายิ้มบางๆก่อนจะก้มลงจุมพิตภรรยาอย่างอ่อนโยน 



TBC

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว