ยินดีต้อนรับทุกคนค่ะ เรื่องท่านอ๋องเจ้าขา...ข้ายอมแล้ว เปิดให้อ่านฟรีไม่ติดเหรียญ ฉบับนี้เป็นฉบับรีไรท์แล้วนะคะ ขอบคุณทุกกำลังใจจริง ๆ

พบจิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้น (3)

ชื่อตอน : พบจิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้น (3)

คำค้น : ท่านอ๋อง, จีน, จีนโบราณ, ฟิน, จิกหมอน, NC, พระเอกงานดี, รักเมีย, หลงเมีย

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2561 17:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พบจิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้น (3)
แบบอักษร


ขณะที่กรงเล็บกำลังจะแตะถูกกระหม่อมของบุรุษรูปงาม เยี่ยนจิ้นหลิงก็เคลื่อนกายถอยหลังหลบอย่างเฉียดฉิวเช่นเดิม

จังหวะนี้ทำให้มู่เลี่ยงหรงมั่นใจว่า ที่ผ่านมานั้นเยี่ยนจิ้นหลิงจงใจหลบในจังหวะสุดท้าย วรยุทธ์ของกุนซือหนุ่มอาจจะอยู่ในขั้นสูงพอ ๆ กับเขาเลยด้วยซ้ำ 'วิชาตัวเบาไม่ธรรมดาเลย'

“ท่านอ๋อง...โปรดทรงละเว้นด้วย” บุรุษผมสีเงินค้อมศีรษะ ทำท่าคารวะท่านอ๋องอย่างนอบน้อม ก่อนว่าที่น้องเขยจะอกแตกตายด้วยโทสะ เยี่ยนจิ้นหลิงคิดว่าตนคงต้องยุติการปะทะอันไม่จำเป็นนี้ได้แล้ว แต่ก็รู้สึกเสียดายอยู่นิด ๆ เขากำลังสนุกกับการยั่วโมโหผู้สูงศักดิ์อยู่ทีเดียวเชียว

“กระหม่อมเพียงบังเอิญผ่านมาเท่านั้น มิได้จงใจสะกดรอยตามท่านแต่อย่างใด ครั้นจะปรากฏตัวก็เกรงว่าน้องสาวสุดที่รักจะเขินอาย” บุรุษผมสีเงินอธิบายด้วยเสียงอันหนักแน่น นัยน์ตาสีน้ำตาลสบตาท่านอ๋องเขม็ง ไม่เหลือความขี้เล่นดั่งเมื่อครู่

“เจ้าจงใจเร้นกายในเขตวังหลวง เกรงว่าเหตุผลจะฟังไม่ขึ้น”

“หากกระหม่อมจงใจเร้นกายจริง เกรงว่าจนป่านนี้ ท่านอ๋องคงจะไม่มีโอกาสรู้ตัวกระมัง”

ด้วยเหตุผลข้อนี้ทำให้มู่เลี่ยงหรงลดฝ่ามือลง แต่ยังคงไม่คลายความระมัดระวัง บุรุษผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าเล่ห์ เขาจะคอยดูว่าจิ้งจอกหนุ่มจะยกเหตุผลอะไรมาอ้างให้รอดไปได้

“หากน้องสาวของกระหม่อมมีวาสนาจะไม่ให้ยินดีได้อย่างไร?” เยี่ยนจิ้นหลิงคลี่พัดในมือแล้วโบกด้วยท่วงท่าสง่างาม

“แล้วอย่างไรเล่า หากไม่ยินดีเราก็มีวิธีให้เจ้าเปลี่ยนใจตั้งมากมาย”

“กระหม่อมคิดว่าพวกเราควรจะสมัครสมานสามัคคีกันเอาไว้จะดีกว่า น้ำหนักของจิ้นหลิงในใจเยว่ฉีนั้นไม่น้อยเลยทีเดียว” รอยยิ้มที่แขวนอยู่บนใบหน้าของเขาปรากฏร่องรอยของความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

“เราไม่จำเป็นต้องเชื่อใจคนหลอกลวงเช่นเจ้า”

“กระหม่อมหลอกลวงอันใด?”

