ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 3 เขาไม่เอาผม

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 เขาไม่เอาผม

คำค้น : #สัตว์ร้ายของผม

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.5k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ต.ค. 2561 17:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 เขาไม่เอาผม
แบบอักษร

            บริเวณคอนโดมิเนียมของเพราเพลิงเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายที่เปิดมาเอาใจผู้พักอาศัยและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือร้านกาแฟบรรยากาศน่านั่งที่เพลิงเลือกจะเป็นสถานที่พูดคุยในครั้งนี้

ใจจริงอยากลากขึ้นห้องแล้วถกกางเกงแม่ง แต่แบบนั้นเหยื่อจะตื่นซะเปล่าๆ

            ความคิดของคนที่เฝ้าสังเกตผู้ชายตัวโตที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาพินิจพิจารณา

            เพลิงยืนยันคำเดิมว่าพี่สินธุ์ยังคงเป็นผู้ชายที่หน้าตาไม่ดึงดูดสำหรับเขา ไม่ว่าจะเป็นตาตกๆ แว่นตากรอบหนา คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันอย่างจริงจังกับแค่เลือกเมนูเครื่องดื่ม จะน่าสนใจก็ตั้งแต่ลำคอลงมา (?) ไม่ว่าจะเป็นช่วงคอที่ดูยาวเข้ากับเสื้อนักศึกษาที่ปลดกระดุมเม็ดบนสุด ไหนจะแผงอกกว้างๆ ที่เคยได้แนบมาแล้วครั้งหนึ่ง และได้รู้ว่าภายใต้เสื้อตัวนั้นมีดีกว่าที่เห็น และยิ่งดีขึ้นไปอีกเมื่อต่ำลงมาเรื่อยๆ

            ชายหนุ่มเกือบจะถอนหายใจด้วยความเสียดายที่มีโต๊ะมาบดบังสายตาเรดาห์ของเขา

            วันนั้นได้มองด้วยตาก็ตอนที่มันยังหลับอยู่ ส่วนตอนที่ตื่น...มันก็เล่นมุดอยู่ในตัวเขาแทบตลอดน่ะสิ!

            ถ้าถามร่างกายช่วงล่าง เพลิงคงตอบได้แหละว่ารูปร่างมันเป็นสัตว์ประหลาดแค่ไหน แต่ถ้าถามด้วยสายตา ชายหนุ่มตอบไม่ได้ เพราะยังไม่เห็นตอนขยายร่าง และแน่นอน เพราเพลิงอยากเห็นจนตัวซี่ตัวสั่น ถึงเลือกร้านนี้เป็นที่พูดคุยไง

            เผื่อจะฟลุคได้ลากขึ้นห้องไปสำรวจของจริงเลย

            “น้องเพลิงรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยครับ”

            เพลิงดึงสติตัวเองกลับมาจากเตียงนอน (บางทีก็โต๊ะ ตู้ ระเบียงแล้วแต่สะดวก) เพื่อสนใจอีกฝ่ายที่เพิ่งสั่งกาแฟร้อนไป แล้วเงยหน้าขึ้นมาถามเขาด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่มีหรือที่จะมองไม่ออกว่าภายใต้หน้าตาจริงจังนั่นดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

ไม่ถูกชะตาจริงๆ นะ พับผ่าสิ*!*

            บ้านเขามันพวกอารมณ์ดี ยิ้มกว้าง เข้ากับคนง่าย พอเจอคนแบบนี้แล้วเหมือนไปกันไม่รอด

            “ไม่ครับ แค่นี้ก็พอแล้ว”

            หากหนุ่มน้อยที่สอยมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็ยิ้มตาหวาน เอียงคอนิดอย่างรู้มุมที่น่ารักที่สุด บอกด้วยน้ำเสียงร่าเริงราวกับว่าหนก่อนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็ทำให้พี่สินธุ์ยิ่งขยับตัวอย่างอึดอัด แล้วส่งเมนูคืนพนักงาน ส่งยิ้มให้เล็กน้อย พร้อมกับบอกว่า...

            “ขอบคุณครับ”

            ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นประเภทที่เวลารับบัตรจอดรถต้องเอ่ยคำว่าขอบคุณให้พนักงานทุกครั้งแน่

            อีกครั้งที่เพลิงยิ่งแน่ใจว่าอีกฝ่ายดูจะจริงจังกับทุกเรื่อง

ถอยดีมั้ยวะ คนแบบนี้รับมือยาก

            ชายหนุ่มถามตัวเอง

บ้าดิ คันจะตายห่าแล้ว มึงจะมาเอาสัตว์ร้ายของมึงไม่ใช่หรือวะ*!*

            ไม่ได้หมายถึงผู้ชายคนนี้ หมายถึงใต้กางเกง

            “พี่สินธุ์ทำท่าเหมือนไม่อยากคุยกับเพลิง” เพราเพลิงจึงงัดไม้ตายออกมาใช้ด้วยการหลุบตาลงต่ำ มองมือที่ประสานกันบนตักอย่างเหงาหงอย ดวงตาก็ฉ่ำคลอด้วยหยดน้ำใสราวกับน้อยอกน้อยใจที่อีกฝ่ายทำท่ารังเกียจกัน และนั่นก็ทำให้พี่สินธุ์เบิกตากว้าง

            “ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ ไม่ใช่พี่ไม่อยากคุยกับน้องเพลิงนะ”

เอาวะ ยังไงก็ชอบเวลาคนเรียกน้องเพลิงล่ะวะ

            “แล้วทำไมพี่ต้องทำท่าเหมือนจะหนีเพลิงด้วย” คนพูดช้อนตาขึ้นนิด กัดปากอีกหน่อย

            “เพราะพี่...” พี่สินธุ์นิ่งไปอึดใจ ก่อนที่จะเอ่ยออกมาคล้ายคนสารภาพผิด

            “...น้องเพลิงต่างหากล่ะครับที่คงรังเกียจพี่”

            “เอ๊ะ ทำไมล่ะ”

เดี๋ยวนะ มึงได้ยินที่กูพูดกับใครหรือเปล่าว่ามึงไม่เป๊กอย่างแรง

            ในใจถามตัวเองอย่างร้อนรน แต่ภายนอกยังแค่ช้อนตามอง ทั้งยังกะพริบตาปริบๆ มองคนที่ขยับตัวนิดทำหน้าเหมือนกำลังกลืนยาขม อ้าปากปิดปากอยู่หลายที ทำท่าเหมือนจะพูดก็ไม่พูดออกมาสักที จนเพลิงกระตุ้นอีกหน่อย

            “เรื่องคืนนั้นหรือครับ”

            “เอ่อ...ก็ใช่” สินธุ์ยอมรับในที่สุด

            “เพราะว่าเพลิงเป็นผู้ชายใช่มั้ยล่ะ พี่สินธุ์ถึงรังเกียจเพลิง”

            “ไม่ใช่ครับ! เพราะว่าน้องเพลิงเป็นผู้ชายต่างหาก ป่านนี้คงรังเกียจพี่แย่แล้วที่ทำแบบนั้นกับเรา เพราะเอ่อ พี่คงทำ...ตรงนั้น” ผู้ชายตัวโตแทรกขึ้นมาทันควัน ยืนยันเสียงหนักแน่นว่าคนที่ต้องรังเกียจควรจะเป็นเพลิงมากกว่า หากท้ายประโยคก็เบาหวิว สร้างความงุนงงให้กับคนฟังมากโข

เดี๋ยวนะ ผู้ชายคนนี้ดูไม่ออกหรือวะ

            “ไม่สิ ถึงน้องเพลิงเป็นผู้หญิงก็คงรังเกียจอยู่ดี เพราะพี่ทำตัวเลวทรามต่ำช้าขนาดนั้น”

ไม่ๆ ต่ำสิดี ทรามสิใช่ กูโคตรชอบเลย

            หากตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งคิดเรื่องนั้น ขอให้คุยกับอีกฝ่ายรู้เรื่องก็ดูจะเป็นพระคุณมหาศาลแล้ว เพลิงจึงเงยหน้าขึ้น เม้มปากเข้าหากัน ทำหน้าตาน่าสงสารแบบที่ใครๆ ก็ใจอ่อน จากนั้นก็บอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

            “พี่สินธุ์ครับ พี่สินธุ์ดูไม่ออกหรือครับ”

            อีกฝ่ายทำหน้างง แล้วส่ายหน้า

            “ดูอะไรครับ”

            เพลิงมองซ้ายนิด มองขวาหน่อย ทำท่าเหมือนเป็นความลับสุดยอด ทั้งที่เขารู้กันทั้งคณะ จากนั้นก็ชะโงกหน้ามาเหนือโต๊ะ จนสินธุ์เองก็ขยับเข้ามาบ้าง จังหวะนั้นแหละที่เพลิงได้กลิ่นน้ำหอมแมนๆ ที่ทำให้ขนลุกซู่ มั่นใจเลยว่านี่เป็นคนเดียวกับคืนนั้น ไม่ใช่มีการสลับตัวกันตอนเช้าแน่

            จากนั้นก็บอกด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านคล้ายกลัวโดนรังเกียจ

            “เพลิงเป็นเกย์ครับพี่สินธุ์”

            “เอ๊ะ”

            นี่เขาควรจะหัวเราะหรือร้องไห้กับผู้ชายบ้าๆ ที่ทำหน้าเหมือนไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อนดี

หน้าตาอย่างกูนี่ อีกนิดเดียวก็ครอสเดรสได้แล้วนะมึง

            “ครับ เพลิงเป็นเกย์ ดังนั้น เพลิงไม่ได้รังเกียจหรอกครับที่เกิดเรื่องคืนนั้นขึ้น พี่สินธุ์เองซะอีกที่จะไม่ชอบที่ดันมามีอะไรกับเพลิง” คนพูดก้มหน้าลงอีกครั้ง ว่าด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ จนไปช่วยตบหัวเรียกสติคนที่ยังอึ้งไม่หาย ซึ่งนั่นก็ทำให้สินธุ์รีบส่ายหน้า

            “ไม่ครับ พี่จะรังเกียจน้องเพลิงได้ยังไง น้องเพลิงน่ารักซะขนาดนี้ ต่อให้เป็นผู้ชายคนไหนก็ไม่รังเกียจหรอก!” สินธุ์บอกด้วยเสียงจริงจัง ตั้งใจปลอบเด็กน่ารักที่ดวงตาแดงก่ำเต็มที่ ละล้าละลังเหมือนจะยื่นมือมาลูบหัวปลอบ ซึ่งเพลิงก็เอียงหัวไปข้างหน้าแล้วนะ ซึ่งมันเป็นท่วงท่าที่รู้กันว่า...จับสักทีสิวะ

            มือใหญ่ยื่นออกมาแล้ว เพลิงก็ยิ่งโน้มเข้าไปหา ช้อนตาขึ้นมอง

            ปริบๆ

            แพขนตาหนาทาบทับแก้มใสช่างน่ารักน่ารังแก

            แต่ก็...

            “ขอโทษที่ให้รอนะคะ”

กูจะไม่มาแดกร้านนี้อีกเลย*!*

            จังหวะนั้นเอง พนักงานก็นำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะส่งให้คนสวมแว่นมากเป็นพิเศษ หากเพลิงไม่มีเวลาคิดอะไรไปมากกว่าปั้นหน้าน่ารัก ทั้งที่อยากจะแยกเขี้ยวสุดๆ ก็ดูสิ บรรยากาศกำลังได้ อีกฝ่ายก็กำลังจะจับ ดันมีตัวขัดลาภเสียอย่างนั้น

            “สตรอเบอรี่ปั่นของน้องเพลิงครับ”

            เพลิงดึงหัวกลับมาฝั่งที่นั่งตัวเองอย่างเซ็งๆ บอกตรงๆ ว่าไม่มีอารมณ์กินแล้ว แต่ก็สังเกตได้ว่าพี่สินธุ์กำลังแกะหลอดจากซองกระดาษอย่างระมัดระวัง แล้วเสียบลงในแก้วให้ เหลือซองกระดาษเสียบทิ้งไว้ที่ส่วนปลาย โดยที่มือไม่แตะโดนหลอดเลยสักนิดเดียว จากนั้นก็เลื่อนมาตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

            มันทั้งสุภาพ เอาใจใส่ ดูอ่อนโยนเสียจนทำให้สาวๆ หลายคนใจสั่น

            หากเพราเพลิงไม่ได้ต้องการแฟน ไม่ต้องการการเอาใจใส่ ไม่อยากให้ทะนุถนอม เขามาเพื่อจุดประสงค์บางอย่างโดยเฉพาะ เจ้าตัวก็เลยเอื้อมไปจับแก้วด้วยสองมือ ก้มลงดูดนิดพอเป็นพิธี แล้วถามด้วยน้ำเสียงประหม่าพอฟังดูน่ารัก

            “งั้นแปลว่าพี่สินธุ์ก็ไม่รังเกียจที่นอนกับเพลิงสินะ”

            “ไม่ครับ ไม่เลย”

            คนฟังยิ้มหวาน

            “ดีใจจัง”

นั่น หูแดงแล้วเว้ย

            เพลิงฉีกยิ้มแบบโล่งใจสุดๆ เปิดเผยสุดๆ ดูดีใจสุดๆ ที่อีกฝ่ายไม่ได้รังเกียจ กำลังจะอ้าปากแย็บต่อด้วยท่าทางทีเล่นทีจริงแล้วว่า งั้นพี่ลองดูอีกสักทีมั้ย แต่ดันไม่ทัน...

            “แต่พี่รู้สึกผิดครับ ในเมื่อน้องเพลิงบอกพี่ตรงๆ พี่เองก็ขอสารภาพตรงๆ นะ พี่จำเรื่องคืนนั้นไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ห้องน้องเพลิงได้ยังไง แล้วก็ทำอะไรลงไปบ้าง ถ้าพี่ทำอะไรให้น้องเพลิงไม่พอใจ พี่ต้องขอโทษด้วยจริงๆ พี่รู้ว่าสิ่งที่พี่ทำไม่ต่างจากรังแกเรา พี่ผิด...ผิดมาก”

จำไม่ได้เลยสักนิด*! แล้วนักล่ากูล่ะ!*

            เพลิงอ้าปากพะงาบๆ แล้วก็รีบหุบปากลงเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางสิ้นหวัง

แบบนี้ไม่มีทางเอากูอีกรอบแน่เลยว่ะ

            ความคิดของคนที่แทบจะลงไปดิ้นด้วยความขัดใจแล้ว แต่...

            “ถ้าน้องเพลิงอยากให้พี่ทำอะไรไถ่โทษก็บอกพี่ได้เลยนะครับ...”

“งั้นขึ้นห้องกัน****!”

            ยังไม่ทันที่พี่สินธุ์จะพูดจบ เพราเพลิงก็โพล่งขึ้นมาเสียงดัง ผุดลุกขึ้น ฉุดข้อมืออีกฝ่าย แล้วออกแรงลากให้ลุกขึ้นด้วยกันด้วยความคิดเดียว

ในเมื่อคุยกันแล้วเข้าใจยากนัก งั้นขอใช้ภาษาอื่นคุยกันแม่งเลย

............................................

            ตอนนี้ระดับความขัดใจของเพลิงเพิ่มขึ้นไปที่เลเวลสามแล้ว เพราะเพียงทั้งคู่ก้าวเข้ามาในลิฟต์ตัวแคบ คนตัวเล็กก็ไม่ลังเลเลยที่จะเอนตัวไปหาคนที่กดลิฟต์ให้ เขยิบเข้าไปยืนข้างๆ ทั้งที่พื้นที่ว่างมีเยอะแยะ ตั้งใจที่จะเงยหน้าขึ้นมองจากมุมนั้นเพราะน้องสาวเคยบอกว่ามันน่ารักขาดใจ แล้วถ้ามีโอกาสก็กะจะแกล้งเซซบอกสักหน่อย

            เรียกง่ายๆ ว่าอ่อยนั่นแหละ

            หากพี่สินธุ์....ถอยหลังหนึ่งก้าวถ้วน

            “เชิญครับ”

            คนฟังก็รู้หรอกนะว่านี่ไม่ใช่ว่าการถอยห่างด้วยความขยะแขยง ตรงกันข้ามต่างหาก ผู้ชายตัวโตถอยหลังให้อย่างสุภาพ ผายมือไปยังแผงหน้าปัดลิฟต์ คงคิดว่าเขาอยากจะกดชั้นเอง ส่วนตัวเองถอยไปเสียเกือบสุดด้านหลัง ทำเอาคนอยากซบ...ถอนหายใจด้วยความเซ็ง

            ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาในลิฟต์กับเขานี่จับเอวบีบตูดแล้วนะ!

            ความคิดของคนที่ข่มใจไว้ เพราะว่าไม้ตายไม้เด็ดยังมีอีกเพียบ

            “ตอนแรกเพลิงนึกว่าที่พี่สินธุ์รีบออกไปวันนั้นเพราะว่าตกใจที่เห็นว่าเพลิงนอนอยู่ข้างๆ ซะอีก แบบว่า เข้าใจผิดว่าเพลิงเป็นผู้หญิงมาทั้งคืนอะไรแบบนั้น พอเช้ามาก็ตาสว่าง เห็นความจริงจนช็อค” คนพูดว่าขำๆ เหล่มองผู้ชายตัวโตที่ดันกรอบแว่นชิดดั้งจมูกแก้เก้อ

            “พี่ไม่ได้ตกใจเรื่องน้องเพลิงเป็นผู้ชายหรอก ตอนนั้น...พี่ตกใจสิ่งที่พี่ทำลงไปมากกว่า”

            “อะไรหรือ”

            “รอยพวกนั้น” พี่สินธุ์มองด้วยแววตารู้สึกผิด กดสายตามองที่คอเสื้อจนเพลิงแกล้งก้มลงมองตาม แล้ว...

            ฟึ่บ

            แหวกคอเสื้อนักศึกษาให้กว้างออก โชว์ผิวสวยๆ ที่เป็นรอยง่ายแก่สายตาซะเลย

            “มันจางไปหมดแล้วครับ ไม่ต้องห่วง”

            หากคนที่อยากให้มองก็ดันหันหนีไปทางอื่นเสียอย่างนั้น

มึงจะสุภาพไปไหน กูให้ดูเนี่ยกูให้ดู*!*

            ระดับความขัดใจขึ้นไปยังเลเวลห้า

            เพลิงคิดขณะที่เดินมาถึงหน้าห้องพอดี ล้วงกุญแจมาไข แต่ไม่วายที่จะแซวเสียงใส

            “วันนี้ไม่มีกระเช้าหรือครับ”

            “อยู่ที่ห้อง ให้พี่ขึ้นไปเอามาให้มั้ย”

บ้าดิ ตอนนี้กระเช้าล้นห้องจนไม่มีที่จะเดินแล้วเนี่ย

            “ไม่ต้องหรอกพี่สินธุ์ จริงๆ แล้วที่เพลิงไปเจอพี่วันนี้ก็เพราะจะคุยเรื่องนี้แหละ แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเราคุยเรื่องรังเกียจไม่รังเกียจกันซะยาวเลยเนอะ เพลิงแค่จะไปบอกพี่สินธุ์ว่าไม่ต้องส่งกระเช้าขอโทษมาแล้วล่ะครับ วันนั้นเพลิงก็บอกพี่แล้วนี่นาว่าไม่ได้โกรธอะไรสักหน่อย” คนพูดว่าพลางก้าวนำเข้ามาในห้องก่อน ปิดโอกาสให้อีกฝ่ายปฏิเสธว่ายืนคุยหน้าห้องก็ได้ จากนั้นก็เดินเลี้ยวเข้าไปในห้องนอน

            “เอ่อ น้องเพลิง...”

            เจ้าของห้องไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังเรียก เพราะจะดีมากถ้าช่วยเดินตามเข้ามาในห้องนี้ จับเขาทุ่มลงกลางเตียงเหมือนหนก่อน ตามขึ้นมาคร่อมทับแล้วบรรเลงหนักๆ ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่าผู้ชายคนนี้แค่เล่นละครแกล้งทำเป็นคนจริงจังเสียจนใครๆ ก็เชื่อ หากแท้จริงแล้วเป็นหมาป่าในคราบลูกแกะที่พออยู่กันสองต่อสอง...ก็เผยร่างจริง

            สองมือก็เลยปลดกางเกงนักศึกษาอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงบ็อกเซอร์ที่จงใจให้มันดูสั้นกุดกว่าปกติ โชว์ขาขาวๆ ปลดกระดุมเสื้อนักศึกษาจนเหลือเพียงแค่สองเม็ดตรงกลาง แหวกด้านหนึ่งออกให้เห็นแผ่นอก มั่นใจด้วยว่าถ้าก้มเมื่อไหร่ก็นมโผล่

            เพลิงจำแม่นนะว่าพี่สินธุ์ชอบดูดนมเขา!

            จากนั้นก็ลงไปนั่งบนเตียง จับเสื้อให้แหวกเยอะๆ ตาจ้องไปที่กรอบประตู

มามะ มากินกระต่ายน้า

            หากรอแล้วรอเล่า อีกฝ่ายก็ไม่ตามเข้ามาจนหน้าเริ่มเสีย ระดับความขัดใจขึ้นไปเลเวลเจ็ด

            “ทำไมมันยากเย็นแสนเข็ญแบบนี้วะ!”

กูออกไปเองก็ได้*!*

........................................

            คนตัวเล็กสูดหายใจเข้าเต็มปอด รวบรวมสติให้อยู่กับตัว แล้วตัดสินใจเดินออกจากห้องนอนมายังห้องข้างนอก บอกด้วยน้ำเสียงขอโทษขอโพย

            “ขอโทษด้วยครับพี่สินธุ์ คือกางเกงเพลิงมันฟิตน่ะครับ นี่ก็อึดอัดมาสักพักแล้วเลยขอไปถอดมันออกก่อน ท่าทางเพลิงจะอ้วนขึ้นกว่าตอนปีหนึ่งเยอะเลย” เขาเรียกสายตาคู่นั้นให้หันมามองจนได้ ขณะเดียวกันก็...ถกแม่ง

            ใช่แล้ว สองมือของนายเพราเพลิงจัดการถกชายเสื้อนักศึกษาขึ้นมาเหนือขอบบ็อกเซอร์สูงๆ โชว์ให้เห็นเอวเล็กที่กินอะไรก็ไม่เคยอ้วน แถมยังเหมาะมือดีแท้เวลาที่จะจับกระชับมือ จากนั้นก็โยก ส่งยิ้มไร้เดียงสาให้กับคนตัวโตที่ตาค้างไปเรียบร้อยแล้ว

            เอื้อก!

อื้อหือ กลืนน้ำลายชัดมากเลยพี่

            ระดับความขัดใจลดลงมาที่เลเวลห้า

            เพลิงลอบยิ้มกับตัวเอง ถกเสื้อขึ้นสูงอีกนิด แล้วถาม

            “พี่สินธุ์คิดว่าไงเอ่ย”

            “เอ่อ พี่ไม่รู้สิ”

            “ก็พี่สินธุ์เคยเห็นหมดแล้วนี่นา”

            งานนี้ต่อให้คนโง่ยังรู้เลยว่านี่อ่อยระดับสิบ อีกนิดเดียวก็ถกบ็อกเซอร์ให้เห็นแล้ว

            หากรุ่นพี่ตัวโตก็ยังยืนยันจะหันไปทางอื่น บอกด้วยน้ำเสียงแหบสั่นนิดๆ

            “พี่บอกแล้วไงครับว่าวันนั้นพี่จำอะไรไม่ได้”

            “ทั้งที่พี่สินธุ์กัดเพลิงทั้งตัวอะนะ”

            “เอ่อ...” สินธุ์เหลือบมามองทางนี้นิด แล้วรีบหันกลับไปทางเดิม กระแอมให้คอโล่ง ทั้งที่เพลิงเห็นนะว่าอีกฝ่ายกำลังมือสั่น จนคนมองตาวาววับ คิดว่ากำลังจะได้เห็นผู้ชายร้ายกาจคนนั้นอีกครั้ง และในเมื่อไม่มองตรงๆ เพราะฉะนั้น....

            ฟึ่บ

            เพลิงเดินมายืนตรงหน้าผู้ชายตัวโตทันที

            “!!!”

            ระดับสายตาของสินธุ์ที่นั่งอยู่บนโซฟาพอดีกับช่วงเอวเล็กพอดิบพอดี

            “พี่สินธุ์ พี่รู้มั้ยว่าทำไมเพลิงชวนพี่สินธุ์ขึ้นมาบนห้อง” คนถามถามเสียงพร่า

            “มะ...ไม่รู้”

            คนตัวเล็กเลื่อนมือไปปลดกระดุมที่เหลืออยู่ช้าๆ กระทั่งปลายเสื้อแยกออกจากกัน โชว์ให้เห็นแผ่นอกขาวจัดที่แทบไม่เหลือร่องรอยของคืนร้อนรุ่มแล้ว แต่การที่สินธุ์นั่งตรงนี้ ก็เท่ากับว่าไม่มีทางหลบหนีจากรูปร่างที่เผยโฉมออกมาได้เลย

            แม้ว่าเพลิงจะเป็นผู้ชายตัวเล็ก แต่ไม่ใช่ว่าผอมแห้งจนดูไร้อารมณ์ มันดูเต็มไม้เต็มมือไปทุกสัดส่วน ผิวกายก็ขาวจัดน่าทำรอย หัวนมก็สีหวานกว่าผู้หญิงหลายคน ไหนจะช่วงคอยาวที่น่าซุกไซ้ ก้นแน่นน่าบีบ และตอนนี้มันก็อยู่ตรงหน้าผู้ชายที่มีเนื้อหนังและอารมณ์ความรู้สึก

            ผู้ชายที่เคยลิ้มรสชาติร่างกายนี้มาแล้วด้วย

            เจ้าของห้องแทบจะไชโยโห่ร้องเพราะว่าเขาเห็น...อะไรบางอย่างในกางเกงนักศึกษาที่ดันนูนขึ้น

ได้เว้ย วันนี้หายคันแน่ๆ

            หมับ

            เพลิงแทบจะเก็บกักความยินดีไม่อยู่ เมื่อผู้ชายอีกคนฉุดข้อมือเขาจนทิ้งตัวลงไปนั่งบนโซฟาด้วยกัน ดวงตาก็เบิกโพลง ไม่ใช่ตกใจ ดีใจจนเนื้อเต้นต่างหาก เพราะว่า...พี่สินธ์ขยับขึ้นมาเหนือตัวเขาด้วยสีหน้าเข้มจัด

ได้แล้ว เห็นมั้ยไอ้เพลิงต้องได้*!*

            คนที่มั่นใจในเสน่ห์ของตัวเองก็กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เพราะสีหน้าอีกฝ่ายดูกร้าวใจมาก จนหรี่ตาปรือให้ดูเยิ้มๆ กวาดมองไปทั่วแผ่นอกกว้าง แถมพี่สินธุ์เองก็รู้ตัวว่าเขามองอยู่ เพราะว่า...ปลดกระดุมเสื้อแล้ว

ยังไงก็ผู้ชายล่ะวะ

            เพลิงคิดอย่างย่ามใจ เพราะต่อให้เป็นคนดีแค่ไหน มีของฟรีมาตรงหน้า เสนอให้ถึงที่ แทบจะป้อนถึงปากก็ต้องอ้าปากรับเป็นธรรมดา สายตาคาดหวังจึงไล่มองหัวไหล่กว้าง แล้วลงมาเรื่อยๆ ขัดใจที่พี่สินธุ์ถอดเสื้อครั้งนี้ช้าเหลือเกินราวกับจะทรมานใจเขา แถมยังใส่เสื้อกล้ามตัวในด้วยเสียอย่างนั้น

พี่ถอดไวๆ เหมือนหนก่อนได้มั้ยอะ ใจร้อนนะเนี่ย*!*

            ฟึ่บ

            ราวกับคนตัวโตรู้ว่าคิดอะไรอยู่ เพราะมือใหญ่สะบัดเสื้อนักศึกษาที่สวมอยู่ออกอย่างรวดเร็ว แล้ว...

            “พี่สินธุ์...”

“เอาคลุมไว้ดีกว่านะครับ”

            เพล้ง!!!

            เพราเพลิงกำลังเรียกด้วยเสียงแหบพร่าเร้าอารมณ์ หากผู้ชายอีกคน...สะบัดเสื้อลงมาคลุมอกเขา!!!

            รุ่นพี่ตัวโตบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังจนน่ากลัว แล้วผละออกไปยืนเสียจนสุดมุมห้อง

            “...”

            “...”

            วินาทีนั้น ความเงียบเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งห้องกว้าง แล้วเพลิงก็ร้องออกมาได้เพียงแค่...

            “ห้ะ!!!”

            คนตัวเล็กทะลึ่งพรวดขึ้นมานั่งตัวตรง ส่งสายตาตกตะลึงไปยังผู้ชายที่เห็นได้ชัดว่าในกางเกงตุงซะขนาดนั้นแล้ว แต่ยังมีหน้ามาคลุมเสื้อนักศึกษาให้ ไม่พุ่งเข้าใส่เหมือนคืนนั้น จนเพลิงเองก็ทำอะไรไม่ถูกไปหลายวินาที

เดี๋ยวนะๆๆๆ ไม่หรือ ไม่ทำหรือวะ อ่อยขนาดนี้แล้วนะ*!*

            “แล้วตกลงน้องเพลิงให้พี่เข้ามาในนี้เพราะอะไรหรือ”

เอากับกูไงไอ้ควาย

            เพลิงอยากจะตะโกนใส่หน้าแม่ง แต่เขาก็กัดฟันแน่น

            “ก็พี่สินธุ์บอกว่ารู้สึกผิดกับเพลิง ก็เลยจะให้ดูไงครับว่าไม่มีรอยเหลือแล้วจริงๆ พี่เองจะได้ไม่ต้องคอยเอากระเช้ามาให้ ไม่เชื่อก็ดูสิ” คนพูดดึงเสื้อนักศึกษาตัวใหญ่ออก จะถอดเสื้อของตัวเองให้ดูด้วย แต่ผู้ชายตัวโตกลับจ้องออกไปนอกหน้าต่างเขม็งเหมือนมีอะไรน่าสนใจเสียมากมาย

ถ้ากูอ่อยกว่านี้ก็เสียบมึงได้แล้วนะไอ้บ้า*!*

            คนคิดน้ำตาซึม

            “น้องเพลิงแค่บอกก็พอครับ ไม่ต้องให้พี่ดูหรอก”

มาเอากูสักทีเถอะ กูไหว้ล่ะ

            นั่นแหละที่เพลิงอยากบอกออกไป แต่ตอนนี้ได้แต่กัดฟันแน่น แล้วไม่ต้องเสแสร้งเล่นละคร เพราะน้ำตาหยดใสกำลังปริ่มขึ้นมาถึงขอบตา ใบหน้าน่ารักก็ก้มลงมองเพียงมือตัวเอง ความมั่นใจที่มีมาแต่กำเนิดพังยับด้วยน้ำมือของผู้ชายไม่เอาอ่าวคนเดียว

            ไม่ได้เสียใจ แต่เจ็บใจมาก

            ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยอ่อยใครขนาดนี้แล้วชวดเป็นครั้งแรก

            คนถูกอ่อยที่พูดต่อหน้าตาเฉย

            “และถึงแม้น้องเพลิงจะหายแล้ว แต่พี่ยังไม่หายรู้สึกผิดอยู่ดี พี่รู้ว่ามันอาจจะเป็นการรบกวนน้องเพลิงที่ยัดเยียดให้ แต่พี่อยากให้นะครับ ถ้ามีอะไรที่น้องเพลิงอยากได้บอกพี่เลยนะ พี่จะพยายามหามาให้ แม้มันจะทดแทนสิ่งที่พี่ทำลงไปไม่ได้ แต่พี่รู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ พี่พอจะรู้ตัวว่าพี่ค่อนข้างรุนแรงกว่าคนทั่วไป...”

            “ฮึก”

            “หืม!”

            ทันใดนั้น คนตัวโตที่กำลังพล่ามเรื่องความรู้สึกก็หันขวับมามอง เมื่อได้ยินเสียงสะอื้น แล้วพบว่า...เพลิงปิดหน้าตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

            เท่านั้นแหละ ผู้ชายตัวโตที่ยืนยันว่าจะอยู่ตรงนี้ก็กระโจนเข้ามาหา

            “น้องเพลิงร้องไห้ทำไม พี่พูดอะไรผิด”

            “พี่สินธุ์โกหก”

            เพลิงกระซิบเสียงเบาหวิว

            “โกหก?”

            “ฮึก พี่...พี่รังเกียจที่เพลิงเป็นเกย์ใช่มั้ยล่ะ”

            “เปล่านะ เปล่า...ไม่ใช่...”

            “งั้นทำไมพี่ถึงทำท่าเหมือนไม่อยากอยู่ใกล้เพลิง!” เพลิงเงยหน้าขึ้นมาทั้งน้ำตา ถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

            เขาถึงเวลางัดไม้ตายออกมาใช้อีกหนึ่งไม้ตายแล้ว

            น้ำตายังไงล่ะ

            “พี่ทำท่าเหมือนเพลิงจะจับพี่กินตลอดเวลา (จริงๆ ก็ใช่ล่ะนะ) แต่เพลิงแค่อยากจะคุยกับพี่ว่าเพลิงไม่ได้โกรธ พี่ไม่จำเป็นต้องเอาอะไรมาให้เพลิงเลย (ยกเว้นของในกางเกง) ที่เพลิงถอดเสื้อให้ดูก็เพราะจะได้เห็นว่าเพลิงหายดีแล้ว (ไม่ได้ยั่วกันเลยจริ๊งจริง) แต่พี่กลับทำท่าเหมือนเพลิงเป็นไส้เดือนกิ้งกือ เพลิงไม่ได้ขอให้พี่มาเป็นแฟนเพลิงเพื่อรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นซะหน่อย ทำไม...”

ไม่เอากูสักทีวะ*!*

            ท้ายประโยค คนตัวเล็กอัดอั้นตันใจเกินกว่าจะพูดออกไป ได้แต่ยกสองมือปิดหน้าแล้วสะอื้นกับความซวยของตัวเองที่ดันมาเจอท่อนซุงในฝันภายในป่าต้องสาปนี่ จะเอามันออกมาก็ยากเย็นแทบกระอักเลือด แถมเจ้าของซุงก็เล่นด้วยยากเหลือเกิน

ถ้าไม่ยอมทำอีกก็อย่ามาปล้ำกัน (ให้ติดใจ) สิวะ*!*

            ความคิดของคนที่เงยหน้าฉ่ำน้ำตาขึ้นมอง หมายจะใช้มันเรียกอารมณ์ใคร่ในตัวของอีกฝ่าย

            “นั่นสินะ”

กำลังใจมาวูบเลย

            สินธ์บอกด้วยน้ำเสียงราวกับตัดสินใจแล้ว ขณะที่ยื่นมือออกมาเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ใบหน้าคมคายที่มักจะติดเคร่งเครียดก็คลายลงราวกับแก้ปัญหาหนักอกได้เสียที จากนั้นก็ส่งยิ้มให้

            “มันมีวิธีที่ดีที่สุดที่พิสูจน์ได้ว่าพี่ไม่ได้รังเกียจน้องเพลิงเลยนี่นา”

ใช่ๆ วิธีนั้นแหละ

            คนฟังโน้มตัวไปข้างหน้าทันที จับหมับเข้าที่มืออีกฝ่ายที่วางอยู่บนแก้ม เผยอปากให้ดูน่าจูบ คาดหวังเต็มเปี่ยมว่าคราวนี้ได้ชัวร์ เพราะจะมีวิธีไหนที่พิสูจน์ได้ดีเท่านอนด้วยกันสักครั้ง รับรองเชื่อแน่ว่าไม่รังเกียจ แถมติดใจสุดๆ

            “พี่ก็คิดมากอยู่ได้ตั้งนานสองนาน ในเมื่อน้องเพลิงบอกพี่เองว่าไม่ได้ชอบผู้หญิง เพราะฉะนั้น วิธีที่พี่จะรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นก็ต้องเป็นวิธีนี้สิเนอะ”

            คนฟังแทบจะถอดเสื้อตัวเองทิ้งอยู่รอมร่อ ไม่อยากฟังแล้วว่าจะพูดอะไรต่อ ขอแบบทำเลยได้มั้ย

            ขณะที่พี่สินธุ์ก็ดึงมือเขาไปกุม

ไม่ๆ ไม่ต้องทำที่มือ ทำที่ตัวเลย ที่มือไม่เสียว

            เพลิงยิ้มกว้างมากขึ้นทุกที แล้วทันใดนั้น...

“น้องเพลิงเป็นแฟนพี่นะครับ”

            “เอ๊ะ?”

            คนกำลังยิ้มนิ่งค้าง ส่งเสียงออกมาแผ่วเบา ขณะที่ผู้ชายตัวโตก็บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ในเมื่อพี่ปล้ำน้องเพลิงไปแล้ว งั้นพี่ขอรับผิดชอบด้วยการขอคบกับน้องเพลิงนะ”

            เพลิงนิ่งไปนาทีเต็มๆ แล้ว...

            “ห๊าาาา!!!”

            จากนั้นก็สบถลั่นในใจ

นี่มันผู้ชายเหี้ยอะไรวะ*!!!*

........................................


            ครบค่ะ เด็กดอกมาแล้วจ้า เอาแล้วไง จะอ่อยเขาทำผัวข้ามคืน เขากลับแสนดีขอรับผิดชอบเป็นแฟนเสียอย่างนั้น แล้วระดับพี่สินธุ์คนเชย สามเดือนจับมือ หกเดือนได้กันนะเออ เด็กดอกคงลงไปดิ้นทุรนทุรายเลยเชียวนะ แต่ก็เนอะ ระดับเพราเพลิง น้องชายพระพาย ขย่มมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ (หมายถึงน้ำนั่นแหละ ความหมายนั้นเลย) กับแค่พี่สินธุ์คนจริงจังจะรอดเงื้อมมือไปได้ยังไงล่ะเนอะ แฮ่

            จริงๆ แล้ว สำหรับเรื่องของพี่พาย เมย์ได้เปิดตัวอาฟรอสเอาไว้แล้วเนอะ ส่วนเรื่องนี้ คนที่เมย์เปิดตัวทิ้งเอาไว้คือเพ้นท์เจ้าเคะซิงเว่อร์ๆ นั่นเอง ในเมื่อทางทวิตเตอร์เดาถูกแล้ว งั้นก็บอกในนี้เลยจ้าว่าสองคนนี้คู่กันแน่นอนครับผม คราวนี้พระนายห่างกัน 18 ปีเลยนะนั่น เรียกว่าพ่อลูกเลยเชียว แต่ระดับอาฟรอสผู้เลี้ยงเจ้าเพลิงมาแรดขนาดนี้ เขาแซ่บแน่นอนจ้า


            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า

            ปล. เรื่องนี้รบกวนใช้แท็ก #สัตว์ร้ายของผม นะคะ


ความคิดเห็น