อัพทุกวันอาทิตย์ ฝากติดตามด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ตอนที่ 5 พิษทางกาย พิษทางใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 พิษทางกาย พิษทางใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 360

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ก.ย. 2561 09:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 พิษทางกาย พิษทางใจ
แบบอักษร

ทั้งที่คิดว่าไม่นานก็เช้าแล้ว แล้วค่อยคิดหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆนานา แต่แสงสีทองของวันใหม่กลับมาถึงเร็วกว่าที่คิดเอาไว้ เสียงนกที่เคยคิดเอาไว้ว่ามันช่างไพเราะ ตอนนี้มันกลับช่างน่ากวนใจทำให้ร่างกายระส่ำระสาย จะหลับต่อก็รุ่มร้อน

เปลือกตาที่ปิดสนิทขยับกรอก ทั้งที่เข้านอนไวแต่กลับเหมือนไม่ได้พักผ่อนมาตลอดคืน พอสุดที่จะข่มตาลงได้ ชินอ๋องก็ลืมตาโพลงขึ้น สิ่งแรกที่เห็นมันคือสิ่งที่ปรารถนาจะเห็นเป็นสิ่งสุดท้าย ปีศาจร้ายที่เมื่อคืนคว้าคอเขาไว้

ติงจื่อฉานนอนหลับตาพริ้มบนม้านั่งตัวยาว ตรงกันข้ามกับเตียงของเขา เครื่องหน้าคมคายหล่อเหลาเหมาะที่อยู่บนหลังม้ากลางทะเลทราย ผมสีดำสนิทปลิวลู่ผิวสีทองเป็นประกาย

‘ยามปีศาจร้ายอย่างเขาอยู่นิ่งๆก็ดูดีไม่เบา’ ความคิดชั่วแล่น ทำให้ชินอ๋องอยากจะตบหน้าตัวเองเสียให้หันฉาด เขาถูกกิเลสแบบนั้นครอบงำเพราะเจ้าของร่างนั้นบ้ากามเป็นทุนเดิมหน่ะสิ

เพียงแค่ลุกขึ้นก็ร้าวบั้นท้ายเจ็บแปลบไปถึงท้ายถอย เมื่อก้มมองร่างกายชินอ๋องนั้นมีรอยแดงจางๆไปทั่ว ‘ยังดีที่ไม่เขียวคล้ำ’ เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วหย่อนสองเท้าลงบนพรมขนสัตว์หนานุ่มเพื่อที่จะออกไปด้านนอก

ท่าทีการเดินของเขาตอนนี้เหมือนตุ๊กตาละครเงา แขนขาแกว่งไปไม่เป็นธรรมชาติ มือหนึ่งก็หยิบอาภรณ์สีน้ำตาล อีกมือก็หยิบรองเท้า ส่วนสายตาก็หันไปคอยมองติงจื่อเฉิงอยู่ตลอด จนกระทั่งเดินออกประตูไป

‘ท่าทางน่าเกลียดยิ่งนัก’ ติงจื่อเฉิงที่ตื่นก่อนนานแล้ว แต่แสร้งทำเป็นหลับลืมตาขึ้นด้วยความสงสัย ว่าช่วงที่ชินอ๋องสลบไปนั้น นอกจากจะโดนกระบี่จากศัตรูแทงเข้าที่หน้าท้องแล้วนั้น โดนใครเอาอะไรตีศีรษะจนนิสัยผิดเพี้ยนไปอีกหรือเปล่า

เพราะ....

ชินอ๋องที่เขาเคยพบ หยิ่งผยอง ท่าทีสง่างาม แววตามุ่งมาดอาฆาตร้ายไร้ความปรานีต่อใครๆ

แต่ในตอนนี้....

ชินอ๋องเหมือนเด็กน้อยที่ลุกลนและหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา แม้จะปกป้องตัวเองก็ยังไม่ได้เลย


อาภรณ์ถูกเหวี่ยงรวบๆคลุมร่างสูงเอาไว้ รีบมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานด้วยลักษณะกึ่งเดินกึ่งวิ่ง ทำให้ชินอ๋องใส่รองเท้าไม่ได้สักที พอใส่ได้ข้างหนึ่งอีกข้างก็หลุดออกลงจากทางเดินไปที่พื้นหญ้า

“โอ๊ะ ! รองเท้า”

เขาอุทานแล้วรีบวิ่งมุดรอดพุ่มไม้ไปหยิบรองเท้าข้างที่ร่วงไป แต่เอื้อมเท่าไรก็เอื้อมไม่ถึงเสียที

“นี่ขอรับ ท่านอ๋อง”

เด็กน้อยเสี่ยวซี ที่มารอชินอ๋องตั้งแต่เช้าตรู่ รีบวิ่งตามมาให้ทันเขา แต่ขาเล็กๆมีหรือจะวิ่งทันคนขายาวอย่างเขาได้

จนกระทั่งชินอ๋องมุดไปมุดมาในพุ่มไม้ด้วยท่าทีเก้งก้าง เสี่ยวซีจึงตาเป็นประกายรีบมุดไปหยิบรองเท้ามาให้

“ขอบใจมาก เสี่ยวซี”

ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของชินอ๋อง ทำให้เด็กน้อยดีใจ

“หม่อมฉันอยากให้พระองค์ความจำเสื่อมตลอดไป” ถึงแม้เด็กน้อยจะพูดลอยๆ แต่ชินอ๋องคนใหม่ในตอนนี้ดูจะเข้าอกเข้าใจเด็กตรงหน้าเป็นอย่างดี

“ข้าก็เป็นแบบนี้แหละ มาเถิดเจ้าทานอาหารเช้าหรือยังเด็กน้อย”

ทั้งสองพากันจูงมือไปยังห้องทำงาน

วันนี้ชินอ๋องให้คนตระเตรียมอาหารที่ห้องทำงานเพิ่มอีก สองที่ โดยที่หนึ่งนั้นต้องเป็นของเสี่ยวซีอยู่แล้ว เพราะใครๆก็เห็นเขาจูงเด็กน้อยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมาตามทางเดิน

ส่วนอีกที่หนึ่งนั้นคือ ‘เหวินจวี้’ พอถูกเรียกให้มานั่งทานด้วยกัน เหวินจวี้ก็ทำตามแต่โดยดีโดยไม่โต้แย้งใดใด

“เสี่ยวซี อิ่มแล้วเจ้าออกไปก่อนเถิด ข้า..เปิ่นหวาง เอ่อ” ชินอ๋องหายใจเข้าเบาๆ “ข้ามีธุระจะคุยกับเหวินจวี้”

สองเค่อผ่านไป

สิ่งที่ต้องรู้ตอนนี้ก็ได้รู้หมดแล้ว ผีเสื้อเหมันต์ กับพยัคฆ์เมฆา

ใบหน้าชินอ๋องในตอนนี้ซีดเผือดขาว มองลมปราณสีแดงกับสีฟ้าที่ไหลเวียนในร่างกายอย่างไม่น่าเชื่อ

“เจ้าไม่สงสัยข้ารึ ที่เปลี่ยนไปถึงเพียงนี้” ชินอ๋องถามเหวินจวี้อย่างตรงไปตรงมา เมื่อเห็นท่าทีทีเขากระทำต่อชินอ๋องแล้วยังคงมีความจงรักภักดีเช่นเดิม

“หม่อมฉันมีเพียงหน้าที่ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่มีสิทธิ์สงสัย แว่วมาว่าพระองค์ความจำเสื่อม..ถึงแม้ฉะนั้น ท่านอ๋องก็ยังคงเป็นท่านอ๋องอยู่ดี”

ชินอ๋องพยักหน้าหงึกๆ เพราะให้พวกเขาคิดแบบนี้ก็ยังดีเสียกว่า และอาจเพราะอำนาจและความน่ากลัวของชายผู้นี้เป็นทุนเดิมทำให้ไม่มีใครกล้ามายุ่งมากนัก

เหวินจวี้กำลังจะรินน้ำชาร้อนลงจอกให้ชินอ๋อง แต่มือเขากลับยกขึ้นปราม

“ขอสุราแทนได้ไหม..?”

คำสั่งที่เหมือนขอร้องทำให้เหวินจวี้นิ่งไปชั่วครู่

“นำสุรามาให้ข้า”

ชินอ๋องปรับเปลี่ยนน้ำเสียงให้มีน้ำหนักและเปลี่ยนคำพูดเป็นคำสั่ง เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าพฤติกรรมที่แสดงออกเอนเอียงไปทางนิสัยของตนเองมากเกินไป

สุราดอกท้อชั้นดีส่งกลิ่นหอมอบอวล เพียงกลิ่นก็ทำให้ชินอ๋องเริ่มตกในภวังค์ ยามเป็นเฉินรุ่ยอิงหญิงสาวที่แสนจะบอบบางเรียบร้อย สุราแม้ดีแค่ไหนก็ไม่เคยแตะต้อง

แต่ยามนี้สุราจอกแรกที่กลืนลงไปนั้น ร้อนผ่าวไปตั้งแต่ลำคอยันหน้าท้อง

‘แรงขนาดนี้เชียวหรือ..?จิตเป็นนายกายเป็นบ่าวสินะ’ ชินอ๋องตัวจริงที่ยามว่างก็คลุกในหอนางโลม เมาสุราเคล้านารี ทั้งๆที่มีภรรยาในจวนแทบจะท่วมหัวตายอยู่แล้ว ไม่น่าจะเมาง่ายนัก แต่สิ่งที่รู้สึกในตอนนี้คือตัวจริงของรุ่ยอิง

“ฮึ”

เพียงนึกเขาก็ยกมุมปากเล็กๆ บังเกิดความชิงชังในร่างที่อยู่เสียเหลือเกิน ยังไม่ทันที่เขาจะจับไหสุรารินลงอีก กลับมีมือไวมากล้าคว้าไหสุราไปต่อหน้าต่อตา จะมีใครโอหังเท่าเขาไม่มี

“ตื่นแล้วรึ..?”

“ที่พระองค์เห็นนี่ผีกระมั้ง พ่ะย่ะค่ะ” ติงจื่อเฉิงต่อปากต่อคำด้วยท่าทางอารมณ์ดี ยิ่งเห็นอีกฝ่ายโมโหกัดฟันกรอดๆแล้วก็ยิ่งหยามใจ

‘ทรมานแบบนี้สนุกกว่าบีบคอเป็นไหนๆ’ ไหสุราดอกท้อถูกยกขึ้นดมช้าๆ แล้วกรอกเข้าปากโดยไม่ยอมรินลงจอก

“ไร้มารยาท” ชินอ๋องเห็นการกระทำที่เขากรอกสุรา จนหกรดอาภรณ์แล้วก็รำคาญใจ นางรักสะอาดเกินกว่าจะยอมกรอกสุราแบบนั้น ถึงจะเมามายก็ตามที

“แล้วมารยาทเจ้าละอยู่ที่ไหน...? เมื่อเช้าตื่นมามองใบหน้าอันหล่อเหลาของข้าตั้งนานสองนาน” เขาหยุดยิ้มแล้วยกสุราต่อ “หรือว่า..? เกิดนึกพิศวาสอยากตัดแขนเสื้อข้าหรือ..?”

(ตัดแขนเสื้อ-สำนวนชายรักชาย)

สิ่งที่ติงจื่อเฉิงหยอกตอนนี้ หมายมุ่งให้ชินอ๋องโมโหจนระเบิดมาต่อสู้ตัวต่อตัวกับเขาเช่นเหมือนที่เคยมา แต่คราวนี้ปฏิกิริยาตอบโต้นั้นชินอ๋องได้แต่ก้มหน้าแดงซ่าน

“นอกจากไร้มารยาทแล้วยังหยาบคาย ไม่ทำตามสัญญา” ชินอ๋องกระแทกเสียงใส่ สองมือเขาทุบโต๊ะด้วยโทสะที่ใกล้ระเบิดแล้วในตอนนี้ “เจ้าบอกจะคุ้มครองข้าให้ปลอดภัย”

“ข้าไม่เคยสัญญาว่าเจ้าจะไม่บาดเจ็บ ข้าไม่เคยสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายเจ้า” ติงจื่อเฉิงวางไหสุราแล้วยกมือลูบปอยผมที่หล่น ตีฝีปากคืนกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“โทษข้าไม่ได้นะ เจ้าผิดสัญญาเสียก่อน”

ชินอ๋องกล่าวขึ้น ทำให้ติงจื่อเฉิงเอียงหน้ามอง ตอนนี้เขาคาดเดาไม่ได้ว่าชินอ๋องจะทำเช่นไร เพราะปลายนิ้วชินอ๋องวาดขึ้นบนอากาศอย่างเก้ๆกังๆ แล้วเดินลมปราณซัดเข้าหาติงจื่อเฉิงที่ไม่ไกลนัก

เมื่อติงจื่อเฉิงเห็นลมปราณที่ลอยเอื่อยไหว ก็ไม่ได้หลบอะไร เจ็บเหมือนมดกัด นี่เจ้าลดทอนความร้ายกาจที่เคยมีไปได้อย่างไร..? ยิ่งคิดติงจื่ิอเฉิงก็ยิ่งหัวเราะดังขึ้นๆ แล้วซัดฝ่ามือกลับโดยไม่ทันที่ชินอ๋องจะรู้ตัว

ยังไม่ทันที่ฝ่ามือนั้นจะถึงตัวชินอ๋อง เหวินจวี้ชักกริชเล่มหนึ่งที่เขาสะพายไว้ เลื่อนตัวอย่างไวมากั้นฝ่ามือเอาไว้

“อึก”

ถึงแม้เหวินจวี้จะมีวรยุทธที่พอตัว แต่ก็ยังห่างชั้นกับติงจื่ิอเฉิงอยู่มาก เลือดสีแดงสดไหลลงมุมปากหยดลงพื้น ทำให้ชินอ๋องตกใจ

“เหวินจวี้ ! เจ็บมากมั้ย...? มารับแทนข้าทำไม..?”

“อย่าช้าเลยพระองค์ ควบคุมมันเร็ว เร็วเข้า”

เสียงเหวินจวี้เร่งให้ชินอ๋องกระทำการบางอย่างอีกครั้งให้สมบูรณ์ ชินอ๋องจึงได้สติเร่งลมปราณอีกครั้ง

ติงจื่อเฉิงที่กำลังใจโมโหสุดขีด ฝ่ามือที่เขาซัดไปนั้นเพียงกระทำให้บาดเจ็บ แต่เหวินจวี้นั้นเข้ามายุ่มย่ามจนน่าหัวเสีย

ชายหนุ่มเงื้อกระบี่ขึ้นตรงเข้าหาเหวินจวี้ แต่ยังไม่ทันถึงตัวเขา บางสิ่งบางอย่างร้อนผ่าวภายในร่างกายทำให้เขาทรุดลง เหมือนเข็มนับพันเล็มตรึงสองขาเขาไว้

ตัวอ่อนของผีเสื้อเหมันต์แปรเปลี่ยนเป็นผีเสื้อเต็มตัว ลมปราณสีแดงสีฟ้าลอยวนตรงกลางหลังของติงจื่อเฉิง

“จะจะเจ้า..ทำอะไรข้า”

ชินอ๋องที่มองเห็น้ขากำลังทรมานในขณะนี้ มีแต่คำว่ารู้สึกผิดเต็มประดา แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองว่าหากไม่ทำเช่นนี้ เขาต้องฆ่าตัวเองในสักวันหนึ่ง

ผีเสื้อเหมันต์บินลอยวนกลางหลังในตัวตืงจื่อเฮิง แล้วก็วนมาหยุดที่ด้านหลังหัวไหล่ด้านขวาแล้วหยุดขยับลง

พอติงจื่อเฉิงเหลียวมองหัวไหล่ตัวเองเพียงเห็นปีกเล็กน้อย ก็เดาได้ทันที นัยน์ตาเขาแดงก่ำตะโกนขึ้น

“เจ้าอู๋ซัวซี ชั่วช้า สารเลว เจ้าวางพิษข้า”

“ข้าไม่ได้วางยาเจ้าเลยติงจื่อเฉิง” ชินอ๋องเดินตรงออกมาจากหลังเหวินจวี้

คนเราทุกคนย่อมฉลาดขึ้นในการใช้ชีวิต เพราะไม่มีใครยินยอมให้อีกฝ่ายมาทำร้ายโดยไม่ตอบโต้เป็นครั้งที่สองหรอก

“เจ้าดื่มเข้าไปเองต่างหาก ติงจื่อเฉิง” ชินอ๋องเย้ยหยันขึ้น

คราแรกที่เหวินจวี้เสนอแผนการให้วางยาเขา ชินอ๋องปฏิเสธ เพียงแค่อยากหาความทรงจำที่หายไป หากต้องเลี่ยงทำร้ายผู้อื่นมากแค่ไหนก็ยินดีที่จะทำ แต่ว่า... สำหรับชายผู้นี้ เขาต้องควบคุมไว้ให้ได้

“สุราสะสุรา นั้นมีพิษ แต่ทำไมข้าไม่เห็น”

“ตัวอ่อนผีเสื้อเหมันต์ ไร้สีไร้กลิ่น เมื่อมันละลายในน้ำหรือสุราแล้ว เจ้าไม่มีทางเห็นมันนอกจากผู้เป็นนายที่บังคับมันได้อย่างข้า ติงจื่อเฉิง” ชินอ๋องย่อตัวลงตรงหน้าเขา

“ข้าจะไม่ใช้มัน เพื่อทำร้ายเจ้า ถ้าเจ้าไม่คิดทำร้ายข้าอีก เพียงเจ้ารักษาสัญญาที่จะไม่ให้ข้าตายก่อนทำความประสงค์สำเร็จ”

“ไม่ทำร้ายงั้นหรือ..? ฮึ ทุกๆเที่ยงคืนหากข้าไม่มียา ข้าจะต้องร้อนราวกับถูกไฟเผา นี่หรือเจ้าไม่ได้ทำร้ายข้า” ติงจื่อเฉิงคว้าคอเสื้อเขามาอย่างโมโห

เขามองชินอ๋องผิดไป ประมาทขึ้นเพราะสายตาที่อ่อนโยนนั้น แต่ตอนนี้เขาตระหนักได้ว่า ชินอ๋องยังคงเจ้าเล่ห์เช่นเดิม ไม่เปลี่ยนไปเลย

..............

ความคิดเห็น