ยินดีต้อนรับทุกคนค่ะ เรื่องท่านอ๋องเจ้าขา...ข้ายอมแล้ว เปิดให้อ่านฟรีไม่ติดเหรียญ ฉบับนี้เป็นฉบับรีไรท์แล้วนะคะ ขอบคุณทุกกำลังใจจริง ๆ

ท่านอ๋องเจ้าขา...ข้ามาเอาขลุ่ยคืน (1)

ชื่อตอน : ท่านอ๋องเจ้าขา...ข้ามาเอาขลุ่ยคืน (1)

คำค้น : ท่านอ๋อง, จีน, จีนโบราณ, ฟิน, จิกหมอน, NC, พระเอกงานดี, รักเมีย, หลงเมีย

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.8k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2561 06:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ท่านอ๋องเจ้าขา...ข้ามาเอาขลุ่ยคืน (1)
แบบอักษร

ท่านอ๋องเจ้าขา...ข้ามาเอาขลุ่ยคืน (1)

เยี่ยนเยว่ฉีมองไปรอบ ๆ ถ้ำใต้น้ำตกจำลองซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงาม มีทางเดินทอดยาวสู่พื้นหินที่ยกสูงขึ้นเสมือน    หนึ่งเป็นเกาะกลางน้ำ ด้านบนมีตั่งหิน และโต๊ะสำหรับวางขนมกับน้ำชา นี่คงเป็นสถานที่สำหรับนั่งพักผ่อนขณะเดินเล่น

เสียงน้ำตกจากภายนอกไม่ได้ดังรบกวนอย่างที่คิด ถ้าสังเกตดูให้ดีถ้ำนี้ออกแบบมาให้ระบายอากาศ และยังมีช่องรับแสงสว่างอีกด้วย ดวงอาทิตย์สาดส่องลำแสงอันอบอุ่นเข้ามาภายในถ้ำ ต้องกระทบผิวน้ำปรากฏเป็นเงาระยิบระยับงดงามพลิ้วไหว

มู่เลี่ยงหรงยืนหันหลัง ในมือถือขลุ่ยหยกของเยี่ยนเยว่ฉีเอาไว้ นางย่างเท้าไปตามทางเดินหิน

เยี่ยนเยว่ฉีมีพี่ชายรูปงามราวเทพเซียนอย่างเยี่ยนจิ้นหลิง มาตรฐานบุรุษในใจของนางจึงสูงตามไปด้วย หญิงสาวอดลอบพิจารณาบุรุษเบื้องหน้าไม่ได้ ฉินอ๋องสูงส่งสง่างาม ใบหน้าราวรูปสลักคมคายถึงแม้จะดูเย็นชาอยู่บ้าง แต่กลับทำให้โฉมสะคราญรู้สึกประหม่าอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับเขาเพียงลำพังหัวใจของเยี่ยนเยว่ฉีเต้นระรัว ยิ่งเดินเข้าใกล้ชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำมากขึ้นเท่าใด มือเรียวงามของนางก็เย็นเฉียบขึ้นทุกขณะ ทั้งตื่นเต้นระคนหวาดหวั่นในหัวใจ

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้ามู่เลี่ยงหรงจึงค่อย ๆ หันหลังกลับมาอย่างช้า ๆ เยี่ยนเยว่ฉีเยื้องกรายเข้ามาหยุดยืนห่างออกไปเพียงหนึ่งจั้ง บุรุษร่างสูงใช้ดวงตาเข้มลึกจดจ้องโฉมงามไปทั่วเรือนร่างอันอวบอิ่มราวกับว่าจะมองนางให้ทะลุ

เยี่ยนเยว่ฉีเป็นคุณหนูในห้องหอ ถึงจะมีโอกาสพบพานบุรุษอยู่บ้างตอนที่จวนแม่ทัพจัดงานเลี้ยงที่เมืองหานจี แต่ก็ยังไม่เคยมีคุณชายบ้านใดมองนางด้วยสายตาร้อนแรงถึงเพียงนี้  นัยน์ตาคมกริบทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนกำลังถูกโลมลูบไปทั่วร่างจนสั่นสะท้าน  ใบหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อขึ้นทุกขณะ

“คารวะฉินอ๋อง เยว่ฉีมารับขลุ่ยหยกคืนเพคะ” เสียงของนางทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนเมื่อครู่

“อืม...เราคืนให้เจ้าแน่” มู่เลี่ยงหรงปรายสายตามองขลุ่ยหยกในมือ “เมื่อครู่ได้ลองเป่าขลุ่ยของเจ้ามันไร้เสียง เราเกรงว่ามันคงตกเสียหายแล้วกระมัง” มู่เลี่ยงหรงแสร้งพูดเหมือนไม่รู้อะไร

“เรียนท่านอ๋อง ขลุ่ยของหม่อมฉันไม่ได้เสียหาย แต่เพราะทำขึ้นพิเศษ ต้องฝึกฝนและเป่าอย่างถูกวิธีจึงจะสามารถบรรเลงให้มีเสียงไพเราะได้” เยี่ยนเยว่ฉีตอบอย่างตรงไปตรงมาไม่ปิดบัง

“เราเองก็ชื่นชอบดนตรี อีกทั้งยังร่ำเรียนมาไม่น้อย ในจวนก็มีขลุ่ยสั่งทำพิเศษอยู่หลายแบบ หรือคุณหนูเยี่ยนคิดว่าเราด้อยฝีมือจึงไม่สามารถเป่าขลุ่ยเลานี้ได้?” ฉินอ๋องแกล้งทำเป็นมีโทสะ

“เยว่ฉีมิบังอาจ ท่านอ๋องทรงพระปรีชา ผู้คนในใต้หล้าต่างรู้ดี แต่เป็นเพราะขลุ่ยเลานี้อาจารย์ของข้าเป็นผู้สร้าง ต้องอาศัยกำลังภายในเล็กน้อยจึงจะเป่าให้มีเสียงดังได้” หญิงสาวก้มศีรษะเล็กน้อย แสดงกิริยานอบน้อมราวกับต้องการขออภัย “ไม่เชื่อท่านอ๋องลองดูใหม่สิเพคะ แต่อาจจะบรรเลงเป็นเพลงยากเสียหน่อย หม่อมฉันร่ำเรียนอยู่เป็นนานจึงสามารถเล่นเป็นบทเพลงอันไพเราะได้” สตรีเจ้าของขลุ่ยเงยหน้าขึ้นสบนัยน์ตาหงส์ของชายหนุ่ม รอยยิ้มแสนนุ่มนวลแขวนอยู่บนใบหน้า ให้ความรู้สึกสดใสดั่งต้องแสงตะวัน

มู่เลี่ยงหรงรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจ กิริยาของนางทำให้ก้อนเนื้อในหน้าอกด้านซ้ายค่อย ๆ เต้นเป็นจังหวะอันถี่รัว ทั้งที่ปกติเขาเป็นคนสุขุมเยือกเย็น แต่ครานี้กลับร้อนรุ่มจนแทบพังทลาย

‘มารดามันเถอะ! นางเป็นภูติพรายหรืออย่างไร เหตุใดข้าจึงหวั่นไหวถึงเพียงนี้ ไม่ได้เด็ดขาดมู่เลี่ยงหรง เจ้าต้องไม่หลงเล่ห์แห่งสตรีง่าย ๆ เช่นนี้’ ท่านอ๋องพยายามข่มใจอย่างสุดความสามารถ

เยี่ยนเยว่ฉียังคงยิ้มพราย ลอบบิดผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดอยู่ใต้แขนเสื้อ เมื่อช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษในชุดสีดำคราใด      ก็เห็นเขาเพียรจดจ้องนางไม่วางตา หน้านางร้อนไปหมดแล้ว ต้องการให้ท่านอ๋องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง จะเป่าก็เป่าจะคืนก็คืนเสียทีเถิด หากอยู่ด้วยกันสองต่อสองไปเรื่อย ๆ คงอันตรายต่อความรู้สึกเป็นแน่

มู่เลี่ยงหรงรู้สึกเหมือนตนกำลังจะพ่ายแพ้ เพียงสตรีตรงหน้ายกมืองามดุจลำเทียนขึ้นลูบปิ่นปักผม เรียวแขนขาวราวหิมะพลันปรากฏสู่สายตา ใบหูของเขาก็เห่อแดงขึ้นทันที ‘นี่ข้ากำลังเขินอายผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ? หึ! เป็นอย่างไรก็เป็นกัน หวั่นไหวแล้วจะเป็นอย่างไร นางเป็นว่าที่หวางเฟยของจวนฉินอ๋องอยู่แล้ว จะเกี้ยวสตรีสักครั้งก็คงไม่เสียหายกระมัง’

ชายหนุ่มตัดสินใจจรดริมฝีปากบางบนขลุ่ยหยก หลุบนัยน์ตาสีนิลลงเล็กน้อย เขาตั้งสมาธิแล้วปลดปล่อยลมปราณสู่เครื่องดนตรีอันแสนพิเศษ ฉับพลันบังเกิดเสียงขลุ่ยพริ้วพรายแผ่วพลิ้ว บทเพลงรักนกยวนยางล่องลอยกังวานไปทั่วถ้ำหิน

แม้เสียงจะยังไม่คงที่ แต่ก็มากพอให้เยี่ยนเยว่ฉีตื่นตะลึงระคนประทับใจ นึกไม่ถึงว่าฉินอ๋องจะสามารถเป่าขลุ่ยพริ้วพรายเป็นเพลงได้ตั้งแต่ครั้งแรก นัยน์ตาดอกท้อทอประกายชื่นชมส่งไปให้บุรุษผู้หล่อเหลา พลางคิดในใจว่าจะดีสักเพียงใดหากเนื้อคู่ของนางจะเป็นชายผู้องอาจ และมากความสามารถอย่างบุรุษผู้นี้

มู่เลี่ยงหรงพยายามควบคุมลมปราณ แต่ขลุ่ยหยกเลานี้ก็เป่ายากเสียจริง แต่ก็ทำอย่างตั้งใจจะถ่ายทอดความรู้สึกปรารถนาที่กำลังจะท่วมท้น ผ่านเพลงรักนกยวนยางอันเลื่องชื่อ บุรุษนิยมใช้เพลงรักนี้เกี้ยวพาอิสตรี

‘ช่างน่าอาย...แต่ข้าก็ยินดี เยี่ยนเยว่ฉีเจ้าจงภูมิใจเถิด องค์ชายเช่นข้าไม่เคยกระทำเพื่อสตรีใดถึงเพียงนี้’

โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ กระแสพลังหนึ่งได้ก่อเกิด และแผ่กระจายไปอย่างเชื่องช้า ในที่สุดเยี่ยนเยว่ฉีถูกรายล้อมเอาไว้ด้วยมนต์ตรา คลื่นอารมณ์รุนแรงป่วนปั่นถูกถ่ายทอดสู่กายนาง โฉมสะคราญรับรู้ได้ถึงความรู้สึกต้องการอันท่วมท้น คลื่นพลังอันร้อนแรงฉุดรั้งนางให้จมดิ่งสู่ความปรารถนาของบุรุษผู้บรรเลงเพลงรักโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

เยี่ยนเยว่ฉีโดนพลังปราณผสานกับอำนาจของขลุ่ยวิเศษ ก่อให้เกิดความรู้สึกร้อนรุ่มอย่างยากจะอธิบาย ความวาบหวามหวั่นไหวเข้าจู่โจมพาให้เรี่ยวแรงหดหายแทบจะหมดสิ้น ขาเรียวงามของนางพลันอ่อนยวบ

เมื่อมู่เลี่ยงหรงสังเกตเห็นสตรีตรงหน้าเกิดอาการผิดปกติ เขาจึงหยุดเป่าขลุ่ยในทันที ร่างสูงเคลื่อนกายจนชายชุดคลุมสะบัดไหว ชายหนุ่มปราดเข้าไปรับร่างบางสู่อ้อมแขนได้ทันท่วงที

มู่เลี่ยงหรงไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดเยี่ยนเยว่ฉีถึงได้หมดเรี่ยวแรง ได้แต่ประคองหญิงงามไว้ในอ้อมแขน อีกมือหนึ่งก็ลูบไล้ไปบนแก้มนวลอย่างห่วงใย ร่างงามนุ่มนิ่มหอมกรุ่นอ่อนระทวยพิงอกแกร่งของเขาเอาไว้ ใบหน้านางแดงเรื่อจนถึงใบหู เสียงหายใจหอบกระชั้นดังอย่างชัดเจน นัยน์ตาดอกท้อฉ่ำปรือ ริมฝีปากสีแดงสดเผยอออกเล็กน้อยราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เขาเข้าครอบครอง

ผ่านไปครู่หนึ่งนางยังคงเหมือนดั่งคนไร้สติสิ้นเรี่ยวแรง ชายหนุ่มจึงตวัดแขนอุ้มร่างบางขึ้นแนบกาย เขาสาวเท้าพาหญิงสาวไปยังตั่งหินแล้วนั่งลง ส่งผลให้ยามนี้เยี่ยนเยว่ฉีอยู่บนตักแกร่ง มู่เลี่ยงหรงจดจ้องโฉมสะคราญในอ้อมแขนอย่างไม่วางตา กิริยาช่างยั่วยวนชวนให้เขาตกตะลึง ต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยรู้สึกว่าคอนั้นแห้งผาก ‘นางกำลังเชิญชวนข้าอยู่อย่างนั้นหรือ?’

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยินดีอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างเต็มใจ มู่เลี่ยงหรงก็ไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีก ความสุขุมเยือกเย็นที่เคยมีสลายไปจนสิ้น ริมฝีปากบางครอบครองริมฝีปากอวบอิ่มในที่สุด ลิ้นอุ่นร้อนตวัดไล้เลียกลีบปากสีกุหลาบอย่าง แผ่วเบา ลิ้นปราดเปรียวค่อย ๆ แทรกเข้าสู่โพรงปากทันที เมื่อปลายลิ้นทั้งสองสัมผัสกัน ก่อให้เกิดกระแสป่วนปั่นสั่นสะท้าน ลิ้นร้อนกระหวัดรัดลิ้นบาง ดูดชิมความหวานอย่างลึกซึ้ง เขาโหมจูบหนักหน่วงทว่าเนิบช้าค่อย ๆ เติมเชื้อแผดเผานางให้ลุกเป็นลูกไฟ บุรุษผู้หิวกระหายดูดกลืนลมหายใจของนางแทบหมดสิ้น เยี่ยนเยว่ฉีพยายามหอบหายใจ เผยอริมฝีปากส่งเสียงครางหวิว

มู่เลี่ยงหรงครางกระหึ่มในลำคอ กระแสร้อนวูบหนึ่งพลันพุ่งไปยังกลางกาย  ความเป็นชายแข็งขึงดึงดัน  เขาปวดหนึบ      กับความอึดอัดตึงแน่นอันถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้กางเกง แม้จะรุมร้อนด้วยเพลิงปรารถนาสักเพียงใด ชายหนุ่มก็อดทนมิให้ตนเอง   ขาดสติจนรีบร้อนครอบครองหญิงสาวในอ้อมอกเสียตรงนี้

เยี่ยนเยว่ฉีรู้ถึงกลิ่นอายของบุรุษที่เข้มข้นปนกับรสสุราจาง ๆ ชายผู้นี้กำลังมอมเมานางด้วยรสจูบ หัวสมองขาวโพลนไปหมด ร่างกายเบาหวิวและล่องลอย มือนุ่มละมุนทั้งสองเลื่อนขึ้นโอบต้นคอแข็งแกร่งเอาไว้แน่นราวกับเกรงว่าเขาจะจากไป

กระแสรุ่มร้อนพลุ่งพล่านยากควบคุม ยามนี้นางไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรแล้ว ได้แต่เพียงปล่อยตัวปล่อยใจไปตามที่ชายหนุ่มนำพา คนงามขยับกายไปมาหวังจะคลายความรู้สึกวาบหวามที่กำลังทรมานร่างกาย แต่ก็ต้องสะดุ้งเมื่อความแข็งขึงของบุรุษดุนดันสะโพกงาม

ถึงเยี่ยนเยว่ฉีจะไร้ประสบการณ์เรื่องชายหญิง แต่ก็เคยได้อ่านหนังสือภาพวังวสันต์มาบ้าง ครั้งหนึ่งนางบังเอิญไปพบเข้าตอนไปยืมหนังสือในห้องพี่รองมาอ่าน  จำได้ว่าเมื่อเห็นภาพในหนังสือก็อายแทบตาย พี่รองเข้ามาเห็นเข้าพอดี แต่ก็ไม่ได้ดุว่า    กลับบอกให้นางศึกษาเรื่องในห้องหอเอาไว้บ้างก็ดี ยามเมื่อพบเจอบุรุษอันพึงใจจะได้มิตระหนกตกใจจนทำอันใดมิถูก

เมื่อรู้ว่าตนเองกำลังนั่งอยู่บนความเป็นชายของมู่เลี่ยงหรงก็ตกใจ นี่หรือคือแก่นกายของบุรุษ? มันช่างใหญ่โตและ      ร้อนลวก คิดไม่ถึงเลยว่าของจริงจะน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าภาพวาดในหนังสือ

เยี่ยนเยว่ฉีได้สติขึ้นมาทันที ความตกใจระคนเขินอายทำให้นางพยายามดิ้นให้หลุดจากวงแขนที่รัดแน่น

มู่เลี่ยงหรงกัดฟันกรอด เมื่อหญิงสาวในอ้อมกอดเริ่มขยับกาย ยิ่งดิ้นสะโพกงอนงามก็ยิ่งบดเบียดกับแก่นกายของเขา ชายหนุ่มส่งเสียงครางต่ำในลำคอ สตรีนางนี้ทำให้เขาแทบคลุ้มคลั่ง ความอดกลั้นที่มีเกือบจะพังทลาย บุรุษผู้ร้อนรุ่มถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดาย แต่ยังคงโอบกอดสตรีแสนซุกซนไว้อย่างหวงแหน

“เยว่ฉี...อย่าดิ้นสิ” มู่เลี่ยงหรงกระซิบข้างหูนางอย่างแผ่วเบา ซ้ำเรียกขานนางอย่างสนิทชิดเชื้อ

“ทะ...ท่านอ๋อง...ปะ...ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ” นางยังไม่ยอมหยุดดิ้น มือทั้งสองทั้งทุบทั้งผลักป่ายปัดไปทั่ว เริ่มร้องโวยวายเสียงดังหวังให้เขาปล่อยตัวนางเสียที

“อยู่นิ่ง ๆ ไม่อย่างนั้นเราจะทนไม่ไหวแล้วนะ” มู่เลี่ยงหรงห้ามปรามด้วยเสียงอันสั่นเทา แต่มิยอมคลายอ้อมแขนแม้สักน้อย ลมหายใจอันอุ่นร้อนเป่ากระทบใบหูนางจนแดงซ่าน

“ฮือ ๆ ปล่อยสิ....ปล่อย” นางยังคงดิ้นรน มือน้อย ๆ ก็ทุบลงบนอกของเขา

“ชู่ว์...เด็กดื้อ ถ้าเจ้าดิ้นอยู่แบบนี้เราจะสงบลงได้อย่างไร หรือว่าเจ้าอยากให้เราหมดความอดทนแล้วจับเจ้ากินเสียทั้งเนื้อทั้งตัวเดี๋ยวนี้...หือ” กล่าวจบก็จุมพิตแผ่วเบาบนริมฝีปากของนางทีหนึ่งอย่างสนิทสนม

ลมหายใจอันหนักหน่วงของท่านอ๋อง ทำให้เยี่ยนเยว่ฉีรู้ว่าเขากำลังข่มใจด้วยความยากเย็น นางจึงหยุดดิ้น หยดน้ำใส ๆ เริ่มเอ่อคลอบนดวงตา รู้สึกอับอายที่ถูกเขาช่วงชิงจูบแรกของนางไป

เมื่อหญิงสาวเชื่อฟังและหยุดดิ้น มู่เลี่ยงหรงยิ้มกริ่มอย่างพอใจ นัยน์ตาคมปลาบยังฉายแววปรารถนาอันลุกโชน นิ้วเรียวหยาบของบุรุษวาดไล้บนริมฝีปากบวมแดงซึ่งเพิ่งผ่านการถูกจูบอย่างเร่าร้อน รสชาติหวานล้ำยังคงตราตรึง ท่านอ๋องหนุ่มไม่คิดว่าสตรีในอ้อมกอดจะหอมหวานถึงเพียงนี้จะดูดกลืนเท่าไหร่ก็มิพอ ทำให้เขาหิวกระหายไม่รู้จบ...


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว