ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 ฟ้าฝนเป็นใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 ฟ้าฝนเป็นใจ

คำค้น : คิมทัณฑ์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.6k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2561 21:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 ฟ้าฝนเป็นใจ
แบบอักษร

ณ หอประชุมกลางของมหาวิทยาลัย ที่ตอนนี้กลายเป็นที่ซ้อมประจำของดาวเดือนไปแล้ว

"เมื่อวานพวกมึงหายหัวไปไหนวะ นัดกันโดดไม่ชวนเลยนะ จำไว้" เมื่อเห็นสองคู่เพื่อนชี้ปาท่องโก๋เดินเคียงกันเข้ามาในห้อง เพิร์ธก็เอ่ยปากออกมาทีเล่นทีจริง

"โดดเชี้ยไร มีเรื่องนิดหน่อยว่ะ"

"เรื่องเนี่ย ใช่สาเหตุของแผลบนหน้านายหรือเปล่า" คนช่างสังเกตอย่างมีนชี้ไปที่รอยช้ำบนใบหน้าหล่อเหลา ทัณฑ์ยักคิ้วให้อย่างไม่ปฏิเสธ

"มึงไปมีเรื่องคนเดียวเหรอวะ ทำไมไอ้คิมไม่มีแผล" คนขี้สงสัยกวาดสายตามองใบหน้าของคิมที่ไม่ยักกะมีร่องรอยของการต่อสู้อย่างที่ไอ้ทัณฑ์มี

"กูเก่งไง" คำตอบสั้นๆของคิม เล่นเอาเพิร์ธหัวเราะก๊าก ปล่อยให้ทัณฑ์รู้สึกเสียเชลฟ์ที่ตัวเองมีแผลอยู่คนเดียว ทั้งๆที่ไอ้คนข้างๆก็ไปร่วมวงกับเขาด้วย

"ขิงเก่งนะมึงอะ" ว่าคิมอย่างเคืองๆ คนโดนว่าก็ได้แต่หัวเราะในลำคอ

จากนั้นพวกเขาก็โดนรุ่นพี่เรียกไปซ้อม ทั้งทัณฑ์และคิมโดนถามว่าเมื่อวานหายไปไหนกันทั้งคู่

"เอ่อ.." ทัณฑ์อึกอัก ไม่รู้จะตอบยังไงเพราะรอยแผลก็ยังอยู่บนหน้าเขาทนโท่

"เมื่อวานมันเดินชนประตูครับ ผมเลยต้องพามันไปหาหมอ ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน" คนนั่งข้างๆอาสาแก้ตัวแทนให้ เขาก็อยากจะขอบคุณมันนะ แต่เหตุผลที่มันเอามาแก้ต่างให้นี่สิ

แม่ง เล่นเอาซะกูกลายเป็นคนซุ่มซ่ามเลย

"ซุ่มซ่ามจริงนะเรา เวลาจะไปไหนก็แจ้งพวกพี่ด้วยนะ ไม่งั้นก็บอกเพื่อนไว้ พวกพี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง"

"คร้าบผม" คนปากหวานลากเสียงยาว แต่ก็ไม่ได้ทำให้รุ่นพี่คนนี้เขินอะไร ออกจะนึกเอ็นดูเหมือนมีเด็กน้อยมาอ้อนด้วยซ้ำ

การซ้อมดำเนินไปจนเสร็จสิ้น ช่วงนี้ยังคงฝึกบุคลิกภาพอยู่เหมือนเดิม การซ้อมก็จะมีแค่เดิน ยืน พูดและแสดงสีหน้า

"เอาล่ะ นี่เราก็เจอกันมาเดือนนึงแล้วเนาะ" รุ่นพี่พูดเกริ่น ขณะที่รุ่นน้องนั่งรอฟังกันอย่างใจจดใจจ่อ

"กูว่าพาไปเที่ยวชัวร์" เพิร์ธหันมากระซิบข้างหูทัณฑ์

"มันไม่เร็วไปเหรอวะ" คิ้วเข้มขมวดมุ่น นี่มันแค่เดือนเดียว จะพาไปเที่ยวก็ไม่น่าใช่

"ซ้อมเดิน ซ้อมพูดกันมาเป็นเดือน เบื่อมั้ย" รุ่นพี่คนเดิมถาม ทุกคนก็พร้อมใจกันประสานเสียงออกไป

"เบื่อออออ!!"

"ฮ่าๆๆๆ พี่มีข่าวดีจะบอก อาทิตย์หน้าเราจะมาซ้อมเต้นกัน!"

ตอนนี้ต้องแบ่งคนออกเป็นสองประเภท ส่วนแรกคือคนที่ดีใจ ปรบมือแปะๆ พร้อมกับส่งเสียงกรี๊ด ซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง และผู้ชายบางคนเท่านั้น ซึ่งผู้ชายบางคนหนึ่งในนั้นมีเพิร์ธและทัณฑ์ที่ตาเป็นประกาย 

ส่วนที่สองก็คือคนที่นั่งหน้าเซ็ง ยกตัวอย่าง    คิมกับมีนเป็นต้น

"แหล่มเลยมึง กูได้ยินมาว่าเต้นมันต้องประกบคู่กับผู้หญิง" เพิร์ธเล่าบอกให้กับคนตาเป็นประกายอย่างทัณฑ์อย่างตื่นเต้น ก็ให้ซ้อมรวมกับผู้ชายด้วยกันมาเป็นเดือน เห็นหน้าตัวผู้จนเอียนแล้ว จะไม่ให้เขาอดตื่นเต้นได้ยังไงที่จะได้ซ้อมกับผู้หญิง

"โคตรของโคตรของดีเลยว่ะ" ยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ เพราะทัณฑ์เองก็รู้สึกเบื่อกับการซ้อมเดิมๆเต็มที แล้วอีกอย่างจะได้ไปเต๊าะสาวด้วย

"เกินหน้าเกินตาไปละ" เสียงเข้มที่ติดจะแซะ คนข้างตัวเบาๆ

"เอ้า เป็นมึงมึงไม่ดีใจเหรอวะ ได้ใกล้ชิดสาวๆนี่ไม่ชอบเหรอ" เลิกคิ้วถามกลับ

"กูไม่ใช่พวกชอบหาเศษหาเลยจากใคร" คำตอบของคิมทำเอาทัณฑ์ถึงกับเบะปาก มองบนใส่เพื่อน

"พ่อคนดี ~ พ่อเทพบุตร ~ กูอยากจะแหมไปให้ถึงทางช้างเผือก!" เมื่อเห็นว่าคิมยังไม่ตอบโต้ ทัณฑ์ก็โต้กลับไปอีก

"ถ้ากูเห็นมึงเต๊าะผู้หญิงนะ กูจะ.." จะทำอะไรมันดีวะ คนอย่างกูนี่ทำอะไรมันได้บ้าง

"อะไร จะทำอะไร?" คนรอฟังคำตอบถามกลับอย่างท้าทาย

"กูกับไอ้เพิร์ธจะรุมประนามมึง! เนาะเพิร์ธ เนาะ" ทัณฑ์เริ่มหาพวกโดยการดึงชื่อคนที่กำลังคุยกับมีนอยู่มาเอี่ยวด้วย

"อะไรของพวกมึง เถียงกันไปสิวะ อย่าดึงกูเข้าไปเกี่ยว" เพิร์ธว่าอย่างขำๆ เห็นไอ้สองคนนี้มันเถียงกันทีไร เหมือนเห็นเด็กห้าขวบกับเด็กหกขวบทะเลาะกัน

"เอาล่ะ รายละเอียดในการซ้อมก็มีแค่นี้นะคะ ไปเตรียมตัวกับคู่ของตัวเองให้พร้อมนะ" คำพูดของรุ่นพี่ทำเอาทั้งสี่หนุ่มนิ่งไป

"พี่เขาพูดว่าอะไรวะ" ทัณฑ์หันมาทำหน้าเหรอหราใส่คิมที่ส่ายหน้า คิมก็ไม่ต่างกัน เพราะเมื่อกี้ความสนใจของเขาอยู่ที่ไอ้คนที่กำลังทำหน้าเอ๋อนี่หมด

"มึงอะรู้ป้ะ" หันไปถามเพิร์ธกับมีน ซึ่งเพิร์ธก็ส่ายหน้าให้เช่นกัน

"เมื่อกี้ฉันมัวแต่คุยกับเพิร์ธ เลยลืมฟัง"

ตอนนี้สี่หนุ่ม F4 ของสาวๆกลายเป็นคนหลังเขาผู้ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

"แยกย้ายได้จ้ะ"

ทุกคนต่างพากันลุกขึ้น ดาวเดือนบางคนก็เดินมาพูดคุยนัดแนะกัน ส่วนพวกเขาทั้งสี่ก็ยืนเคว้งอย่างเอ๋อๆ

"เอ่อ..คิม" อยู่ดีๆเสียงหวานละมุนก็ดังขึ้นอยู่ข้างหลังพวกเขา เจ้าขอ่อหันไปมองหญิงสาวที่เป็นดาวคู่กัน

"มีอะไร" เสียงที่เข้มอยู่แล้ว พอพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบมันยิ่งดูดุเข้าไปใหญ่ คิมไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างงั้น แต่มันเป็นไปเอง หญิงสาวที่ทำใจอยู่นานว่าควรจะเข้ามาคุยกับคู่ของตัวเองดีมั้ย ตอนนี้กำลังใจถดถอยแล้ว

"เอ่อ.."

ผลัวะ!

"ไอ้คิม! มึงก็พูดกับเขาดีๆสิวะ มึงเห็นมั้ยน่ะ เขากลัวหมดแล้ว" ไม่วายทัณฑ์ต้องเข้ามาช่วยจัดการ ไอ้นี่นี่มันหยาบกระด้างจริงๆ กับผู้หญิงก็ไม่เว้น

"กูก็ถามเฉยๆ พูดไม่ดีตอนไหน" หันมาขมวดคิ้วมุ่นกับคนที่ตบบ่าเขาเมื่อกี้

"น้ำเสียงมึงอะน้ำเสียงมึง ขออ่อนลงกว่านี้หน่อย เอาเหมือนตอนคุยกับกูอะ" ทัณฑ์ยังคงอธิบายให้คนที่ไม่น่าเข้าใจอะไรยากอย่างคิม ให้เข้าใจกับเรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้

อะไรที่ยากๆมันเข้าใจเร็วกว่าเขาเป็นสิบเท่า แต่อะไรที่มันละเอียดอ่อน ต้องใช้ใจรู้สึก เกี่ยวข้องกับความรู้สึกคนน่ะ กว่ามันจะเข้าใจ นู่นแหละ...ลูกกูบวช -_-

"ก็เขาไม่ใช่มึง"

คำพูดของคิมทำเอาคนทั้งห้า (รวมผู้หญิง) ในที่นี้ชะงักนิ่ง ไม่เว้นแม้แต่ทัณฑ์ แต่มีหรือที่คิมจะรู้สึกอายหรือกลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดระหว่างเขากับไอ้ทัณฑ์ ก็เขาอยู่กับมันแล้วสบายใจ นี่เป็นเรื่องจริง ไม่มีอะไรต้องอายที่จะพูดความจริง

"เออนั่นแหละ..ถึงไม่ใช่กู มึงก็ต้องมีมารยาทกับผู้หญิง ให้เกียรติอะให้เกียรติ"

"เอ่อ..ไม่เป็นไรหรอก เราแค่จะมาบอกว่า พรุ่งนี้เราต้องซ้อมคู่กันน่ะ คิมคงรู้อยู่แล้วล่ะเนอะ เราคงไม่ต้องบอก เอ่อ..งั้นเราขอตัวนะ" หญิงสาวอยากจะรีบพาตัวเองออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว

"เดี๋ยวก่อน" ขาเรียวที่กำลังจะก้าวออกไปชะงัก หันกลับมามองใบหน้าเรียบนิ่งอีกครั้ง

"เมื่อกี้ขอโทษนะ..พวกเราไม่ได้ฟังที่รุ่นพี่บอก เธอช่วยบอกพวกเราได้มั้ย" น้ำเสียงเข้มอ่อนลงเพียงนิด เท่านี้จริงๆที่เขาทำได้ แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้หญิงสาวหัวใจเต้นแรง และหน้าแดงอย่างปิดไม่มิด

"ดะ..ได้สิ อาทิตย์หน้าพี่เขาให้เตรียมชุดวอร์มมาซ้อมเต้นด้วย แล้วก็ผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่อ ตอนซ้อมต้องเต้นกับคู่ของตัวเองน่ะ...ก็มีแค่นี้"

"อืม ขอบใจนะ" คิมเอ่ยขอบคุณ หญิงสาวยิ้มให้อย่างเขินๆ

"ไม่เป็นไร งั้นเราไปนะ" เมื่อชายหนุ่มพยักหน้า หญิงสาวร่างเพรียวก็เดินออกไปแต่หัวใจของเธอกลับติดอยู่ที่ชายร่างสูงหน้าโหดคนนี้

"กูอยากพูดนิ่งๆ แล้วคว้าหัวใจสาวได้แบบมึงจังว่ะ" เพิร์ธว่าอย่างขำๆ ขณะที่มองหญิงสาวเดินหน้าแดงออกไป