“เจ้ามีวรยุทธ์แต่กลับมุสาว่าไม่มี”

“มิได้...ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้ว กระหม่อมไม่เคยพูดว่าตนเองไม่มีวรยุทธ์ ผู้คนพากันเล่าลือไปเองต่างหาก” เขาทำท่าราวกับเหนื่อยหน่าย แต่มือยังคงสะบัดพัดหยกม่วงไม่หยุด

“เจ้าจิ้งจอกผมสีเงินจอมเจ้าเล่ห์” มู่เลี่ยงหรงยังคงไม่เชื่อถือบุรุษตรงหน้า

“กระหม่อมจะถือเป็นคำชม แต่ท่านอ๋องลองตรองดูสักนิดเถิด คำเล่าลือนั้นจะหาความจริงได้มากน้อยสักเพียงไหน หากผู้คนพากันพูดว่าท่านอ๋องมีนิ้วมือเก้านิ้ว นั่นจะถือว่าเป็นความจริงอย่างนั้นหรือ?”

“แล้วเพราะเหตุอันใด ที่ผ่านมาจึงไม่เคยมีผู้ใดพูดถึงเรื่องวรยุทธ์ของเจ้า?”

“เป็นเพราะกระหม่อมถนัดการใช้สมองมากกว่ากำลัง และถ้าเทียบกับพี่ใหญ่แล้วล่ะก็ วรยุทธ์ของผู้น้อยนั้นช่างอ่อนด้อย คงไม่มีหน้าไปโอ้อวดผู้ใดได้”

“อย่างนั้นหรือ?” มู่เลี่ยงหรงเลิกคิ้ว ยิ้มคล้ายไม่ยิ้มกับคำตอบของบุรุษผมสีเงิน หากนี่เรียกว่าอ่อนด้อย เช่นนั้นเยี่ยนหยางจงจะเก่งกาจสักเพียงใดเล่า?

“แต่เหตุผลสำคัญคือจิ้นหลิง...กลัวเลือด พะยะค่ะ” บุรุษผมสีเงินพูดเสียงเบาราวกับกระซิบ ทำดั่งกับว่าความลับเล็ก ๆ นี้ช่างน่าอาย

“เจ้าน่ะหรือกลัวเลือด?” มู่เลี่ยงหรงไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง เหตุผลนี้แย่เสียยิ่งกว่าเหตุผลก่อนหน้าที่เขาอธิบายเสียอีก

“ขายหน้าท่านอ๋องแล้ว” ชายหนุ่มทำหน้าเหมือนอับอายจริง ๆ

“ได้ เราจะละเว้นเจ้าเอาไว้ก่อน แต่เราขอเตือน หากสิ่งที่เจ้าพูดมาเป็นความเท็จ อย่าได้หวังว่าเราจะปราณีอีก” ถ้าจะบอกว่าเยี่ยนจิ้นหลิงโกหกทั้งหมดก็เป็นการด่วนตัดสินจนเกินไป ตระกูลเยี่ยนอยู่ถึงเมืองชายแดนหานจี เป็นไปได้ว่าข่าวสารอาจจะตกหล่นไม่ครบถ้วน ดังนั้นตนเองควรพักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แล้วค่อยส่งคนไปตรวจสอบอีกครั้งก็ยังไม่สาย

“ขอบพระทัยท่านอ๋อง” เยี่ยนจิ้นหลิงส่งยิ้มสะกดใจ หากเป็นสตรีมาเห็นใบหน้าเช่นนี้ของเขาแล้วล่ะก็ ต้องเคลิบเคลิ้มหลงใหลเป็นแน่แท้

ในเมื่ออีกฝ่ายยอมถอย มู่เลี่ยงหรงก็ไม่ใช่คนใจคอคับแคบเช่นกัน จริง ๆ ก็ไม่อยากให้เรื่องใหญ่โต ยิ่งยามนี้ตนอยู่ในเขตวังหลวงจะทำอะไรก็คงไม่สะดวก

ครั้นหากตนฆ่าคนผู้นี้จริง ๆ ผลเสียย่อมมีมากกว่าผลดี แล้วไหนจะเยี่ยนหยางเจี๋ย กับเยี่ยนหยางจงอีกเล่า พวกเขาอาจอ้างเหตุนี้เพื่อก่อการกระด้างกระเดื่อง พระเชษฐาก็จะสูญเสียขุนนางมากฝีมือคนสำคัญ กลายเป็นได้ไม่คุ้มเสีย

เมื่อสงบศึกกับฉินอ๋องได้สำเร็จ เยี่ยนจิ้นหลิงจึงหันไปให้ความสนใจกับซิ่นเฉิงที่บาดเจ็บเพราะตนบ้าง

“องครักษ์ซิ่นเป็นอย่างไร ข้าทำเจ้าเจ็บมากใช่หรือไม่” เยี่ยนจิ้นหลิงปราดเข้าไปหาซิ่นเฉิง ทำราวกับว่าห่วงใยชายหนุ่มเสียเต็มประดา

“ข้าไม่เป็นไร เพียงรู้สึกเจ็บเล็กน้อยที่หลังมือ” ความจริงตนปวดจะตายอยู่แล้ว แต่ด้วยศักดิ์ศรีจึงไม่อาจกล่าวความจริงอันน่าอับอายได้

“ไหนข้าขอดูมือของเจ้าหน่อย”

เมื่อไหร่ไม่รู้เยี่ยนจิ้นหลิงก็คว้ามือบวมเบ่งของซิ่นเฉิงไปกุมไว้ ใบหน้าของเขาช่างงดงามยั่วยวนได้กระทั่งบุรุษ  เล่นเอาองครักษ์หนุ่มหน้าแดง

'นี่ข้าเขินผู้ชาย?' ซิ่นเฉิงขนลุกซู่

แต่ฉับพลันก็รู้สึกถึงกระไอสังหารเข้มจัด นัยน์ตาเข้มลึกของบุรุษผมสีเงินลุกโชนด้วยเพลิงกาฬ ใบหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม ดูดุดันบ้าคลั่งราวกับสัตว์ป่า ไม่เหลือคราบชายขี้เล่นก่อนหน้าแม้แต่น้อย

ซิ่นเฉิงรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล เขาไม่กล้าขยับกาย เพราะรู้สึกว่าถ้าตนทำเช่นนั้น มือที่ถูกกุมอยู่จะปลิดปลิว

“ทะ... ท่านกุนซือ” ซิ่นเฉิงเผลอครางเสียงสั่น รู้สึกเย็นวาบบนศีรษะ 'ข้ากลัวคนผู้นี้!'

เยี่ยนจิ้นหลิงยื่นหน้ามาใกล้แล้วหรี่เสียงกระซิบแสนเย็นเยียบ ลมหายใจอุ่น ๆ ปะทะบนใบหน้าคมคายของซิ่นเฉิง

“หืม...ถ้าวันนี้เจ้าแตะซาลาเปาน้อยของซูจิ้งแล้วล่ะก็ เกรงว่ามือของเจ้าจะไม่ใช่แค่เจ็บ”

“ขะ...ข้า” ซิ่นเฉิงได้แต่ละล่ำละลัก

“ชู่ว! เจ้าโชคดีมากนะ ถ้าข้าไม่กลัวเลือดแล้วล่ะก็ รับรองได้เจ้าจะไม่มีปากไว้จูบสตรีใดอีกเลย”

“ทะ... ท่านจะทำอะไรข้า?”

“ก็ไม่รู้สิ แต่เจ้าเลิกยุ่งกับซูจิ้งของข้าเสียดีกว่า”

'ซูจิ้งของข้า? หมายความว่าเขากับนาง...ไม่นะไม่จริง'

ซิ่นเฉิงไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง รู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก เมื่อกุนซือหนุ่มแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของสาวใช้น่ารักผู้นั้น

เยี่ยนจิ้นหลิงปล่อยมือที่กุมออก เคลื่อนกายถอยหลังออกมาอย่างช้า ๆ ท่วงท่าสง่างาม เขาปรับสีหน้ากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ดวงหน้าหล่อเหลาราวพานอัน** ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อครู่กลายเป็นสัตว์ร้ายไปได้

“เจ้าสั่งเสียกันพอหรือยัง?” มู่เลี่ยงหรงเอ่ยขัดจังหวะคนทั้งสอง

เยี่ยนจิ้นหลิงจึงหันกายกลับมา ทิ้งซิ่นเฉิงที่ยืนหน้าซีดเพราะตื่นตกใจเอาไว้

“ในเมื่อองครักษ์ของท่านไม่เป็นอะไรมาก กระหม่อมขอทูลลา”

มู่เลี่ยงหรงพยักหน้าอนุญาต เยี่ยนจิ้นหลิงจึงสาวเท้าจากไป ไม่หันหลังกลับมามองบุรุษสองคนทางด้านหลังอีกเลย

“ทะ...ท่านอ๋อง” องครักษ์หนุ่มทรุดกายลงคุกเข่า ช่างขายหน้าเขาปกป้องตนเองยังไม่ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงผู้เป็นนาย

“ซิ่นเฉิงเอ๋ย...เจ้าไม่ได้อ่อนด้อย แค่คนผู้นั้นแข็งแกร่งเกินไปเท่านั้น ข้าไม่ลงโทษเจ้าหรอก” ท่านอ๋องหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงแสดงความปราณี แก่องครักษ์หนุ่มที่กำลังเสียขวัญ

“กระหม่อมรู้สึก...รู้สึก” ซิ่นเฉิงคับแค้น และอับอาย

“ข้าเข้าใจ...เจ้าลุกขึ้นเถิด” มู่เลี่ยงหรงขยับกายเข้าไปใกล้คนสนิทของตน วางมือบนบ่าอันสั่นเทา ขยับตบเบา ๆ เพื่อปลอบใจ

องครักษ์หนุ่มจึงค่อยๆ ลุกขึ้นเขาถอนลมหายใจอย่างหนักหน่วง หากไม่นับท่านอ๋องผู้เป็นนายแล้ว มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในชีวิต ที่สามารถทำตนหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้

“เยี่ยนจิ้นหลิงอันตราย” ซิ่นเฉิงลงความเห็น

“อืม...ข้ารู้” ผู้เป็นนายรับคำเพียงสั้น ๆ ในใจก็ได้ตระหนักแล้วว่าตนต้องไม่ประมาทคนผู้นี้

'ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว คนตระกูลเยี่ยนไม่ธรรมดาเลยสักคน นี่ขนาดบุตรสาวกับบุตรชายคนรองเท่านั้น คนเป็นผู้สืบทอดตระกูลอย่างเยี่ยนหยางจงจะเป็นคนเช่นไรหนอ?'

“เอาล่ะกลับเข้างานเลี้ยงกันดีกว่า พระเชษฐาคงรอข้านานแล้ว” หนึ่งอ๋องกับอีกหนึ่งองครักษ์ เร่งฝีเท้าไปยังจุดหมายโดยไม่ให้เสียเวลาอีก

สำหรับมู่เลี่ยงหรงแล้ว*... วันนี้ยังอีกยาวนานนัก*

******************

จบตอน พบจิ้งจอกสีเงินแห่งแคว้น

โปรดติดตามตอนต่อไป


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว