ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 23 : ห้วงนที

ชื่อตอน : บทที่ 23 : ห้วงนที

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 29

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ต.ค. 2561 20:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 23 : ห้วงนที
แบบอักษร

กีบเท้าอาชาย่ำลงบนผืนดินหนักแน่น เหวินซานควบบังคับทิศทางไปพร้อมกับโอบกอดเสวี่ยม่านแนบแน่น ร่างบางแอ่นหลังสะโพกติดกับท่อนขาแข็งแรง ดวงตาคู่งามหลับพริ้มสองแขนเล็กโอบรอบลำคอแกร่ง


“อืม อ๊ะ..อ๊าา!!”


แฮ่ก! แฮ่ก.. แฮ่ก


ท่อนเนื้อร้อนยามนี้แข็งดั่งหินผาสอดแทรกอยู่ในกายเสวี่ยม่าน ช่องทางอ่อนนุ่มดูดกลืนสิ่งใหญ่โตคับพองอยู่เต็มทาง กลีบชมพูสวยเริ่มแดงช้ำเพราะเสียดสีโดยไร้สิ่งใดมาชะโลม


อีกครั้งที่ท่วงท่าน่าอายถูกกระทำบนหลังม้า.. เหวินซานเอาแต่นึกสนุกที่ได้กลั่นแกล้งร่างบางที่ร้องระงมครวญครางราวจะขาดใจอยู่ใต้ร่างตน


อึก!


ปึก ปึก!


ก้นนิ่มถูกบีบเค้นจนรู้สึกปวดหนึบ.. ทั้งเหนื่อยทั้งเพลียยังต้องมารองรับตัณหาของเหวินซานในยามนี้ แรงกอดรัดรอบลำคอจึงเพิ่มขึ้นพร้อมกับช่องทางที่ตอดรัดแน่นขึ้นทุกคราที่เหวินซานลงน้ำหนักมือบนสะโพกตน


“ช่องทางเจ้ารัดเหวินซานแน่นถึงเพียงนี้.. ตัวเจ้ายามนี้รู้สึกดีเพียงไรหรือ” 


สุรเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังดังข้างใบหูส่งผลให้ใบหน้าใสสะอ้านแดงก่ำร้อนผ่าว ลิ้นอุ่นร้อนไล้เลียไปตามซอกคอพลางจูบดูดเม้มไปตามแนวยาวอย่างรู้สึกรักใคร่และหวงแหน


หากผู้ใดมองน่ะหรือ ร่องรอยพวกนี้จะมิสามารถปกปิดได้ รอยรักสีเข้มที่สรรค์สร้างโดยเหวินซานจงใจให้ผู้อื่นได้ยลบนเรือนร่างนี้..


“เจ้าเป็นของเหวินซาน.. กายเจ้าใจเจ้า..หรือแม้แต่ความคิดของเจ้า”


นิ้วเรียวยาวสะกิดเบาๆบนสาบภูษาที่หมิ่นเหม่ตรงลาดไหล่ก็หลุดรุ่ยลงทันที.. ผิวขาวกระจ่างเผยออกมาสู่สายตา.. 


“เมื่อเย็นนี้ที่เสวี่ยม่านเปิดเผยเรือนร่างโดยที่มิได้กล่าวขออนุญาตเหวินซาน.. รู้หรือไม่ว่ามีความผิด”


คนกล่าวพูดถึงยามที่เสวี่ยม่านบรรเลงเหิงเย่วแล้วถอดผ้าคลุมจึงเผลอทำเสื้อตรงไหลรุ่ยลงจนเผยผิวขาว.. ไม่ว่าเปล่ากลับสวนแก่นกายใหญ่โตขึ้นไปให้ลึกกว่าเดิมจนรู้สึกจุก


ยิ่งพลันนึกถึงก็อยากจะกระทำให้เสวี่ยม่านลืมทุกสิ่งแล้วนึกถึงเพียงตน.. ท่อนเนื้อร้อนใหญ่โตค่อยๆชำแรกเข้าไปอย่างนาบเนิบอีกคราให้เต็มช่องทางอ่อนนุ่มที่ร้อนชื้นตอดรัดตนอยู่ยามนี้ กลีบชมพูขยายไปตามจังหวะสอดแทรกเข้าออก


ช่องทางเสวี่ยม่านจดจำขนาดของเหวินซานได้ดีเพราะมันคือสิ่งเดียวที่ลอดผ่านเข้าไป.. สองแขนโอบรอบลำคอแนบแน่นซุกใบหน้าแดงก่ำราวลูกตำลึงสุกลงบนบ่าแกร่งอย่างออดอ้อน


.


.


การประลองยิงธนูในยามรุ่งอรุณกำลังจะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้ ผู้เข้าร่วมมีเพียงสี่คนจากทั้งสี่แคว้น ซึ่งบุคคลที่เข้าร่วมในครั้งนี้ล้วนเป็นผู้อาสาสมัครที่หารือกันมาเพียงข้ามคืน


แต่ก่อนจะได้มีการประลองใดก็ต้องมีการเตรียมการเพื่อความปลอดภัยหลายอย่าง เสวี่ยม่านเองพึ่งจะไปเอาของในกระโจมตนออกมาเพราะกว่าจะมาถึงก็แทบจะไม่ทันการเสียแล้ว เหวินซานเอาแต่หยอกล้อก่อกวนตนแต่เช้า


“เอ่อ.. ฮองเฮากระหม่อมทำขนมก้านบัวมาเยอะ หากไม่รังเกียจจะลองเสวยดู..”


“เสด็จแม่..ลูกอยากกิน ขนมฝีมือพระสนมรสชาติถูกปากหลายอย่างเลยพะยะค่ะ”


ความจริงหากไม่มีกิจจำเป็นหรือถูกกล่าวว่าข้ามหน้าข้ามตาคงมิกล้าเอ่ยถามเพราะทราบดีอยู่แล้วว่าฮองเฮาผู้นี้จงเกลียดจงชังตนเพียงไร


“ได้สิ.. เป็นเกียรติที่พระสนมทำมาเผื่อข้าและองค์ชายเหวินหลง”


เหตุไฉนวันนี้ถึงพูดจาดีกับตนผิดปกติ หรืออาจจะเพราะเหวินซานยืนสวมฉลองพระองค์และชุดเกราะอยู่ไม่ไกลกันงั้นหรือ


“นี่เจ้าทำก้านบัวมาเยอะเกินไปแล้ว เช่นนี้เรากับเหวินหลงคงจะมีสัดส่วนที่เกินมาอยู่หลายเท่าตัว”


เหวินซานกล่าวหยอกล้อก่อนจะหยิบขนมก้านบัวไปทานสองสามชิ้นแล้วโอบอุ้มองค์ชายน้อยขึ้นมาหยอกล้อตามประสาพ่อลูกและไม่ลืมที่จะถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของฮองเฮาที่ต้องมาอยู่กลางป่ากลางเขา


“หม่อมฉันสบายดีเพคะฝ่าบาท.. ดูพระองค์สิ ฝ่าบาทเหตุใดถึงได้มีใบหน้าดูเปรอะเปื้อนคราบเขม่า”


เหม่ยหลินหยิบผ้าผืนเล็กใต้แขนเสื้อตัวยาวของตนแล้วซับเบาๆบนใบหน้าเหวินซานที่เปื้อนเขม่าสีดำจางๆ ทุกกิริยาล้วนอยู่ในสายตาเสวี่ยม่าน.. อย่างไรเสียจะให้ปฎิบัติเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนคงมิเหมาะสม ตำแหน่งตนในวังก็แสนต้อยต่ำมิสามารถเทียบเคียงได้กับพระแม่แผ่นดิน เห็นดังนั้นจึงรีบยกก้านบัวให้แล้วออกไปจากอาณาบริเวณนี้ทันที


หลังจากนั้นไม่นานทุกอย่างก็กลับเข้ามาอยู่ในความสงบ.. ทุกคนนั่งประจำที่เพื่อรอชมการประลองยิงธนูของวันนี้


ตัวแทนจากแคว้นฉินคือชายนิรนามเมื่อคืนที่แสดงกระบี่จิ่นลี่ผู้มีนามว่า เฟย เป็นอ๋องน้อยแห่งฉินผู้มิค่อยประสงค์ออกนามหรือแสดงฐานะเวลาไปเยือนที่ใด ส่วนแคว้นต้าหลงมิใช่ใครอื่นหากแต่เป็น หยาง เหวินซาน ตามด้วยผู้เล่นหมากล้อมที่ชนะมาสิบทิศ หวัง กวนซาน แห่งแคว้นเว่ย ส่วนแคว้นฉู่นั้นไซร้ผู้ที่ร่วมประลองในครานี้คือผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นองค์รัชทายาทแต่บัดนี้ได้สืบทอดบัลลังค์ขึ้นมาเป็นฮ่องเต้แห่งฉู่ นามว่า เฉิน หลัวเย่ว


ผู้ประลองทั้งสี่ยืนประจำตำแหน่งก่อนจะถูกนำผ้าสีดำมาคาดดวงตาปิดกั้นทัศนีย์ภาพในการมองเห็นจนหมด.. ได้ยินเพียงเสียงต่างๆรอบกายเท่านั้น


“อืม”


เหวินซานอยู่ทางด้านซ้ายสุดเรียงกันหน้ากระดานส่วนเป้าหมายภายในครั้งนี้มิใช่เพียงเป้าธรรมดาแต่มันคือเป้าบินที่เคลื่อนไหวไปมาได้ซึ่งจะเป็นอุปสรรคมากขึ้นต่อการเล็งยิงให้แม่นยำและจะมีเพียงสองคนเท่านั้นที่ได้ผ่านเข้ารอบไปเพื่อตามล่าเป้านิ่งในป่าเป็นปราการด่านสุดท้ายของการประลอง


ผู้คนยืนชมการประลองอย่างมิคาดสายตาเนื่องจากทุกคนล้วนมีฝีมือถูกส่งมาเพื่อการเอาชนะ อีกทั้งหนึ่งในนั้นมีฮ่องเต้ถึงสองแคว้นด้วยกัน การจับทิศทางของเหวินซานค่อนข้างเป็นไปได้ด้วยดีและเป็นจำนวนในการทำลายเป้าที่สูงที่สุดในช่วงนี้..


อีกคนผู้หนึ่งที่เริ่มจับทิศทางได้นั้นทำแต้มมาค่อนข้างจำนวนไล่เลี่ยกัน.. เฟย.. เฟยอ๋องแห่งแคว้นฉิน


.



.



สุดท้ายแล้วนั้นผลที่เกือบจะสูสีแต่ผู้ผ่านเข้ารอบไปล่าเป้านิ่งมีเพียงเหวินซานและเฟยเท่านั้น ผ้าปิดตาถูกปลดระวางแล้วพักดื่มน้ำเล็กน้อยก่อนจะมีคนแบกเกาทัณฑ์ชุดใหม่มาเปลี่ยนให้


เสวี่ยม่านนั่งมองอยู่ไกลๆมีบางช่วงที่เหวินซานหันมาสบตาตนจนต้องหลบสายตาไป เหตุใดจึงมองจ้องมาเช่นนี้กันเล่า!


ตุบ!!


เสียงร่างหนักร่วงหล่นสู่ผืนดิน ฝุ่นคลุกตลบสร้างความตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง คนผู้นั้นมิใช่ใครที่หล่นลงไป.. กลับเป็นหยาง เหวินซาน ใบหน้าอาบโลหิตสีสดที่ไหลออกมาจากพระเนตรตน.. มือคู่หนากอบกุมใบหน้าตัวเองแล้วเอื้อมมือไคว่ขว้าข้างหน้าคลับคล้ายคนตาบอด


“ฝ่าบาท!!”


ทุกคนต่างวิ่งวุ่นชลมุนจนทุกอย่างในยามนี้ชะงักไป เหวินซานถูกแบกกลับมาภายในกระโจมทิ้งให้ด้านนอกสับสนมึนงง


เสวี่ยม่านเองที่กำลังจะรีบวิ่งไปดูกลับถูกกระชากมาอีกทางพร้อมยัดบางอย่างใส่มือ.. เทียนหลงเองที่อยู่อีกฝากฝั่งนอนพิงเล่นบนต้นไม้มองอยู่ไกลๆกำลังจะตามแต่หายลับไปเสียก่อน


หญิงสาวนิรนามแต่พละกำลังล้นเหลือกระซิบกระซาบบางอย่างแล้วเดินจากไปปล่อยตัวเสวี่ยม่านกลับออกมาดังเดิม


“ตา..ตาข้ามองไม่เห็น”


มือคู่เรียวงามกอบกุมใบหน้าของตนอย่างสลดใจแล้วกรีดร้องขึ้นมาอย่างหวาดหวั่น ยามนี้ผู้คนแคว้นอื่นเริ่มอยู่ไม่สุขเพราะหวาดกลัวว่าภัยจะมาถึงตน 


“ฮองเฮา!!”


เหล่าข้าหลวงเสนาบดีต่างตกใจ กลุ่มองครักษณ์ของพระนางต้องลุกมาช่วยพยุงเพื่อพาไปยังกระโจมรักษาตัว


ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม.. อาการของเหวินซานยังไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย ดวงตาสองข้างมืดบอดและนอนไม่ได้สติอยู่ภายในจวนหลังจากถูกย้ายจากกระโจมไปแล้ว


“อืม.. สงสัยต้องมีการสอบสวนเพิ่ม ข้าส่งคนไปตรวจสอบพระกายาหารที่ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงเสวยแล้วไม่พบอะไรผิดปกติเพราะหลายคนที่ทานเช่นกันก็อาการคงที่”


ขุนนางเหยียนผู้เป็นบิดาของฮองเฮากล่าว.. ในยามนี้นั้นอย่างไรคนผู้นี้ก็มีตำแหน่งเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี ไม่ว่าจะกล่าวจะพูดอันใดคนก็คล้อยตามโดยง่าย


“ท่านจะกล่าวสิ่งใดต่อ.. โปรดระวังคำพูด”


เหลียงอ๋องที่อยู่ด้วยนั้นเอ่ยขึ้นเพราะทราบว่าขุนนางเหยียนอยากกล่าวว่าร้ายผู้ใดมากที่สุด ไหนเลยจะพ้นเสวี่ยม่าน คนผู้เดียวที่เป็นหนามยอกอกลูกสาวตนมาตลอด


“ข้าเพียงทำตามหน้าที่เนื่องจากทุกคนมีสิทธิ์เป็นฆาตกรวางยาพิษได้ทั้งหมด”


ทหารสองนายจับลากตัวเสวี่ยม่านกระชากลงพื้น ร่างกายบอบบางล้มคะมำลงจนฝ่ามือคู่งามมีแผลถลอก เทียนหลงหาใช่จะทนดูได้ต้องเข้าไปพยุงตัวขึ้นมาแล้วชักกระบี่ใส่ทหารสองนายที่จะเข้ามาวุ่นวาย


ใบหน้างดงามที่เรียบนิ่งดั่งศิลาไม่บ่งบอกถึงอารมณ์ใดในยามนี้ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวและแดงก่ำ สายตาทอดยาวไปยังทางจวนที่เหวินซานนอนหลับไม่ได้สติ.. 


จะเป็นข้าได้อย่างไรที่เป็นผู้วางยาพิษ.. หากเป็น 9 ปีก่อนข้าคงทำโดยมิลังเล แต่บัดนี้เหวินซานคือผู้เดียวที่ข้ายอมมอบทุกอย่างให้


ข้าน่ะหรือวางยาพิษฮองเฮา.. แม้นางจะเกลียดข้าหรือข้าจะมิชอบนางนัก แต่ข้าหาได้มีความคิดที่จะทำเช่นนี้


“ปล่อยข้าเทียนหลง”


เสวี่ยม่านผลักกายที่สูงกำยำกว่าตนออกแล้วค่อยๆเดินถอยหลังไป.. ที่ด้านหลังนั้นคือหน้าผาสูงต่างจากตอนที่เหวินเหลียงตกลงไปอยู่หลายไหล[เมตร] 


“เจ้าจะทำอะไร!!”


ทุกคนต่างยืนสับสนในเหตุการณ์ตรงหน้า ผู้ที่มองอย่างไรก็ถูกปรักปรำอย่างเสวี่ยม่านมิสมควรได้รับการสอบสวนด้วยซ้ำไป แต่ครานี้นั้นเลี่ยงมิได้โดยง่าย ฮองเฮาเป็นถึงพระแม่แผ่นดินอีกทั้งยังเป็นถึงพระมารดาขององค์รัชทายาท หากปล่อยไว้เฉกเช่นนี้คงมิเป็นการดีเพราะเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นต่อหน้าทั้งคนในและนอกแคว้น


หากละเลยฮองเฮาคงถูกหัวล่อเย้ยหยันสารพัด พระนางผู้อยู่เหนือแผ่นดินแต่ให้ความสำคัญกับพระสนมลำดับล่างอีกทั้งยังเป็นชายน่ะหรือ แม้จะมีข่าวลือเล็ดลอดไปบ้างแต่หาได้มีใครทราบความจริงอย่างถ่องแท้ทั้งหมด..


ท้ายที่สุดแล้วการให้เกียรติฮองเฮาจึงเป็นสิ่งแรก ความจริงประการนี้ผู้ใดต่างก็ทราบ.. เช่นนั้นมิแปลกที่เสวี่ยม่านจะถูกปรักปรำให้มาอยู่ตำแหน่งผู้รับคราวเคราะห์ในครั้งนี้อย่างเลี่ยงมิได้


ใบหน้างดงามหยาดฟ้ามาดินปลดกวนครอบผมตนมาวางไว้ เหลือไว้เพียงปิ่นไม้ในมือ เส้นผมสีดำปลิวสยายลู่ลมขลับกลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายดอกเหมยกุยกลิ่นประจำกายตนออกมา


ในเมื่อข้าไม่มีอะไรจะเสีย.. สิ่งเดียวที่ข้ายอมเสี่ยงในยามนี้คือกายของข้า


นิ้วเรียวยาวคู่งามปลดผ้าไหมสีขาวเส้นยาวลอยลิ่วตามสายลม.. สิ่งเดียวที่ถูกคว้าไว้


เสวี่ยม่านกระโดดหน้าผาทิ้งตัวลงไปโดยไม่ลังเล.. ภาพเบื้องหน้าช่างงดงามและเศร้าหมองหากแต่ผู้ที่ทนมองมิได้กลับหักห้ามมิทันท่วงที


ความเย็นเบื้องล่างโอบอุ้มร่างบางสั่นเทา สายธารอุ่นไหลรินจากดวงตาคู่งามอาบใบหน้าใสสะอ้านถูกชะล้างโดยห้วงนทีเชี่ยวกราด


นทีรัยเย็นยะเยือกพัดพาไม่จบสิ้นฉุดให้กายที่สั่นสะท้านจมลึกลงไปในความมืดมิด..


.......................................



ครั้งนี้หาได้ใช่เช่นเก้าปีที่แล้ว.. เสวี่ยม่านจมหายลงไปโดยที่มิมีผู้ใดพบ



TBC............ 


หายไปเกือบเดือนเลยค่ะ ขอโทษที่มาต่อช้ามากๆเลยน้า😭😭😭


สรุปแล้วคร่าวๆตอนนี้ไรท์รีบมากเพราะพึ่งมาแต่งต่อพาร์ทครึ่งหลังกลัวทุกคนจะงง 

>>>> เสวี่ยม่านถูกบังคับให้กระโดดหน้าผาโดยที่ไม่มีใครรู้ความจริง ส่วนใหญ่คิดว่าหนีความผิด 

>>>> อย่างที่รู้ๆกันว่าใครกันแน่ไปแอบลอบซื้อยาพิษ ก็ตามนั้นนะคะ ไม่ได้จะเอามาใช้กับเสวี่ยม่านโดยตรง


//ที่มาอธิบายเพราะบางส่วนไรท์ไม่ได้เขียนละเอียดค่ะเพราะไม่ค่อยว่างเลย ขอบคุณทุกคนที่ยังติดตามนะคะ😭😭

ความคิดเห็น