"หึ มึงก็ลองดูดิ" เสียงเข้มของคิมบอกคนทำหน้าตาอิจฉา เพิร์ธส่ายหน้าให้ทันที ก่อนจะตอบว่า

"ขืนกูทำเขาได้หาว่ากูเป็นโรคจิตพอดี"

"กูว่าจริง" ทัณฑ์ได้ที แกล้งเพื่อนตัวดีใหญ่

"ฉันก็ว่างั้น" มีนก็สบทบด้วยอีกคน ทำเอา เพิร์ธมองทั้งคู่ตาขวาง

"พอเลยพวกมึง แยกย้ายกันกลับบ้านเว้ย มืดแล้ว" อีกสามคนหัวเราะในท่าทางหัวเสียที่ไม่จริงจังของเพิร์ธก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับ

"อ่าว ฝนตกเหรอวะ" ออกมาจากห้องประชุม ก็เห็นว่าฝนตกแล้ว "แต่ก็ไม่แรงเท่าไหร่ ปะมึง" ทัณฑ์ว่าพลางกระโดดซ้อนรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งที่เขาขึ้นมันมาเป็นเดือนๆ ก่อนคนขับซะอีก 

"ลงก่อน กูจะเอาเสื้อกันฝน" เพราะมันอยู่ใต้เบาะ ไอ้ตัวควายมันมานั่งทับอยู่แบบนี้ จะเอายังไง

"ใส่ทำไมวะ ฝนแค่นี้เอง หวัดไม่กล้าแดกมึงหรอก ตัวใหญ่อย่างกะธานอส" ทัณฑ์ไม่ยอมลงง่ายๆ คิมเอามือเท้าเอว มองคนทำตัวเป็นเด็กอย่างเอือมๆ

"มึงสิธานอส..ลงมา กูจะเอาให้มึงใส่นั่นแหละ"

"กูไม่ใส่ ใส่ทำไม" คนทำตัวเป็นเด็ก พูดไม่รู้จักฟังก็ตั้งคำถามว่าจะใส่ไปทำไม ฝนก็ไม่ได้ตกแรง

"ใส่กันแดดมั้งสัส ก็เห็นอยู่ว่าฝนมันตก" คนไม่อ่อนโยนยังไงก็ยังเป็นคนไม่อ่อนโยนอยู่วันยันค่ำ

"ก็กูไม่ใส่ แป๊บเดียวก็ถึงหอละ จะเปียกก็ช่างมัน" เด็กห้าขวบที่นั่งคร่อมรถยังคงยืนคงกรานว่าจะไม่ใส่ให้ได้ จนเด็กหกขวบที่ยืนเท้าเอวถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ตามใจ เป็นหวัดอย่ามาโทษกูละกัน"

คิมยอมแพ้ ก่อนจะขึ้นคร่อมรถแล้วขับออกไป จากตึก ตอนแรกฝนก็ไม่ได้ตกแรงอะไร แต่พอยิ่งขับไปเรื่อยๆ เม็ดฝนมันก็เริ่มใหญ่ขึ้น ตกลงมากระทบผิวจนแสบไปหมด ฝนห่าใหญ่โปรยปรายลงมาชนิดไม่ให้โอกาสคนขับและคนนั่งรถมอเตอร์ไซค์อย่างพวกเขาเลย

ฝนตกแรงจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ตอนนี้พวกเขายังคงอยู่ในมหาลัย ต้องขับไปอีกหลายตึกถึงจะออกจากมหาลัย คิมเลยแวะจอดรถที่ตึกคณะตัวเอง ถ้าให้ขับฝ่าฝนไปมันอันตราย เพราะมองไม่เห็นทาง

คิมขับมาจอดหน้าตึก พอพ้นฝน ทัณฑ์ก็เอามือปาดน้ำฝนออกจากหน้า เสื้อผ้าหน้าผมของทั้งคู่เปียกโชก

"กูบอกแล้วให้ใส่" ไม่วายคนขับหันมาดุคนซ้อนอีกรอบ

"มึงก็เปียกเหมือนกูนั่นแหละ" มือหนักๆทุบลงไปที่กลางหลังของคิม ก่อนจะลงจากรถแล้วเดินไปนั่งตรงบันไดปูนที่มีหลายสิบขั้น กว้างประมาณห้าเมตร คิมเห็นอย่างนั้นก็เดินไปนั่งลงข้างๆ

"จะหยุดตกกี่โมงวะ" ทัณฑ์เอาโทรศัพท์ขึ้นมาดู ตอนนี้ก็ทุ่มกว่าแล้ว

"หยุดเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ"

ขณะนี้ใต้ตึกคณะวิศวะ ยังคงเปิดไฟสว่างโล่ แต่แสงที่สาดส่องมาถึงบันไดมีเพียงเล็กน้อยให้พอมองเห็น ยังมีคนมาหลบฝนใต้ตึกอย่างพวกเขาบ้างประปราย ส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นพี่ที่อยู่ทำงานดึก ส่วนพวกที่ซ้อมคงกลับกันไปหมด เพราะกิจกรรมอื่นกำหนดให้ปล่อยตั้งแต่หกโมง แต่ดาวเดือนนี่สิ ไม่มีกำหนดตายตัว เสร็จเมื่อไหร่ก็ปล่อย ทุ่มกว่าก็มี สองทุ่มก็เคย

"พิงหน่อยดิ" ทัณฑ์ว่าพลางขยับตัวหันหลังให้แล้วทิ้งตัวลงมาพิงด้านข้างลำตัวของคิมโดยไม่รอคำอนุญาติ ยกขาขึ้นตั้งชัน กอดเข่าตัวเองไว้

"พิงทำไม ตัวก็หนัก" ก็พูดไปอย่างงั้นเอง แค่นี้เขารับได้สบายอยู่แล้ว จริงๆตัวไอ้ทัณฑ์ก็ไม่ได้ใหญ่อย่างที่เขาชอบว่ามันหรอก ร่างกายมันสมส่วน กำลังดี ไม่ผอมไปและไม่มีกล้ามเนื้อเยอะจนเกินไป

"พิงหน่อยดิวะ" พอได้ฟังน้ำเสียงอ่อยๆจากคนที่ทิ้งน้ำหนักตัวลงมา คิมก็เลิกแกล้ง เพราะมันคงจะเหนื่อยจริงๆ ทั้งคู่เงียบไปพักนึง จนทัณฑ์ที่ไม่ชินกับความเงียบแบบนี้ต้องชวนคุย

"เห็นมึงนิ่งๆ ก็ทำผู้หญิงเขินเป็นนี่หว่า"

"กูไม่ได้ทำอะไร" ตอบกลับเสียงเรียบ ตอนนั้นเขาแค่ทำตามที่ทัณฑ์บอกให้ทำก็แค่นั้น

"ถามจริง มึงตายด้านป้ะเนี้ย สวยขนาดนั้นมึง ไม่ชอบเลยเหรอวะ" ดาวที่เป็นคู่กับมันสวยมากเลยนะ ตอนเขาเจอครั้งแรกยังมองแทบไม่ละสายตา แต่ไอ้คิมเพื่อนเขากลับไม่สนเลยสักนิด

"กูต้องชอบใครสักคนแค่เพราะสวยเหรอวะ" ใบหน้าคมเฉมาทางทัณฑ์นิดหน่อย เขาเห็นแค่ใบหูขาวกับเส้นผมดำขลับเท่านั้น

"ถามหน่อยดิ สเปคมึงเป็นยังไงวะ กูอยากรู้" คนที่จะมาเป็นแฟนของไอ้คิมเนี่ย จะต้องเป็นคนแบบไหน ขนาดสวยปานนางฟ้ามันยังไม่เอาเลย

"คนที่กูอยู่ด้วยแล้วสบายใจ" คำตอบนี้ทำเอาทัณฑ์ต้องเลิกพิงตัวคิมแล้วหันขวับมามอง

"แค่เนี้ย!?"

"เออ กูจะต้องการคนหน้าตาดีไปทำไม ถ้าอยู่ด้วยแล้วไม่มีความสุข"

"ความคิดมึงนี่กูนับถือเลยจริงๆ" ทัณฑ์ว่าอย่างปลงตกกับคนตรงเป็นไม้บรรทัดอย่างเพื่อนคนนี้

พวกเขานั่งรอฝนซาลงสักพัก ก็พากันกลับหอ ทั้งคู่แวะกินข้าวที่ร้านเดิมตามปกติ

"ขอชิมหน่อยดิ" ทัณฑ์ว่าพลางมองไปยังแกงสีแดงฉานในถ้วยของคิม

"มันเผ็ด กินเผ็ดไม่ได้ยังจะห้าว" คิมว่าเสียงดุ เพราะเคยมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทัณฑ์แอบตักข้าวเขาไปกิน คงอยากจะแกล้ง แต่ดันไม่รู้เลยว่าทุกเมนูที่เขาสั่ง มันจะมีส่วนประกอบสำคัญคือพริก ถึงแม้ว่าเมนูนั้นจะเป็นไข่เจียวสีเหลืองน่ากินก็ตาม

ผลก็คือ ไอ้คนที่คิดจะแกล้งดันโดนกรรมตามทัน เผ็ดชนิดที่น้ำหูน้ำตาไหล ขอน้ำดื่มแทบไม่ทัน

"ก็กูจะหัด"

"หัด?" คิมขมวดคิ้วมุ่น

"กูจะหัดกินเผ็ดไง" ทัณฑ์อธิบายเพิ่ม แต่คิมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันจะหัดกินไปทำไม

"เพื่อ?"

"ก็เวลาไปกินอะไรด้วยกัน กูจะได้กินกับมึงได้ไง" เป็นเหตุผลที่ทำให้คนฟังนิ่งอึ้งไป

มันเป็นเพียงเหตุผลธรรมดาๆที่ใครเขาก็พูดกัน แต่สำหรับคิม คนตรงหน้ากำลังลองทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ แต่มันเป็นสิ่งที่เขาชอบ ราวกับว่ามันกำลังปรับตัวเข้าหาเขา..

"ไอ้คิม เป็นอะไร" ทัณฑ์ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้านิ่งไป

"เปล่า..อยากชิมก็ตักไปดิ" คิมเลื่อนถ้วยแกงไปใกล้คนขอชิม ทัณฑ์ยิ้มร่าก่อนจะเอาช้อนของตัวเองเข้าไปใกล้ ทำท่าจะตักแต่ก็ชะงัก

"ลืม..นี่มันกับข้าวมึง กูจะใช้ช้อนตัวเองตักได้ไงวะ เดี๋ยวกูไปเอาช้อนกลางก่อนนะ" ทัณฑ์ทำท่าจะลุก แต่แล้วเสียงเข้มก็เอ่ยดักขึ้นมา

"ไม่ต้อง กูไม่ถือ..หรือมึงถือ?" ถามกลับพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้น

"กูอะไม่ถืออยู่แล้ว แต่กูกลัวมึงจะรังเกียจ" คำตอบทำเอาคิมนิ่งไปนิด

"กูไม่รังเกียจมึงหรอก"

"จริงนะ" ทัณฑ์ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

"เออ จะกินไม่กิน" คิมทำท่าจะเลื่อนถ้วยกลับ ทัณฑ์เลยต้องรีบยึดถ้วยเอาไว้

"กินเว้ยกิน"

ทัณฑ์หยิบช้อนขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะเอาไปตักน้ำแกงที่ยังมีควันสีขาวลอยขึ้นมาอยู่ บ่งบอกว่ามันยังร้อนอยู่นั่นเอง ยกช้อนขึ้นมาจ่อริมฝีปากอิ่ม ก่อนจะปล่อยลมออกมาเป่าเบาๆ จนคิดว่ามันน่าจะกินได้แล้ว ถึงเอาเข้าปาก

"เป็นไง" เสียงเข้มที่ติดจะขำถามออกมา เมื่อเห็นหน้าเบ้ๆของคนหัดกินเผ็ด

"เผ็ดฉิบหาย..ซี๊ดดด" เจ้าตัวซี๊ดปาก ก่อนจะคว้าแก้วน้ำมาดื่มทีเดียวจนหมดแก้ว

"หึหึ แค่คำเดียวก็จอดแล้วเหรอวะ" แต่คำพูด เยาะเย้ยนั่นก็ทำให้ทัณฑ์ชะงักแล้วมองคนยิ้มมุมปากอย่างเคืองๆ

"ใครว่ากูจอด กูแค่พักกินน้ำเว้ย" ว่าพลางวางแก้วน้ำลง ก่อนจะตักน้ำแกงขึ้นมาซดอีก ทัณฑ์กล้ำกลืนฝืนทนกินของเผ็ดๆนั่นเข้าไป แถมยังเอาไปราดข้าวแล้วกินโชว์คิมไปอีก

"พอแล้ว ไม่ต้องฝืน" คิมมองคนตรงหน้าที่น้ำตาคลอเบ้า ทั้งหน้าทั้งปากแดงก่ำ เห็นแล้วก็สงสารมัน ไม่น่าไปเย้ยมันเลย

