สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ชื่อตอน : ตอนที่25 ยูยะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 361

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2561 14:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่25 ยูยะ
แบบอักษร

​ดาบนี่ ใหญ่เทอะทะเกินไปแล้ว ทั้งของชั้นและของคานะเลยด้วย ดาบพรรณ์นี้ใครจะไปใช้ได้กัน? ส่วนแขนนี่คงใช้พลังงานเวทย์มนต์ในการขับเคลื่อนสินะ? เป็นการหมุนเวียนพลังงานได้ดีจริงๆ แถมยังใช้เป็นสื่อกลางได้ดีพอๆกับคริสตัลเวทย์มนต์ไม่มีผิดเลยด้วย

"แล้ว? ที่นี่มันที่ไหนกันล่ะ?"

"ที่นี่เคยเป็นเมืองเมอร์เซียน่าของประเทศเมอร์เซนต์ที่ตอนนี้ล่มสลายไปแล้วค่ะ ไม่มีสิ่งมีชีวิตในเมืองนี้อีกแล้วค่ะ"

"...เกิดอะไรขึ้น?"

"ในขณะที่ท่านราชาหลับไหลไปเป็นเวลาเจ็ดวันเต็มนั้น โลกใบนี้หมุนไปอย่างต่อเนื่องโดยมิติเวลาที่ผันผวนทำให้โลกใบนี้ผ่านไปแล้วเกือบสองเดือนค่ะ พูดให้ถูกคือหนึ่งวันของโลกใบนั้นในตอนนี้ มีค่าเท่ากับหนึ่งสัปดาห์สำหรับโลกแห่งนี้ค่ะ"

"เท่ากับว่าเวลานั้นผ่านไปแล้วถึงเจ็ดสัปดาห์ หรือก็คือสี่สิบเก้าวัน หรือง่ายๆก็คือหนึ่งเดือนกับอีกสิบเก้าวันค่ะ ในช่วงเวลานี้นั้นกลุ่มของอเดลได้ทำลายประเทศราชอาณาจักรเมอร์เซนต์ไปแล้วค่ะ ตอนนี้ประเทศราชอาณาจักรนั้นถูกลดลงเหลือแค่สามประเทศเท่านั้น คือเรนเทียร์ แลนเดียร์ และอาร์ชู โดยที่ประเทศราชอาณาจักรอาร์ชูที่เป็นประเทศของเผ่าอมนุษย์ครึ่งสัตว์นั้นก็กำลังถูกถล่มไปเมื่อไม่กี่วันก่อน คาดว่าอีกไม่นานคงล่มสลายพวกเขาเลยลี้ภัยพาประชาชนออกจากประเทศไปแล้วล่ะค่ะ"

ทั้งสองคนอธิบายได้ดีเยี่ยมจริงๆ แต่ถ้าจะบอกว่าที่นี่โดนทำลาย ก็เท่ากับว่าพวกนั้นก็หายตัวไปด้วยน่ะสิ? ให้ตายสินี่มันลำบากจริงๆ

"ตอนนี้เป้าหมายต่อไป ถ้าไม่ใช่เรนเทียร์ของเผ่ามนุษย์ ก็เป็นประเทศสหราชอาณาจักรแลนเดียร์ที่เป็นประเทศกลางล่ะนะคะ และเป้าหมายของพวกเราคือที่นั่นค่ะ"

"ข้ากับฮารุเห็นพ้องต้องกันว่าท่านควรจะไปตั้งหลักปักฐานที่นั่น เพราะมีโอกาสจะเป็นไปได้ว่าจะเป็นเป้าหมายของกลุ่มอเดลเป็นอย่างสูง อีกอย่าง ข้านั้นส่งตัวรูรูก้าไปที่นั่นแล้วเมื่อวานนี้ ข้าหมายถึงในโลกเดิมล่ะนะคะ"

"จากข่าวที่ข้าได้รับมาจากนาง วันนี้มีการสมัครเข้าเรียนที่สถาบันแลนเดียร์ ที่เป็นสถาบันฝึกสอนการต่อสู้ที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ แถมยังมีทั้งระบบป้องกันและทหารที่แข็งแกร่ง กลุ่มของบาลุคและพูริตอนนี้ก็ไปอยู่ที่นั่นแล้วเรียบร้อยค่ะ"

"นอกจากสองคนนั้นแล้วฉันไม่เจอใครเลย ดูเหมือนว่ารูบี้กับลิลลี่จะหายตัวไปน่ะ"

ให้ตายสิ ยัยสองคนนั้นอีกแล้ว คิดจะพัวพันไปกับทุกๆเรื่องเลยรึไง?

"เป้าหมายของอเดลคืออะไร?"

"ไม่ทราบแน่ชัดค่ะ คิดว่าคงเป็นการค้นหาตัวราชาองค์ใหม่สำหรับตัวนางเอง และชายที่ว่าคงจะต้องเป็นคู่ครองของท่านราชินีอย่างแน่นอนค่ะ"

"ไม่สบอารมณ์เลยจริงๆ ครั้งหน้าถ้าเจอกันอีกชั้นจะซัดให้ตายเลย ยัยเด็กเวรนั่น"

ยูริยิ้มแห้งๆแล้วร่ายเวทย์เบาๆ ไม่นานพวกเราก็ถูกย้ายมาที่หน้าเมืองแห่งนึง

"แลนเดียร์จะพิเศษกว่าประเทศราชอื่นตรงที่มีทั้งมนุษย์และอมนุษย์ทุกเผ่าพันธ์ อีกทั้งยังเป็นเมืองขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอีกด้วย ในส่วนของสถานบันการศึกษานั้นจะอยู่ตรงใจกลาง มีขนาดใหญ่เทียบได้กับเมืองเมืองนึงในเมอร์เซนต์ หรือจะบอกว่าเป็นเมอร์เซียน่าอีกเมืองก็ไม่ผิดอะไรเลย"

ใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ? จะยังไงก็ช่าง รีบๆเข้าไปกันดีกว่า

"หยุดก่อน พวกเราจำเป็นจะต้องขอตรวจใบอนุญาตเข้าเมืองของพวกเธอก่อนนะ"

"ถ้าใช้บัตรกิลด์ได้ก็คงดี แต่พวกเธอคงไม่มีสินะ?"

"ฉันมีนะ มีในส่วนของแอสโมดิอุส ยูริ และของคานะด้วย ก็ไปทำเผื่อเอาไว้ลับหลังหัวหน้ากิลด์น่ะ และมันได้ใช้จริงๆซะด้วย"

ฉลาดจริงๆ นึกว่าจะไม่ค่อยฉลาดกว่านี้ซะอีก

"...อืม ต้องขอโทษด้วยแต่ตอนนี้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสงคราม...แขนนั่นมัน..."

"ไม่ใช่เรื่องของแก อย่าเข้ามาสอด"

"!! ขอประทานอภัยขอรับ!! เชิญทางด้านนี้ขอรับ!!!"

ทหารคนนั้นนำทางพวกเราแล้วให้ทหารคนอื่นเข้ามาประจำการแทน ในขณะที่เดินนำพวกเราเขาก็เริ่มอธิบายอะไรบางอย่าง

"เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกแล้วครับ ตอนนี้มีหลายชีวิตที่ต้องเข้าไปอาศัยในป่าแบบหลบๆซ่อนๆ แต่มีการพึ่งพากันเหมือนกับเอลฟ์และเผ่าซาลามันเดอร์ไม่มีผิดเลยครับ ถ้าเมืองนี้ถูกทำลายไปซะเฉยๆคงไม่ดีแน่ๆ การป้องกันทางเข้าทุกทางก็เป็นหน้าที่ของยามเหมือนกันครับ"

"ปรกติก็ต้องแบบนั้นอยู่แล้วนี่นะ"

"ฮะฮะ ตอนนี้นักผจญภัยมือดีทั้งหลายก็ถูกเกณฑ์ตัวไปเป็นอาจารย์ แถมยังเพิ่มงบประมาณให้อย่างสูงอีก ราชาของที่นี่น่ะไม่ถือตัวเลย ถึงจะมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาลแต่นั่นก็เพราะราษฎร แถมตอนนี้เหล่าชาวนาหรือคนเลี้ยงสัตว์ก็ทำกำไรได้ดีด้วย เพราะว่านักผจญภัยที่ออกจากเมืองไปได้มีไม่มากแล้วจากปัญหาที่เกิดขึ้น รายได้ส่วนใหญ่ก็ไปอยู่กับชาวบ้านและทางชาวบ้านก็ลำบากจนต้องจ้างแรงงานนักผจญภัยที่มีระดับไม่สูงมากมาทำงานด้วยล่ะนะ เอาล่ะ พวกเธอจะไปไหนกันต่อเหรอ?"

ทหารที่นี่ปากมากดีจังเลยนะ หรือจะต้องบอกว่ามีข้อมูลที่มีประโยชน์ดีล่ะ?

"พวกเราจะไปที่สถาบันการศึกษานั่นน่ะ สองคนในพวกเราจะเข้าศึกษา ส่วนที่เหลือจะไปหาข้อมูลน่ะ"

"พวกเราเป็นกลุ่มคนที่ปีศาจพวกนั้นต้องการตัวน่ะค่ะ แล้วก็อย่าบอกเรื่องนี้เชียวล่ะ ที่ข้าพูดกับเจ้าก็เพราะว่าเจ้าบอกข้อมูลที่ข้าไม่รู้ให้กับพวกข้าต่างหาก ไม่ใช่เพราะข้าไว้ใจอะไรเจ้ามากนักหรอกนะคะ"

"พ...พวกคุณ...เป็นใครกัน.."

คานะยิ้มออกมาเล็กน้อย จากที่เงียบมานานเธอก็ตอบทหารคนนั้นไปอย่างเรียบง่ายว่า

"พวกเราก็แค่คนรู้จักกับคนทางนู้น ให้พูดตรงๆเลยคือฉันเป็นน้องสาวของยัยคนที่บุกทำลายประเทศในแต่ละประเทศนั่นน่ะนะ"

"น...น้องสาว!?"

ดีนะที่ไม่มีใครแถวนี้

"เงียบแล้วกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองเถอะ พวกชั้นต้องไปกันแล้ว"

ชั้นไล่ทหารนั่นให้ไปทำงาน แล้วลากตัวยัยพวกนี้ให้ตรงไปที่สถาบันการศึกษา ระหว่างทางแอสโมดิอุสและยูริก็แยกตัวไป ส่วนฮารุก็เหมือนกัน แต่เธอคนนั้นแยกตัวไปทีหลังเพราะจะไปหายัยรูรูก้าที่อยู่ที่อื่น

"นี่คือทางเข้าสินะ?"

"ดูก็น่าจะรู้นะคะพี่คุโระ...เข้าไปกันเถอะค่ะ"

ยัยนี่พกดาบได้เกะกะชะมัดเลย

"ถ้าดาบนั่นหักเมื่อไรจะดีใจกว่านี้เยอะ ไว้ชั้นจะซื้อให้ใหม่นะ"

"ฉันก็อยากได้เล่มที่สั้นกว่านี้อยู่เหมือนกันค่ะ แค่ความยาวที่มากกว่าคาตานะอย่างชิไนที่ใช้ซ้อมเคนโด้ทุกวันนี้ก็รู้สึกได้ว่าใช้งานจริงลำบากแล้วนะคะ ไม่อยากจะนึกถึงตอนใช้เจ้านี่เลย"

"ไม่ต้องสาธยายให้มากความหรอก ทางนี้ก็มีดาบที่ขนาดใกล้เคียงกันเหมือนกันนะ"

ถึงจะเอียงตัวดาบขนาดนี้แล้วยังรู้สึกว่ามันลากอยู่กับพื้นเลย สงสัยต้องปรับแต่งสักเล็กน้อยล่ะนะ อย่างน้อยก็ต้องให้มันสั้นลงทั้งด้ามจับและใบดาบล่ะนะ เหลือแค่ร้อยหกสิบก็ยังดีกว่าน่า

แต่ชั้นจะไปปรับแต่งดาบบ้านี่ได้ยังไงกันล่ะ? ชั้นช่างเรื่องนั้นแล้วเดินเข้าไปในสถาบันการศึกษานี่พร้อมกับคานะ และคนอื่นๆอีกจำนวนหลายสิบคน

สองในนี้ที่ชั้นเห็นผ่านๆคือบาลุคและพูริ แน่นอนว่าไม่ใช่ทางที่ชั้นจะเดินไป พวกเราต้องไปต่อแอถวลงทะเบียนและคงต้องเข้ารับการทดสอบ ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็มาแนวนั้นอยู่แล้วแท้ๆ

"กรุณากรอกประวัติคร่าวๆ และความสามารถที่มีด้วยนะคะ"

"เสร็จแล้วค่ะ"

"เร็ว!? อ...ขอประทานอภัยค่ะ เชิญเลยค่ะ"

รีแอ็คชั่นเวอร์เกินไปแล้ว

"...เอ่อ...แขนนั่น...อาวุธเหรอคะ?"

"บนโลกใบนี้คงไม่มีคำว่าแขนกลสินะ? งั้นก็จำเอาไว้ว่ามันคือแขนกลที่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยกระแสพลังเวทย์ที่เรียกว่ามานา แต่ไม่ต้องจำหรอกแค่ไม่ต้องถามมากกว่าพอ"

"อ...ค่ะ ขอประทานอภัยอีกครั้งค่ะ กรุณากรอก---"

"กรุณากรอกประวัติคร่าวๆและความสามารถด้วยสินะ? เข้าใจแล้ว ... เสร็จแล้ว"

"... อ๊ะ เธอคนนั้นเขียนไว้ว่าเวทย์แสง!? แถมคุณยังเขียนไว้ว่าเวทย์มืด...เรื่องจริงเหรอคะ?"

"มันต้องมีการตรวจสอบพลังเวทย์อยู่ไม่ใช่รึไง? ไม่ต้อสงสัยแล้วเก็บไปเถอะ"

อยากจะบอกตรงๆอยู่หรอกว่าไม่อยากจะเป็นเป้าสายตาของคนที่อยู่ที่นี่ เพราะชั้นรำคาญสายตาแบบนี้น่ะนะ

ชั้นปลีกตัวออกมาแล้วไปหาคานะ จากนั้นก็เดินไปที่สนามสอบ ไม่นานพวกเราก็ถูกแยกเพราะว่าต้องไปเข้าสนามทดสอบคนละสนามกัน

จากที่ดูแล้ว สนามทดสอบนี้คงเป็นสนามทดสอบความสามารถทางด้านการต่อสู้สินะ? จำนวนทั้งหมดสิบห้าสนาม แบบนี้ถึงได้เร็วสิท่า?

"ต่อไป!"

ดูเหมือนจะถึงคิวของชั้นไวกว่าที่คิดแฮะ แบบนี้ก็ค่อยดีหน่อย

ชั้นเดินขึ้นไปบนสนามทดสอบ ผู้คุมสอบเป็นสาวสวยคงจะราวๆยี่สิบต้นๆไม่ก็กลางๆ ผมสั้นสีแดง ดวงตาด้วยทำเอานึกถึงยัยอเดลจนเกิดหงุดหงิดขึ้นมาเลย

เธอค่อนข้างจะสูง มีกล้ามเนื้อที่ดี แถมถนัดดาบใหญ่สินะ? แต่ดาบของเธอคงจะเป็นดาบที่วางพิงอยู่นั่นแน่ๆ ถ้าเอาดาบของตนมาใช้กับอีแค่การทดสอบคงจะมีปัญหาใหญ่ตามมา แต่ถ้าไม่พกเอาไว้ก็เป็นปัญหาเหมือนกันล่ะสินะ

"...นายชื่ออะไร?"

"ไม่มีความจำเป็นต้องบอกกับเธอเลยสักนิด"

"ปากดีจริงๆนะ ดูซิว่าจะเก่งได้สักแค่ไหน!!"

เธอพุ่งเข้ามาประชิดผมแล้วเหวี่ยงดาบจากทางซ้ายวาดเป็นแนวตรงมาทางขวา และเป้าหมายของเธอคือคอของผม แต่แน่นอนว่ามันจะไม่โดน นั่นก็เพราะเธอหยุดมันเอาไว้

และเพราะเธอหยุดเอาไว้ มันทำให้ผมไม่เป่าหัวเธอด้วยกระสุนปืนจุดห้าศูนย์เออีนี่ แต่เธอดูไม่หวาดกลัวอะไรเลย กลับกันเธอทำสีหน้าดูกถูกผมซะด้วย คงเป็นเพราะเรื่องเมื่อกี้ล่ะสิท่า

"เหอะ นึกว่าจะเก่งกว่าที่โม้เอาไว้ซะอีกนะ ถ้านี่คือสนามรบเธอคงตายไปตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว"

"ถ้านี่เป็นสนามรบ เธอคงตายก่อนที่จะได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ"

"ไอ้อุปกรณ์เวทย์กระจอกๆที่ไม่มีแม้แต่พลังเวทย์เลยนั่นน่ะนะ? มันจะทำอะไรฉันได้กัน?"

เธอเก็บดาบของเธอแล้วเดินจากชั้นไปโดยที่ไม่ให้ชั้นได้พูดอะไรไปมากกว่านี้เลยด้วยซ้ำ

"นายสอบตก ความสามารถของนายไม่แม้แต่จะหลบการโจมตีของฉันด้วยซ้ำ ความมั่นใจก็ดีแต่มันไม่มากพอหรอกนะ ในสนามรบนายต้องกระตือรือร้นมากกว่านี้ และต้องไม่พึ่งพาอุปกรณ์เวทย์มนต์มากเกินไป ไม่งั้นนายจะตายเอาได้"

"ดูเหมือนเธอจะเก่งแต่พูดสินะ"

"...ว่าไงนะ?"

ชั้นแสยะยิ้ม เอาเข้าจริงพอถูกพูดอยู่ฝ่ายเดียวแบบนี้มันน่ารำคาญใจสุดๆไปเลยล่ะ

"เธอไม่แม้แต่จะจับสัมผัสทางเวทย์มนต์จากชั้นได้เลยด้วยซ้ำ เธออาจจะสังเกตว่าชั้นก็มีดาบ และชั้นก็ใช้มันได้ซะด้วย นอกจากนี้พลังเวทย์ของชั้นยังมีมากมาย มากพอที่จะลบล้างประเทศนึงได้ง่ายๆเลย และอย่างสุดท้าย นี่ไม่ใช่อุปกรณ์เวทย์ แต่เป็นอาวุธประเภทนึง เจ้านี่เร็วกว่าเสียงและรุนแรงมากพอที่จะฆ่าคนได้ง่ายๆ"

"ไร้สาระ เรื่องพลังเวทย์น่ะฉันไม่เถียงหรอกเพราะว่าพลังเวทย์ของฉันมันน้อย แต่มันก็ไม่มีผลอะไรมากมาย ส่วนเรื่องฝีมือดาบน่ะถ้านายไม่แสดงออกมาฉันก็ประเมินไม่ได้อยู่แล้ว ว่าแต่จะโกหกก็ให้มันน้อยๆหน่อยนะ พลังเวทย์ระดับตำนานแบบนั้นน่ะ มีแต่ผู้กล้าไม่ก็จอมมารเท่านั้นแหละที่จะทำได้ อีกอย่างนึง อาวุธเล็กๆนั่นจะฆ่าใครได้กัน?"

ชั้นล่ะเกลียดการมาเถียงกับคนแบบนี้จริงๆเลย ไม่แม้แต่จะรับฟังด้วยซ้ำ ...แต่ช่างเถอะ

"เหอะ น่ารำคาญจริงๆ"

*ปัง!*

"!!"

ไม่มีทางที่เธอจะหลบพ้นหรอก แม้ว่าจะไหวตัวทันแต่มันก็ไม่พ้นทางอยู่ดี

กระสุนเฉียดขาของเธอไปทำให้เป็นแผลไหม้ น่าจะทำให้วิ่งไม่ค่อยได้สักระยะถ้าไม่ได้รับการรักษา และยัยนี่บอกเองว่าเธอใช้เวทย์ได้ไม่ค่อยดีนัก ก็เท่ากับว่าเธอไม่มีความสามารถในการรักษาตัวเอง

"นี่นาย!!"

"ไม่มีกฎให้ทำในสนามรบหรอกนะ ...จะว่าไปเธอไม่รู้สินะ? คนที่เธอกำลังทำสงครามด้วยน่ะเป็นผู้กล้าที่กลายเป็นจอมมารไปแล้ว ยัยนั่นน่ะแข็งแกร่งกว่าชั้นก็จริง แต่คนที่สู้กับยัยนั่นได้ก็มีแต่ชั้นเท่านั้น และชั้นกับยัยนั่นก็รู้จักกันเป็นการส่วนตัว"

ชั้นจงใจพูดให้เบาลงเล็กน้อย เพราะมีคนมุ่งเป้าความสนใจมาทางนี้เลยต้องเบี่ยงประเด็น แต่ดูเหมือนยัยนี่จะติดกับชั้นเข้าซะแล้ว

"นายหมายความว่ายังไง?"

"ว่ายังไงล่ะ? ชั้นไม่จำเป็นต้องเรียนด้วยซ้ำ ชั้นเข้ามาที่นี่เพื่อหาข้อมูล เอาตามตรงถ้าพวกเธอร่วมมือกันทั้งประเทศก็ยังสู้ชั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ ชั้นไม่ได้มั่นใจจนเกินเหตุ แต่เพราะว่าพวกเธออ่อนแอจนไม่สามารถจะต่อกรชั้นได้ต่างหาก ดาบนั่นน่ะไม่มีทางมาถึงคอของผมได้หรอกนะ"

"...ฉันหมดความอดทนกับนายแล้วนะ!! ฉันจะล้มเธอให้คว่ำจนไม่สามารถลุกกลับมาได้อีกเลย!"

*เปรี้ยง!*

"อั่ก!"

หมัดขวาของชั้นพุ่งเข้าใส่ที่ท้องน้อยของยัยผู้หญิงคนนี้ ก็อย่างที่รู้กันว่าชั้นแข็งแกร่งแค่ไหน แรงกระแทกของหมัดของชั้นจึงทำให้เธอหมดสติในทันที

ยัยนี่ไม่ได้อ่อนแออย่างที่ชั้นพูดยั่วไปก่อนหน้านี้หรอกนะ แต่ชั้นน่ะแข็งแกร่งกว่ายัยนี่เฉยๆ

ดูเหมือนว่าชั้นจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมแฮะ ชั้นในตอนนี้แข็งแกร่งเทียบเท่าหรือมากกว่าร่างปีศาจก่อนหน้านี้อีกนะ หรือเป็นเพราะผนึกเริ่มคลายออกจนหมดแล้วกันนะ?

แต่สัมผัสไม่ได้ถึงร่างปีศาจเลยแม้แต่น้อย กลับกันรู้สึกแปลกๆกับร่างกายในตอนนี้เอามากๆ แต่มันไม่มีปัญหาอะไรกับการเคลื่อนไหว

ยังไงก็ตามชั้นต้องปลุกยัยนี่ ชั้นเลยสร้างกระแสไฟฟ้าที่มือขวาที่ประคองยัยยนี่เอาไว้ พอถูกช็อตเธอก็สะดุ้งแล้วถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว แถมยังอยู่ในท่าเตรียมพร้อมอีกด้วย

"ไม่ขอบคุณกันหน่อยรึไง? ชั้นรักษาเธอนะ"

"...กับตัวอันตรายอย่างนายล่ะก็ไม่ ไม่นึกเลยว่าจะรวดเร็วและแข็งแรงถึงขนาดที่ซัดฉันจนสลบไปได้ ไหนจะอาวุธนั่นอีก นั่นไม่ใช่อาวุธที่โลกใบนี้จะสร้างขึ้นได้เลยนะ..."

"เธอนี่มันน่ารำคาญจริงๆ แต่แบบนี้ก็เท่ากับว่าชั้นสอบผ่านสินะ? เพราะชั้นสามารถอัดเธอให้ลงไปนอนได้ถึงจะเป็นแค่ทีเผลอก็เถอะ"

"เหอะ ก็เพราะว่ามันเป็นการโจมตีทีเผลอไงฉันถึงได้---"

"อย่าเข้าใจผิดไป ไม่ว่าใครก็ตามในกลุ่มพวกเธอ สำหรับชั้นมันก็มีช่องว่างกันทั้งหมดนั่นแหละ จะให้พูดว่าเล่นทีเผลอล่ะก็ขอเปลี่ยนใหม่ พวกเธอน่ะต่อให้ระวังตัวดีแค่ไหนก็มีจุดบอดทั้งนั้น ตราบใดที่ยังไม่เร็วเท่าชั้นล่ะก็ แนะนำให้ไปฝึกมาเพิ่มซะดีกว่านะ"

"ว่าไงนะ?!"

"อีกฝ่ายแข็งแกร่ง แข็งแกร่งกว่าชั้นในตอนนี้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มของจอมมารอีก เธอคงไม่รู้เรื่องสินะว่าไอ้จอมมารนั่นทำอะไรไปบ้าง ถ้าจำไม่ผิด ไอ้จอมมารเวรนั่นยังเหลืลอลูกน้องที่เป็นเจ้าแห่งปีศาจอยู่ ปริศนาของสัตว์ประหลาดที่พวกเธอไม่ได้พบบ่อยๆเองก็มี สองกองทัพที่น่ากลัวนี้น่ะ รวมกันแล้วไม่ใช่คู่มือของพวกเธอเลยแม้แต่น้อย เพราะงั้นโลกนี้ถึงต้องการผู้กล้ายังไงล่ะ แต่ว่าหนึ่งในนั้นมีผู้นำเป็นผู้กล้าที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ เข้าใจที่ชั้นพูดใช่ไหม?"

ชั้นใช้โทนเสียงดังขึ้นเพื่อให้คนรอบๆได้ยิน ยัยผมแดงก็รู้สึกตัวได้ในทันที

"หนึ่งเป็นผู้กล้า อีกหนึ่งเป็นจอมมาร เป้าหมายที่แตกต่างกันยังไงก็ต้องมาเจอกัน ฝ่ายที่ชนะก็จะถล่มโลกใบนี้อยู่ดี ฝั่งทางนี้น่ะมีแต่เสียกับเสีย...ถ้าไม่มีผู้กล้าอีกคนล่ะก็นะ"

ชั้นชี้ไปทางด้านหลังยัยผมแดง คนที่ยังยืนอยู่บนสนามอยู่ตรงฝั่งนั้นคือคานะที่ถือดาบยาวนั่น และคนที่นอนหมอบอย่างกับกระสอบทรายนั่นคือครูฝึก

"ยัยนั่นคือผู้กล้าที่สามารถต่อสู้กับสองปีศาจนั่นได้ ถึงมีพลังแบบเดียวกันกับผู้กล้าคนก่อนหน้านี้ที่พวกเธอไม่รู้จัก นั่นก็เพราะอาณาจักรเมอร์เซนต์พยายามที่จะยึดครองตัวผู้กล้าไว้เพียงคนเดียวน่ะนะ"

"เมอร์เซนต์น่ะเหรอ...ให้ตายสิ เป็นประเทศที่น่ารำคาญไม่เปลี่ยนเลยนะ"

ชั้นเก็บปืนแล้วเดินผ่านยัยผมแดงไป ยัยนั่นจ้องมองชั้นทุกนาทีเลย อย่างกับจะไม่ปล่อยชั้นไปไหนซะอย่างนั้น

"อย่างที่นายพูด พวกฉันมันยังอ่อนแอถ้าไปเทียบกับสัตว์ประหลาดแบบนั้น แต่นายเองก็คงเป็นสัตว์เหมือนกันล่ะสิท่า?"

"ตัวจริงของชั้นยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดซะอีก เดี๋ยวพอถึงตอนนั้นก็คงจะรู้เองล่ะนะ"

"พี่คุโระนี่ผ่านง่ายๆเลยนะคะ แต่ไม่น่าจะต้องยิงขู่เลยนะคะ"

ไม่ได้ยิงขู่สักหน่อย ยัยนี่หลบได้ทั้งๆที่เล็งยิงไปที่ขาของยัยนี่แท้ๆ ถึงจะฟังดูเหมือนจะง่ายแต่ระยะขนาดนั้นไม่น่าจะหลบได้แม้แต่น้อยด้วยซ้ำ แต่ยังไงก็ตามมันช้าเกินไปอยู่ดีถ้าเทียบความเร็วกับพวกนั้น

"อา ไม่ผ่านเพราะอาวุธที่ชั้นใช้เป็นสิ่งที่ยัยนั่นไม่รู้จัก ซึ่งมันก็จริงนั่นแหละนะ อีกอย่าง ประกาศให้รู้กันไปเลยดีกว่าว่าใครแข็งแกร่งที่สุดในนี้"

มีโอกาสเจอตัวยัยนั่นด้วย ถึงจะไม่คิดว่าจะอยู่บนโลกใบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาก็เถอะ เพราะว่าถึงจะช้าไปหน่อยแต่การที่จัดการทุกเรื่องแล้วค่อยไปตามหาตัวยัยนั่นยังไงก็คงจะดีกว่าไปตามหาตัวมาเสี่ยงอันตรายอยู่แล้ว

"สรุปว่าพวกเรามาทำอะไรที่นี่กันคะเนี่ย?"

"สร้างถิ่นฐาน และหาเบาะแสของยัยพวกนั้น จำไว้แค่นี้ก็พอ"

ชั้นกับคานะออกมาจากสนาม แต่ว่าชั้นถูกจ้องมอง...ไม่สิ ยัยผู้หญิงนั่นเดินตามชั้นมาติดๆแล้วด้วยซ้ำ

"ตามมาทำไมกัน?"

"มันย่อมเป็นเรื่องปรกติที่ฉันต้องติดตามตัวอันตรายอย่างนาย อีกอย่าง ฉันอยากจับแขนนั่นสักหน่อยน่ะ"

ยัยนี่ ไม่ปกติอีกคนแล้วสินะ? ไม่ได้อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับยัยนี่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว

"ดูสิว่าใคร จำฉันได้ไหมนายชุดดำ"

"...มิยุงั้นเหรอ"

มิยุ เจ มาร์วิลลาร์ คราวก่อนที่เจอกันคงจะเป็นช่วงเกือบสองเดือนที่แล้วของเธอสินะ สำหรับชั้นมันพึ่งผ่านไปไม่กี่วันด้วยซ้ำ

ลักษณะของเธอคร่าวๆคือเป็นเด็กสาวที่น่าจะอายุน้อยกว่าผมซะด้วยซ้ำ น่าจะเทียบเท่าหรือน้อยกว่าคานะอีก จะบอกว่าเธอคล้ายคานะก็ได้ ผมสีน้ำตาลอ่อนมันข้างของเธอก็โดดเด่นพอๆกับแว่นบนหน้าของเธอ และพลังเวทย์ของเธอก็ดูเหมือนจะมีเยอะมากอีกด้วยแฮะ

"นายดูเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ที่เราจะกันครั้งก่อน แบบว่าหลงรักเลยนะ ...ว่าแต่แขนนั่นมันอะไรกัน?"

"ชั้นไม่จำเป็นต้องตอบคำถามของเธอมิยุ จะว่าไปชั้นไม่ได้มีธุระกับเธอด้วยซ้ำ"

"ไม่เอาน่า อย่าเย็นชานักสิ อย่างน้อยๆฉันอยากจะรู้จักนายนะ ...พ่อหนุ่มจากต่างโลก"

ยัยนี่ ทำให้ยัยหัวแดงข้างหลังเกิดความสงสัยขึ้นซะแล้ว

"หลังจากนี้ฉันจะไปหานายนะ ก็หลังจากทดสอบพลังเวทย์นายจะได้รับการประเมิน ถามอาจารย์ข้างหลังก็แล้วกันว่าสวนดอกไม้หลังอาคารไปทางไหน ฉันจะคุยกับนายที่นั่น แต่ถ้านายไม่มาล่ะก็"

เธอยิ้มอย่างมีเลศนัย นั่นทำใหชั้นรู้สึกไม่ชอบใจยัยนี่สักเท่าไรเลยแฮะ

"ก็ถ้าไม่มา นายจะไม่ได้เจอยูยะอีกตลอดชีวิต ประมาณนั้นก็แล้วกัน"

*ครืดดดด*

"แกหมายความว่ายังไง?"

"เฮ้ยๆ ถ้านายระเบิดพลังตอนนี้พวกฉันก็แย่น่ะสิ ยูยะน่ะเป็นเพื่อนของฉัน เธอไปรอนายที่นั่นตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ตามไปหลังจากนี้ เธออาจจะไปมาหานายอีก เธอฝากฉันมาบอกเรื่องแค่นี้ล่ะนะ"

"...หลังจบเรื่องนี้ชั้นจะซัดเธอให้หมอบเลย"

"อย่าทำร้ายผู้หญิงสิ ไว้เจอกันนะ ...คุโระคุง"

ยัยยูยะ ไปเก็บเพื่อนแบบนี้มาจากไหนกันเนี่ย ทั้งน่ารำคาญและเจ้าเล่ห์สุดๆ ทำเอาเผลอปล่อยแรงกดดันจนทำให้คนในบริเวณนี้หายใจไม่ออกไปชั่วขณะเลยนะ

ยัยหัวแดงนี่ก็ด้วย ยัยนั่นก็ด้วย แข็งแกร่งในระดับนึงเลยนะที่ไม่ถูกกดดันด้วยแรงกดดันขนาดนี้น่ะ

"ที่คุณมิยุพูดหมายความว่ายังไงกันน่ะ? นายชื่อคุโระใช่ไหม?"

"จัดเรียงลำดับของประโยคคำถามหน่อยเถอะ แล้วถ้าอยากรู้ก็ไปด้วยกันซะสิ ว่าแต่เรียกชื่อห้วนๆก็น่าจะได้อยู่ ทำไมถึงให้ความสำคัญกับคำพูดอย่างสุภาพกับยัยนั่นด้วยกัน"

"นายไม่รู้เหรอ? มีข่าวลือว่าเด็กคนนั้นมีสิทธิที่จะเป็นผู้กล้าแห่งปราชญ์คนต่อไปเลยนะ อ๊ะ นายมาจากโลกอื่นนี่นะ"

"...ชั้นจะไปทดสอบให้เสร็จโดยเร็ว"

"ฉันจะนำทางเอง จริงสิ ฉันชื่ออามาเมะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ"

"อา ยินดีที่ได้รู้จัก ยัยหัวแดง"

"นายนี่มันน่าต่อยชะมัด"

"ไม่ต้องชม ชั้นไม่ดีใจหรอกนะ"

"ไม่ได้ชมย่ะ!"

ยัยหัวแดงนำทางพวกเรามาตรงสนามฝึกที่อยู่ด้านใน ก็นะ เป็นกำแพงเวทย์ที่ดูแข็งแกร่งอยู่หรอก นอกจากนี้ยังมีลูกแก้วที่ดูเหมือนจะไว้วัดระดับพลัง และความเข้ากันได้ของธาตุสินะ?

"...อาจารย์อามาเมะ ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่? แล้วหน้าที่ของคุณล่ะ?"

"ในสัญญามันเขียนเอาไว้ชัดเจนแล้วนะ ว่าฉันจะทำงานในส่วนที่ฉันอยากทำเท่านั้น และฉันก็พาสองคนนี้มารับการทดสอบ หนึ่งในนี้เอาชนะฉันได้ด้วยหมัดเดียว ถึงจะดูอ่อนแอมากก็เถอะ"

ดูเหมือนว่าอำนาจของชั้นจะยังกลับมาไม่มากพอที่จะทำให้คนระดับเธอกลัวได้สินะ? แต่ตรงนั้นมันไม่ผิดหรอก ที่ผิดน่ะคือเธอไม่รู้ตัวในส่วนนี้ต่างหาก

ประสาทสัมผัสของเธออาจจะดีแต่ว่าผมนิ่งเกินไป นั่นเป็นจุดอ่อนเพราะเธอไม่สามารถตรวจจับอะไรแบบนี้ได้เลย นอกจากนี้ยังตรวจจับพลังเวทย์ไม่ได้อีก ปัญหามากมายจริงๆ

ในส่วนของปืนของชั้นนั้นต่อให้เอาคนบนโลกใบนี้มาทั้งโลกก็บอกไม่ได้หรอกว่ามันคืออะไรและอันตรายยังไง แถมยังมีปัญหากับแขนขวาของชั้นซะมากมายอีก น่ารำคาญสุดๆไปเลย

"ถ้างั้นทั้งคู่ก็มาตรงนี้เลย"

ชายคนนึงที่ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์ใส่แว่นหน้าตาหล่อเหลาก็เรียกพวกชั้นไปหา เริ่มโดยคานะแตะลูกแก้วนั่น และแสงที่ส่องออกมาคือแสงสีขาวผ่องนวลสว่างไปทั่ว 

"...มากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย สมแล้วจริงๆที่เป็นพี่น้องกัน"

ชั้นแสยะยิ้ม คานะนั้นถึงจะดูเหมือนอ่อนแอมากกว่าฮินะ แต่ถ้าสองคนนี้ต่อสู้กันโดยใช้แค่ดาบแบบเคนโดอย่างเดียวล่ะก็ ฮินะแพ้ได้ง่ายๆเลยล่ะ เพราะฮินะเก่งไปซะทุกด้านถ้าให้เทียบก็คือเป็นระดับAทั้งหมด

ในขณะที่ทุกอย่างยกเว้นวิชาดาบของคานะนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า แต่วิชาดาบของเธอนั้นมีสูงถึงระดับSSSถ้าให้เทียบออกมาเป็นตัวอักษรล่ะก็นะ

"ว...เวทย์มนต์แห่งแสง....ท....ท่านผู้กล้า!!"

"เอ๊ะ!? ม...ไม่ใช่สักหน่อยน่า! ว่าแต่ไม่ต้องทดสอบแล้วรึไงกัน!?"

"อ่ะ...ขอประทานอภัย เชิญเลยขอรับ"

สุภาพจริงนะเจ้านั่น

พอเขาบอกแบบนั้น คานะก็ไปยืนอยู่ที่จุดที่เขากำหนดเอาไว้ แล้วยื่นมือขวาออกไป ส่วนมือซ้ายก็รู้อยู่ ประคองดาบเอาไว้น่ะนะ

"...ต้องร่ายคำร่ายไหมอ่ะ?"

"เอ๊ะ?! ไม่ต้องร่ายก็ใช้เวทย์ได้งั้นเหรอขอรับ!!?"

ลืมบอกไปสินะ? นั่นน่ะมันทักษะพิเศษ มีแค่ไม่กี่คนหรอกที่ทำได้น่ะ ไม่ใช่ว่าไม่มีแต่มันค่อนข้างจะยากที่จะควบคุมพลังเวทย์แล้วสร้างออกมาโดยไร้ซึ่งคำร่าย เจ้านั่นก็คงต้องตกใจเรื่องนั้นอยู่แล้วล่ะนะ

แล้วทำไมยัยนี่ถึงได้ดูไม่ค่อยตกใจอะไรเลยกันล่ะเนี่ย?

"...ก็แค่เห็นน่ะนะ"

"ชั้นยังไม่ได้ถามอะไรเธอสักหน่อย"

"ชั้นน่ะ ถึงจะดูเหมือนโง่และพลาดอะไรง่ายๆ แต่ก็กล้าพูดว่าฉันไม่ได้ตายง่ายๆ และฉันก็ไม่ได้อ่อนแอด้วย พูดก็พูดเถอะในที่นี้น่ะฉันแข็งแกร่งสุด เท่ากับว่านายที่เอาชนะฉันได้ก็ย่อมถูกคาดหวังเป็นพิเศษ ...แต่มันก็น่าแปลกจริงๆนั่นแหละ อาวุธนั่นและความแข็งแกร่งของนายมันเป็นของจริง ฉันแค่ต้องการจะเห็นเวทย์มนต์ของนายเพื่อยืนยันอีกครั้งเท่านั้นเอง"

"เป็นแค่ยัยคนโรคจิตสินะ เธอน่ะ"

"อย่ามาเรียกว่าโรคจิตนะ!!"

*ตูม!!!!*

*เพล้ง!!*

"โห? ดูพวกคุณสนิทกันจังเลยนะคะ? ว่าไงคะพี่คุโระ? คุณอามาเมะ?"

"ม...ไม่มีอะไรหรอกน่า! คุณคานะ!!"

กระสุนแสงนั่น...ทำลายกำแพงนั่นได้จริงๆด้วยสินะ รุนแรงจริงๆ

ยูริ เธอได้สร้างสัตว์ประหลาดอีกคนออกมาแล้วสินะ แล้วชั้นก็ไม่เข้าใจด้วยว่าทำไมเธอถึงได้ระเบิดความหงุดหงิดของเธอใส่กำแพงนั่นกัน ...ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสักหน่อย ก็รู้อยู่หรอกนะว่ายัยนั่นชอบชั้น

"ทำเกินไปแล้วน่า ...ว่าไงนายแว่น"

"นายแว่น!? ข...ข้ามีนามว่าอาเดียส! ช...ช่างเถอะ ท่านผ่านขอรับ"

"ต่อไปก็ชั้นสินะ"

ชั้นเดินผ่านคานะที่ยังคงจ้องยัยหัวแดงนั่นจนจะกินเลือดกินเนื้อกันอยู่แล้วนั่นแล้วเข้าไปแตะลูกแก้วนั่นด้วยมือซ้าย

"...ไม่เห็นจะมีอะ---"

*เปรี๊ยะ*

"---ไรเลย..."

ถึงขั้นที่เกิดรอยร้าวเลยงั้นเหรอ? ไม่สิ พลังที่มีแค่ก้นถังนี่ยังทำได้ขนาดนี้เชียวเหรอ? พอเห็นอย่างนั้นผมก็แสยะยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้

รอยยิ้มที่ดูน่าสยดสยองของผมคงทำให้นายแว่นนี่ตกใจ แต่ว่าแสงของลูกแก้วนั้นไม่มีทำให้เขาดูใจเย็นลงได้เร็วขึ้น

"...นี่คงจะพังแล้ว แต่มันน่าจะส่องแสงออกมาบ้าง...ไม่มีพลังเวทย์เลยงั้นเหรอ?"

"...เฮ้อ"

นั่นสินะ ถึงจะไม่เข้าใจก็เถอะว่าทำไมแต่แสงสีดำมันควรจะแสดงออกมาให้เห็นสิ แต่ก็นะชั้นไปขัดแย้งอะไรเรื่องนั้นไม่ได้หรอก

"กลับไปได้แล้ว"

"ว่าไงนะ?"

"ไม่มีธาตุ ไม่มีอะไรแสดงให้เห็น บนโลกใบนี้ไม่มีเวทย์ประเภทไร้ธาตุที่ไม่มีสีหรอกนะ แม้แต่เวทย์ชีวิตประจำวันเองก็มีสีเป็นของตัวเอง พวกไร้สีน่ะมันหมายถึงพวกที่ไม่ม่ีพลังเวทย์เท่านั้นนั่นแหละ"

งั้นเหรอ แสดงว่าความมืดอาจจะแปลกประหลาดกว่าคนอื่นรึเปล่า? ไม่สิ...ความมืดน่ะมันคือสีดำต่างหาก ใครๆก็เห็นทั้งนั้น

แต่ช่างเถอะ ชั้นจะแสดงให้เห็นมากกว่ามานั่งเถียงกับคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องล่ะนะ

"เฮ้ย! เดี๋ยว!"

ชั้นเมินเฉยเจ้าแว่นนั่นแล้วไปที่จุดที่กำหนดไว้ จากนั้นชั้นก็ยื่นมือซ้ายออกไปพร้อมกับบีบอัดพลังเวทย์ให้เล็กลง แล้วยิงออกเป็นกระสุน ถึงจะเหมือนกระสุนปืนแต่มันไม่เท่ากับปืนหรอกนะ ยังไงปืนกับเวทย์ชนิดนี้ก็แตกต่างกันอยู่แล้ว แถมยังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการบีบอัดพลังเวทย์อีก

แต่ยังไงก็ช่าง ผลของการโจมตีเบาๆของชั้นนั้นตอนนี้ก็คงจะเป็นไปตามที่ชั้นคิด

*เพล้ง!!*

"น...ัน่นมันอะไรกันน่ะ!?"

"เวทย์มนต์ชนิดความมืด เวทย์ที่มีแต่ปีศาจเท่านั้นที่ใช้ได้ยังไงล่ะ"

"ล...แล้วทำไมนายถึง!?"

ชั้นแสยะยิ้มอีกครั้ง วันนี้ชั้นรู้สึกว่าตัวเองแสยะยิ้มบ่อยมากเลยแฮะ

"ชั้นไม่ได้บอกสักหน่อยว่าชั้นเป็นมนุษย์ ใบสมัครชั้นก็เขียนไว้ชัดเจนนะ ว่าเป็นจอมมารน่ะ"

"ให้มันน้อยๆเถอะค่ะพี่คุโระ ดูยังไงพี่ก็เป็นมนุษย์ธรรมดานะคะ และที่เขียนไปก็บอกไปว่ามนุษย์ด้วย ไม่ได้เขียนไว้ว่าจอมมารสักหน่อยนะคะ"

ชิ ยัยนี่ทำให้ชั้นหมดสนุกจริงๆ

"แต่ชั้นไม่ได้โกหกเรื่องที่ชั้นเป็นจอมมารนะ ชั้นคือจอมมารตัวจริงเลยล่ะ ต่างจากคนที่พวกแกรู้จักเยอะ ชั้นคือลูกของจอมมารคนก่อนหน้านี้น่ะ"

"จอมมารคนก่อนหน้านี้....จอมมารอาร์คัสน่ะเหรอ!?"

หือ?

"อาร์คัสงั้นเหรอ?"

"โซโนซากิ อาร์คัส จอมมารที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมมารที่ยิ่งใหญ่ที่สุด พวกเราไม่มีใครเคยเจอตัวจริงหรอกนะแต่เขาเคยปกครองโลกทั้งใบด้วยความแข็งแกร่งของเขา เขาสามารถสร้างโลกที่สงบสุขได้ พลังของเขามีไว้เพื่อทำลายพวกสารเลวน่ะ แต่ว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน เขาถูกฆ่าตายด้วยฝีมือของจอมมารคนปัจจุบันที่ชื่ออูรานอสอะไรนั่นน่ะ"

"ชั้นจะถามแค่เรื่องของพ่อ แต่ถ้านายรู้แค่นั้นล่ะก็ไม่เป็นไร ส่วนไอ้สารเลวอูรานอสนั่นชั้นเคยประมือกับมันมาก่อนแล้ว และนี่คือผลลัพท์ของการต่อสู้นั่น ชั้นแพ้และเสียแขนข้างนี้ แต่ว่าชั้นก็ทำบาดแผลให้มันได้เหมือนกันซึ่งก็คือแขนข้างเดียวกันกับชั้นนี่แหละ"

ชั้นยกแขนขวาขึ้นมาให้เจ้าแว่นนั่นดู ยัยหัวแดงเองก็ดูเหมือนจะตกใจมาก ส่วนคานะนั้นไม่เลยสักนิด

ว่าแต่คนพวกนี้จะไม่ทดสอบกันแล้วรึไงกัน? สอดรู้สอดเห็นซะจริงเลยนะไอ้พวกคนมีเวลาว่างในชีวิตพวกนี้เนี่ย

"ไม่ต้องมาเห็นใจชั้น เพราะยังไงรอบหน้าชั้นก็ต้องชนะมันให้ได้ และจะต้องสยบยัยนั่นด้วย"

"ยัยนั่น?"

ไม่รู้เรื่องอะไรเลยงั้นเหรอเนี่ยไอ้แว่นบ้านี่น่ะ

"ยัยนั่น ฮินาตะ ฮินะ อดีตผู้กล้าจากราชอาณาเมอร์เซนต์เป็นกำลังหลัก...ไม่สิ หัวหน้าของกลุ่มอีกกลุ่มที่กำลังก่อสงครามกับพวกแกไง หัดจำไว้บ้างล่ะ"

"...ผู้หญิงผมขาวคนนั้นน่ะนะ!?"

"อา และยัยนั่นก็คือน้องสาวของยัยผู้หญิงผมขาวที่แกว่า"

ชั้นชี้ไปที่คานะซึ่งทำหน้านิ่งๆอยู่ตรงนั้น ก็ไม่เข้าใจหรอกว่าจะโป๊กเกอร์เฟซไปทำไมแต่ช่างมันเถอะ

"ชั้นเป็นพวกไม่ชอบเปิดเผยอะไรมาก และก็ไม่ชอบทำอะไรลับๆ ยังไงโลกนี้ก็จะพังทลายเข้าสักวันอยู่แล้ว รู้ตัวจริงไปก็ไม่มีผลอะไรหรอก...เว้นแต่อยากจะให้มันถูกทำลายเร็วๆจากการที่เข้ามาคุกคามพวกชั้นก็ไม่ว่า เพราะแค่ชั้นคนเดียวพวกแกก็ไม่มีชีวิตรอดกลับไปแล้ว"

"พี่คุโระ เมื่อไรจะไปหายัยนั่นกันคะ? อยากจะฆ่ายัยนั่นให้ตายอยู่แล้วตอนนี้น่ะ"

คานะแสยะยิ้ม นี่ไม่ได้ฟังที่ชั้นพูดเลยสินะ แต่ช่างมันเถอะ

"อา นำทางไปทีสิ ยัยหัวแดง"

"อา! มา! เมะ!!! เรียกชื่อกันหน่อยสิโธ่!!!"

"จะนำทางไปดีๆหรืออยากจะเสียแขนสักข้างก่อนถึงจะค่อยคุยกันรู้เรื่องคะ? คุณอามาเมะ?"

"...ค่ะ ขอประทานอภัย"

ว่านอนสอนง่ายซะจริง ยัยคานะนี่ก็น่ากลัวเหมือนกันแฮะ 

"หวังว่าชั้นคงได้รับการประเมินดีๆล่ะ"

"อ...อืม"

ชั้นเดินตามยัยสองคนนั้นไปติดๆ ตามทางเดินมันอาจจะดูซับซ้อนแต่ชั้นก็พอจำมันได้คร่าวๆ และไม่นานสวนดอกไม้ที่ยัยนั่นนัดชั้นเอาไว้ก็อยู่ตรงหน้าของชั้น

ตรงสวนดอกไม้นี่มีทางเดินอยู่ ดูเหมือนมันจะลากยาวเข้าไปในสวนที่มีขนาดใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นเขาวงกฏเล็กๆเลยก็ได้ล่ะนะ แต่ชั้นที่ไม่รู้ทางก็ยอมเดินตามยัยหัวแดงนั่นไปอย่างว่าง่าย

"อ๊ะ! มาแล้วสินะ!"

ตรงนี้คงเป็นใจกลางของสวนวงกฏนี่สินะ? ค่อนข้างสวยจริงๆ ใครกันที่เป็นสร้างสิ่งนี้เอาไว้น่ะ?

"แล้ว? ไหนล่ะยูยะ?"

"หึหึ เรื่องนั้นน่ะ...ยัยนั่นหนีไปไหนก็ไม่รู้แล้วน่ะสิ"

...ชาตินี้ชั้นจะได้เจอยัยนั่นไหมเนี่ย?

"ล้อเล่นน่ะ เชิญนั่งก่อนสิ"

"อย่ามาเล่นลิ้นมากเลย ชั้นถามว่ายัยนั่นอยู่ที่ไหน"

"ยูยะอยู่อีกด้านนึงของสวน เธอกำลังเดินมาพร้อมกับน้ำชาที่เตรียมไว้ นี่เป็นสิทธิพิเศษของฉัน"

"สิทธิพิเศษเหรอ?"

พอเห็นผมถามอย่างนั้นยัยแว่นนี่ก็ยิ้มออกมาแล้วก็เล่าเรื่องของเธอ ที่เกี่ยวข้องกับที่นี่ให้ชั้นได้รับรู้

"แรกเริ่มเลย ฉันเกิดที่ตระกูลที่มีปัญหากับผู้หญิงมากที่สุดในโลก แถมยังมีปัญหาภายในบ้านจนเกิดสงครามเล็กๆอีกด้วย แต่นั่นอย่าได้ไปใส่ใจ ที่ฉันจะบอกคือหลังจากที่ฉันหนีออกมาได้ฉันก็ฝึกฝนตัวฉันเองที่มีพรสวรรค์ด้านเวทย์มนต์ที่หลากหลายนี่ จนตอนนี้ฉันได้ฉายานักปราชญ์และความสามารถที่ล้นหลามมาครอง นายอาจจะรู้จักอาจารย์อามาเมะแล้วสินะ? ฝีมือของอาจารย์อามาเมะกับฉันน่ะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่เป็นคนละด้านแค่นั้นเอง"

"อย่างนี้นี่เอง ยัยนี่อวดตัวเองว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกถ้าไม่นับจอมมารกับผู้กล้า ส่วนเธอก็อวดตัวเองว่าตัวเองแข็งแกร่งเทียบเท่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดคนนั้นสินะ?"

"ไม่ได้อวดสักหน่อย! ฉันน่ะแข็งแกร่งจริงๆ! แต่คุณมิยุน่ะแข็งแกร่งยิ่งกว่าฉันซะอีก นอกจากเธอจะใช้เวทย์ได้หลากหลายแล้ว ทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเธอก็เพียงพอที่จะใช้ป้องกันตัวได้อีกด้วยนะ"

ยัยหัวแดงที่อยู่ด้านหลังอธิบายให้ชั้นฟัง สรุปก็คือไม่ใช่ยัยหัวแดงที่แกร่งที่สุด แต่ที่เธอพูดคือความสามารถด้านดาบสินะ? ส่วนยัยนี่คือจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งที่สุด ถ้ายัยพวกนี้อยู่ด้วยกันก็อาจจะพอสู้กับพวกนั้นได้บ้าง

แต่ก็ไม่มากพอที่จะสู้กับฮินะและไอ้สารเลวนั่นได้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมีอเดลอีก คนที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้จักนั้นแน่นอนว่าพวกนี้ไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของพวกนั้นหรอก

"หลายวันก่อนพวกฉันได้ออกไปทำภารกิจ และพวกฉันก็เจอกับปีศาจที่น่ากลัวมากอยู่ตัวนึง ดูเหมือนจะชื่อ...เบลเซบับใช่ไหมนะ?"

"อืม เจ้านั่นเป็นภัยคุกคามระดับโลกเลยล่ะ"

"พวกฉันเลยจัดการทิ้งไปน่ะ ว่าไง? นายน่าจะรู้จักเจ้าสิ่งนั้นอยู่นะ"

ภัยคุกคามระดับโลก เบลเซบับตามตำนานบาปทั้งเจ็ดในศาสนาคริสต์จริงๆด้วย จัดการหนึ่งในบาปที่เหมือนกับเจ้าตัวที่ชั้นจัดการไปได้แบบนี้ ยัยนี่น่าสนใจชะมัด

"น้ำชามาแล้วล่ะมิยุ... คุโระ"

"ยูยะ"

*ตึกๆๆๆๆ*

*ฟุ้บ*

เวลาอะไรจะเกิดมันก็มักจะเกิดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย นี่คือคำพูดของใครบางคนสินะ? ชั้นขอยืมมาใช้หน่อยก็แล้วกัน

ไม่ทันจะได้ตั้งตัวอะไรเลยด้วยซ้ำ ยูยะก็เดินเข้ามาในสวนแห่งนี้พร้อมกับรถเข็นที่เต็มไปด้วยถ้วยน้ำชาและขนมมากมาย อย่างกับเมดเลยนะยัยนี่

และเมื่อเจอชั้น ยัยนี่ก็แสดงทักษะของตัวเองด้วยความเร็วเข้ามากอดชั้นในขณะที่เข็นรถนั่นไปไว้ข้างๆยัยแว่นนั่นได้อย่างไม่เสียหายอะไร เธอเข้ามากอดชั้นราวกับว่าคิดถึงกันมาเนิ่นนานเลยล่ะ...ก็ผ่านไปหลายเดือน สำหรับเธอคงเป็นปีแล้วล่ะมั้ง

เธอสูงขึ้นเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน เธอก็สวยขึ้นอีกด้วย แข็งแกร่งขึ้นมาก พลังเวทย์ของเธอนั้นสุดยอดสุดๆไปเลยล่ะนะ

"ตอนนี้เธอคงอายุสิบเก้าสินะ?"

"ใกล้จะยี่สิบแล้วล่ะ นายล่ะ?"

"ชั้นเพิ่งจะสิบแปดเองนะ อยู่มานานแค่ไหนแล้วกันเนี่ย?"

"เกือบจะสองเดือนแล้ว ว่าแต่นายดูเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ"

"อา ชั้นเองก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน แต่ชั้นคิดว่านี่คงจะเป็นตัวตนจริงๆของชั้นล่ะนะ"

ชั้นยิ้มออกมาเล็กน้อยเหมือนกับยูยะ บรรยากาศแปลกๆของชั้นคงไปกระทบอะไรยัยสามคนนั้นเข้าล่ะมั้ง? ยัยคานะเองก็ทำหน้านิ่งเลยไม่เข้าใจความคิดของยัยนั่นอยู่เลยแม้แต่น้อย

"ถ้านี่เป็นตัวตนจริงๆของนายฉันก็ชอบนะ ไม่สิ ฉันรักนายอยู่แล้วนี่นะ"

"แบบนี้ชั้นคงต้องตอบรับเธอด้วยความรักตามที่เธอต้องการสินะ?"

"ไม่ดีรึไงกัน?"

"ไม่เลย ชั้นเองก็รักเธอเหมือนกันอยู่แล้วน่า"

ชั้นกับยูยะจูบกัน แม้จะดูเหมือนว่าจะเป็นภาพลวงตาแต่ชั้นก็เห็นแว่นของยัยมิยุร้าวเล็กน้อยอยู่เหมือนกัน

หลังจากที่จูบกันจนหายคิดถึง ยัยคานะก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างชั้นกับยูยะ พร้อมทำหน้างอลแก้มป่องอย่างกับลูกแมวแปลกๆมาทางชั้น

ไม่ต้องพูดอะไรด้วยซ้ำ เธูอก็เข้ามาจูบชั้นด้วยอีกคนนึง ยัยยูยะที่มองอยู่ด้านหลังก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นสาวยันเดเระซะเฉยๆเลย

"นี่ อย่าพึ่งมาขวา---ง"

ไม่ทันจะพูดจบยัยยูยะก็ถูกจูบโดยคานะไปอีกคน แต่แค่ชั่วครู่เธอก็ผละออกมา แล้วมองหน้าพวกชั้นด้วยสีหน้างอลเล็กน้อย

"ฉันเป็นพวกรักผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ดีน่ะค่ะ แต่ฉันมีแค่พี่คุโระเท่านั้นนะคะ ส่วนผู้หญิงก็มีพี่ยูยะที่เมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาฉันกับพี่ยูยะก็ได้มีอะไรด้วยกั---"

"เดี๋ยวว้อย! อย่าแฉสิเฮ้ย!"

น่ารำคาญจริงๆ แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกันแฮะ

"ฮะฮะฮะ"

"หือ? มีอะไรเหรอคุโระ?"

"เปล่า แค่คิดอะไรเพลินๆนิดหน่อยน่ะ"

คอยก่อนเถอะ ชีวิตที่แสนวุ่นวายของเธอน่ะ ชั้นจะเป็นคนจบมันเอง ฮินะ!

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว