อ่านฟรีไม่ติดเหรียญ ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ไรต์คนอืด ไรต์คนกาก ชาติหนึ่งมาอัปต่อที

Chapter 7 : ก้อนหินที่มีหัวใจ

ชื่อตอน : Chapter 7 : ก้อนหินที่มีหัวใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 10.6k

ความคิดเห็น : 45

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ม.ค. 2562 23:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 7 : ก้อนหินที่มีหัวใจ
แบบอักษร

Chapter 7

:: ก้อนหินที่มีหัวใจ ::

“จะให้กูดูดีๆ หรือให้กูดึงออก”

“ค ครับ ก็ได้ครับ”


ร่างบางกลับคำพูดแทบจะในทันทีที่ได้เจอกับคำขู่ด้วยน้ำเสียงดุๆ และใบหน้าคมเข้มนั้น เฮลกลอกตาอย่างเบื่อหน่ายในความท่ามากของอีกคนและไม่ยอมรีรอให้เสียเวลา ร่างแกร่งทิ้งตัวลงไปนั่งยังยองตรงหน้าร่างบางและเอื้อมมือหนาไปปลดกระดุมเสื้อที่เปียกโชกนั้นอย่างเชี่ยวชาญ และเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเสื้อตัวบางก็ร่วงหล่นลงจากไหล่บาง อวดผิวขาวเนียนประจักษ์สู่สายตาคมของคนถอดจนทำให้เขาหายใจติดขัดไปครู่หนึ่ง


ถึงแม้ว่าเขาจะเคยได้เห็นกับตาแล้วว่าคนตรงหน้ามีผิวขาวสว่างขนาดไหน แต่สภาพเปียกซกจนเสื้อแนบลู่ไปกับตัวและทำท่าจะหล่นแหล่มิหล่นแหล่พอวับๆ แวมๆ แบบนี้ให้ผู้ชายที่ไหนมาเจอก็ต้องเผลอมองกันทั้งนั้น แต่เขาก็ฉุกคิดเร็วพอที่จะไม่ให้ร่างบางจับสังเกตได้ ชายหนุ่มเก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้หน้ากากนิ่งสงบและทำเหมือนร่างกายตรงหน้าไม่ได้น่าดึงดูดเลยสักนิด แม้ว่าที่จริงแล้วสายตาซุกซนของเขามันจะวนเวียนอยู่ที่ยอดอกนิ่มอยู่หลายครั้งก็ตาม


“หันหลัง” เขาสั่งเสียงนิ่ง และคนที่เขินจนหน้าแทบระเบิดก็ยินดีรีบทำตาม ณ ตอนนั้น ฟองเบียร์รีบหันกลับไปนั่งขัดสมาธิบนเตียงและปล่อยให้เฮลพิจารณาอาการบาดเจ็บของตัวเองต่อแม้ว่าตอนนี้จะรู้สึกหนาวจนขนลุกไปหมดทั้งตัวแล้วก็ตาม


และเหนือสิ่งอื่นใดคือตอนนี้เขาเขินจนหน้าแดงไปถึงหูแล้ว


มือบางเอื้อมไปเพียงนิดเดียวก็คว้าเอาผ้าห่มผืนหนามาไว้ในมือได้ เขาเอามาคลุมขาไว้เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ตัวเองแม้เพียงน้อยนิดในขณะที่เฮลเริ่มกดที่ไหล่เขาด้วยแรงที่ร่างสูงคิดว่าเบาที่สุดแต่กลับแรงเกินไปสำหรับเขาจนต้องร้องออกมาอย่างลืมตัว


“โอ๊ย…”


ความปวดนั้นมันแผ่ไปทั่วทั้งไหล่บางอย่างรวดเร็วจนเขาเผลอขยับตัวหนี เนื้อนุ่มที่ถูกกระแทกนั้นแดงและเริ่มนูนเป็นแนวยาวเฉียงลงจากไหล่ตามแนวของขอบสระ และอีกไม่นานรอยช้ำนั้นคงขึ้นเป็นรอยช้ำม่วงอย่างแน่นอน


เฮลส่ายหัวให้ร่างบางในทันทีด้วยเพราะในหัวของเขาคิดไปไกลถึงปัญหาที่จะเกิดตามมาหลังจากนี้ เหนือสิ่งอื่นใดคือสุดท้ายแล้วเขาจะต้องเป็นคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนทำก็ตาม


“สร้างปัญหาเก่งจริงๆ เลยนะมึง…” เขาบ่นออกมาเบาๆ โดยไม่ได้ฉุกคิดเลยว่าจะทำให้คนฟังคิดมากเพียงใด ฟองเบียร์ที่ถูกดุนั้นก็ได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ ใบหน้าหวานหมองลงพร้อมกับริมฝีปากอิ่มที่ขยับเอ่ยคำพูดออกมาด้วยเสียงผะแผ่ว


“ขอโทษครับ…”


เขาไม่ได้ตั้งใจให้ตัวเองต้องมาเจออุบัติเหตุจนเจ็บตัวเช่นนี้และไม่เคยคิดที่จะสร้างปัญหาให้อีกคนต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเลยสักครั้ง แต่ดูเหมือนว่าสุดท้ายร่างสูงก็โทษว่าเป็นความผิดของเขาเสียทุกครั้งไป


…ถึงครั้งนี้จะเป็นความผิดของเขาเต็มๆ ก็เถอะนะ


“ครั้งหน้าผมจะระวัง…”


“เอาครั้งนี้ให้มันรอดก่อนเถอะ” ร่างสูงสวนกลับมาเสียงเข้มทั้งๆ ที่ร่างบางยังพูดไม่จบประโยคเสียด้วยซ้ำ มือหนาดึงเสื้อตัวบางขึ้นคลุมที่ไหล่ให้อีกคนเมื่อเห็นว่าผิวขาวซีดนั้นขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆ เพราะขนลุกไปทั่วร่าง ก่อนที่เขาจะลุกไปค้นหายาทาแก้ฟกช้ำที่ตู้ยาเล็กๆ สำหรับใส่อุปกรณ์ปฐมพยาบาลมาทาให้คนตัวบางอย่างรวดเร็วแล้วบังคับให้อีกคนไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อไม่ให้ไข้กลับ


แต่ทว่าการคาดการของเฮลนั้นก็ไม่เคยผิดพลาด เมื่อตกเย็นมาคนที่ควรจะหายเป็นปกติกลับไปตัวรุมและเสียงแหบแห้งราวกับเมื่อสองวันก่อนไม่มีผิดเพี้ยน คุณหญิงแก้วกานดามองบุตรชายอย่างคาดโทษตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นว่าลูกสะใภ้คนโปรดตักข้าวต้มเข้าปากด้วยมือซ้ายทั้งที่ปกติร่างบางไม่ถนัด ยิ่งพอได้ยินเสียงพูดของร่างบางแล้วชายหนุ่มยิ่งต้องแอบกลอกตาเพราะมารดามองเขาตาเขียวยิ่งกว่าเดิม


ที่เป็นอยู่นี่นี่มากกว่าที่เคยห่วงเขามาทั้งชีวิตอีกล่ะมั้ง


เขาแอบประชดอยู่ในใจและลอบมองท่าทางของคนป่วยให้แน่ใจอีกครั้ง ฟองเบียร์ดูเงอะงะไปหมดเมื่อต้องใช้มือซ้ายตักอาหารจนร่างบางต้องกินแค่ข้าวต้มที่เตรียมไว้ให้ตรงหน้าเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นคนป่วยก็ไม่ได้บ่นหรือเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น ร่างบางทำเพียงแค่นั่งก้มหน้าก้มตากินมันไปเงียบๆ โดยไม่รับรู้เลยว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร


ทางด้านแม่สามีที่จดจ้องสถานการณ์ของทั้งสองคนมาสักพักก็อยากจะเอื้อมมือไปตีบุตรชายให้หายมันเขี้ยวสักครั้งโทษฐานที่ไม่ดูแลลูกสะใภ้ของเธอให้ดี แต่จากการประเมินด้วยสายตาแล้วเธอคาดเดาได้ว่าบุตรชายของเธอไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือถ้ามีก็คงไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ เพราะดูท่าทางพ่อคนมาดเยอะจะไม่มีท่าทีโมโหหรือหงุดหงิด ออกจะดูเป็นห่วงเป็นใยเสียด้วยซ้ำเพราะมีการลอบมองลูกสะใภ้เธอเป็นระยะๆ


เพราะฉะนั้นครั้งนี้ก็รอดตัวไปนะตาเฮล

ครั้งนี้เธอจะไม่เซ้าซี้ให้มากความเพราะตนเองก็มีเรื่องที่ต้องจัดการเช่นกัน เมื่อคืนที่ผ่านมาการ์ดที่เฝ้าบริเวณที่พักโดยรอบมารายงานว่าพบบุคคลต้องสงสัยแอบมองที่บ้านพักของเธอและสามี และ Maldivian Air Taxi ที่เธอจองไว้ให้คู่แต่งงานทั้งสองคนก็ถูกเจาะถังน้ำมัน ซึ่งจากประสบการณ์การร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคุณฟรานเชสมาตั้งแต่สมัยเริ่มขยายฐานอำนาจทำให้เธอรู้ดีว่าสามีของเธอคงไม่ไว้วางใจและจะตัดสินใจเดินทางกลับในไม่ช้า ขาดก็เพียงแต่คู่แต่งงานใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะกลับด้วยหรือเปล่า


ถึงแม้ว่าสามีของเธอจะรามือจากเบื้องหน้าธุรกิจในเครือและเข้ามาเป็นแบ็กหลังชั้นดีให้กับบุตรชายอย่างเฮลและคิลแล้ว แต่เวลาเพียงแค่ 3 ปีที่เฮลเข้ามาแทนที่เขาอย่างเต็มตัวก็ไม่อาจทำให้ฟรานเชสวางใจได้เต็มร้อย ไม่ใช่ว่าบุตรชายทั้งสองเก่งกาจไม่พอ แต่บารมีที่ฟรานเชสสร้างมากับมือนั้นบุตรชายของเธอยังเทียบไม่ติด ไหนจะคอนเนกชันต่างๆ ที่เขาสร้างไว้ทั้งในธุรกิจเบื้องหน้าและธุรกิจมืด แม้เฮลจะมารับช่วงต่อและบริหารได้อย่างดีเยี่ยมแต่ในเรื่องเครดิตความน่าเชื่อถือบางครั้งก็ต้องเอาชื่อเขาไปบังหน้าเพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นอยู่ดี


จริงอยู่ว่าเฮลทำมันได้ดีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง ชายหนุ่มอาจยังมีศัตรูไม่มากเท่าบิดา แต่การยืนอยู่ในด้านมืดเกือบครึ่งตัวก็ทำให้วางใจอะไรไม่ได้อยู่ดี


คิดมาถึงตรงนี้แล้วคุณหญิงแก้วกานดาก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ เธอเข้าใจดีว่าอำนาจที่ยิ่งใหญ่มันย่อมต้องแลกมาด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน อย่างน้อยที่สุดก็คืออิสระและความปลอดภัย แต่ถ้ามากเกินกว่านั้นก็คงไม่พ้นเป็นลมหายใจและจิตวิญญาณ


ตัวเธอเองนั้นหวังว่าเฮลและฟองเบียร์จะประคองชีวิตคู่ได้อย่างที่คุณฟรานเชสทำไว้ได้ เขาประคองทั้งความสุข ความรัก และลมหายใจของเธอและเขามาจนแก่เฒ่าได้อย่างนี้ก็ด้วยเพราะเขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อเธอคนที่เขารัก ซึ่งคุณหญิงก็หวังว่าเฮลจะคิดได้และมองบิดาเป็นแบบอย่างที่ดีที่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง


รีบรักคนที่ควรรัก รีบใส่ใจคนที่ควรใส่ใจ


…ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป


Maldivian Air Taxi



.

.

.



2 วันต่อมา


ณ กรุงเทพมหานคร


ภายในพื้นที่มากกว่าสิบห้าไร่ในรั้วสูงสีขาว บ้านทรงยุโรปหลังงามที่มีมูลค่ากว่าร้อยล้านบาทตอนนี้ได้ถูกจัดมาตรการคุ้มกันทั่วบริเวณราวกับกรมทหาร ชายชุดดำที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยกระจายตัวอยู่รอบบริเวณทั้งภายในและภายนอกทำให้บรรยากาศภายในบ้านหลังนี้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือจนทำให้คนรับใช้ภายในบ้านไม่กล้าแม้แต่จะก้าวออกไปนอกรั้ว


ตั้งแต่ที่นายใหญ่แห่งรีนิลเบอตันทั้งสองคนกลับมาเหยียบบ้านหลังนี้ด้วยใบหน้านิ่งเรียบและรังสีแห่งความน่าเกรงขามหลังจากไปพักผ่อนที่ต่างประเทศได้ไม่ถึงสัปดาห์ มาตรการรักษาความปลอดภัยภายในบ้านก็ถูกปรับเปลี่ยนจนแทบจะเหมือนกับเมื่อสิบปีก่อนที่ ‘ธุรกิจ’ ของตระกูลเกิดปัญหา และปัญหาที่ว่านั่นก็มีทีท่าว่าจะเหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด


‘หนอนบ่อนไส้’ เป็นสิ่งที่เฮลถูกบิดาสอนให้เกลียดชังจนเข้ากระดูกดำมาตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่น จนถึงตอนนี้ที่เขาเริ่มรับช่วงต่อจากบิดามา เขาก็กำจัดหนอนตัวเล็กในธุรกิจเบื้องหน้าของตัวเองออกไปได้บ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้สิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่กลับไม่ใช่สิ่งที่เขาเคยรับมือด้วยตัวเองมาก่อน


เพราะหนอนตัวนี้มันกำลังแทรกซึมในธุรกิจมืดที่เขากำลังลักลอบทำอยู่


ธุรกิจในเครือรีนิลเบอตันที่เป็นที่รู้จักกันดีภายในสังคมคือบริษัทนำเข้ารถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ ร้านเพชร ห้างสรรพสินค้า และอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ แต่ในกลุ่มผู้มีอำนาจหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในประเทศก็มีข้อมูลลับซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกันในธุรกิจค้าอาวุธและสินค้าผิดกฎหมายบางชนิด ซึ่งธุรกิจส่วนนี้เองที่เขาเพิ่งตรวจพบว่าเจอหนอนตัวใหญ่เข้าให้แล้ว


เดิมทีแล้วเฮลจะรับหน้าที่ดูแลธุรกิจทุกส่วนโดยมีบิดาเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้ช่วยหลักของเขามีเพียงมังกรซึ่งเป็นเลขาส่วนตัวที่ดูแลงานทุกอย่างของเขามากกว่าเลขาหน้าห้องอีกคนที่ดูแลเพียงงานเบื้องหน้า เฮลเป็นนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่บริหารธุรกิจสีขาวที่มีอยู่อย่างดีเยี่ยมจนฟรานเชสนั้นไม่ต้องเขามาช่วย ส่วนธุรกิจมืดนั้นยังคงต้องอาศัยบารมีของบิดาอยู่เป็นครั้งคราว ซึ่งอาวุธและสินค้าผิดกฎหมายที่เขานำเข้ามานั้นส่วนใหญ่จะมาจากเยอรมันซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดาและยังมีเครือข่ายของรีนิลเบอตันดูแลอยู่ที่นั่น จนเรียกได้เต็มปากว่าพวกธุรกิจด้านมืดของตระกูลนั้นฟรานเชสเป็นคนกรุยทางและสร้างอำนาจบารมีจนแทบจะไม่มีใครกล้าต่อกลอนแม้จะวางมือไปแล้วก็ตาม


ซึ่งหลังจากที่บิดาเข้ามาพูดคุยกับเขาเรื่องที่มีคนลอบตามที่ที่พักและลอบเจาะถังน้ำมันของเครื่องบินบนน้ำเมื่อสองวันก่อน พวกเขาทั้งหมดก็เดินทางกลับกะทันหันและเขาก็สั่งลูกน้องให้ตามสืบอย่างเร่งด่วน เพราะครั้งนี้สายของเขาสืบพบว่ามีหนอนบ่อนไส้แฝงตัวเข้ามาทำงานเป็นพนักงานปลายแถวในบริษัทแม่ แต่เมื่อผู้บริหารอย่างเฮลไม่เข้าบริษัทสองวันเต็มและอยู่ในช่วงหลังแต่งงานจึงไม่แปลกที่ ‘ใครบางคน’ อยากจะใช้โอกาสนี้ลอบทำร้ายเขาเพราะคิดว่าเขาคงไปเที่ยวดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์จนขาดการระวังตัว


ปกติแล้วเฮลไม่ใช่คนที่ต้องพกบอดี้การ์ดติดตัวมากมาย เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่เข้าออกบริษัทก็มีเพียงมังกรที่เป็นผู้ติดตาม หากต้องออกไปพบลูกค้าหรือไปสถานที่ส่งของก็มีบอดี้การ์ดสี่ห้าคนเท่านั้น แม้แต่บ้านหลังที่เป็นเรือนหอเขาก็ไม่ได้ให้ลูกน้องตามไปเฝ้าแม้บิดาจะออกปากเตือนก็ตาม แต่เมื่อยามที่หัวเรือใหญ่ของตระกูลไปเที่ยวพักผ่อนก็ย่อมมีการจัดทีมรักษาความปลอดภัยติดตาม แล้วก็ถือว่าเป็นความโชคดีของการมีลูกน้องคอยเฝ้าระวังในครั้งนี้ที่ทำให้เขาเริ่มต้องกลับมาคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของตัวเองอีกครั้ง


ภายในห้องทำงานของฟรานเชส ชายวัยห้าสิบหกปีที่ยังคงความน่าเกรงขามนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ด้วยท่าทีสงบนิ่งแต่เต็มไปด้วยรังสีแห่งความน่ากลัว ตรงหน้าเขาคือบุตรชายทั้งสองคนที่มีใบหน้านิ่งไม่ต่างกันที่นั่งอยู่บนโซฟาขนาดใหญ่ เฮลนั่งกอดอกครุ่นคิดบางอย่างในขณะที่คิลยกขาขึ้นมาพาดที่โต๊ะตรงกลางชี้ไปทางพี่ชายอย่างไม่กลัวตาย และภายในห้องนี้ยังมีบุคคลอีกสี่คนซึ่งสองในสี่นั้นไม่ค่อยได้เห็นหน้าค่าตากันเท่าไหร่นัก


มังกรยืนตัวตรงอยู่ด้านหลังไม่ห่างจากเฮลมากนัก ข้างกายของเขามีผู้ชายร่างสูงอีกสองคนที่เขารู้จักเป็นอย่างดียืนนิ่งไม่ไหวติงจนเขาคิดว่าหยุดหายใจไปแล้วหรือยังแต่ก็ไม่กล้าแซวออกไปเพราะบรรยากาศเคร่งเครียดที่ระอุอยู่ภายในห้อง


‘มาร์ลอน’ คือมือขวาคนสำคัญที่ดูแลธุรกิจค้าอาวุธของเครือข่ายที่เยอรมัน ส่วน ‘เจเรมี’ เองก็เป็นมือซ้ายที่เขาไม่เคยเอาชนะความคิดของคนๆ นี้ได้เลยสักครั้ง ทั้งคู่คือลูกน้องคนสนิทของ ‘อาเธอร์’ ลูกน้องเบอร์หนึ่งของเครือข่ายฝั่งเยอรมันที่เก่งกาจและเป็นคนที่ฟรานเชสไว้ใจที่สุดแต่ไม่สามารถเรียกตัวมาพบได้เพราะต้องคอยจัดการงานที่เยอรมัน ส่วนอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเขาคือ ‘ชาติ’ ลูกน้องคนสนิทที่ทำงานกับฟรานเชสมามากกว่าสามสิบปี


บรรยากาศภายในห้องนั้นเงียบสงัดจนแทบทำให้มังกรรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก แต่ประสบการณ์ที่มีมากว่าสิบปีก็สอนให้เขาควบคุมความสติและรอฟังว่านายใหญ่เรียกพบลูกน้องคนสำคัญมาพบด้วยเรื่องอะไร


ภายในห้องนั้นเงียบอยู่นานจนกระทั่งฟรานเชสเริ่มมองบุตรชายทั้งสองอย่างใช้ความคิด ก่อนที่บุตรชายคนโตของเขาจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก


“มันเป็นใคร”


คำถามนั้นไม่ได้เจาะจงแน่ชัดว่าต้องการถามใคร แต่ลูกน้องทั้งสี่คนก็รู้ดีว่ามันเป็นคำถามที่พวกเขาทั้งหมดต้องจะตอบให้ได้ ซึ่งชาติก็เป็นคนก้มศีรษะลงและพูดตอบออกมาอย่างฉะฉาน


“คนของเครือข่ายยาเสพติดที่ฮ่องกงครับ ดูเหมือนว่ามันอยากจะแทรกแซงธุรกิจค้าอาวุธของเรา”


“แล้วตอนนี้มันทำการค้ากับใคร”


“นายศักดิ์ชัย อดีตทหารระดับสูงของกองทัพเรือครับ”


เฮลขมวดคิ้วฉับเมื่อได้ยินชื่อนี้ เขามั่นใจว่าชื่อที่ได้ยินคือศักดิ์ชัย สถานไพทูรย์ อดีตทหารระดับบิ๊กที่ต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะมีข่าวใหญ่โตเรื่องการทุจริต และเขาก็มั่นใจเช่นกันว่าธุรกิจของเขาไม่เคยคาบเกี่ยวกับธุรกิจของศักดิ์ชัยเลยแม้แต่น้อย แล้วเพราะเหตุใดตาแก่นั่นถึงเกิดอยากขัดแข้งขัดขาเขาขึ้นมา


“บิ๊กศักดิ์มันมายุ่งอะไรกับเรื่องนี้” เป็นฟรานเชสที่พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบด้วยไม่ใคร่ว่าจะพอใจนัก มันเป็นแค่คนที่เคยมีอำนาจในอดีตแต่ก็เหยียบหางตัวเองจนต้องผันตัวไปทำธุรกิจมืดเต็มตัว อำนาจตัวเองก็ใช่ว่าจะยิ่งใหญ่คับฟ้าแล้วทำไมถึงได้คิดจะมาลอบกัดเขา


“ดูเหมือนว่านายศักดิ์ชัยกำลังทำสัญญาบางอย่างกับเจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ที่ฮ่องกงครับ เรากำลังส่งสายที่ฮ่องกงตามสืบอยู่ แต่คาดว่ามันน่าจะอยากขยายธุรกิจมาทำเรื่องค้าอาวุธด้วยครับ”


คำตอบนั้นทำเอาเจ้านายทั้งสามคนขมวดคิ้วฉับ มาร์ลอนที่สังเกตสถานการณ์มาตลอดจึงพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดัน


“เรื่องที่มันอยากมาค้าอาวุธตอนนี้อาจไม่น่าห่วงเท่าไหร่ครับท่าน ไอ้ศักดิ์ชัยมันมีเครือข่ายเป็นพวกค้ายาซะส่วนใหญ่ แทบจะไม่มี connection ด้านการค้าอาวุธอย่างเรา ผมคิดว่าเราควรจับตาดูไอ้เจ้าพ่อนี่มากกว่าว่าจะเป็นแบ็กแบบไหนให้มัน”


“Well…” ฟราสเชสพยักหน้าเล็กน้อยเพราะเขาเองก็คิดอย่างนั้นอยู่เช่นกัน ชายร่างสูงใหญ่ตามมาตรฐานตะวันตกเอนกายพิงพนักเก้าอี้คล้ายจะคลายกังวลลง แต่ใบหน้าที่ยังคงเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดนั้นบอกคนมองได้เป็นอย่างดีว่าอดีตมาเฟียอย่างเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น


“But I won’t trust anything. Keep your eye on them.” (แต่ฉันจะไม่ไว้ใจอะไรทั้งนั้น จับตาดูพวกมันไว้)


“ครับท่าน/Bitte” ลูกน้องทั้งสี่คนก้มศีรษะน้อมรับคำสั่งอย่างนอบน้อม


“แล้วที่เมื่อวานคนของเรารายงานว่ามีคนสะกดรอยตามเมียมัน ได้เรื่องยังไงบ้าง” คิลเอ่ยทะลุขึ้นกลางปล้องขณะที่มองตาพี่ชายและกระตุกยิ้มมุมปากอย่างกวนอารมณ์ เฮลเอ่ยปากด่าน้องชายโดยไร้เสียงเพราะรู้จุดประสงค์ของคิลดี แต่ก่อนที่เขาจะได้ด่าออกเสียงไปจริงๆ มังกรก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน


“เป็นคนของนายศักดิ์ชัยครับ แต่มันแค่สะกดรอยตามห่างๆ คิดว่าคงไม่ได้มุ่งเป้าจะทำร้ายครับท่าน”


“มันอาจจะกำลังตามสืบเรื่องคนใกล้ตัวของฉันเพื่อหาเรื่องที่จะใช้เป็นข้อต่อรองทีหลังก็ได้ มังกรจัดคนของเราคอยตามอะ… ฟองเบียร์ด้วย” เฮลเกือบหลุดปากเรียกภรรยาของตัวเองว่า ‘ไอ้ตัวปัญหา’ ให้ลูกน้องได้ยินเสียแล้วหากเขาก็ห้ามตัวเองไว้ไม่ทัน ชายหนุ่มจึงแกล้งทำเป็นไม่สนใจก่อนจะหันไปสั่งงานเจเรมียืนที่อยู่เงียบๆ มาตลอดแทน


“เจเรมีนายไปตามสืบเรื่องไอ้เจ้าพ่อนั่น ส่วนมาร์ลอนจัดการเรื่องสินค้าล็อตที่จะส่งมาอาทิตย์หน้าให้เรียบร้อย อย่าให้หมาตัวไหนมาทำเสียเรื่องเด็ดขาด”


“ครับ/ครับ” เจเรมีและมาร์ลอนรับคำ ก่อนที่ฟรานเชสที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่จะเอ่ยสั่งขึ้นมา


“เจเรมีกับมาร์ลอน งั้นช่วงนี้ให้พวกแกมาอยู่ที่ไทยก่อนสักพัก ส่วนทางนั้นปล่อยให้อาเธอร์จัดการซะ”


“ได้ครับท่าน” ทั้งสองคนตอบรับอีกครั้ง เฮลจึงพยักหน้าเห็นด้วยและย้ายสายตามามองคนเก่าคนแก่ของบิดา


“ส่วนนาย ชาติ ช่วงนี้จัดคนคุ้มกันแด๊ดให้ดีแล้วส่งลูกน้องคอยสืบเรื่องไอ้ศักดิ์ชัยด้วย”


“ครับคุณเฮล” ชาติรับคำด้วยท่าทางนอบน้อม และเมื่อฟรานเชสเห็นว่าสั่งงานลูกน้องจนครบทุกคนแล้ว เขาจึงหันมาสั่งบุตรชายของตนเองบ้าง


“แด๊ดว่าแกควรกลับมาอยู่บ้านหลังนี้สักพัก เรายังสืบอะไรได้ไม่แน่ชัด แด๊ดไม่ไว้ใจให้อยู่กันเองแบบนั้น”


“ผมกำลังจะบอกแด๊ดเหมือนกันครับ ผมสั่งแม่บ้านให้เก็บของให้ไอ้เบียร์แล้ว เดี๋ยวตอนเที่ยงลูกน้องคงขนของมา” เฮลตอบกลับในทันทีเพราะตนเองก็กำลังจะบอกบิดาอยู่เช่นกัน เมื่อเช้าเขาสั่งย้ายทุกคนในบ้านกลับมาที่บ้านใหญ่เพราะไม่ไว้ใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่กลับมาจากมัลดีฟส์เขาก็เริ่มสั่งให้คนมาเฝ้าที่บ้านและคนของเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติเมื่อภรรยาในนามของเขาจะออกไปซื้อของสดที่ห้างจึงจัดคนตามไปห่างๆ และรายงานถึงความผิดปกติให้เขารู้ว่าเมื่อวานมีบุคคลปริศนาคอยตามร่างบางอยู่เช่นกัน


คืนที่ผ่านมาเขานอนคิดอยู่เกือบชั่วโมงและตัดสินใจที่จะทิ้งเรือนหอราคาหลายสิบล้านไว้โดยให้ลูกน้องจัดเวรยามคอยเฝ้าเพื่อไม่ให้ใครเข้าไปวางกับดักอะไรไว้เมื่อพวกเขาไม่อยู่ และสั่งให้ร่างบางและคนรับใช้ทั้งหมดเก็บของกลับมาที่นี่โดยไม่บอกเหตุผลใดๆ ซึ่งร่างบางเองก็ไม่ได้เซ้าซี้แม้จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรนักก็ตาม


“แล้วบอกน้องรึยัง” ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามเมื่อคิดว่าทั้งสองคนคงยังไม่ได้คุยรายละเอียดกันและเรื่องนี้คงเป็นการตัดสินใจของบุตรชายของเขาเพียงผู้เดียว ซึ่งคำตอบที่เขาคาดไว้ก็ได้รับการยืนยันโดยการพยักหน้าของเจ้าตัว


“บอกแค่ว่าต้องย้ายมาน่ะครับ ส่วนเรื่องนี้เดี๋ยวผมค่อยบอกมันทีหลัง”


“คุยกันดีๆ ล่ะ” เขาออกปากพูดด้วยถือว่าตนเองเป็นผู้อาวุโสกว่าและพอมองออกว่าทั้งสองคนไม่ค่อยจะลงรอยกันสักเท่าไหร่ แล้วพอสั่งความบุตรชายคนโตเสร็จ ชายผู้เป็นใหญ่แห่งรีนิลเบอตันก็เอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าราวกับพญาราชสีห์ กวาดสายตามองทุกคนในห้องด้วยสายตาที่ไม่มีใครอ่านออก ก่อนจะสรุปทุกอย่างผ่านสุรเสียงเข้มที่มั่นคงเสียยิ่งกว่าหินผา


“จัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย อย่าให้ใครหน้าไหนมาทำธุรกิจเราเสียหาย…”


“……”


“และที่สำคัญ… อย่าให้คนของเราเป็นอะไรไปแม้แต่คนเดียว”



.

.

.


“พอแต่งงานเข้ามาแล้ว คุณเบียร์เธอจะเป็นคนยังไงนะป้า”


“คุณเขาก็ดูเป็นเด็กดีนะ คงไม่มีหรอกมั้งไอ้ที่ว่าซ่อนบทนางร้ายไว้เหมือนในละครน่ะ” เสียงซุบซิบแว่วมาให้ได้ยินเพียงแผ่วเบาจากปากแม่บ้านที่ยืนรอต้อนรับสะใภ้คนโตที่กำลังเดินทางมาที่บ้านหลัง นี้ ใบหน้าของหญิงต่างวัยแต่ละคนดูแตกต่างกันไป ทางคนก็ดูตื่นเต้นแม้ว่าจะเคยเห็นหน้าค่าตากันมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้วก็ตาม ส่วนบางคนก็ดูเป็นกังวลเพราะกลัวว่าเจ้านายคนใหม่จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน


บางครั้งเราก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าคนที่เรารู้จักจะเป็นคนดีจริงหรือไม่จนกว่าจะได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้ว…


ความคิดหนึ่งที่ผุดขึ้นมาในใจของแม่บ้านเก่าแก่ของบ้านอย่างนิ่ม แม้ว่านุ่มน้องสาวของนางจะส่งข่าวมาบอกว่าคุณฟองเบียร์นั้นกิริยาท่าทางน่ารักอย่างไร แต่เธอเองก็ยังอยากเห็นกับตาอยู่ดี เพราะเธอเองก็เป็นคนที่เฝ้าดูแลเลี้ยงดูคุณชายใหญ่มาตั้งแต่อ้อนแต่ออด หากคุณชายของเธอจะแต่งงานมีครอบครัวเธอก็ปรารถนาว่าคนคนนั้นจะดูแลคุณชายใหญ่ได้ดีอย่างที่เธอเคยทำ


เพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่ความคิดนั้นจบลง รถยนต์คันหรูสามคันก็ขับเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้าน แม่บ้านทั้งหลายที่ยืนเรียงแถวกันอยู่ต่างรีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับเจ้านายอย่างเร่งรีบจนคนที่เพิ่งก้าวลงมาจากรถถึงกับชะงัก


ฟองเบียร์ยืนยิ่งมองแม่บ้านที่เข้ามากล่าวต้อนรับราวกับเขาไม่เคยมาเหยียบบ้านหลังนี้ก็ไม่ปาน แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่ส่งยิ้มให้เหมือนอย่างที่เคยทำ ก่อนจะเอ่ยบอกเสียงอ่อน


“ไม่ต้องออกมาต้อนรับกันเอิกเกริกแบบนี้ก็ได้ครับ ผมก็เคยมาที่นี่ออกจะบ่อย” คนตัวบางว่าไปยิ้มไป เรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคนมองได้เป็นอย่างดี แม่บ้านทั้งหลายเดินเข้ามาเชิญเจ้านายคนใหม่เข้าไปนั่งพักในห้องรับแขกพร้อมกับจัดหาเครื่องดื่มและขนมออกมาต้อนรับอย่างดี ในขณะที่นายหญิงของบ้านก็เดินลงมาต้อนรับลูกสะใภ้คนโปรดด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า


“หนูเบียร์ เป็นยังไงบ้างจ๊ะ นั่งรถมาไกลเหนื่อยไหม” คุณหญิงแก้วกานดานั่งลงข้างฟองเบียร์ก่อนจะลูบหลังมือขาวเบาๆ ร่างบางจึงส่งยิ้มตอบไปอย่างน่ารัก


“ไม่เหนื่อยเลยครับคุณแม่” เขาตอบไปตามความจริงเพราะบ้านรีนิวเบอตันกับบ้านของพวกเขานั้นไม่ได้อยู่ห่างไกลกันนัก หากไม่ตรงกับช่วงรถติดแล้วล่ะก็นั่งรถมาแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว และแม้ว่าการจราจรในเมืองหลวงจะทำให้การเดินทางครั้งนี้กินเวลาไปเกือบชั่วโมงครึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดว่ามันเหนื่อยอะไรเลยอยู่ดี


“ทานอะไรมารึยังลูก เดี๋ยวสักพักก็เที่ยงแล้ว แม่ให้คนทำอาหารไว้หลายอย่างเลย”


“ผมเพิ่งทานก่อนออกมาครับ ยังไม่หิวเท่าไหร่หรอกครับคุณแม่”


“งั้นเดี๋ยวขึ้นไปดูห้องกับแม่ไหม จะได้สั่งแม่บ้านเขาด้วยว่าเอาของวางไว้ตรงไหน” คุณหญิงเอ่ยชวน ร่างบางเลยตอบตกลงก่อนที่สองแม่ยายลูกสะใภ้จะขึ้นไปคุมแม่บ้านที่พากันจัดของในห้องนอนเก่าของเฮลที่จัดถูกตกแต่งเพื่อคู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามันของบ้าน จนกระทั่งถึงตอนเที่ยงที่เจ้านายทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะอาหาร นับเป็นการทานอาหารแบบพร้อมหน้าพร้อมตากันครั้งแรกหลังจากที่บ้านรีนิลเบอตันต้อนรับสมาชิกใหม่เข้ามา


ประมุขของบ้านที่นั่งทำหน้านิ่งเรียบที่หัวโต๊ะกำลังทานอาหารหลากหลายชนิดตรงหน้าอย่างไม่เร่งรีบ ด้านขวาของท่านมีคุณหญิงแก้วกานดาคอยตักอาหารเอาใจสามีอยู่ไม่ขาด ถัดไปก็มีคิลที่นั่งทานอาหารพร้อมมองหน้าพี่ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามมารดาอย่างกวนอารมณ์ ในขณะที่ตรงหน้าเขาหรือข้างๆ พี่ชายก็มีพี่สะใภ้คนสวยนั่งทานทุกอย่างเงียบ ๆ ไม่เอ่ยปากอะไรออกมาเลยสักคำ


“หนูเบียร์ ต่อไปนี้เข้ามาอยู่ที่บ้านแล้ว มีอะไรก็เรียกใช้แม่บ้านเขาได้เลยนะ คนขับรถบ้านเราก็เรียกใช้ได้ทุกคน แต่ช่วงนี้จะออกไปไหนมาไหนก็ระวังตัวด้วย”


ฟรานเชสเอ่ยออกมาเสียงเรียบ แต่สำหรับคนที่รู้จักมักจี่กันมานานก็เข้าใจได้ทันทีว่านายใหญ่แห่งรินิวเบอตันนั้นกำลังเป็นห่วงและเอ็นดูเขาอยู่ไม่น้อย ซึ่งคนตัวบางก็ยิ้มรับด้วยความสุภาพ


“ครับคุณพ่อ ขอบคุณมากนะครับ” แม้เขาจะยังไม่รู้สาเหตุที่ต้องย้ายบ้านหรืออยู่ ๆ คนในบ้านก็ต้องมีทีมอารักขาแน่นหนาขนาดนี้ แต่ด้วยเพราะเกรงว่าสาเหตุนั้นอาจจะไม่เหมาะที่จะพูดกลางโต๊ะอาหาร ร่างบางจึงเก็บความสงสัยไว้รอถามเฮลเป็นการส่วนตัวแทน


“อาหารถูกปากไหมจ๊ะหนูเบียร์” คุณหญิงเอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ซึ่งคนถูกถามก็ตอบไปตามตรงว่าอร่อยถูกปากเหมือนเดิม ส่วนคิลที่นั่งดูสถานการณ์มานานก็เอ่ยทะลุขึ้นกลางปล้องอย่างอารมณ์ดี


“อิจฉาพี่เฮลนะที่ได้กินอาหารอร่อยๆ ที่น้องเบียร์ทำทุกวัน ต่อไปนี้พี่คงต้องกลับบ้านมาร่วมโต๊ะด้วยบ่อยๆ แล้วล่ะมั้ง”


“ผมทำอาหารสู้แม่บ้านที่นี่ไม่ได้หรอกครับพี่คิล ที่ทำทุกวันนี้ก็แค่เป็นลูกมือป้านุ่มเฉยๆ น่ะครับ” ร่างบางว่าอย่างถ่อมตัว แต่คนเป็นพี่ก็ยิ้มรับอย่างรู้ทัน


“ไม่จริงหรอก เสียงลือเสียงเล่าอ้างดังมาถึงบ้านใหญ่ว่าลูกสะใภ้ทำอาหารเก่งอย่างกับเชฟในภัตตาคาร เล่นเอาคนแถวนี้ตัวบวมขึ้นจนจะกลายเป็นหมีแล้ว” ไม่ว่าเปล่า สายตาคมที่ถอดแบบมาจากบิดาไม่มีผิดเพี้ยนก็แอบเหลือบไปมองพี่ชายที่มองตอบมาด้วยสายตาที่ไม่ใคร่จะพอใจเท่าไหร่นัก ส่วนคนตัวบางก็ได้แต่ยิ้มน้อยๆ และไม่กล้าตอบอะไร เพราะในใจเขานั้นเถียงอยู่ร่ำๆ ว่าหุ่นของเฮลนั้นยังสมบูรณ์แบบราวกับนายแบบชั้นนำ แต่ถ้าพูดแบบนี้ออกไปคนที่อายก็จะกลายเป็นเขาเองเสียมากกว่า


ขณะเดียวกันนั้นคุณหญิงแก้วกานดาที่ลอบมองแก้มสีระเรื่อของลูกสะใภ้แล้วได้แต่อมยิ้มพอใจ ไม่วายพูดแซวบุตรชายคนเล็กอย่างออกรส


“จะกลับบ้านทั้งทีก็กลับมาเพราะอยากทานอาหารฝีมือพี่สะใภ้ แม่จะน้อยใจดีไหมเนี่ยตาคิล”


“โถ่คุณแม่ครับ ผมเพิ่งมีพี่สะใภ้เป็นตัวเป็นตนก็ให้ผมเห่อหน่อยสิครับ”


เคร้ง


เสียงช้อนส้อมกระทบกับจานเซรามิกราคาแพงเรียกสายตาของทุกคนให้พุ่งตรงไปที่คนที่นั่งเงียบมาตลอดมื้ออาหาร คนที่ทำช้อนส้อมร่วงหยิบสิ่งที่ตัวเองทำหล่นขึ้นมาขณะที่ใบหน้าคมคร้ามไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองน้องชายร่วมสายเลือดด้วยสายตาที่มีแค่สองพี่น้องเท่านั้นที่เข้าใจกัน


“ขอโทษที มือไม้อ่อนไปหน่อย”


…แต่อีกไม่นานมืออาจจะลั่นแทนก็ได้…

นั่นคือความหมายที่คิลสามารถอ่านจากแววตาของพี่ชายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมันก็ทำให้เขาขำออกมาเบาๆ อย่างท้าทาย ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เอนหลังไปกับพนักพิงเก้าอี้พลางแสดงสีหน้าพึงพอใจอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก

“สนุกดีจริงๆ…” เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองโดยไม่คาดหวังให้ใครได้ยิน คนอย่างคิล คาเวล มองแค่ปราดเดียวก็เดาสถานการณ์ออกแล้วว่าคนตรงหน้าคิดอย่างไร ซึ่งสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตอนนี้มันก็เดาได้ไม่ยากเลยสักนิด


โบราณว่า… น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน


…และพี่ชายเขาก็ดันเป็นก้อนหินที่มีหัวใจนี่สิ


ถึงตอนนี้หัวใจของนายเฮลตันจะยังไม่สะทกสะท้าน แต่ไอ้ความหวงก้างและเสียหน้าไม่ได้ที่เป็นอยู่นี่ก็คงจะทำให้พี่ชายเขาแพ้ภัยตัวเองเข้าสักวันแน่ๆ


น่าสนุก… น่าสนุกจริงๆ หึหึหึ


.

.

.


หลังจากที่ทานอาหารเสร็จคิลก็ขอตัวเข้าไปทำงานที่บริษัทต่อในขณะที่เฮลนั้นยังโดนกักตัวอยู่ที่บ้านเพราะบิดามีเรื่องสำคัญต้องคุยด้วย คนบ้างานอย่างเฮลจึงสั่งให้มังกรเอางานมาให้ที่บ้านแทนเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการทำงาน และหลังจากที่ชายหนุ่มเข้าไปคุยกับบิดาอยู่ร่วมสองชั่วโมงก็ไปหมกตัวอยู่ที่ห้องทำงานเดิมของตนเองที่มารดาสั่งให้คนดูแลอย่างดี จนกระทั่งชายหนุ่มจะโทรสั่งงานเลขาที่ประจำอยู่บริษัทแต่นึกได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ที่ห้องนอนนั่นแหละจึงได้ยอมปลีกตัวออกมา


ร่างสูงเดินเข้ามาในห้องและพบกับความเปลี่ยนแปลงที่เขาไม่ค่อยจะพอใจเท่าไหร่นัก ห้องที่เคยมีเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งแทบทุกอย่างเป็นโทนขาวดำถูกยกเครื่องและเปลี่ยนเป็นโทนสีขาว เตียงขนาดคิงไซต์ที่เคยมีหมอนใบเดียวถูกแทนที่ด้วยชุดเครื่องนอนคู่แบบครบเซ็ต


ยอมรับเลยว่าเมื่อเช้าเขานึกว่าตัวเองเดินเข้าผิดห้อง แต่พอตั้งสติได้ก็เข้าใจว่าห้องของเขาถูกรีโนเวตเพื่อต้อนรับอีกคนที่จะเข้ามาอยู่ด้วย …แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ชอบห้องสไตล์นี้อยู่ดี


เฮลถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่าปลงตกก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้อง หางตาคมเหลือบเห็นร่างโปร่งบางของฟองเบียร์นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้สานที่ระเบียง บนโต๊ะใสตรงหน้ามีโน้ตบุ้กเครื่องบางที่ร่างบางนั้นกำลังพิมพ์บางอย่างอย่างใช้สมาธิ แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะมองข้ามแล้วเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ที่เตียง ก่อนจะหมุนตัวเพื่อกลับไปที่ห้องทำงานอีกครั้ง


แต่ยังไม่ทันที่เฮลจะได้ก้าวออกไปไหน คนที่เคยนั่งอยู่ริมระเบียงก็เดินเข้ามาในห้องและร้องเรียกเขาไว้ ชายหนุ่มหันกลับไปมองก็พบกับร่างขาวที่ยืนมองเขาด้วยท่าทางหลุกหลิกดูไม่มั่นใจ


“คือ… ผมมีเรื่องอยากจะถามน่ะครับ แต่ว่าถ้าพี่ยังทำงานไม่เสร็จ ผมจะรอตอ…”


“เรื่องที่ต้องย้ายมาที่นี่น่ะเหรอ” ชายหนุ่มตอบสวนไปอย่างรู้ทัน ดวงตาคมที่ใช้มองอีกคนยังคงดุดันไม่ต่างจากเดิม และคำตอบที่เขาได้รับก็คือการพยักหน้าเบาๆ จากคนตัวบาง


“มีคนมาสอดแนมและพยายามทำบางอย่างกับพวกเรา รวมถึงสะกดรอยตามมึงด้วย บ้านหลังนั้นระบบความปลอดภัยไม่ดีเท่าที่นี่ เราเลยต้องย้ายมาอยู่นี่ชั่วคราว” เฮลเล่าโดยสรุปแล้วเลือกที่จบบทสนทนาด้วยการเดินกลับไปทำงานต่อ แต่คนที่เพิ่งได้คุยกับสามีเป็นจริงเป็นจังตั้งแต่กลับจากมัลดีฟส์ก็ยังไม่วายถามต่อ


“พี่เฮลครับ คือว่าผม…”


“……”


“ผมคิดว่าผมพักผ่อนมามากพอแล้ว ผมอยากกลับไปทำงานได้ไหมครับ” ฟองเบียร์เอ่ยถามออกไปเสียงหนักแน่นเพราะคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้ว เขาอยากกลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่ถ้าหากเฮลบอกว่ากังวลเรื่องความปลอดภัยเขาก็ต้องปรึกษาอีกคนก่อนจะกลับไปทำจริงๆ


แต่ปฏิกิริยาที่คนตัวโตแสดงตอบโต้มานั้นก็เหนือความคาดหมายเขาอยู่หน่อยๆ คำถามของเขาดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความลังเลใจให้คนถูกถามเลยแม้แต่น้อยเพราะเฮลยักไหล่ครั้งหนึ่งแล้วตอบคำถามนั้นโดยไม่หันกลับมามองเขาเลยด้วยซ้ำ


“มึงออกไปข้างนอกได้ตามปกติ หรือจะกลับไปทำงานก็ได้ แต่ต้องมีคนของเราออกไปด้วยตลอด”


“ครับพี่เฮล ขอบคุณนะครับ” ร่างโปร่งตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่อีกคนไม่มีทางหันกลับมามอง แล้วก็ได้แต่มองแผ่นหลังกว้างที่หายลับไปหลังบานประตูบานใหญ่ ฟองเบียร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหันหลังเดินกลับไปคุยงานกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่ตนติดต่อค้างไว้เมื่อสักครู่ ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมและเริ่มตามงานจากที่ตนเองทำไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน แต่ภายในใจนั้นก็ยังคงว้าวุ่นด้วยเรื่องอื่นมากมายที่ประเดประดังเข้ามาภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน


“ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีด้วยเถอะ…”



.

.

.


กิจการในเครือภควัฒน์นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในสังคมไฮโซ ตระกูลนี้ขึ้นชื่อในด้านอสังหาริมทรัพย์และการโรงแรม โรงแรมหรูระดับห้าดาวที่อยู่ในเครือภควัฒน์นั้นมีสาขามากกว่าสิบแห่งในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในโรงแรมที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของตระกูลคือโรงแรม The Royal Pavati ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงซึ่งมีแขกจากทั่วโลกเข้าพักไม่ต่ำกว่าสามหมื่นคนต่อปี ซึ่งสถานที่แห่งนี้เองที่เป็นที่ทำงานของนันทกานต์ ภควัฒน์ในตำแหน่งคณะกรรมการบริหารโรงแรมหรือที่เรียกกันติดปากว่าบอร์ดบริหาร


เขาเริ่มเข้ามาเรียนรู้งานตั้งแต่สมัยอยู่ปีสองโดยเข้ามาในช่วงวันหยุดเพื่อศึกษาตั้งแต่ระดับ Front Office ไปจนถึงระดับผู้บริหาร หลังจากเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจเขาก็เริ่มเข้ามาเป็นเด็กฝึกงานในแผนกการตลาดเป็นเวลาสองเดือน ย้ายไปที่แผนกบุคคลอีกสองเดือนและเข้าไปฝึกกับกรรมการผู้จัดการ หกเดือนต่อมาจึงได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็นคณะกรรมการบริหาร และยังรั้งตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปหรือ Executive Assistant Manager อีกด้วย เรียกได้ว่าคุณสาธรบิดาของเขาใช้งานเขาคุ้มตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่เลยก็ว่าได้


วันนี้เป็นวันแรกในรอบหนึ่งเดือนที่เขาเข้ามาที่โรงแรมหลังจากที่เขาถูกบังคับให้ลาพักร้อนแบบไม่มีกำหนด พนักงานแต่ละคนที่เขาเดินผ่านต่างยกมือไหว้อย่างนอบน้อมในขณะที่เขาก็ส่งยิ้มประจำตัวให้ทุกคนอย่างเป็นมิตร ฟองเบียร์กลับเข้าทำงานทุกอย่างเองหลังจากที่ปล่อยให้รักษาการทำงานแทนอยู่เป็นเดือน เขารู้สึกเกรงใจคนเก่าคนแก่ของบริษัทอย่างคุณเนตรนภาอยู่ไม่น้อย แต่เธอเองก็ยินดีทำและยังแสดงความยินดีกับงานแต่งงานของเขาอีกด้วย


ไม่ว่าจะด้วยสิทธิพิเศษจากการเป็นบุตรชายของเจ้าของโรงแรมหรือด้วยอะไรก็ตาม แต่ห้องทำงานของฟองเบียร์นั้นค่อนข้างเป็นส่วนตัวและมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน เขามีเลขาส่วนตัวที่มากประสบการณ์คอยช่วยงานชนิดที่แทบจะไม่ห่างตัว อีกทั้งยังมีคนอีกมากมายในบริษัทที่พร้อมจะช่วยเหลือ ทำให้การทำงานของเขาไม่ต้องอยู่ภายใต้ภาวะเครียดจนหัวแทบระเบิดอย่างที่จินตนาการไว้ตอนแรก


มีสิ่งเดียวที่ทำให้เขาหัวหมุนอยู่ได้เสมอคือเรื่องการใช้เส้นสายฝากเข้าทำงานของบรรดาไฮโซที่เป็นเพื่อนของบิดามารดาของเขา โชคร้ายอย่างหนึ่งของเขาคือการมีบุคลิกที่ดูอบอุ่นและเป็นมิตรมากกว่าผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท ทำให้บิดาชอบใช้เขาเป็นฉากบังหน้าเวลาที่ไม่สามารถปฏิเสธการฝากเข้าทำงานนั้นได้


งานสัมภาษณ์คนเข้าทำงานที่ควรจะเป็นของฝ่าย Human Resources นั้นมักจะตกมาอยู่ในมือเขาเมื่อคนๆ นั้นคือคน ‘พิเศษ’ มันคงจะไม่น่าพอใจนักหากจะให้ลูกคุณหญิงคุณชายมานั่งสัมภาษณ์เข้าทำงานกับผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลทั้งที่ได้ฝากฝังไว้แล้ว การได้พูดคุยเพื่อสัมภาษณ์งานกับคนระดับบอร์ดบริหารจึงน่าจะเป็นการไว้หน้าที่ดีที่สุดที่บิดาของเขาจะมอบให้


แต่ถึงอย่างนั้นในบรรดาคนที่ใช้เส้นสายเข้ามาก็มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เขาให้ผ่านเกณฑ์เข้าทำงาน ถึงใครจะว่าเขาเขี้ยวแค่ไหนก็ตามแต่เขาคงไม่ยอมให้คนที่ทำอะไรไม่เป็นเลยมาทำให้บริษัทของครอบครัวเขาวุ่นวายอย่างแน่นอน แต่สำหรับคนที่ไม่ผ่านสัมภาษณ์นั้นเขาก็จะเข้าไปแจ้งผลและพูดคุยกับผู้ใหญ่ของทางนั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีไว้ด้วยตัวเขาเอง แม้ว่าบางครั้งจะโดนฝ่ายนั้นโกรธหรือที่แปลกหน่อยก็ทาบทามให้ไปเป็นทองแผ่นเดียวกันบ้างก็ตามที


การทำงานในช่วงสัปดาห์แรกของเขาดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี จนกระทั่งคุณหญิงภารดีและคุณมานิตย์ เพื่อนของบิดาเขาฝากบุตรสาวคนเดียวเข้าทำงานในตำแหน่ง Front Office Manager ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งว่างในบริษัท เขาจึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องมานั่งสัมภาษณ์แม้จะรู้ดีกว่าไม่มีตำแหน่งในไหนเลยในโรงแรมที่ยังขาดพนักงาน


ฟองเบียร์นั่งอ่านเรซูเม่ของ ‘มิลินนา วัฒน์วินิจ’ เป็นรอบที่สามของเช้านี้ เขาขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจอย่างสุดซึ้งกับประวัติการศึกษาของคนที่จะเข้ามาสัมภาษณ์


เกรดเฉลี่ย 2.15 จากคณะนิเทศศาสตร์ แต่อยากทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานส่วนหน้าของโรงแรมเพื่ออะไรกัน


เรซูเม่ที่มีเนื้อหาแกนๆ ราวกับว่าเจ้าตัวไม่ได้เป็นคนทำเองถูกปิดลงและวางนิ่งไว้ตรงหน้า ร่างบางเหลือบมองนาฬิกาและพบว่าคนที่จะมาสัมภาษณ์วันนี้มาสายไปสิบห้านาทีแล้วและเลขาหน้าห้องก็ไม่ได้แจ้งเขาว่าสาเหตุมาจากอะไร จึงเห็นได้ชัดว่าตัวมิลินนาเองก็ไม่ได้แจ้งแก่เลขาของเขาว่าจะเข้ามาสายเช่นกัน


ร่างบางตัดสินใจหยิบเอกสารจากแฟ้มอื่นที่เขาต้องพิจารณาขึ้นมาอ่านรายละเอียดไปพลางๆ ขณะที่หางตาของเขาก็เหลือบมองเวลาที่แสดงบนหน้าปัดนาฬิกาข้อมือเรือนหรูอยู่เป็นพักๆ เพราะแต่ละวันเขามีตารางงานที่ค่อนข้าง fix การคลาดเคลื่อนเพียงแค่สิบห้าถึงยี่สิบนาทีก็อาจทำให้ตารางชีวิตของเขาในวันนั้นรวนได้


นันทกานต์ไม่ค่อยจะพอใจนัก เขาไม่ได้มีเวลามานั่งรอใครได้ทั้งวันโดยเฉพาะคนที่ไม่ใส่ใจกับงานเช่นนี้ ร่างบางชายตามองแฟ้มเรซุเม่ที่วางอยู่ตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาเพื่อแยกไว้ในส่วนที่ไม่ผ่านการพิจารณา แต่ก่อนที่เขาจะได้วางมันทับลงไปบนแฟ้มเสนองานอื่นที่ต้องเอากลับไปทำใหม่ เสียงโทรศัพท์สำนักงานที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น เขากดตอบรับอินเตอร์โฟนก่อนที่จะได้ยินเสียงเลขาของเขากล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


[คุณนันทกานต์คะ คุณมิลินนามาถึงแล้วค่ะ จะให้เข้าพบเลยหรือเปล่าคะ]


ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวทำให้เขาเหลือบไปมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้งและพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ เมื่อพบว่าหญิงสาวมาสายไปเกือบครึ่งชั่วโมง แต่ด้วยชื่อบิดามารดาของเธอที่พ่วงมาด้วย ทำให้เขาต้องเชื้อเชิญหญิงสาวเข้ามาในห้องอย่างจำใจ

“เชิญเข้ามาได้เลยครับ”



TBC.



[สปอยล์] ถึงน้องจะเป็นลูกไก่ในกำมือพิเฮล แต่น้องก็เป็นแม่เสือสำหรับคนอื่นได้นาจา แล้วแบบนี้ชะนีจะโดนอะไรบ้างน้า


หายไปสามเดือนเต็มเลยแง้ ไม่มีข้อแก้ตัวอะไรทั้งนั้นจ้า ยอมแล้ว จริงๆ แต่งตอนนี้เสร็จตั้งแต่ต้นธันวา แต่เกลาคำไปมาไม่จบสักที จนข้ามมาตอนนี้จนได้ แฮ่


ตอนนี้ไรต์ออกฝึกต่างจังหวัดนะคะ ชีวิตก็จะอนาถหน่อย เป็นกำลังใจให้ไรต์ด้วยนะคะ


ประกาศ


จากคำตอบส่วนใหญ่ของรีดเดอร์แล้ว ไรต์สรุปว่าจะลดความยาวลงแต่ไม่มากตามที่แจ้งไว้นะคะ คือลดจาก 10,000+ คำ (ประมาณ 25 หน้า) เป็น 6,500-7,500 คำ ก็จะได้ประมาณ 17-20 หน้า คือลดลงจากที่ยาวเกินเป็นประมาณนิยายทั่วไปน่ะค่ะ 5555+

ยังไงก็ฝาก #เฮลเบียร์ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยน้า

ความคิดเห็น