"ใครว่าฝืน อร่อยจะตาย" คนอยากเอาชนะยังคงกินต่อไป ทั้งที่ตอนนี้ความเผ็ดมันออกหู

"มึงเก่งแล้ว..พอ เดี๋ยวปวดท้อง" ว่าพลางดึงถ้วยให้พ้นมืออีกฝ่าย เมื่อได้รับคำชมจากเพื่อน ทัณฑ์ก็หยุดกิน แล้วกระดกน้ำตามเป็นเหยือก วันนี้ไม่ฉี่รดที่นอนให้มันรู้ไปสิ



"อ่าา..เผ็ดสัส"

"สม อวดเก่งดีนัก" ทัณฑ์ได้แต่มองกลับอย่างเคืองๆ ทั้งสองเดินมาถึงหน้าห้องของตัวเอง

"บายเว้ย" ถึงจะเคืองเรื่องเมื่อกี้ แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะบอกลาเพื่อนข้างห้อง คิมพยักหน้ารับยิ้มๆ จากนั้นทั้งสองก็เปิดประตูเข้าห้องไป

แกร๊ก..

มือเรียวของทัณฑ์ควานหาสวิตช์ไฟเพื่อเปิด ตามปกติ แต่พอกดสวิตช์มันกลับไม่ติด แล้วเขาก็ได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะๆหลายที

"เป็นอะไรอีกวะเนี่ย" ทัณฑ์เกาหัวแกร๊กๆ ก่อนจะกดปิดเปิดหลายที

บึ้มมม!!

"เชี้ยยยย!" ร่างสูงสะดุ้งเฮือก ถอยร่นออกห่างจากสวิตช์ เมื่อกี้มันไม่ได้มาแค่เสียง แต่มันมีประกายไฟปรากฏออกมาให้เขาเห็น

"มีอะไรวะทัณฑ์!" เสียงระเบิดบึ้มเมื่อกี้คงดังพอให้คนข้างห้องได้ยิน ถึงได้รีบวิ่งมาหาถึงห้องขนาดนี้ ทัณฑ์เดินไปหาคิมที่ยืนอยู่ตรงประตู ภายในห้องยังมืดอยู่ มีเพียงแสงสว่างจากไฟข้างนอกเท่านั้นที่พอจะทำให้มองเห็นภายในห้อง

"ไม่รู้ว่ะ อยู่ดีๆมันก็บึ้ม" น้ำเสียงงงงวยปนตกใจของทัณฑ์ ทำให้คิมต้องดึงทัณฑ์ออกไปยืนนอกห้อง

"มึงอยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวไฟซ็อตตายห่า" คิมว่าพลางเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ แล้วส่องเข้าไปในห้อง ก่อนจะก้าวเข้าไป ถ้าไม่ติดว่าทัณฑ์จับชายเสื้อไว้

"พูดอย่างกับมึงจะไม่โดนซ็อตเนอะ!"

"กูเรียน.."

"วิศวะไฟฟ้า..เออ! กูรู้ แต่กูไม่ให้มึงมาเสี่ยงโดนซ็อตตายเพราะกูหรอกนะ" คนเรียนวิศวะไฟฟ้ามากำลังจะประกาศศักดาตัวเอง แต่ก็โดนทัณฑ์เบรกไว้ก่อน ให้คิมต้องถอนหายใจ

"งั้นก็โทรหาคนดูแลหอ"

"อือ" ทัณฑ์พยักหน้าก่อนจะทำตามที่คิมบอก

บทสรุปของเรื่องนี้จบลงด้วยการที่คนดูแลหอขึ้นมาตรวจดู  ใบหน้าเครียดๆของคนที่เข้าไปดูภายในห้องแล้วเดินกลับมา ทำเอาทัณฑ์พลอยเครียดตามไปด้วย

"ขอโทษด้วยนะครับ ห้องนี้คงต้องใช้เวลาซ่อมสักสองอาทิตย์" ข่าวร้ายที่ได้ยิน ทำเอาทัณฑ์ถึงกับเบิกตากว้าง

"ทำไมซ่อมนานจังล่ะครับ" นานขนาดนั้น แล้วจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ

"มีปัญหาหลายอย่างเลย ทั้งฝ้ารั่ว เลยทำให้น้ำฝนไหลมาโดนปลั๊กน่ะครับ มันเลยซ๊อต แล้วมันมีจุดที่ไฟรั่วด้วย ทางเราต้องซ่อมเป็นการใหญ่ ทางเราต้องขอโทษด้วยจริงๆนะครับ" 

ทัณฑ์มีสีหน้าเครียดขึ้นมาทันที หลังจากได้ฟัง ก่อนจะคิดหนักว่าจะไปอยู่ไหนดี จะไปขออยู่หอไอ้เดย์ชั่วคราวก่อนดีมั้ยนะ

"มาอยู่กับกูก่อนก็ได้"

ทัณฑ์หันขวับไปมองคนข้างๆ ที่มันใจดีกับเขาอีกแล้ว แต่เขาเกรงใจเกินกว่าจะกล้าตอบรับน้ำใจนั้น

"ขอบใจนะเว้ย แต่อย่าเลยมึง ตั้งสองอาทิตย์ กูไม่อยากรบกวน"

"กูบอกตอนไหนว่ารบกวน บอกให้มาอยู่ก็มาดิ อย่าเรื่องมาก"

"เอ้า ด่ากูเฉย" ทัณฑ์มองคนปรารถนาดีอย่างงงงวย ตกลงมันจะช่วยเขาจริงๆใช่มั้ย

"เอางี้ ถ้าคุณย้ายไปอยู่ด้วยกัน ผมจะลดค่าห้องให้ครึ่งนึงเลย แล้วเดี๋ยวจะหักค่าไฟออกในช่วงที่คุณอยู่ห้องเพื่อนของคุณให้ด้วย ถือเป็นการขอโทษที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น" ข้อเสนอที่โคตรน่าสนใจ ทำเอาทัณฑ์เกิดความลังเลใจ

"ยังต้องคิดอีกเหรอวะ มึงมาอยู่ก็ถือซะว่าช่วยให้กูจ่ายค่าห้องถูกลงไง" คิมช่วยโน้มน้าวใจด้วยอีกแรง จนทัณฑ์ต้องยอม

แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม~ ที่ซุกหัวนอนยังไม่มีเลย~

"โอเคครับ ยังไงถ้าเร่งมือได้ ก็ช่วยเร่งให้มันเสร็จเร็วๆหน่อยนะครับ"

"ได้ครับ ผมจะเร่งช่างให้ ต้องขอโทษจริงๆนะครับ อ้อ..ถ้าจะเข้าไปเก็บของ เข้าไปได้เลยนะครับ ตอนนี้ไม่เป็นอะไร แค่อย่าเข้าใกล้ปลั๊กก็พอ"

"ครับ"

คนดูแลหอยิ้มให้ ก่อนจะขอตัวไป ทิ้งให้สองหนุ่มยืนเคว้งอยู่หน้าห้องที่ใช้งานไม่ได้แล้ว

"เข้าไปเก็บของดิ"

"เข้าไปเป็นเพื่อนกูที" ทัณฑ์บอกเสียงหงอยๆหงอยทั้งเรื่องห้อง และก็หงอยที่ตอนนี้ก็ยังรู้สึกเกรงใจคิมอยู่

"เออ..มึงเลิกทำหน้าหมาหงอยได้แล้ว กูให้มึงมาอยู่เพราะอยากให้อยู่ ถ้าเกรงใจนักก็แค่ตอบแทนกู" คำพูดนั้นทำให้หน้าหงอยๆของทัณฑ์ค่อยๆหายไป

"ตอบแทนอะไร กูทำได้หมดนะ"

"หึ แน่นะ" รอยยิ้มร้ายฉายชัดขึ้นมาทันที แต่มีหรือที่ทัณฑ์จะตามเล่ห์เหลี่ยมของคนคนนี้ทัน ทัณฑ์ทำเพียงพยักหน้างึกงักอย่างเต็มใจ

"ก็แค่ทำทุกอย่างที่กูต้องการ**..ทำได้มั้ย"**

"ทุกอย่าง? งั้นถ้ามึงสั่งให้กูไปกินขี้ กูก็ต้องไปเหรอวะ" ทัณฑ์ทำหน้าแหย

"กูไม่สั่งอะไรพิศดารขนาดนั้นหรอก -_-"

"งั้นได้" ไม่ต้องเสียเวลาคิด คนที่ไม่รู้อะไรเลยยอมรับข้อเสนออย่างง่ายๆ

"ดีล" คิมยิ้มมุมปาก ก่อนจะพูดคำที่เป็นการตกลงที่จะทำอะไรสักอย่างร่วมกัน

"ดีล" ตอบกลับด้วยสายตาใสซื่ออย่างไม่คิดอะไร ว่าการทำในสิ่งที่คิม 'ต้องการ' มันอาจจะยากกว่าการไปกินขี้ก็ได้...

+++++++++++++++++++++++++++++++

ส่งตัวเจ้าสาวเข้าหอออออ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว