ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 เขาอยากเป็นแฟนผม

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 เขาอยากเป็นแฟนผม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.5k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ต.ค. 2561 23:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 เขาอยากเป็นแฟนผม
แบบอักษร

ใจเย็นๆ ไอ้สินธุ์ ใจเย็นๆ

            นี่คือสิ่งที่นายสินธุ์บอกตัวเองหลายต่อหลายครั้ง นับตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาในห้องของรุ่นน้องที่เพิ่งจะรู้ชื่อวันนี้ แถมเป็นรุ่นน้องที่เผลอมีอะไรกันไปแล้วด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมถึงบังคับสายตาตัวเองไม่ค่อยได้ มันเอาแต่จะจ้องไปที่ลำคอขาวๆ นั่นจนนึกหนักใจ

            สินธุ์เองก็ไม่ใช่ผู้ชายที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์ทางเพศมาก่อน เขาก็เคยมีแฟน แม้จะแค่สองคนก็ตาม แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

            อยากขยี้

เหี้ยแล้วไง!*

            ร่างสูงสบถ เพราะความคิดพลันแล่นวูบเข้ามาในหัว

            ตอนแรกเขามองแค่ว่าน้องเพลิงเป็นคนน่ารัก และเชื่อเถอะว่าเป็นใครก็คงมองแบบเดียวกัน ก็เล่นตัวเล็ก หน้านิดเดียว ตาโตๆ แบบนั้น แต่พอก้าวเท้าเข้ามาในห้อง เขากลับรู้สึกตื่นตัวอย่างประหลาด ยิ่งน้องเขาหายเข้าไปในห้องนอน สินธุ์ก็ต้องใช้เรี่ยวแรงมหาศาลที่จะบังคับตัวเองให้นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา สองมือจับหัวเข่ามั่น

มันจะสั่นหาพ่อมันหรือ!*

            จิตใต้สำนึกกำลังกระซิบว่า...ตามไปสิ ตามไป

            หากความเป็นจริงมันทำไม่ได้ จนได้แต่นั่งนิ่งรวบรวมสติอยู่ที่โซฟา แม้ใจจะเอาแต่คิดถึงเรือนผมนุ่มสลวยสีน้ำตาลแดงที่หยักศกน้อยๆ แลดูนุ่มเสียจนอยากจะสอดมือเข้าไปสัมผัสอย่างอ่อนโยน...หรือขยุ้มเอาไว้จนแหงนเงยหน้าขึ้นด้วยความเสียวซ่าน

ไม่! ไอ้สินธุ์ คิดเหี้ยอะไรของมึงอยู่กันวะ!*

            ความคิดประหลาดแล่นวาบเข้ามาอีกครั้ง จนสินธุ์พยายามจ้องออกไปนอกหน้าต่าง แต่สวรรค์ไม่เข้าข้างเขาเลย เพราะเจ้าของห้องก้าวออกมาด้วยสภาพ...ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่

            ไม่สิ มันทำให้อารมณ์บางอย่างปะทุขึ้นในกางเกง

            ทันใดนั้น สินธุ์ขนลุกซู่ทั้งตัว เหงื่อไหลพรากๆ หัวใจเต้นแรง จนรีบหันหนีไปทางอื่น แต่น้องเพลิงไม่ปรานีเขาเลยถึงมายืนอยู่ตรงหน้า ถกเสื้อเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ารอยวันนั้นจางหายไปหมดแล้ว หากแต่จิตใจเขาเนี่ยสิที่กำลังสั่งว่า...งั้นทำเพิ่มสิ ตรงนั้นไง ช่วงเอวขาวๆ ที่กัดแล้วน่าจะอร่อย

            อารมณ์มันปะทุรุนแรงเสียจนต้องใช้พลังงานมหาศาลข่มเอาไว้แล้วสะบัดเสื้อคลุมอกน้อง ทั้งที่มือสั่นริกๆ

            ชายหนุ่มรู้มานานแล้วว่าตัวเขาค่อนข้างจะมีจินตนาการโลดโผนกับเรื่องอย่างว่า แต่ที่ผ่านมาพยายามปลอบใจตัวเองว่าผู้ชายทุกคนก็เป็น กระทั่งพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ ไม่มีแฟนคนไหนของเขารับสิ่งที่เขาอยากทำได้เลย ทั้งยังพูดใส่หน้าอีกว่า...สินธุ์ไม่ใช่ผู้ชายแบบที่เราคิด

            สินธุ์ไม่รู้หรอกนะว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาเป็นคนแบบไหน แต่ที่แน่ๆ คือเขาต้องเก็บความคิดส่วนนี้เอาไว้ให้ลึกที่สุด ยิ่งกับรุ่นน้องแสนน่ารักที่ไม่เอาผิดกับเรื่องราวหนก่อนด้วย

            มันก็เหมือนการตัดสินใจของศาล ถ้าจำเลยทำความผิดครั้งแรกด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มักจะมีการลดหย่อนโทษกึ่งหนึ่ง แต่ถ้ามีครั้งถัดไป...รับรองเถอะว่าไอ้สินธุ์ไม่มีวันได้มานั่งในห้องน้องเขาแบบนี้แน่

            ในเมื่อน้องเพลิงจริงใจมา เขาก็ควรจะเก็บความคิดต่ำๆ เอาไว้ในลิ้นชัก ทั้งที่...แค่กลืนน้ำลายยังยาก

            ดังนั้น ชายหนุ่มจึงเอาตัวเองไปให้ไกลสุดห้อง จ้องเขม็งแค่หน้าต่าง ทั้งที่กลิ่นหอมอ่อนๆ กำลังโชยเข้าปลายจมูก ผิวเนื้อนิ่มๆ ก็ยังติดอยู่ในดวงตา ไหนจะใบหน้าที่ชอบช้อนตาขึ้นมองเขาอีก

แย่ล่ะ แย่เหี้ยๆ

            มันแย่ลงไปอีก เพราะน้องเพลิง...ร้องไห้

            เขาทั้งตกใจ ทั้งทำอะไรไม่ถูก รีบบอกว่าไม่ได้รังเกียจเลยจริงๆ น้องเพลิงต่างหากที่จะรังเกียจถ้ารู้ว่าเขากำลังคิดอะไร แต่เหนืออื่นใดคือความทรงจำครั้งเมามายไม่ได้สติมันกลับมาเล่นงานอีกครั้ง

            หยดน้ำตาที่หลั่งรินจากดวงตาฉ่ำเยิ้ม ร่างกายสั่นสะท้านไม่ต่างจากลูกแมว เสียงครวญครางแทบขาดใจใต้เรือนร่าง เสียงร่างกายที่เสียดสีกันเป็นจังหวะแสนลามก...ทุกอย่างมันแล่นวูบเข้ามาในหัว จนเกือบจะยกมือตีแขนตัวเองที่แทบจะผลักอีกฝ่ายขึงลงกับโซฟา

            สินธุ์อาจจะรุนแรงบนเตียงไปบ้าง แต่เขาไม่เคย *‘อยากได้’* ใครคนไหนแบบนี้มาก่อน

            ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงเสน่ห์มากมายมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างตรงหน้า ทั้งใบหน้าแดงก่ำ แก้มเปียกชื่น ดวงตากลมโตที่เพียงหรี่ลงก็ช่างน่าขยำขยี้ จนร่างกายแสดงออกมาด้วยความเจ็บปวดที่ร้าวอยู่ในกางเกง หากด้านคนดีของเขายังเป็นฝ่ายชนะอยู่ สมองก็คิดแก้ปัญหาให้วุ่นวาย แล้วก็ประจักษ์ความจริงหนึ่งข้อ

            เขารับผิดชอบน้องเพลิงด้วยวิธีนี้ได้นี่

            วันที่เกิดเรื่องขึ้น สินธุ์มีแต่คำว่ารู้สึกผิด รู้สึกผิด และอยากรับผิดชอบเต็มไปหมด แต่สิ่งที่ทำลงไปมันเลวร้ายจนแทบหายใจไม่ออก ได้แต่นั่งรอวันที่ตำรวจมารวบตัวข้อหาคดีข่มขืน และถ้ามีหมายจับ เขาก็พร้อมจะไปมอบตัว แต่กลับกลายเป็นว่าคู่กรณีทั้งน่ารัก ทั้งใจดี ไม่ว่ากล่าวใดๆ ยกโทษให้ อีกทั้งยังบอกด้วยท่าทางประหม่าว่าไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าน้องเขาไม่ได้ชอบผู้หญิงอยู่แล้ว

            ไม่เป็นไรได้ไงล่ะ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายที่เจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องมีคนรับผิดชอบทั้งนั้น

            สมองอันชาญฉลาด (ในเรื่องเรียน) จึงคิดขึ้นมาได้ว่าเขามีวิธีรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น

            ถ้าผู้หญิงท้อง ผู้ชายก็รับเป็นพ่อ

            งั้นถ้าผู้ชายถูกปล้ำ เขาก็ขอรับผิดชอบด้วยการเป็นแฟนดูแลเอาใจใส่ก็ไม่เสียหายนี่นา

            ดังนั้น สินธุ์จึงผ่อนลมหายใจ พยายามคิดเรื่องนี้แทนเรื่องใต้เข็มขัด แล้วบอกด้วยน้ำเสียงยินดี คิดว่าอีกฝ่ายคงยิ้มเขินๆ ให้เขา ไม่ใช่...

            “พี่พูดบ้าอะไรของพี่ห้ะพี่สินธุ์”

            คนที่ผลักอกเขา ลุกพรวดขึ้นมายืนตัวตรง จ้องเขม็งมาทางนี้จนขมวดคิ้วฉับ

            “พี่กำลังขอน้องเพลิงเป็นแฟนไง”

            “จะบ้าหรือ!”

            เด็กน่ารักขึ้นเสียงขึ้นมาทันที จนคนฟังอึ้ง

            “เอ่อ ก็จริงนะ พี่คงบ้าไปแล้วจริงๆ” สินธุ์สลด

            เขาบ้าตั้งแต่คิดเรื่องอย่างว่ากับน้องที่เพิ่งรู้จักกันแล้วล่ะ ซึ่งมันก็จริงอีกล่ะว่า เพิ่งรู้จักแล้วขอเป็นแฟนก็ดูจะเกินไปหน่อย แต่เกิดเป็นชายอกสามศอก เรื่องความรับผิดชอบต้องมาเป็นอันดับแรก

            “มะ...ไม่ใช่ว่าเพลิงคิดว่าพี่สินธุ์บ้าจริงๆ หรอกนะ แต่พี่สินธุ์ไม่คิดว่ามีวิธีอื่นที่ดีกว่าหรือครับ” น้องเพลิงเองก็ดูอึ้งไปเหมือนกันที่ขึ้นเสียงใส่เขา ใบหน้าน่ารักเลยเปลี่ยนเป็นแหยเก ดวงตาฉายชัดถึงความรู้สึกผิด ขณะที่กลับมานั่งที่เดิมอีกครั้ง

            “พี่ก็คิดนะ”

            รอยยิ้มกลับมาแต่งแต้มใบหน้าน่ามองอีกครั้ง

            “ใช่มั้ยล่า อย่าง...”

            “ถ้าน้องเพลิงว่ามันเร็วไป งั้นพี่ขอเริ่มจากการเป็นพี่น้องได้มั้ย พี่ขอเป็นแฟนอาจจะดูมากเกินไป แต่พี่อยากรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ถ้าน้องเพลิงไม่รังเกียจ พี่ก็อยากจะขอดูแล ขอเอาใจใส่ แล้วถ้าน้องเพลิงคิดว่าพี่ดีพอก็ช่วยรับพี่เป็นแฟนด้วยนะครับ” นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่มีคนรับสิ่งที่เขาเป็นได้ และเป็นครั้งแรกที่จะได้รับผิดชอบสิ่งที่ทำลงไปจริงๆ

            ในขณะที่แฟนเก่าเขามองด้วยสายตาหวาดกลัวและหนีห่าง น้องเพลิงกลับเป็นฝ่ายมาหาเขาเพื่อแสดงออกว่าไม่คิดอะไร จนรู้สึกดีกับการตัดสินใจของตัวเองครั้งนี้

            ตอนนี้ไม่ได้ชอบ แต่สินธุ์คิดว่าเขาคงชอบเด็กคนนี้ไม่ยาก

            “ว่าไงครับ”

            รุ่นน้องยังคงนั่งนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ซึ่งสินธุ์ก็ใช้จังหวะนั้นช่วยดึงเสื้อนักศึกษามาคลุมให้มิดชิดกว่าเดิม เพื่อปกป้องเจ้าตัวจากความคิดต่ำทรามของเขา ซึ่งน้องเพลิงเองก็คงไม่ทันรู้ตัว เพราะจ้องมองเขาตาโต

            จากนั้น...

            ฟึ่บ

            เพลิงยกสองมือขึ้นมาปิดหน้า แล้วส่งเสียงสะอื้นเบาๆ

            “พี่สินธุ์ช่วยกลับไปก่อนได้มั้ยครับ...เพลิงตั้งตัวไม่ทัน”

            “เอ่อ...ได้สิ”

            คนฟังละล้าละลัง เพราะน้องเพลิงดูตกใจอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ไม่กล้าแตะตัว ได้แต่ลุกขึ้นยืน คิดว่าอีกฝ่ายต้องการเวลาคิดทบทวนมากกว่านี้ จนได้แต่คว้าเสื้อนักศึกษามาถือไว้ มองอย่างลังเลเพียงครู่ แล้วพึมพำด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ

            “ขอบคุณนะที่อภัยให้สิ่งที่พี่ทำลงไป”

            สินธุ์บอกเป็นคำสุดท้าย ก่อนที่จะเดินออกจากห้อง แล้วปิดประตูลงกลอนให้อย่างแน่นหนา กลัวว่าอีกฝ่ายจะเจอคนเมาอย่างเขามาปล้ำถึงที่อีก ซึ่งนั่น...

            “อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก”

            “หืม!”

            ชายหนุ่มเหลียวกลับไปมองบานประตู เพราะเขาเหมือนหูแว่ว...แว่วว่าได้ยินเสียงกรีดร้อง

ไม่มั้ง สงสัยเปิดทีวีล่ะมั้ง

            แล้วคนโล่งใจที่ไม่โดนคดีข่มขืนก็เดินขึ้นลิฟต์กลับไปยังห้องตัวเองอย่างสบายใจกว่าเดิมโข ผิดกับ...อีกคนที่กำลังกรีดร้องอย่างหมดสิ้นความอดทน

........................................

            มีแฟน เท่ากับ ผูกมัด

            มีแฟน เท่ากับ มีห่วงผูกคอ

            มีแฟน เท่ากับ หมดสิ้นอิสรภาพ

            “มันเอาสมองส่วนไหนคิด! ไหนว่าฉลาดขนาดสอบหมอติดไงวะ!”

            เพราเพลิงก่นด่าคนฉลาดมาตั้งแต่เมื่อคืนวานจวบจนเข้าสู่วันใหม่ ชายหนุ่มก็ยังคงบ่นไม่เลิก ยกมือกัดเล็บแก้เครียด ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะต้องมาประสบพบเจอกับคนประเภทนี้

            เขาว่าคนฉลาดมักจะพูดจาไม่รู้เรื่อง เออ กูเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว

            ถ้าเมื่อวานพี่สินธุ์เสนอตัวจะมาเป็นคู่นอน ไอ้เพลิงคงตะครุบรับเอาไว้แทบไม่ทัน แต่นี่อะไร จู่ๆ ข้ามขั้นตอนไปเป็นแฟน ซึ่งเพลิงบอกได้เลยว่าไม่เคยคิด และคงจะไม่มีทางคิดไปอีกเป็นสิบปีแน่ เรื่องอะไรจะหาห่วงมาผูกคอ มีอิสระแบบนี้สบายกว่ากันเยอะ จะไปเที่ยวเล่นกับใคร จะสนุกกับคนไหน ก็ไม่มีคนว่า

            ดังนั้นแฟนจึงเท่ากับ...หายนะ

จ้างให้ก็ไม่เอาด้วยหรอก!*

            สุดท้าย ระดับความขัดใจของเมื่อวานจึงจบลงที่เลเวลสิบ

ไม่ได้เกาไม่ว่า ยังโยนเหามาใส่หัวอีก ตอนนี้นี่คันคะเยอไปทั้งตัวแล้ว!*

            “หึๆ ฮ่าๆ เอาน่าๆ มึงก็มาแดกอะไรแก้เครียดก่อนมา”

            “ไม่ต้องเลยไอ้เพ้นท์ มึงหัวเราะกูตั้งแต่มาถึงแล้วนะ!” เพลิงแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิทที่กำลังเอาเตาแก๊สพกพามาวางกลางโต๊ะกินข้าว ตั้งหม้อน้ำซุป แล้วทยอยยกทั้งหมู ไก่ เนื้อ อาหารทะเลและผักสดอีกหลายชนิดที่เตรียมเอาไว้แล้วออกมาจากตู้เย็น เหลือแค่เอาลงหม้อแล้วจิ้มน้ำจิ้มสุกี้รสเด็ดก็พร้อมเอาเข้าปาก

            “ก็มึงบ่นตั้งแต่เห็นหน้ากูนี่หว่า”

            เพ้นท์ก็อยากสงสารเพื่อนหรอกนะ แต่ขำมากกว่า เพราะพอเห็นหน้าปุ๊บ มันก็ระบายปั๊บ แถมเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ทำให้กลั้นหัวเราะเสียจนปวดปาก นี่ดีเท่าไหร่แล้วที่แอนเดรียไม่มาด้วยเพราะติดธุระกับเพื่อนกลุ่มอื่น ไม่งั้นป่านนี้นางมาหัวเราะท้องคัดท้องแข็งดิ้นอยู่กลางห้องไปแล้ว

            เรื่องไอ้เพลิงเสร็จพี่สินธุ์คนนั้นว่าฮาแล้วนะ ไอ้เพลิงที่ถูกพี่สินธุ์คนนั้นขอคบนี่ฮายิ่งกว่า

            แถมสาเหตุการคบ...ขอรับผิดชอบ

            นี่เพ้นท์ยังไม่แน่ใจเลยว่าตกลงมันถูกปล้ำเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ว่าไอ้เพลิงไปปล้ำเขาจริงๆ อะ

            “ก็มึงคิดดูดิ บ้าป่ะวะ แค่นอนกันคืนเดียวก็มาขอคบ นี่ถ้ารู้ว่าเผลอปล่อยในคงเข่ากระตุกขอกูแต่งงานเลยมั้ง จริงจังจนเหมือนคนบ้า” เพลิงก็ไม่ได้เกลียดอะไรพี่สินธุ์หรอกนะ แต่ไม่คิดว่าเกินไปหน่อยหรือ จากที่วางแผนอยากจะมีค่ำคืนสนุกๆ ดันมีบ่วงมาวางดักตรงหน้า

            พอคิดว่าต้องมีแฟนก็ขนหัวลุกแล้ว

            “อ้าว เขาปล่อยในหรือ”

            “เออ กูถึงบอกไงว่ากูถูกปล้ำ มึงก็รู้นี่หว่าว่าต่อให้กูชอบเล่นแค่ไหนก็ป้องกันตลอด...อาทิตย์นี้ว่าจะไปตรวจเผื่อเอาไว้”

            “อ้อ เหมือนตรวจร่างกายก่อนแต่งงาน แต๊งแหน่วๆ”

            “ไอ้เหี้ยเพ้นท์”

            ถ้าไม่เห็นว่าเพราพนากำลังคนน้ำซุปที่กำลังจะเดือดในหม้อคงปาหมอนอัดหน้าไปแล้ว มีอย่างที่ไหน เพื่อนกลุ้มจะตายห่าแล้วยังมีหน้ามาล้อเลียนอีก แล้วไอ้แต๊งแหน่วๆ ของมันนี่อะไร เสียงระฆังวิวาห์บ้านป้ามันหรือ

            “โอเคๆ กูไม่เล่นแล้ว เอาจริงๆ นะ กูถูกชะตากับพี่สินธุ์ว่ะ”

            “กูยกให้เอามั้ย”

            “แน่ใจ?” เพ้นท์ยิ้มกริ่ม จนคนบอกจะยกให้อุบอิบเสียงเบา

            “กูให้ทุกอย่างยกเว้นไอ้นั่น”

            “เสื่อมตลอดอะมึงอะ” คนฟังเบ้ปาก ส่ายหน้า

            “ก็ที่กูสู้อุตส่าห์ไปเฝ้าหน้าคณะ ตากแดดจนดำเนี่ยก็เพราะสิ่งนั้นเลยนะ” เพลิงก็อารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว เลยใช้สองมือทำท่าวัดขนาด ทำหน้าทำตาว่ามันโอ้โหอลังมากเว่อร์ ซึ่งนั่นทำให้เพื่อนสนิท...หน้าแดง

            แน่ล่ะ ไอ้เพ้นท์ไม่สันทัดเรื่องแบบนี้เหมือนเขานี่

             “พอๆ ไม่ต้องลากกูลงต่ำกับมึงเลย...กูพูดจริงๆ นะ ขนาดกูไม่เคยเจอพี่สินธุ์ เท่าที่ฟังๆ มา กูยังชอบนิสัยพี่เขาเลย หน้าตาก็ดี มีความรับผิดชอบ เรียนก็เก่ง คงมีแต่มึงเนี่ยแหละที่ไม่ชอบคนแบบเขา” เพลิงถอนหายใจ ขยับขึ้นมาเกาะขอบโซฟา แล้วมุ่ยปาก

            “ก็นี่สเปกมึง ไม่ใช่สเปกกูนี่”

            “งั้นก็ตัดจบไปเลยอย่างทุกทีสิ”

            คนฟังดึงหมอนมากอดแน่น มุ่ยปากหนักขึ้นไปอีก ดวงตาก็ฉายแววขัดอกขัดใจ เพราะ....

            “ฮื่อออ ไม่ได้อะ”

            “ทำไมวะ” เพ้นท์หยุดมือที่กำลังใส่ผักบุ้งกับผักกาดขาวลงหม้อ มองเพื่อนสนิทอย่างสงสัย แวบหนึ่งที่แอบดีใจว่ามันคิดจะจริงจังกับใครสักคนสักที แต่พอเห็นหน้าเท่านั้นแหละ...

“กูยังไม่ได้ลองของใหญ่อีกรอบเลย”

            คนฟังโยนผักกาดขาวไปทางเพื่อน

            “โห เล่นของกินนะมึง”

            “ก็ดูมึงพูดเข้า พ่อแม่มึงมาได้ยินคงขำไม่ออก”

            “ไม่อะ พ่อแม่กูชินแล้ว” เพลิงยิ้มร่า คว้าผักที่ปามาข้างตัวโบกไปมา จนเพื่อนสนิทส่ายหัวอย่างเหนื่อยใจ กลับไปสนใจมื้อเย็นต่อ ขณะที่คนบนโซฟาก็ทิ้งตัวลงนอนราบ ตามองเพดาน พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นนิด

            “กูไม่เป็นแฟนพี่สินธุ์หรอก แต่ยังไงกูก็จะเอาเขาให้ได้”

            “มึงไม่ชอบพี่เขาขนาดนั้น ทำไมไม่ปล่อยไปวะ”

            “กูอยากพิสูจน์” เพลิงหมุนผักกาดในมืออย่างเหม่อลอย

            “พิสูจน์อะไร”

            “เรื่องวันนั้น...กูเมามากไปหรือของจริง”

            เขาอาจจะเล่าให้ไอ้เพ้นท์ฟังแทบทุกเรื่อง แต่ไม่เล่าเรื่องที่ดันหมดอารมณ์กับคนอื่นให้มันฟังหรอก มันดูเสียเชิงยังไงไม่รู้ที่คนแบบเขาซึ่งถือคติโสดคือลาภอันประเสริฐ ดันมาติดใจผู้ชายที่ต่างกันราวกับอยู่คนละโลก จนลงทุนอ่อยขนาดนี้

            เพลิงอยากรู้ว่าอีกฝ่ายคือของจริง แต่ถ้าให้คบหากันจริงจัง...ไม่มีทาง

            “นี่กูถามจริงๆ นะ ถ้าคนที่มาขอมึงคบเป็นพี่ดริว มึงจะคบมั้ย” เพ้นท์ถามอย่างอยากรู้ เพราะเพื่อนดูติดอกติดใจหนุ่มลูกครึ่งเหลือเกิน

            “...”

            “เฮ้ย! เอาจริงดิ”

            พอเพลิงเงียบ เพื่อนสนิทก็เบิกตากว้าง ถลามาเกาะขอบโซฟา จนยิ้มหวาน บอกเต็มปากว่า...

            “ล้อเล่นว่ะ”

            “ไอ้บ้า!”

            คนตัวเล็กหัวเราะเสียงดังลั่น เอาผักโบกไปมาหน้าเพื่อน

            “กิ๊วๆๆ มึงคิดว่ากูเป็นคนยังไงวะ ไม่มีทางเหอะ ต่อให้เป็นพี่ดริวสุดหล่อน่าปล้ำ หุ่นกระแทกม้ามสัสๆ กูก็ไม่เอาด้วยหรอก ก็แค่อยากได้เฉยๆ ไม่ใช่อยากคบด้วย มึงมโนแล้วว่าเพื่อนมึงคิดเรื่องความรัก ไม่อะ ไม่เอา อยู่แบบนี้สบายใจจะตาย” เพลิงลุกขึ้นมานั่ง ยิ้มร่า ล้อเลียนอีกฝ่ายที่แอบรักใครบางคนมาหลายปี ซึ่งนั่นก็ทำให้เพ้นท์คว้าหมอนมาตีหัวไปที

            “กูไม่เล่นกับมึงแล้ว ลุกขึ้นมาแดกเลย บอกว่าอยากแดกสุกี้ กูก็ทำให้แดกอยู่นี่ ลุก!”

            พอพ่อครัวใหญ่สั่ง เพลิงก็ลุกขึ้นอย่างขี้เกียจ แล้วก็ต้องชะงัก

            “ไม่ใช่มึงไม่คิดเรื่องความรักหรอก ก็แค่มึงยังไม่เจอก็เท่านั้น”

            คนฟังมองหน้าเพื่อน แล้วพบว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มเศร้าๆ จนต้องถอนหายใจ

นี่ไงที่ไม่อยากมีความรัก ไม่ว่ากี่คู่ก็มีแต่เรื่องทุกข์ใจ อยู่คนเดียวสบายใจกว่ากันเยอะ

            หากเพลิงก็ไม่รู้หรอกว่า...ความรักกำลังมาเคาะประตูหัวใจแล้ว อ้อ ไม่ใช่ด้วยเสียงปั่บๆๆ ด้วยนะ

.............................................

            สินธุ์เป็นคนตัดสินใจอะไรเด็ดขาด ดังนั้น พอเอ่ยปากไปแล้วว่าจะขอรับผิดชอบด้วยการคบหากัน...เขาก็ลงมือทำทันที

            ใช่ ทำทันที

            “มึงอ่านอะไรของมึงอยู่วะไอ้สินธุ์”

            ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโทรศัพท์ หันไปมองเพื่อนสนิทที่มานั่งข้างๆ

            “ก็...ไม่มีอะไร” เจ้าตัวยกมือบังหน้าจอเอาไว้ แต่...

            หมับ

            “ไหนๆ ขอกูดูหน่อยว่านอกจากประมวลแล้วมึงอ่านอะไรอีก” มิกซ์ไวกว่าเพราะคว้าโทรศัพท์มาทันที จากนั้นก็เอื้อมไปสุดแขน หรี่ตาอ่านข้อความที่อยู่บนนั้น แล้วถึงกับเบิกตากว้าง หันขวับมามองหน้าเพื่อนอย่างไม่เชื่อสายตา

            “มึงจีบผู้ชายคนไหนอยู่วะ!”

            ในเมื่อสิ่งที่สินธุ์กำลังอ่านคือ...จีบผู้ชายยังไงไม่ให้นก

            พอเลื่อนหน้าจอลงมาอีกนิด

            “อื้อหือ จีบก่อนไม่ผิด รับรองไม่มีเฮิร์ท” มิกซ์อ้าปากค้างไปแล้ว ขณะที่หนุ่มแว่นก็คว้าโทรศัพท์มือถือคืน ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจที่อีกฝ่ายมายุ่งเรื่องของเขา แม้จะรู้ก็เถอะว่าปรารถนาดี ยิ่งได้ฟังเรื่องที่เขาไปปล้ำใครบางคนมาก่อน ช่วงนี้เพื่อนสนิทเลยคอยอยู่รอบตัวไม่ให้คิดมาก แต่ใช่ว่าจะอยากโชว์ความไร้ประสบการณ์ให้มันเห็นนี่

            สินธุ์อาจจะเคยมีแฟน แต่ไม่ได้จีบก่อน แล้วก็ไม่เชิงว่าทางนั้นจีบด้วย ก็แค่ทำงานโรงเรียนด้วยกัน ใกล้ชิดกันไป พูดคุยกันมาก็ตกลงปลงใจคบหากัน ส่วนอีกคนก็เป็นรุ่นน้องที่มาบอกรักก่อน ชายหนุ่มจึงไม่มีประสบการณ์ในการเข้าหาใครในเชิงชู้สาวมาก่อน

            พอตัดสินใจแล้วก็เลยมาหาข้อมูล แม้จะอดคิดไม่ได้ก็เถอะว่าข้อมูลพวกนี้มันไร้ประโยชน์อย่างบอกไม่ถูก

            “กูก็นึกว่ามึงชอบผู้หญิงมาโดยตลอด”

            “ทำไมวะ กูสนใจผู้ชายแล้วมันผิดยังไง” สินธุ์ขมวดคิ้วฉับ จ้องเพื่อนเขม็ง ขณะที่อีกฝ่ายก็ยักไหล่

            “ก็ไม่ผิด แต่มึงดูเหมือน...อืม คนที่อยู่ในกรอบ แบบว่าถ้าสังคมกำหนดว่าผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิง มึงก็จะเชื่อแบบนั้นไปตลอดชีวิต กูเลยแปลกใจไงว่ามึงเริ่มสนใจผู้ชายด้วยกันได้ยังไง” ก็จริงอย่างที่เพื่อนพูด สินธุ์เป็นผู้ชายแบบนั้น กระทั่งคืนวันนั้นยังไงล่ะ

            ตอนแรกเขาถึงไม่คิดไงว่าน้องเพลิงชอบผู้ชาย ดังนั้น สิ่งที่รุ่นน้องบอกเขาจึงล้มล้างความเชื่อที่มีมาตลอดให้มลายหายสิ้นไปหมด

            ใม่ใช่ว่าผู้ชายต้องคู่กับผู้หญิง ผู้ชายก็คู่กับผู้ชายได้นี่นาไม่เห็นผิด

            “มึงจำที่กูบอกว่าไปปล้ำเขาได้มั้ย”

            พอเพื่อนสนิทยังจ้องไม่เลิก สินธุ์ก็ยอมบอกในที่สุด และนั่นก็ทำให้คนฟังอึ้งไปหน่อย

            “จริงดิ นี่มึงไปปล้ำ...”

            “อื้ม คนที่กูไปปล้ำคือผู้ชาย แล้วกูก็ไปเจอน้องเขาแล้ว เขายกโทษให้ แต่กูรู้สึกผิดว่ะ กูอยากรับผิดชอบ” คนฟังพยักหน้าหงึกหงัก ดีดนิ้ว แล้วว่าต่อให้จบประโยค

            “มึงเลยจะรับผิดชอบด้วยการไปเป็นแฟนน้องเขา...อย่าบ้าน่าไอ้สินธุ์ ถ้าไม่โกรธก็จบไปสิวะ มึงไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน คืนเดียวจบ วันไนท์แสตนด์น่ะเคยได้ยินมั้ย”

            “แต่กูอยากทำ”

            “ก็กูบอกว่า...”

            “กูอยากทำ...จริงๆ ว่ะเพื่อน”

            มิกซ์เงียบกริบไปเลย ก่อนที่ความเข้าใจจะสว่างวาบขึ้นมาในหัว เพราะว่าริมฝีปากกำลังยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง

            “มึงอย่าบอกนะว่าถูกใจเด็กคนนั้น”

            สินธุ์เงียบ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้อีกฝ่ายหัวเราะอย่างขบขัน

            “โอเคๆ ถ้าบอกแบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบแล้วป่ะวะ แล้วมึงไม่ต้องไปอ่านหรอก ฮาวทูอะไรเนี่ย ถามกูก็ได้ มึงต้องไม่คิดว่ากำลังจีบผู้ชายนะไอ้สินธุ์ แต่ให้คิดว่ากำลังจีบคนคนหนึ่ง ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็เหมือนกันนั่นแหละ คุยกัน ไปกินข้าวกัน ให้ของขวัญ ไม่ต่างกันหรอก ถ้ามึงไม่คิดเรื่องเพศแล้ว เรื่องแบบนี้ก็ไม่ต้องคิดแบ่งแยกเหมือนกัน” หนุ่มแว่นฟังอย่างตั้งใจ แล้วนิ่งคิดตาม

            “ก็จริงอย่างที่มึงว่า”

            “เออ เอาความจริงใจเข้าสู้ไปเลย”

            ชายหนุ่มนึกถึงรุ่นน้องคนนั้นแล้วยิ้มกว้างขึ้นนิด

            นั่นสินะ อันดับแรกไม่ใช่มานั่งอ่านวิธีจีบผู้ชาย แต่เขาควรจะคิดเรื่องที่ว่าจะคุยเรื่องไหนก่อนดี

            งั้นเอาแบบนี้แหละ...พูดคุย

....................................

            หากสินธุ์ก็ยังหาข้อสรุปกับตัวเองไม่ได้ว่าควรจะเริ่มต้นคุยเรื่องไหน คนที่เขาเพิ่งคิดถึงก็มาปรากฏตัวที่หน้าคณะอีกครั้ง จนรีบก้าวยาวๆ เข้าไปหา ไม่สบายใจเลยที่ต้องให้น้องเพลิงมายืนตากแดดตรงนี้ เสียงทุ้มจึงเอ่ยออกไปอย่างเป็นห่วง

            “น้องเพลิงมายืนอะไรตรงนี้ มาหาใคร ทำไมไม่รอใต้ตึก”

            “เพลิงมาหาพี่นั่นแหละแล้วเพลิงกลัวพี่สินธุ์ไม่เห็น แต่ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ”

            สินธุ์ทำหน้าไม่เห็นด้วย

            “ช่างได้ยังไงกันล่ะ” ผู้ชายตัวโตว่าพลางล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง ตาคมจ้องมองเหงื่อเม็ดใหญ่ที่ซึมรอบหน้าผากอย่างห่วงใย แล้วก็รีบยื่นมือไปเช็ดให้อย่างเบามือ

            เขาบรรจงเช็ดเบาๆ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมาที่เขา

            “เอ่อ...”

            “ก็มือไม้ถึงเป็นนี่หว่า”

            “อะไรนะครับ” ชายหนุ่มได้ยินเพียงเสียงพึมพำ จนต้องถามย้ำ แต่อีกฝ่ายส่ายหน้าจนเรือนผมสีน้ำตาลแดงสะบัดไปมา

            “เปล่าครับ เพลิงเข้าเรื่องเลยได้มั้ย”

            “อ้อ ได้สิ แต่ทีหลังถ้าน้องเพลิงมีอะไร โทรเรียกพี่ไปหาที่คณะก็ได้นะ เออใช่ น้องเพลิงไม่มีเบอร์พี่นี่นา เดี๋ยวก่อนนะ...” คนพูดว่าอย่างนึกขึ้นได้ แล้วล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋า แต่...

            หมับ

            คนตัวเล็กยื่นมือมาจับข้อมือเอาไว้ก่อน เงยขึ้นมองหน้าด้วยแววตาจริงจัง

            “พี่สินธุ์ฟังเพลิงดีๆ นะ”

            “ครับ?”

            “พี่สินธุ์ถามเพลิงใช่มั้ยว่าอยากได้อะไร”

            “ใช่ น้องเพลิงอยากได้อะไรก็บอกพี่ได้เลย” คนที่มุ่งมั่นแล้วว่าจะรับผิดชอบอีกฝ่ายยิ้มกว้างขึ้น เพราะคิดว่าจะได้ไถ่โทษบาปที่ทำมาบ้าง แถมเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรเขาก็พร้อมจะตอบสนอง ซึ่งนั่นก็ทำให้คนตรงหน้า...ยิ้มสมใจ

            “ไม่ยากหรอกครับพี่สินธุ์ พี่แค่...”

            “แค่?”

            ดวงตากลมโตวาววับด้วยความคาดหวัง แล้วประกาศเต็มปากเต็มคำเลยว่า...

“พี่ต้องนอนกับเพลิง!”**

            ความต้องการที่ทำให้สินธุ์เองก็ได้แต่นิ่งงัน

......................................


            ครบค่ะ เจ้าเพลิงรายนี้มาทางตรงตลอดจ้า เคยได้ยินนักแคสเกมชื่อดังพูดว่า ทางตรงคือทางที่ดีที่สุด (แล้วก็ขับรถชนต้นไม้ตลอดทาง) ท่าทางเพลิงจะชอบดูช่องที่ว่า รายนี้เลยเล่นลูกตรงเลยจ้า มาหาถึงคณะ พูดโพล่งกลางที่แจ้ง พี่สินธุ์คะ เรื่องนี้พี่ต้องฉลาดนะ เขามาให้ถึงที่แล้ว นี่เมย์บอกเลยว่าเมย์ไม่เคยเขียนพระเอกแบบพี่สินธุ์มาก่อน แบบไหนน่ะหรือ ให้แล้วไม่เอาไงล่ะ! อย่างเจ้าเพลิงว่า ถ้าพี่สินธุ์รู้ว่าเผลอปล่อยใน พี่แกคงเข่ากระตุกขอแต่งงานเข้าให้นั่นแล

            เพลิงกับเพ้นท์ สองเพื่อนสนิทนี่ต่างกันมากเนอะ ถ้าถามว่ามาคบกันได้ยังไง เพ้นท์จะตอบทันทีว่าเพราะรหัสนักศึกษาติดกัน เลยหลวมตัวมาเป็นเพื่อนกันอย่างทุกวันนี้ แต่เอาน่าเพ้นท์นะ ได้เพื่อนอย่างเพลิง เดี๋ยวเพื่อนก็หาผัวดีให้ เชื่อเม่ เม่รู้ เพราะเม่กำลังปั่นเรื่องเราอยู่ XD  


            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #สัตว์ร้ายของผม นะคะ

ความคิดเห็น