สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

รีไรท์น่าจะมานานหน่อย

ชื่อตอน : รีไรท์น่าจะมานานหน่อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 348

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2563 00:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รีไรท์น่าจะมานานหน่อย
แบบอักษร

​พอมาถึง ทุกคนก็เตรียมพร้อมกันเรียบร้อย ร้านตกแต่งอย่างสวยงามพร้อมที่จะต้อนรับลูกค้าทุกรายที่กำลังจะเข้ามา แต่ว่า...งานเทศกาลนี้จะเริ่มต้นก็ต่อเมื่อได้่รับสัญญาณการเปิดงานเทศกาลจากผู้อำนวยการเท่านั้น 

ห้องของพวกเราเป็นธีมครอบครัว การฝึกซ้อมของพวกเราไม่ได้ยากมากมายแค่ทำตัวสนิทเอาไว้เท่านั้น นั่นหมายความว่าใครก็ตามที่เข้ามาในห้องแห่งนี้คือครอบครัวเดียวกัน แน่นอนว่าต้องมีกฏ คือห้ามแตะต้องร่ายกายของพนักงานมากเกินความจำเป็น และการที่ไม่เข้ามาก่อเรื่องวุ่นวาย 

ชุดของทางนี้ดูเหมือนจะหลุดธีมไปนิด แต่การแต่งตัวให้ดูสวยและน่ารักก็ย่อมไม่แปลกเท่าไร ในส่วนของห้องAคือชุดเมด และห้องCคือชุดนานาชาติ 

"ไง เข้ากันไหมคุโระ?" 

"อืม สวยดีนะ" 

แต่เดี๋ยวนะ ก่อนหน้านี้เธอใส่ชุดพ่อบ้านไม่ใช่รึไง? ไหงตอนนี้ทำไมถึงใส่ชุดขุนนางของฝั่งยุโรปซะขนาดนั้นกันเนี่ย? 

"เธอควรใส่ชุดพ่อบ้านไม่ใช่เหรอ?" 

"พวกเราเปลี่ยนกันแล้วน่ะ อย่างยูกิโกะก็ไปใส่กี่เพ้า ส่วนฮานาซากิก็ใส่เมดตามเดิมน่ะ" 

"งั้นเหรอ?" 

"รู้จักประเทศไทยใช่ไหมล่ะ? ชุดนักศึกษาของที่นั่นน่ะ ทางนี้ก็เหมือนจะหามาได้ล่ะ ชุดค่อนข้างจะสวยมากตอนนี้คนที่ใส่เป็นมิกิน่ะ ไปดูไหม?" 

"ไม่ล่ะ อีกเดี๋ยวงานจะเริ่มแล้วนะ เตรียมตัวเถอะ" 

ยูยะยิ้มแล้วแล้วออกจากห้องไป ทันทีที่ผู้อำนวยการประกาศ พวกเราก็เริ่มลงมือทำงานในทันที 

ในส่วนของคนทำอาหารนั้นบางครั้งก็ต้องออกมาบริการสลับกับคนที่ให้บริการ ทางนี้ก็มีคนที่คอยเฝ้าหน้าห้องและในห้องอยู่ราวกับยาม แถมใส่ชุดคอสเป็นยามอยู่ด้วยถึงสามคน 

การทำงานนั้นเราจะแบ่งเป็นสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกผู้ให้บริการแกล้งทำเป็นครอบครัวตามบทที่ตนทำได้ อีกกลุ่มนั้นทำหน้าที่ทำอาหารหรือก็คือทำขนมเพื่อหาย ในส่วนของกลุ่มนี้จะมีบางคนไปทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์เพื่อคอยเก็บเงินลูกค้าก่อนออก 

ประตูมีสองด้าน แต่เราจะเข้าด้านนึงออกอีกด้านนึง เพราะฉะนั้นแคชเชียร์จะตั้งอยู่ระหว่างประตู แน่นอนว่าครัวเองก็เช่นกัน แต่ไม่ใช่ทั้งหมดจะมาอยู่นี่ 

เพราะห้องชมรมหัตถกรรมพวกเราจองไว้แล้ว พวกเราทั้งสี่ห้องถ้าต้องการใช้ห้องชมรมหัตถกรรมก็สามารถเข้าไปใช้งานได้ในทันที ตอนนี้ก็คงกำลังวุ่นวายกันอยู่ 

ส่วนอีกกลุ่มนั้นคือกลุ่มที่จะมีหน้าที่เฝ้า กระจายอยู่ทั่วไม่ใช่แค่ห้องBแต่ทุกห้องของชั้นปีที่หนึ่ง และยังกระจายกลุ่มกันดูให้ทั่วอีกด้วย อนึ่งก็เพื่อตรวจดูผู้คนที่จะเข้ามาใช้บริการ พร้อมทั้งโฆษณาให้เข้ามาใช้บริการอีกด้วยล่ะนะ 

อีกอย่างคือเพื่อเป็นการเที่ยวไปในตัว เพราะห้องDอยู่ด้านล่างทำให้ทุกคนได้หมุนเวียนลงไปข้างล่างด้วย พอพักผ่อนอย่างเต็มที่ทางฝั่งคนที่ทำขนมก็จะได้พัก ในขณะที่กลุ่มที่ให้บริการก็จะเข้ามาแทนที่ จริงอยู่ที่คนทำขนมนั้นมีไม่ได้เยอะมากเพราะงั้นทางฝั่งทำขนมก็จะวนมาไวหน่อย อาจจะมีบางคนไม่ต้องทำหน้าที่บริการซะด้วยซ้ำ 

แน่นอนว่าต้องมีหลายคนที่ไม่ได้ทำขนมแล้วไปบริการกับเดินดูเท่านั้นเหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือผม 

ผมในตอนนี้กำลังให้การบริการอยู่ ฮินะกับเอ็นโดเองก็เหมือนกัน ลักษณะท่าทางของทั้งคู่ตอนนี้เล่นเป็นพี่สาวที่ต่างวัยกันได้ดีสุดๆ ในส่วนของผมเป็นแนวพี่ชายแต่อาจจะดูเย็นชาไปหน่อยๆแฮะ 

ว่าแต่ทำไมคนที่อยู่รอบตัวผม ทั้งเข้ามาคุยหรือเล่นด้วยส่วนใหญ่ถึงเป็นรุ่นน้องผู้หญิงกันนะ? น่าแปลกพอสมควรอยู่เหมือนกัน แต่ลูกค้ายังไงก็คือลูกค้า พวกที่ไม่ใช่ลูกค้าคือพวกเศษสวะเท่านั้นแหละ 

"พี่ชายดูเบื่อๆนะคะ" 

"ไม่หรอก พี่ก็ทำหน้าแบบนี้ของพี่มาตั้งแต่เกิดแล้วนะ" 

พอยิ้มไปบ้างกับการทักแบบนี้ พวกรุ่นน้องก็หน้าแดง ร้อนเกินไปเหรอ? แต่ว่ามันก็คงได้เท่านี้แหละมั้ง นี่คงจะเป็นข้อเสียของผมที่ไม่รับรู้ถึงความร้อนและหนาวล่ะมั้งนะ 

แต่ละคนจะถูกกำหนดแค่สิบนาทีเท่านั้น หลังจากที่ครบสิบนาทีแต่ละคนก็จ่ายเงินแล้วออกจากห้องไป แล้วก็ไปต่อด้วยที่ห้องAซะส่วนใหญ่ ในกรณีของห้องCอาจจะลำบากหน่อยๆเพราะว่าเป็นร้านคล้ายกับร้านอาหาร ผู้คนจะเข้าไปก็ต่อเมื่อว่าพวกเขาหิวเท่านั้น โชคดีที่เตรียมแผนไว้แล้ว 

อาจจะไม่ดีเท่าห้องAแต่ว่าก็ยังมีของทานเล่นอยู่เหมือนกัน หลายอย่างด้วย ไหนจะแต่งคอสเพลย์ชุดนานาชาติอีกยังไงก็ต้องมีคนเข้าไปใช้บริการอยู่บ้าง ส่วนพวกตากล้องก็ทำงานได้ดี 

"คุจัง พี่ฮานะมาแล้วนะ" 

ผมหันไปตามนิ้วมือของฮินะที่เข้ามาทัก ผมปลีกตัวจากรุ่นน้องแล้วไปหาพี่ฮานะในทันที ถ้าจะถามว่าคุณยูนะอยู่ไหน ตอนนี้เธอคงอยู่ที่ห้องAล่ะมั้ง? 

"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับพี่ เข้ามานั่งก่อนสิครับ พี่คงจะเหนื่อยนะ" 

"แหม สมบทบาทดีนะจ๊ะ... ที่นี่คงจะมีชาสมุนไพรสินะจ๊ะ?" 

"แน่นอนอยู่แล้วนะครับพี่ นั่งก่อนสิ" 

ผมพาพี่ฮานะมานั่งที่โต๊ะ เธอก็นั่งลงด้วยรอยยิ้ม จากนั้นฮินะก็เอาน้ำชาสมุนไพรมาให้ 

"นี่ค่ะพี่ฮานะ พวกเราชงมาอย่างดีเลยนะคะ" 

"อืม...กลิ่นหอม ไม่ได้ใส่น้ำตาลเพื่อเพิ่มความหวานเป็นความคิดที่ดี ...*ซู้ด*... อร่อยใช้ได้เลยนะจ๊ะ" 

"แค่พี่ฮานะถูกใจก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ" 

ฮินะยิ้มกว้างจะปากจะฉีกแล้วแฮะ ผมเดินไปหยิบขนมที่ไม่ได้มีความหวานมากมาย ส่วนใหญ่จะเลือกขนมที่ทำจากผลไม้อย่างพายหรือทาร์ตฟรุ๊ตสลัด จะยังไงก็ตามถ้าไม่หวานมากเกินไปก็พอแล้วล่ะนะ 

"เชิญเลย" 

"คุโรมิเนะคุง มีคนเรียกน่ะ" 

เอ็นโดเดินเข้ามาทักผม พอผมหันไปตามที่เธอชี้ก็พบกับเด็กสาวคนนึง ผมทวินเทลสีดำอ่อนในชุดโลลิต้าที่ไม่โดดเด่นมากนัก แต่ความน่ารักของเธอโดดเด่นสุดๆไปเลยล่ะ แล้วก็ส่วนที่น่าแปลกก็คือเธอปิดตาไว้ข้างนึงนี่สิ 

"ว่าไง เข้าไปนั่งก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จะเอาน้ำชามาให้นะ" 

"พี่อุโระไม่ต้องลำบากขนาดนั้นก็ได้ ฉันแค่แวะมาทักทายน่ะ" 

พอผมกำลังจะเดินไปเอาน้ำชาผมก็รู้สึกว่ามันแปลกไปในทันที ไม่มีใครสนใจด้วยซ้ำว่าผมจะยืนอยู่ตรงนี้ และเธอก็อยู่ตรงนี้ 

"หลังจากวันนี้พี่อุโระจะต้องพบกับเรื่องสะเทือนใจหลายอย่าง แต่ถึงฉันจะมาเตือนเอาไว้ยังไงมันก็เกิดขึ้นอยู่ดี แต่ฉันอยากให้พี่อุโระจำเอาไว้น่ะ ว่าทั้งหมดนี่ไม่ใช่ความผิดของพี่เลยแม้แต่น้อย" 

ผมมั่นใจแล้วนะว่าป้ายที่อยู่ตรงอกซ้ายนี่จะเขียนไว้ว่าคุโระ ก็เพราะคนที่เข้ามาใช้บริการจะได้รู้ชื่อของพวกเราที่เป็นผู้ให้บริการยังไงล่ะ 

แต่ทำไมยัยนี่ถึงเรียกผมว่าอุโระ มันคนละอักษรกันไม่ใช่รึไงกัน? ถึงจะเสียงเดียวกันก็เถอะ แต่มันคนละคำนะ 

แต่นอกเหนือจากเรื่องชื่อก็มีแต่เรื่องที่เธอบอกมานี่แหละ ผมไม่เข้าใจมันเลยสักนิด ไม่ว่าจะเรื่องที่ผมจะต้องเจอกับอะไรหรือผมไม่ผิดเรื่องอะไร แต่ผมก็ไม่ได้มีโอกาสจะถามเธอเลยแม้แต่คำเดียว 

เพราะทันทีที่เธอพูดเสร็จ เธอก็หายไปราวกับนั่นเป็นภาพลวงวตา หลังจากนั้นก็เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่ฮานะและฮินะต่างมองมาที่ผมอย่างสงสัยว่าผมมาทำอะไรตรงนี้ ผมก็ไม่ได้กลับไปหาเธอทันทีแต่ออกไปเพื่อพิสูจน์ว่าเด็กคนนั้นอาจจะยังอยู่แถวนี้ 

ซึ่งมันก็ไม่ใช่อย่างที่คิด เพราะเธอหายไปราวกับไม่มีตัวตนแต่แรกเลยด้วยซ้ำ 

"สักวัน เราจะต้องเจอกันอีก" 

เสียงของเธอเข้ามาในโสตประสาทอีกครั้ง แต่มันเหมือนกับเสียงถูกส่งตรงเข้ามาในสมองมากกว่า ทำให้ผมไม่รู้ทิศทางของเสียง ผมเองก็เลิกที่จะสนใจมัน 

"หือ? คุโระ หมดเวลาของทีมนายแล้วเหรอ?" 

"...เปล่าหรอก แล้วจะไปไหนน่ะ" 

"นี่เป็นเวลาพักของทางนี้น่ะ เลยว่าจะไปถ่ายรูปห้องDสักหน่อย เดี๋ยวมานะ" 

"อืม ระวังตัวด้วยล่ะ" 

ยังไงก็บอกๆไปก่อนดีกว่า ยัยนี่จริงๆไม่ต้องระวังตัวก็ได้หรอก แต่ว่างานเทศกาลแบบนี้ที่โรงเรียนนี้เกิดปัญหาบ่อยจะตายไป โดยเฉพาะวันปีใหม่ในทุกๆปี มันน่ารำคาญสุดๆไปเลยล่ะ 

แต่ขอให้โชคเข้าข้างโดยที่ปัญหามันจะไม่เกิดกับทางพวกเราทีเถอะ แต่ก็นะ ภาวนาไปแล้วจะได้อะไรกันล่ะ? 

"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด!!!!" 

เสียงของโซมะ โนบุนะดังขึ้นจากข้างล่าง ชนิดที่ผมที่อยู่ตรงชั้นสามตรงนี้ยังได้ยินอย่างชัดเจนเลย ทุกคนหันไปทางนอกหน้าต่าง แล้วพวกญี่ปุ่นมุงก็ไปมุงที่ตรงนั้น ทางนี้ก็ขอทางพวกเพื่อนในห้องเพื่อมองไปทางด้านล่าง 

ก็...นั่นมันพวกเจ้าบ้าเมื่อคืนนี้นี่นา? พวกผู้ชายท่าทางใหญ่โตนั่นเป็นพวกที่เข้ามาหาเรื่องสินะ? แต่ถ้ามีจำนวนมากกว่าแบบนั้นต่อให้เจ้าบ้านั่นจะเก่งแค่ไหนก็ไม่เพียงพอหรอก ไหนจะปกป้องยัยนั่นเอาไว้อีก 

"หลีก" 

ผมพูด ทั้งซ้ายและขวาก็หลีกออก ผมปีนขึ้นไปที่หน้าต่างแล้วกระโดดลงมา ทุกคนเองก็ตกใจไม่เว้นแม้แต่พี่ฮานะ แต่มันไม่จำเป็นต้องตกใจอะไรขนาดนั้นเลยนะ 

ผมไม่ได้กระโดดดิ่งโดยเอาหัวลงสักหน่อย ไม่ใช่เอาขาลงแต่เป็นการโน้มตัวไปข้างหน้า เท้าสัมผัสกับกำแพงของตึกบางช่วง ผมใช้ตรงนั้นในการเคลื่อนไหวคล้ายกับวิ่งลงจากตึก 

พอใกล้จะถึงพื้น ผมก็ถีบตัวออกจากกำแพงแล้ววิ่งไปข้างหน้า เพราะไม่มีอะไรขวางกั้นมันเลยสะดวกที่จะเข้าไปห้ามปรามพวกนั้น 

แต่คิดว่าผมจะทำแบบนั้นเหรอ? ตลกรึเปล่า? ผมวิ่งเข้าไปซัดหน้าไอ้พวกที่เข้ามาหาเรื่องอย่างจังจนร่างของมันปลิวไปอีกด้านนึงในทันทีเลยล่ะ 

"อ...เอ๊ะ!?" 

"คุโระคุง! ช่วยพวกเราด้วย! พวกนี้มันเข้ามาหาเรื่องอ่า!!" 

เห็นแล้วน่า ชัดเจนเต็มสองตาเลยด้วย ทั้งๆที่จะพักเที่ยงของทางนี้แล้วแท้ๆ น่ารำคาญเป็นบ้า ผมเหลือบสายตาไปมองพวกนั้นแล้วพูดขึ้น 

"จะถอยไปดีๆรึเปล่า? ถ้าไม่ก็เตรียมตัวไปโรงพยาบาลได้เลยนะ" 

"หนอยแก!" 

อีกฝ่ายพยายามจะเข้ามาหาผม แต่มันจะเป็นไปได้ง่ายขนาดนั้นเลยรึไงกัน? บทสรุปคงไม่ต้องพูดกันมากล่ะนะ ผมก็แค่กระทืบเจ้าพวกนี้ไปเท่านั้นเอง 

"อย่าตกใจไป นั่นคือการแสดงน่ะ! เอาล่ะ! ถ้าใครต้องการขนมอร่อยๆมาที่ปีหนึ่งห้องAและBได้นะ! สำหรับอาหารอร่อยๆแนะนำห้องCเลย!" 

"ใครอยากร่วมสนุกมาที่นี่ ห้องDปีหนึ่งมีเกมมากมายเลยนะ!!" 

โปรโมตกันเกินหน้าเกินตาจริงๆ ผมผละตัวออกมาแล้วเดินเข้าไปหาสามคนที่ยืนด้วยกัน ส่วนฮินะนั้นเดินแจกใบปลิวไปซะแล้ว ใบปลิวนั่นไปเอามาจากไหนกันล่ะนั่นน่ะ? 

"ไม่เป็นไรนะ?" 

"อ...อืม ขอบคุณ" 

"คุโระคุงเท่มากอ่ะ!!!" 

ยัยโนบุนะ...จู่ๆก็เข้ามาแทรกระหว่างพวกเราซะงั้น สองคนนั้นเลยหัวเราะแห้งๆแล้วถอยไปเงียบๆซะอย่างนั้น 

ตอนนี้ผมกับยัยโนบุนะอยู่กันสองต่อสองท่ามกลางคนจำนวนมากที่ไม่ค่อยจะสนใจเรา โนบุนะหน้าแดงอ่อนๆแล้วส่ายตัวไปมาอย่างเหนียมอาย 

"งานของเธอคงกำลังยุ่ง ไว้ถ้าว่างเมื่อไรผมจะไปเดทกับเธอนะ" 

"!!! สัญญานะ!" 

ผมลูบหัวโนบุนะแล้วออกเดินมา จู่ๆก็ทิ้งหน้าที่ซะได้แฮะตัวเราเนี่ย 

"คุจัง ตอนนี้เปลี่ยนกลุ่มแล้วล่ะ พวกเราไปเดินดูร้านอื่นๆกันเถอะ" 

"...อืม ว่าแต่ยัยยูยะบอกจะลงมานี่นาเมื่อกี้นี้น่ะ...ไหงเธอไม่ได้อยู่แถวๆนี้ล่ะ ทั้งๆที่มีเรื่องเกิดขึ้นแท้ๆ" 

จริงอยู่ที่ว่าผมแยกกับยูยะมาเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่จะเกิดเรื่องขึ้น แต่ถ้ามีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นอย่างน้อยๆเธอก็ควรจะโผล่ออกมาจากทางหน้าต่างของชั้นสองเพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน่อยสิ แต่นี่ผมไม่เจอแม้แต่เงาของเธอเลยแม้แต่น้อย 

"ฮินะ ฝากเธอดูแลงานในส่วนของผมหน่อยนะ" 

"ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจแต่ได้เลย" 

ผมออกตามหาตัวยูยะดูเผื่อว่าเธออาจจะไปเถลไถลที่อื่น แต่เธอเป็นพวกที่ตั้งใจทำงานเป็นพิเศษไม่ใช่รึไงกัน? ไม่น่าจะอู้งานไปอย่างเงียบๆแบบนี้หรอก 

ถึงจะไม่ได้เห็นจริงๆจังๆ แต่ตอนเตรียมงานเธอก็ตั้งใจเอามากๆ แถมยังถูกบ่นโดยสองพี่น้องโนมุรากิอีก เพราะว่าเคร่งเกินไปทำให้สองคนนั้นเหนื่อยออกหน้าออกตาซะขนาดนั้นล่ะนะ 

ยังไงก็ตามผมควรจะเดินหาที่ชั้นสอง แต่ผมเดินหาจนทั่วแล้วแต่ก็อย่างที่คิด ไม่เจอเลยแม้แต่น้อย เอาเข้าจริงมืดแปดด้านตั้งแต่ที่ถูกบอกว่า "ไม่มีใครเดินลงมาจากชั้นบนนอกเหนือจากผู้หญิงผมสั้นคนเมื่อกี้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ" แล้วล่ะนะ 

นั่นหมายความว่ายูยะไม่ได้ลงมาจากชั้นสาม แต่พอขึ้นไปดูก็ไม่เจอ หรือรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลของพวกคณะกรรมการนักเรียนคนนั้นจะหลอกเรา? แต่มีเหตุผลอะไรที่ต้องหลอกผมด้วยรึไงกัน? 

"ชิ" 

"คุโรมิเนะคุง? มีอะไรเหรอคะ?" 

"อ่า ยูยะหายตัวไปน่ะ" 

"...คุณมาโต้ มิกิ คุณโมริซากิ คางุระ ฝากห้องของพวกดิฉันสักประเดี๋ยวนะคะ" 

"ฉันเองก็จะช่วยด้วย ช่วยกันหาเถอะค่ะ" 

ทั้งโนมุรากิคนพี่ ยูกิโกะและคนน้องอย่างฮานาซากิต่างก็เป็นห่วงยัยยูยะสินะ ถ้าเจอคงต้องสั่งสอนสักหน่อยแล้วแฮะ 

พวกผมวางแผนแยกย้ายกันไปค้นหา ในตึกนี้จะเป็นหน้าที่ของโนมุรากิ ยูกิโกะ อีกตึกนึงที่เชื่อมกันก็เป็นหน้าที่ของโนมุรากิ ฮานาซากิ ส่วนตัวผมไปค้นหาด้านล่างและจะได้บอกเรื่องนี้ให้กับพวกโนบุนะด้วย 

"ฉันจะช่วยด้วย ฉันจะลองไปถามฝ่ายคณะกรรมการนักเรียนนะ" 

"ขอบคุณนะคะคุณซารานะ ช่วยได้มากเลย" 

"ไม่เป็นไร ก็พวกเราเป็นเพื่อนกันนี่นะ ถึงจะแอบฟังแต่ทางนี้ก็ไม่ยอมทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นหรอก เดี๋ยวจะบอกเรื่องนี้ให้กับห้องของฉันและห้องของคุโรมิเนะคุงด้วย อย่างน้อยๆคุณฮินาตะก็น่าจะช่วยหาได้ไม่มากก็น้อยนะ" 

"ถ้าเป็นฮินะล่ะก็เธอทำงานในส่วนของผมอยู่นะ ก็เหมือนวางจุดให้เธอเฝ้ามองด้วย จากตรงนั้นน่ะไม่มีใครรอดไปจากสายตาของฮินะได้หรอก เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปตามหาจากตรงนั้นก็ได้" 

"ตรงนั้นมันตรงไหนกันล่ะ?" 

ผมบอกตำแหน่งของฮินะให้กับทั้งสามคน ซึ่งซารานะเข้ามาแทรกแต่ก็พึ่งพาได้ดี ไม่ได้จะว่าอะไรแต่การแอบดักฟังมันไม่ใช่ดีนักหรอกนะ 

"เอาล่ะ แยกย้ายกันไปหาก่อนที่งานจะเลิกกันดีกว่า" 

"นั่นสินะคะ อันที่จริงมื้อเที่ยงพวกเราก็ยังไม่ได้กินกันเลย รีบๆลากตัวเธอคนนั้นมาทานอาหารด้วยกันซะยังจะดีกว่าล่ะนะคะ" 

ยัยนี่ท่าจะเป็นห่วงจริงๆนั่นแหละ จากนั้นพวกเราก็แยกทางกัน ผมตรงดิ่งไปด้านล่าง ดีนะที่ไม่มีใครสนใจเรื่องที่ผมกระโดดจากชั้นสาม คงชินกับเรื่องอื่นแล้วสินะ? ดีแล้วล่ะนะ 

บริเวณสนามนี่น่าจะค้นหาได้ยากเล็กน้อยสำหรับคนอื่น เพราะมีผู้คนเต็มไปหมด การจะมองหาคนคนนึงคงเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับผมนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย 

ผมมองหา ทั้งสัมผัสหาพลังเวทย์ของยัยนั่นแต่ก็ไม่พบ จะว่าไปด้านล่างนี้มีร้านขายของเยอะกว่าที่คิดอีกนะ ไหนจะเกมอะไรต่างๆอีก ไม่ใช่แค่ห้องของพวกโนบุนะที่มีเกม ร้านอื่นๆเองก็มีเหมือนกัน แต่อาจจะไม่น่าดึงดูดเท่าล่ะนะ 

แต่สรุปได้โดยง่ายว่ายัยยูยะไม่ได้อยู่แถวนี้ ผมเลยต้องไปตามหาในส่วนที่เป็นที่ลับตาคนภายในโรงเรียนแห่งนี้ อันที่จริงจากตรงนี้ผมควรจะไปค้นหาตรงฝั่งที่ไม่มีคนซะก่อนด้วยซ้ำ แต่จากนิสัยยัยนั่นแล้วปรกติเธอไม่ค่อยจะไปทางนั้นสักเท่าไรหรอกนะ 

ผมมาทางหลังอาคารเรียน แต่ทางนี้มันต้องอ้อมมาคงไม่น่าจะเจอเบาะแสอะไรหรอกมั้งนะ 

แต่ผมไม่คิดจะมองข้ามไปง่ายๆแบบนั้นหรอก ยังไงก็ตามเราควรจะตรวจสอบให้ชัดเจนไปเลย ทางนี้เลยเปิดสัมผัสเวทย์มนต์มองหาตัวยูยะ 

"...ยัยนั่น อยู่ที่นี่งั้นเหรอ?" 

แต่สัมผัสเวทย์มนต์สัมผัสได้แค่นิดเดียวเองนะเนี่ย ยัยนั่นจะอยู่ที่นี่จริงรึเปล่าก็ไม่สามารถมั่นใจได้ด้วย เพราะว่าจับสัมผัสได้ลางๆเท่านั้น 

ก็มีแต่ต้องเดินตามเส้นทางไปล่ะนะ พอไปถึงก็เจอกับกล้องตัวนึงที่อยู่ตรงพุ่มไม้ และกล้องนี้คือสิ่งที่ผมจับสัมผัสทางเวทย์มนต์ได้ หรือก็คือกล้องของยัยยูยะนั่นเอง 

"...มีพลังเวทย์แปลกปลอมเจือปนเต็มไปหมดเลย...อย่าบอกนะว่า..." 

โดนลักพาตัวงั้นเหรอ? ไม่สิ เรายังด่วนสรุปไม่ได้ ยังไงก็ตามไปบอกคนอื่นๆก่อนดีกว่าว่าอย่างน้อยทางนี้ก็เจอกล้องของยัยนั่นแล้วน่ะ 

ผมเร่งรีบตรวจสอบแถวบริเวณนี้ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะมุ่งตรงไปี่ห้องของตัวผมเอง 

แต่พอขึ้นมาชั้นสามแล้วรู้สึกว่ามันเอะอะแปลกๆแฮะ แถมญี่ปุ่นมุงก็เยอะพอสมควร ทางนี้เลยต้องแทรกเข้าไป จนกระทั่งมาถึงที่หน้าประตูห้องของตัวเองนี่แหละนะ 

ที่เห็นก็มีแต่สภาพคนที่ไม่ค่อยจะไหวกันเท่านั้น และพี่ฮานะที่ยืนอยู่เท่านั้น 

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ?" 

"คุโระคุงงั้นเหรอจ๊ะ? เพื่อนของเธอถูกจับตัวไปน่ะจ่ะ" 

"เล่ามาตั้งแต่ต้นสิ" 

จะรวบรัดไปนะ เอาเป็นว่าพี่ฮานะบอกว่าเกิดการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นทางพี่ฮานะจึงเข้าไปหยุด แต่ก็ถูกโจมตีใส่พี่ฮานะเลยโจมตีกลับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่ามีคนจำนวนนึงจับตัวหัวหน้าห้องเอาไว้เป็นตัวประกันแล้วหนีไปเมื่อสักครู่นี้ สาเหตุที่ทุกคนไม่กล้าเข้าไปช่วยเพราะพวกมันมีมีด และมีดก็จ่อคอหัวหน้าห้องเอาไว้อยู่ทำให้ไม่สามารถช่วยได้ 

เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นตอนที่ผมไม่อยู่งั้นเหรอ? ให้ตายสิน่ารำคาญชะมัด ผมเดาะลิ้นเบาๆแล้วส่งกล้องของยูยะให้พี่ฮานะ 

"ตรวจสอบให้ผมหน่อย เดี๋ยวผมจะกลับมา" 

"เดี๋ยวก่อนจ่ะ จะไปกันน่ะคุโระคุง?" 

"ตามไปช่วยหัวหน้าห้องน่ะสิ ไม่มีใครช่วยยัยนั่นได้ไม่ใช่รึไง? ตำรวจน่ะพึ่งพาไม่ได้หรอกนะ เพราะถ้าพึ่งพาได้อาจารย์คิริซากิก็ไม่ตายตั้งแต่แรกแล้วล่ะ" 

"...เข้าใจแล้ว แต่อย่าฝืนนะจ๊ะ" 

"อา ไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า" 

ฝืนน่ะ มันใช้สำหรับคนที่ทำอะไรไม่ได้แล้วพยายามจะทำให้ได้ต่างหาก ต้องบอกว่าอย่าประมาทมากกว่าล่ะนะ 

ผมรีบวิ่งลงมาจากชั้นสาม ตามบันไดอย่างดีไม่มีการกระโดดออกจากทางหน้าต่างอีก แล้วผมก็วิ่งสวนทางกับฮินะนั่นเป็นเหตุที่ทำให้เธอเงียบแล้ววิ่งตามผมมาติดๆ 

ถ้าคิดว่าผมจะวิ่งไปเฉยๆล่ะก็คิดผิดแล้ว การกระทำแบบนั้นคิดจริงๆเหรอว่าจะออกไปได้ง่ายๆโดยที่ไม่มีคนเห็นน่ะ แน่นอนว่าต้องมีคนเห็นอยู่แล้ว แถมจำนวนมากถึงขั้นที่รุมกันโทรไปหาตำรวจเลยด้วย ผมเลยถามทางจากพวกนี้เอาว่าเจ้าพวกนั้นหายไปไหน นอกจากนี้ก็ตามตัวหัวหน้าห้องด้วยกลิ่นจากแชมพูที่เป็นเอกลักษณ์นี่ไปก็พอ 

แล้วทำไมต้องพาไปที่ตรอกเล็กๆแบบนั้นด้วยกันล่ะเนี่ย? ผมพยายามจะตามเข้าไปแต่ถ้าไปพร้อมกับฮินะคงไม่ดีแน่ๆ 

"ฮินะ ถอยไปก่อน เธอควรจะอ้อมไปดักจากอีกทางเอานะ" 

"อืม จะอ้อมไปอีกทางนะ" 

ทันทีที่ฮินะวิ่งอ้อมไปอีกทาง ผมก็เข้าไปในตรอกนั่นในทันที ตรงนี้มันค่อนข้างจะเปลี่ยวแม้จะอยู่ในช่วงสาย ต้องบอกเลยว่าคนอาศัยอยู่แถวนี้ค่อนข้างน้อยมากเมื่อเทียบกับที่อื่น 

"หยุดดิ้นได้แล้ว!" 

"ทำยังไงดีล่ะลูกพี่? แบบนี้เราถูกจับกันหมดแน่เลยนะ!" 

"เหอะ! ถึงจะไม่เป็นไปตามแผนที่ข้าวางเอาไว้ แต่อย่างน้อยก็ได้มาหนึ่งคน...มาสนุกกันก่อนดีกว่า!" 

"...ตูไม่เอาด้วยละหนึ่งนะ!" 

"เฮ้ย! ถ้าเอ็งจะหนีไปยังไงก็ถูกจับอยู่ดีนะโว้ย! ถ้าอยากรอด ก็มาช่วยข้าจัดยัยนี่สักดอกก่อนแล้วหนีไปที่ฮิโรชิม่ากันก็ได้ ข้ามีเงินมากพอที่จะหนีไปได้หลายเดือน และปล้อนฆ่าเอาจากคนแถวนั้นก็มีเงินใช้ไปหลายเดือนจนกระทั่งหมดอายุคดีความแล้วนะ" 

ไอ้พวกสารเลวนั่นมันกำลังทำให้ผมโมโห มันคิดจะหาเรื่องภายในห้องแล้วลักพาตัวคนไปมากกว่านี้เหรอ? หรือที่จริงแล้วมันต้องการล่อลวงคนมาเพื่อทำแบบนี้กันแน่? ถ้าไม่มีพี่ฮานะ คนในห้องก็คงเจอเรื่องแบบนี้อีกหลายคนแน่ๆ 

ว่าแต่แบบนี้ก็ไม่ดีเหมือนกัน พวกมันมีทั้งหมดเจ็ดคน นี่พวกมันน่ากลัวถึงขั้นที่ไม่มีใครกล้าจะช่วยกันจับตัวเลยรึไงกัน? ไม่สิ ที่ไม่กล้าเพราะมีตัวประกันสินะ? 

แต่ทางนี้คงไม่ยอมง่ายๆหรอก ถ้าด้วยพลังตอนนี้แล้วล่ะก็ ไม่เปิดตัวเหมือนพระเอกโง่ๆในเรื่องอื่นๆดีกว่าแฮะ 

แค่คิดแบบนั้นผมก็ถีบพื้นพุ่งเข้าไปข้างหน้าแล้วซัดเจ้าคนที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยหมัดตรงก่้อน จากนั้นก็หมุนตัวเตะคนที่อยู่ข้างๆด้วยขาขวา ต่อด้วยถีบไปทางด้านหลังด้วยเท้าซ้ายทันทีที่เท้าขวาลงพื้น 

*ตุ้บๆๆ* 

เสร็จไปสามเหลืออีกสี่ ต้องเร็วมากพอที่จะให้เจ้าพวกนั้นตอบโต้ไม่ทันสินะ? แต่แค่นี้ก็มากพอแล้ว พวกมันได้แต่มองดูเฉยๆแล้วน่ะ 

ผมเข้าประชิดเจ้าคนที่อยู่ใกล้หัวหน้าห้องแล้วอัดฝ่ามือเข้าที่สีข้างอย่างรุนแรง แบบนี้คงทำให้หายใจได้ลำบากไปสักพักนึงล่ะนะ 

"ไม่เป็นไรนะหัวหน้าห้อง?" 

"คุโรมิเนะคุง...ขอบคุณนะ" 

"เก็บคำขอบคุณไว้ก่อนเถอะ ถ้าไม่เป็นอะไรก็ถอยไปก่อน" 

ผมต่อยคนที่มันพยายามจะเข้ามาใกล้ด้วยหมัดตรง แต่เสริมแรงจากเอวด้วยการบิดเอวเล็กน้อย แรงหมัดที่เพิ่มขึ้นทำให้ฟันของมันหลุดมาสักสองสามซี่ ดูไม่ได้จริงๆเลยนะ 

"แกเป็นใครกันวะ!?" 

"ไม่จำเป็นต้องตอบคำถามให้พวกสวะอย่างพวกแกหรอก" 

ผมบิดตัวแล้วยกขาถีบใส่ท้องน้อยของมันอย่างรุนแรง ที่เหลือก็แค่ตัวการสินะ? แต่ก่อนที่ผมจะลงมือ ผมก็สัมผัสอะไรได้บางอย่าง แน่นอนว่าประสาทสัมผัสทางการได้ยินของผมมันดีกว่าคนอื่น ผมจึงได้ยินอย่างชัดเจน 

*ฉึก* 

"อ..." 

หัวหน้าห้องที่ถอยออกไปถูกโจมตีโดยคนอีกคนที่ผมมองไม่เห็นเมื่อกี้นี้ ...มันคงเป็นพวกที่ดูต้นทางจากอีกทางแน่ๆ และมันก็แทงมีดใส่ที่กลางหลังของหัวหน้าห้อง 

เลือดไหลเต็มพื้นไปหมด สายตาของหัวหน้าห้องคงพร่ามัว ตอนนี้คงรู้สึกทั้วหนาวทั้งร้อนอยู่แน่ๆ สภาพของเธอตอนนี้ไม่สามารถช่วยได้ในทนัที มีเวลาไม่มากพอเลยแม้แต่น้อย 

นั่นก็เพราะว่ามีดนั่นแทงเข้าไปที่หลอดเลือดใหญ่อย่างพอดี ไอ้สารเลวนั่นกำลังทำให้ผมโกรธ 

"...นาย...ไม่ผิดหรอก... อึ่ก...มาได้แค่นี้งั้นเหรอ...ฉัน..." 

"...เอ็นโด..." 

ผมพึมพำออกมา สัญญาณชีวิตของเธอดับลงในทันที นั่นทำให้ผมโกรธอย่างสุดขีด 

"ตายซะเหอะแก!" 

ไอ้สารเลวนั่น...มันฆ่าเอ็นโด ...มันฆ่าเพื่อนของชั้น และมันก็กำลังจะมาฆ่าชั้น? แกมันแค่สวะแท้ๆ! 

*เพล้ง!!!* 

รู้สึกเหมือนบางอย่างแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ผมสัมผัสได้ถึงเรี่ยวแรงและพลังที่เพิ่มพูนมากขึ้นจนสูงมากพอที่จะเทียบได้กับเมื่อตอนที่คลุ้มคลั่งคราวก่อนนั้น มันมากซะจนผมรู้สึกว่าจะควบคุมไม่ได้อีกรอบเลยด้วยซ้ำ 

*หมับ!* 

"แกจะต้องชดใช้ในสิ่งที่แกทำ ไอ้สารเลวเอ้ย" 

*เพล้ง* 

แค่ออกแรงมือบีบมีดนั่น มันก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆอย่างน่าอนาถราวกับเป็นแก้วบางๆเท่านั้น 

ผมยื่นมือไปคว้าที่คอของไอ้สารเลวนั่น แล้วออกแรงบีบอีกครั้ง ผลที่ได้คือแรงบีบของมือของผมทำให้กระดูกคอของมันแตกละเอียด นอกจากนี้ดูเหมือนหลอดเลือด หลอดอาหาร หลอดลมและกล่องเสียงก็ถูกทำลายไปในทันที 

เมื่อฆ่าไปหนึ่งศพ ผมก็ลงลแรงที่เท้ากระทืบหัวไอ้สวะที่นอนกอดตัวเองเพราะถูกอัดเข้าที่ลิ้นปี่อย่างรุนแรงนั่นจนเลือดไหลออกจากสมอง ...ไม่สิ มันรุนแรงจนกะโหลกเปิดออกมาเลยด้วยซ้ำ 

ผมเดินเข้าไปหาร่างที่ไร้วิญญาณของเอ็นโด จากนั้นผมก็สัมผัสกับร่างนั่น ไม่มีแม้กระทั่งชีพจร ถึงจะรู้อยู่แล้วแต่เธอตายในทันทีเลย ไม่มีเวลาให้บอกลากันเลยด้วยซ้ำ ไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้ช่วยด้วยซ้ำ 

ถ้าผมไม่ช่วย ถึงจะมีบาดแผลทางใจแต่เธออาจจะมีชีวิตอยู่ก็ได้ ผมทำอะไรลงไปกัน? นี่มันเหมือนกรณีของอาจารย์เลยนะ ผมที่อ่อนแอช่วยใครไม่ได้เลยแม้แต่น้อย 

...ถ้าหากเป็นอย่างนั้น ผมที่ไม่ได้ไปด้วยกันกับยูยะก็กำลังทำให้เธอลำบาก ผมสูญเสียคนที่ผมรักไปถึงสามคนภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือนงั้นเหรอ? แถมสองในสามยังเสียไปภายในวันเดียวกันอีกด้วย 

อา ความคิดของผมมันควบคุมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย มันกำลังบอกให้ผมฆ่าพวกมันจนกว่าจะสาแก่ใจ ...ไอ้สวะตัวหัวหน้านั่นมันหนีไปแล้วงั้นเหรอ? อย่าคิดว่าจะหนีพ้นเชียวล่ะ 

ผมฆ่าไปแล้วสองคน เหลืออีกห้าคน สามในสองกำลังหนีไปตามตรอกซอยตรงหน้า ผมจับตัวสองคนนี้เอาไว้แล้วโขกหัวพวกมันเข้าด้วยกัน แต่เพราะผมมีแรงเหนือมนุษย์มันทำให้การโขกหัวของผมไปทำลายระบบประสาทของพวกมันอย่างรุนแรง ถ้าไม่ตายก็ไม่เต็มแน่ๆอยู่แล้ว 

จากนั้นก็วิ่งไปตามทาง ทำให้ผมเจอสามคนนั้นทันที ไอ้เจ้าคนที่พ้นซอยนั่นไปแล้วคือไอ้สวะตัวหัวหน้าแน่ๆ ผมไม่สนไอ้พวกหน้านี้หรอกนะ แต่มันขวางทางผมอยู่ ผมไม่มีทางเลือกที่ต้องฆ่าพวกมันทิ้ง 

มือขวาของผมแทงทะลุเข้าไปที่กลางอกของมันจากข้างหลัง จากนั้นผมก็บีบหัวใจของมันทิ้ง แล้วดึงมือที่เปื้อนเลือดกลับมาซัดใส่หน้าของไอ้ตัวที่อยู่ข้างหน้าจนคอบิดไม่เป็นรูป 

ส่วนอีกคนนั้น ผมกระโดดหมุนตัวเตะจากข้างหลังเอา อย่างที่บอกว่าแรงของผมเหนือมนุษย์มนาไปไกลมาก ทำให้แรงเตะของผมทำลายข้อต่อระหว่างคอและร่างของมัน เท่ากับว่าหัวของมันปลิวไปอีกทางในทันทีเลยล่ะ 

ชิ จากตรงนี้ไปคนคงจะเยอะกว่านี้สักหน่อยล่ะนะ ปกติแล้วตรงนี้ก็มีคนอยู่หรอกแต่ตอนนี้ไม่มีนี่สิ ถ้าออกไปตอนนี้คงโดนเพ่งเล็งอย่างแน่นอนเลยล่ะนะ 

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ถ้าจับมันได้ก่อนที่จะมีใครมาเห็นล่ะก็แน่นอนว่าไม่มีใครรู้หรอก และทางนี้ยังเร็วกว่ามากด้วย ทำให้ร่างของผมกับมันอยู่แทบจะไม่ห่างกันเลยแม้แต่น้อย 

ผมคว้าคอเสื้อของมัน แล้วโยนร่างของมันเข้าไปในตรอกในขณะที่วิ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทางด้วยการบิดข้อเท้าแล้ววิ่งเข้าไปในตรอกนั่น แล้วลากเจ้านั่นไปข้างในเพื่อไม่ให้ใครเห็น 

ไม่ต้องห่วงเรื่องลายมือเลยด้วยซ้ำ เพราะวางมันจะไม่ติดไปอย่างแน่นอน 

ผมซัดร่างของเจ้านั่นไปอย่างรุนแรงจนมันปลิวไปด้านในซอย ตรงนี้คงหนีไม่ได้เพราะไม่มีทางออก จะพูดให้ถูกคือทางอยู่มันอยู่ด้านหลังผมต่างหาก 

อยากรอดก็ต้องผ่านผมไปเท่านั้น แต่มันคงไม่เกิดขึ้นหรอกนะ 

"แก...อ้าก!" 

ผมเหยียบปากมันเอาไว้ แล้วออกแรงเท้าจนเกิดเสียงของกระดูกที่แตกออก นั่นทำให้มันไม่สามารถพูดได้ แต่ก็นะ มันคงไม่มีกรณีช็อคจนตายหรอกใช่ไหม? 

เพื่อความแน่ใจ ผมก็กระทืบเท้าเข้าไปซ้ำจนเลือดกระจัดกระจายไปพร้อมๆกับเครื่องใน เท่านี้ก็รู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย 

...ซะที่ไหนกันล่ะ ถึงจะดูเหมือนใจเย็นแต่ข้างในนี่โกรธสุดๆไปเลย อา อยากจะทำลายโลกนี้ทิ้งชะมัด 

"คุจัง!" 

ฮินะงั้นเหรอ? ไม่จำเป็นต้องมองเธอตอนนี้ด้วยซ้ำ ...ไม่สิ ไม่อยากมองหน้าเลยด้วยซ้ำ 

"...ฝีมือเธอจริงๆด้วย..." 

"...เธอกลับไปก่อนเถอะ" 

ผมเดินผ่านตัวฮินะออกมา เธอทำท่าเหมือนจะรั้งผมแต่ผมเร็วกว่า ผมหนีออกมาจากตรงนั้นแล้วเดินกลับไปยังจุดที่เอ็นโดตายไปเพราะความงี่เง่าของตัวผม 

ศพของเอ็นโดนั้นไม่ได้โกรธอะไรผมเลยด้วยซ้ำ ผมทำให้เธอตายนะ ผมเสียใจขนาดที่ไม่แม้แต่จะยอมรับเลยด้วยซ้ำว่าเธอจะยกโทษให้ผม 

ผมกดเบอร์โทรศัพท์โทรหารถพยาบาลว่ามีเหตุฉุกเฉิน และเรียกตำรวจ พร้อมทั้งเล่าเรื่องปลอมๆออกไป ก็ไม่รู้หรอกนะว่าควรจะทำอะไร แต่ในส่วนของศพให้โรงพยาบาลเขาคิดว่ามาช่วยเอาไว้ไม่ทันจะดีกว่า 

ผมกลับไปที่บ้าน แน่นอนว่าไม่มีใครอยู่ พี่ฮานะที่มีสิทธิพิเศษในการอยู่ในห้องเรียนของผมนั้นตอนนี้คงกำลังช่วยคนอื่นๆอยู่ ฮินะก็กลับไปแล้ว ทุกคนก็คงไม่เจอผมในวันนี้แน่ๆ 

ถึงจะเสียใจแต่ว่าวันนี้ผมไม่มีอารมณ์ที่จะอยู่จนจบงานเทศกาลด้วยซ้ำ ไม่อยากจะรับช็อกโกแลตด้วย แค่เห็นอะไรสีแดงกับน้ำตาลก็พลันนึกถึงเอ็นโดไปจนได้ 

นานแค่ไหนแล้วนะที่เราไม่ยอมเรียกเอ็นโดด้วยนามสกุลแบบนี้? ยิ่งชื่อยิ่งไม่ต้องคิดเลย ผมไม่เคยเรียกชื่อเธอเลยสักครั้งถ้าจำไม่ผิด พวกเรารู้จักกันตั้งแต่ประถมแล้ว พวกเราสามคน 

แม้ว่าเอ็นโดจะย้ายเข้ามาทีหลังตอนป.หกแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอกับผมไม่ได้สนิทกัน แม้จะไม่มากเท่ากับฮินะก็ตามที อย่างน้อยๆก็ยังอยากได้ยินเสียงบ่นในฐานะหัวหน้าห้องของเธอสักหน่อยแท้ๆ 

*ปัง* 

ผมทิ้งตัวลงซบหน้ากับหมอนของตัวเอง กล่าวได้ว่านี่คือความผิดของผม ที่ทำให้บ่ายนี้พวกเราต้องเสียเอ็นโด มามิยะไปตลอดกาล ...จะว่าไปเลือดนี่ก็แห้งแล้ว มีใครเห็นรึเปล่านะ? หวังว่าคงไม่มีนะ 

ผมลุกขึ้นแล้วออกไปล้างตัว พร้อมทั้งซักชุดให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้มันมีคราบเลือดฝังแน่น แถมเลือดสกปรกพรรณ์นี้ไม่อยากจะให้มาแตะตัวอีกเป็นครั้งที่สองเลย 

หลังจากที่ล้างตัวเสร็จจนคิดว่าสะอาดดีแล้ว ผมก็ออกมาจากห้องน้ำแล้วแต่งตัวชุดธรรมดาที่ผมมักจะใส่อย่างเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น แล้วออกจากห้องน้ำไปที่ห้องของผมหลังจากที่รอเครื่องซักผ้าซักชุดไปรเวทของผมเสร็จ 

*ครืด* 

"สวัสดีพี่อุโระ เป็นอย่างที่ฉันพูดไหมล่ะ? ว่าพี่จะต้องเจอเรื่องร้ายๆน่ะ" 

"...เธอเป็นใคร?" 

"น่าๆ ไม่เห็นต้องทำท่าเหมือนกับเราเป็นศัตรูกันเลย ...เพราะพี่ในตอนนี้เอาชนะฉันไม่ได้หรอกนะ" 

ยัยนี่ อันตรายจริงๆ 

"ชื่อของฉันคืออินาโฮะ ไว้เจอกันในอนาคตในโลกไหนสักโลกนึงนะพี่ชาย ฉันจะรออยู่ที่นั่นจนกว่าพี่จะมาหาฉันก็แล้วกัน" 

เธอหายไปต่อหน้าต่อตาผม ทิ้งไว้แต่ชื่อของเธอและปริศนาที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรเอาไว้เท่านั้น 

"อินาโฮะ...เหรอ?" 

ถ้าเจอคราวหน้าจะซัดให้หนักเลยยัยนั่น... 

ผมทิ้งความหงุดหงิดเอาไว้แล้วเดินขึ้นไปที่ห้องอย่างไร้เรี่ยวแรง ผมขังตัวอยู่ในห้อง ไม่ทานอะไรสำหรับมื้อเที่ยงเพราะรู้สึกว่ากินอะไรไม่ลงจริงๆ 

และไม่รู้ว่าตอนไหนด้วยซ้ำที่ผมเผลอหลับไปน่ะ 

 

 

ไม่รู้ว่ากี่โมงแล้วแต่รู้สึกว่าร่างกายมันหนักๆ สงสัยว่าจะใช้พลังเยอะเกินไปหน่อย แต่ดูจากแสงแล้วก็พอจะเดาได้อยู่หรอกนะว่ามันมืดแล้ว 

แต่ผมก็ยังไม่ได้ลืมตา ...ผมรู้สึกว่าหน้าของผมมันเปียกเล็กน้อย ...ไม่สิ ไม่น้อยแล้ว 

ดูเหมือนว่าผมจะร้องไห้ขณะที่เผลอหลับไป น่าละอายใจจริงๆที่เป็นแบบนี้ แต่มันก็ย่อมเป็นเรื่องปกติสำหรับตัวผมที่พึ่งเสียคนรักไปถึงสองคน แต่หมายถึงคนรักในแบบครอบครัวมากกว่าแฟนสาวล่ะนะ 

ผมลืมตาขึ้น ก็รู้ว่ามันมืดแล้วจริงๆ สายตาของผมตอนนี้ยังมองเห็นอะไรไม่ค่อยชัดนักจึงต้องใช้เวลาในการทำความเคยชินกับแสงที่มีน้อยนี้ 

พอเริ่มชินจนเริ่มจะมองเห็นได้บ้างก็ลุกขึ้นนั่ง ทำให้ผมรู้ว่ารอบข้างยังมีอีกคนนั่งอยู่ 

"ตื่นแล้วเหรอคุโระคุง" 

"...โนบุนะ" 

"ฉันเป็นห่วงสุดๆไปเลยนะ เมลไปก็ไม่ตอบ โทรมาก็ไม่รับ พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากปากของฮินาตะพวกเราทุกคนก็วิ่งไปดูเอ็นโดเป็นอย่างแรกเลย ...เสียใจด้วยนะเรื่องของเอ็นโดน่ะ" 

"อา มันเป็นความผิดของผ--" 

"ไม่! นายไม่ผิดสักหน่อย!" 

โซมะ โนบุนะเป็นคนที่หัวแข็ง ไม่ยอมรับอะไรที่มันขัดใจต่อตัวเธอเองเรื่องนั้นผมรู้ดี แต่ไม่นึกเลยว่าจะไม่ยอมรับความจริงเรื่องนี้ 

"นายไม่ผิด นายพยายามช่วยเธอแล้ว ไม่ว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยผลสุดท้ายเธอก็ตายอยู่ดี อย่างน้อยถ้านายช่วยเธอ มันย่อมมีโอกาสรอดมากกว่าเดิมอีกนะ" 

ไม่! ถ้าเลือกที่จะเมินเฉย ถึงจะเจ็บใจแต่อย่างน้อยเอ็นโดก็ไม่ต้องตาย ในโลกที่มีสวะแบบนี้ คิดจริงๆเหรอว่าผมจะยอมรับน่ะ? 

ไม่ว่าจะโลกไหน ที่ไหน เมืองไหน ไม่มีที่ไหนเลยสักนิดที่จะไม่ม่ีเหล่าสวะที่มีความเลวทรามอยู่ในจิตใจ ผมอยากจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างทิ้งซะด้วยซ้ำ 

"ถ้านายเอาแต่โทษตัวเองแล้วเอ็นโดจะรู้สึกยังไงล่ะ? คุโระคุง นายน่ะคิดแต่เรื่องของตัวเองมากเกินไปแล้วนะ" 

"เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมรู้สึกยังไง และคิดอะไรอยู่ คิดจริงๆเหรอว่าผมคิดแต่เรื่องของตัวเองน่ะ!" 

"ก็ใช่น่ะสิ ถ้านายคิดถึงเรื่องของคนอื่นมากกว่าตัวเองล่ะก็ นายก็น่าจะรู้นะว่าเอ็นโดชอบนายมากแค่ไหน เธอไม่อยากให้นายรู้สึกเจ็บปวดและโทษตัวเองไปมากกว่านี้ แต่นายกลับเอาแต่โทษตัวเอง มันขัดกับความต้องการของคนตายนะ!" 

"เธอจะไปรู้เรื่องเอ็นโดดีกว่าผมได้ยังไงกัน!?" 

"เพราะนายไม่เคยมองเธอในฐานะผู้หญิงคนนึงน่ะสิ จริงอยู่ที่นายชอบฮินะแต่มันไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะตัดใจจากนายนะ ทั้งยูยะ ทั้งเอ็นโด ทั้งฉัน ทั้งพี่น้องโนมุรากินั่น ทุกคนต่างชอบนายและไม่อยากให้นายโทษตัวเองแบบนี้นะ พอสักทีเถอะ ไม่ต้องคิดเรื่องของฉันก็ได้ ขอสักครั้ง...เชื่อฉันเถอะ ฉันไม่อยากให้นายต้องทุกข์ทรมานนะ" 

เธอดึงผมไปกอด ผมไม่มีแรงขนาดที่เด็กผู้หญิงธรรมดาๆคนนึงจะดึงไปได้โดยที่ไม่่มีแรงต้านเลยงั้นเหรอ? 

หรือว่าตัวผม...กำลังยอมรับอยู่ว่ามันไม่ใช่ความผิดของตัวผม? แบบนั้นก็เท่ากับว่าผมเป็นเพียงแค่คนเหลวแหลกที่ไม่มีความรับผิดชอบน่ะสิ 

"นายน่ะเคร่งเครียดเกินไปแล้ว ถ้ายังยืนกรานคิดว่ามันเป็นความผิดของนายอยู่อีกล่ะก็ ฉันจะไม่ห้ามให้นายคิดอย่างนั้นแล้วก็ได้ กลับกัน นายห้ามโทษตัวเองเป็นอันขาด แค่เก็บความรู้สึกผิดเอาไว้ในใจ แล้วตราหน้าว่ามันคือบาปที่จะไม่เกิดขึ้นอีก ขอแค่นี้นายจะทำเพื่อฉันไม่ได้เลยเหรอ?" 

"...อืม ผมจะลองกลับไปคิดดู" 

"แต่นี่มันบ้านนายนะ คิดแล้วให้คำตอบตรงนี้เลยสิ" 

หัวดื้อจริงๆเลยยัยนี่ 

"ได้สิ...ผมสัญญา" 

" *ยิ้ม* นายไม่เคยผิดสัญญาอยู่แล้วนี่นะ" 

เธปล่อยผมแล้วยิ้มให้กับผม มันอบอุ่นมากๆจนผมแทบจะร้องไห้ออกมาอีกรอบแล้วด้วยซ้ำ 

ตอนที่ผมกำลังคิดอะไรอยู่ เธอก็หยิบเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋า มันคือช็อกโกแลตขนาดเล็กที่ก็ไม่ได้เล็กมาก แต่มันก็ไม่ได้ใหญ่เหมือนกับที่คนอื่นๆเขาทำให้คนที่ชอบกัน 

อย่างที่รู้ว่าผมกับช็อกโกแลตนั้นเข้ากันไม่ค่อยได้ เธอคงทำมาในปริมาณเพียงเล็กน้อย แถมยังอยู่ในรูปของดาบอย่างสวยงามอีก 

"วันวาเลนไทน์เป็นวันครบรอบวันตายของเซนต์วาเลนไทน์สินะ วันนี้ถูกยกย่องให้เป็นวันแห่งความรักเพราะความรักที่ไม่สมหวังของเซนต์วาเลนไทน์ใช่ไหมนะ? ประเพณีให้ช็อกโกแลตกับคนที่ชอบน่ะมันขัดกับความจริงของวันนี้เอานะ" 

ยัยนี่รู้เยอะจริงๆเลยนะ 

"แต่ว่านะ เซนต์วาเลนไทน์ไม่ได้เสียใจสักหน่อย เขาดีใจด้วยซ้ำที่คนที่เขารักมีความสุข นี่ไม่ใช่ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่นแม้ว่าจะเป็นความสุขในวันตายของคนอื่นก็ตาม แต่มันเป็นความสุขที่เซนต์วาเลนไทน์อยากจะให้พวกเราสัมผัสต่างหากล่ะ" 

เธอหยิบเอาช็อกโกแลตนั่นออกมาจากซองแล้วยื่นมาให้ผม รอยยิ้มและสีหน้าแดงๆนั่นทำให้ผมรู้สึกใจเต้นไปชั่วขณะนึง 

"ถึงจะมีคนที่ชอบแล้ว แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าฉันจะชอบนายไม่ได้นะ ไว้นายค่อยไปกินของคนอื่นทีหลังก็แล้วกัน ยังไงพี่ฮานะก็เก็บเอาไว้ให้อยู่แล้ว นี่เป็นชัยชนะของฉันที่ได้มาอยู่ตรงนี้ล่ะนะ" 

"ชัยชนะ?" 

"ความลับน่ะ ...นี่ ถ้าเกิดว่าพวกเราทุกคนเป็นคนรักของคุโระคุงพร้อมกับฮินาตะ จะเป็นยังไงเหรอ?" 

*หงับ* 

ผมกินมันเข้าไป รสชาติไม่ได้หวานมากถึงขั้นเลี่ยน มันเป็นความหวานเล็กน้อยของเมล็ดโกโก้ซึ่งผมก็ค่อนข้างจะชอบอยู่บ้างล่ะนะ 

หลังจากที่กินเสร็จผมก็เงยหน้าขึ้นแล้วบอกกับเธอไป 

"ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว ผมคงสร้างโลกที่จะไม่ต้องสูญเสียพวกเธอไปอีกตลอดกาลได้แล้วล่ะนะ" 

"ถ้ามีโลกแบบนั้นชีวิตคงน่าเบื่อแย่เลยนะ...ไม่สิ ถ้าได้อยู่กับทุกคนคงไม่น่าเบื่ออะไรมากนักหรอก" 

"พอเวลาผ่านไปสักสามร้อยปีเดี๋ยวก้รู้สึกเบื่อเองแหละ" 

"กะจะเป็นอมตะรึไงกัน?" 

ผมหัวเราะเล็กน้อย จากนั้นผมก็โน้มตัวลงนอนอย่างไร้เรี่ยวแรง โดยที่ข้างๆของผมก็มียัยโนบุนะคลานมานอนด้วยกัน ถึงจะรู้สึกไม่ดีที่ต้องมานอนกับผู้หญิงคนอื่นนอกจากคนที่ชอบก็เถอะ แต่ผมก็ไม่ได้ไล่เธอไปไหน 

"ฝันดีนะ" 

"ฝันดีล่ะ" 

ผมหลับตาแล้วปล่อยให้ความคิดที่มันฟุ้งซ่านหายไป ความผิดที่เกิดขึ้นจะไม่ถูกลบเลือน ในขณะเดียวกันผมเองก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้ว 

ว่าสักวันนึง ผมจะต้องตามหาตัวยูยะและเอ็นโดให้เจอ ต่อจากนั้นก็ไปซัดกับยัยอินาโฮะนั่นให้ได้ 

 

 

 

จบแล้ว!! ไหนอะไรที่เกี่ยวกับวาเลนไทน์ฟะ!!!? 

กำเนิดว่าที่ฮาเร็มคนใหม่! ไม่สิ เป็นอยู่แล้ว! ...ช่างเถอะ 

เอาเป็นว่าหลังจากนี้จะต่อเรื่องนี้ยาวๆในบทของคุโระครึ่งหลังของบทแรก แล้วค่อยไปต่อเรื่องอื่นนาจา 

ถ้างั้นไว้เจอกัน! 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว