อัพทุกวันอาทิตย์ ฝากติดตามด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

ตอนที่ 3 ชื่อข้าคือ ติงจื่อเฉิง

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 ชื่อข้าคือ ติงจื่อเฉิง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 326

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2561 12:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 ชื่อข้าคือ ติงจื่อเฉิง
แบบอักษร

เหมือนลมหายใจของนางหยุดลงอีกครั้ง ความน่าสะพรึงกลัวของชายที่อยู่ตรงหน้า ยิ่งใกล้เข้ามายิ่งมีไอสังสารที่กดดันนางจนหายใจไม่ออก

นัยน์ตานางแทบถลนออกมาด้วยความตกใจ แต่ริมฝีปากที่สั่นระรัวกลับไม่มีเสียงเล็ดรอดออกมาอีก

ใครกันจะไม่รักตัวกลัวตาย ยิ่งเป็นนางที่เพิ่งได้ชีวิตใหม่มาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนี้ไม่มีใครอยากเสี่ยง กับคมมีดที่ไม่มีปากหรือจิตสำนึกนั้นหรอก

ขอเพียงมีชีวิตรอดไปอีกวันหนึ่งเพื่อสืบหาความจริงของความทรงจำก่อนมาอยู่ในร่างชินอ๋อง แต่นั้นก็เพียงพอให้นางอ่อนข้อลง ต่อให้นางต้องหุบปากเงียบอีกกี่ชั่วยามนางก็จะทำ

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์กระตุกขึ้นอีกครั้งของชายที่แนะนำตัวเองว่า ติงจื่อเฉิง สายตาที่เขามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของชินอ๋องแล้วนั้น ก็บ่งบอกได้ว่า นี่ไม่ใช่การพบเจอกันครั้งแรกอย่างแน่นอน

“อะไรเล่า ท่านอ๋อง ผู้ยิ่งใหญ่ พอคมมีดจ่อคอแล้วคนที่เคยปากหยิ่งยโสโอหังผู้นั้นหายไปไหนเล่าพ่ะย่ะค่ะ” เขาเค้นเสียงเย้ยหยันพร้อมเบะปากดูถูก

คมดาบของศัตรูคราวที่แล้วคงทำให้เขากลัวจนเป็นพญาสิงห์ที่ขาหัก ชายที่มีวรยุทธที่ล้มคนได้เป็นสิบในคราวเดียวนั้นหายไป

เพราะในตอนนี้แววตาที่เขามองเห็น ชินอ๋อง เหมือนเป็นเพียงกระต่ายป่าตัวหนึ่งที่กำลังตื่นตระหนกตรงหน้า ภาพที่ไร้เดียงสาเช่นนี้แว่บเข้ามาในหัวเขาอย่างไม่น่าเชื่อ

ติงจื่อเฉิงสะบัดศีรษะไล่ความคิดไร้สาระออกไป “ขอบคุณสวรรค์ที่เจ้าไม่ตายไปเสียก่อน หากเจ้าจะตาย วิญญาณเจ้าต้องเซ่นไหว้คมดาบข้าเพียงเท่านั้น”

“....”

“...”

ยิ่งเขาพยายามยั่วโมโหชินอ๋องมากเท่าไร ตัวนางเองก็พยายามนิ่งไม่โต้ตอบมากเท่านั้น จนกลายเป็นว่าคนที่ยั่วโมโหเองนั้นเริ่มหงุดหงิดไปเสียเอง แล้วดึงคมดาบออก

เฉินรุ่ยอิงเองเดิมทีเป็นคนที่ร้องไห้ง่ายอยู่แล้ว พอสถานะการณ์ที่กดดันเริ่มคลายลง น้ำตานางก็ไหลของมาโดยไม่รู้ตัว

ชินอ๋องที่เหมือนพญาอินทรีที่ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตาที่ ติงจื่ิอเฉิงเคยประสบพบเจอนั้น ตอนนี้เขากำลังเห็นศัตรูผู้นั้นราวกับเด็กน้อยที่ร้องไห้ออกมาจนจมูกแดง

“เสแสร้ง” เขากระแทกเสียงก่นด่าทอพึมพำ

“ระร้องไห้นี่น้ำตามันเสแสร้งได้ด้วยรึยังไง” ชินอ๋องที่พยายามปาดน้ำตาให้หยุดไหล แต่บ่อน้ำตาเขาตื้นเสียเหลือเกิน ยิ่งพยายามหยุดร้อง ยิ่งมีน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด

“ไม่อยากตายก็ทำตามข้อตกลงที่ข้าเคยเสนอไว้เมื่อคราวที่แล้ว” เขาทักท้วงข้อตกลงขึ้น

จากที่น้ำตาไหลพลันหยุดลง กลายเป็นเหงื่อเม็ดโตที่กำลังผุดพรายไปทั่วใบหน้า นางพยายามก้มหลบตาของติงจื่อเฉิง

ข้อตกลงอะไรเล่า..? ใครจะไปรู้ได้ ในเมื่อข้าไม่ใช่เขา !

เสียงร้องก้องตะโกนในใจนางตอนนี้ แม้แต่สวรรค์ก็คงไม่ได้ยินเพราะยมบาลที่น่าเกรงขามนั้นก้มลงเพื่อมองใบหน้านางอีกครั้ง

ใบหน้าของติงจื่อเฉิงเหมือนมีคำถามลอยวนเต็มไปหมด แต่คำถามที่นางไม่อยากได้ยินที่สุดกลับหลุดออกจากปากเขามาคำถามแรก ที่ทำให้นางอยากแกล้งหมดสติไปเสียตอนนั้น

“เจ้าคือใคร เจ้าไม่ใช่ชินอ๋อง” เสียงทุ้มต่ำถามขึ้น

ชินอ๋องรีบเงยหน้าหนีคำถาม ทำให้ติงจื่อเฉิงขยับใบหน้าเขาก้มต่ำลงมาใกล้อีกเพื่อไม่ให้นางหลบสายตาเขาได้

นางเม้มริมฝีปากแน่น ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดีในขณะที่ จมูกของติงจื่อเฉิงใกล้เพียงคืบ แล้วนางจะโกหกสายตาของเขาได้อย่างไร

.......


ต่อ

ฟิ้ว !

เสียงวัตถุบางอย่างแหวกอากาศมาอย่างรวดเร็วพุ่งตรงเข้าหาที่ที่ทั้งสองอยู่ ชินอ๋องอ้าปากค้างเพราะสิ่งนั้นมีสีเงินแหลมคมใกล้จะถึงใบหน้าของนาง

ปัก !

ลูกธนูที่แหวกมากลางวงของทั้งสอง เลยไปปักที่เสาของจวน พร้อมเสียงเป่าปากเบาๆของติงจื่อเฉิง

“ดีนะที่ข้าช่วยเจ้าไว้ ไม่งั้นวิญญาณเจ้าคงชดใช้ให้ข้าไม่ได้” ติงจื่อเฉิงอมยิ้มแล้วนั่งยองๆลงมาดูผลงานของตัวเอง

ชินอ๋องถูกเขาถีบตกจากเก้าอี้เพื่อหลบธนู โดยที่เขาไม่ได้บอกกล่าวใดใด ทำให้นางลงไปนอนกอดฝุ่นอยู่บนพื้น

“นี่เจ้า นี่มันหยาบคายสิ้นดี กล้าดียังไงมาถีบข้า” นางยันตัวขึ้นนั่งแล้วโวยวายต่อ “ไอ้ ไอ้ คนถ่อย”

“ข้าว่าพระองค์ต่างหากเล่าพ่ะย่ะค่ะ ที่ถ่อยกว่าข้าหลายร้อยพันเท่า” ติงจื่อเฉิงพูดช้าๆเน้นคำหนัก

แววตาที่กำลังสมน้ำหน้าเมื่อสักครู่ กลายเป็นแววตาที่เคียดแค้นชินอ๋อง

“เจ้าไม่รู้ตัวหรือแกล้งโง่ ธนูนั้นมันบินมาผิดบ้าน ผิดเรือนงั้นหรือ หัดใช้ปัญญาให้มากกว่าปากเจ้าเถิดชินอ๋อง แค่ถีบแค่นี้”

หากลองๆมาคิดดูแล้ว ตัดความโมโห ความอับอายออกไป หากเขาไม่ถีบข้า ปานนี้ก็ข้าก็คงไม่มีชีวิตรอด หากสิ้นชีพอีก หากสวรรค์ช่วยให้วิญญาณข้าไปสิง สวรรค์ก็คงให้สิงหมู กา ไก่ เป็นแน่

ธนูนั้นไม่ได้มาโดยบังเอิญ แต่มันมาเพื่อสังหารร่างที่ข้าอาศัยอยู่

“เงียบแบบนี้ ปัญญาคงจะคืนกลับมาแล้วสินะ โจรในคราบเชื้อพระวงศ์อย่างเจ้า ทำเลวไว้จนมีคนอยากฆ่าเจ้านับร้อย” เขายืนขึ้นปัดฝุ่นออกจากชุดสีดำสนิทของเขา

“รวมเจ้าด้วยรึ”

“ใช่” เขาตอบออกมาทันควัน

“ใช่สินะ แต่ก่อนข้าคงทำอะไรๆไว้มาก อยากจะเริ่มต้นใหม่กับชีวิตใหม่ ข้าจึงยากลำบากเช่นนี้” ชินอ๋องกำหมัดแน่น

สิบ..

เก้า..

“อะไรหรือ..? เจ้า” ชินอ๋องชะโงกหน้าเข้าถามอย่างร้อนรน

“อีกเดี๋ยวจะมีคนกรูเข้ามาฆ่าเจ้า น่าจะราวๆ 20 ไม่คลาดเคลื่อนจากนี้ หากเจ้ารับมือคนเดียวเมื่อก่อนน่าจะไหว แต่เจ้ายังมีแผลบาดเจ็บ งั้นไม่น่ารับมือได้เกิน 10 คน แต่หากที่เหลืออีกสิบ ข้าออกแรงช่วยก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร” ติงจื่อเฉิงพึมพำ

เหมือนเขาจะช่วย แต่ก็คล้ายจะไม่ช่วย คนที่คิดจะมาฆ่าชินอ๋องไม่น่าจะมีทางอยากช่วยชีวิตให้เขาอยู่ต่อ ไม่น่ามีทาง

“เพียงเจ้ารับปากข้าที่เคยคุยไว้คราวก่อน ข้าจะช่วยเจ้ารับมือนักฆ่าเอง”

เหมือนมีเสียงระฆังตีดังในหัวของนาง ที่นางคิดไว้นั้นถูกต้อง การที่เขาจะยื่นมือเข้ามามันต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเงื่อนไข แต่เงื่อนไขของเขาคือจัดการคนทั้งหมดคนละครึ่งกับชินอ๋อง

แต่....

เพียงคนเดียวข้าจะต้านทานนักฆ่ามืออาชีพได้อย่างไร ยิ่งวรยุทธยิ่งแล้วยิ่งไม่มีเอาเสียเลย

“เจ้าไม่ต้องมาขู่ข้า ในจวนมีทหารฝีมือดีหลายคนเขาต้องช่วยข้าแน่” ชินอ๋องเชิดหน้าไม่ยินยอมให้เขามาเอาเปรียบได้ เพราะข้อตกลงที่ว่านั้นนางยังไม่รู้เลยเขาตกลงอะไรกันไว้

“เจ้าลืมแล้วรึ ก่อนเจ้าเข้ามาที่ห้องนี่สิ่งแรกที่เจ้าทำคืออะไร” ติงจื่อเฉิงแสยะยิ้มพร้อมเตือนความจำ

สิ่งแรก..

ห๊า !... ข้าไล่เหล่าบ่าวใช้และองครักษ์ไปหมดแล้ว ทำไงดีทำไงดี

สาม...

“รับปากสิ..ชินอ๋อง”

หนึ่ง...

เสียงฝีเท้าหลายสิบคู่กำลังวิ่งบนหลังคาและรอบๆ ความอันตรายนั้นนางสัมผัสได้อย่างชัดเจน

ชายชุดดำหลายสิบคนเข้ามาทุกทิศทุกทาง แต่ชินอ๋องที่เลิกลั่กยังไม่ได้ตบปากรับคำ แต่สองเท้านางกลับถอยไปหลบที่หลังติงจื่อเฉิงอยา่างง่ายดาย

“ชะช่วยด้วย” สองมือชินอ๋องดึงอาภรณ์เขาเขย่าพร้อมขอร้อง

“ตกลงสิ” เขาเร่งรัด

โอ๊ย ! สัญญาอะไรไว้ไม่รู้แล้ว

“เงื่อนไขคือเจ้าต้องจัดการคนทั้งหมด แล้วข้าจะยอมรับคำ” นางต่อรอง

“เจ้าเล่ห์จริงๆ งั้นได้นี่คือสัญญา เจ้าปั้มตราสิ” ติงจื่อเฉิงเอาสัญญาที่เป็นกระดาษสีเหลืองอ่อนออกมา

“ปะปั้มอะไรตอนนี้ แล้วตราปั้มอยู่ไหน”

ติงจื่อเฉิงปรายตาบอกไปยังโต๊ะด้านข้างที่นางจับอยู่ มีตราปั้มสีทองวางไว้

“งั้นข้าตกลงสัญญา” ชินอ๋องหยิบตราปั้ม ปั้มด้วยความเร่งรีบจากความกลัวนักฆ่า ที่พวกเขากำลังเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้อ่านสัญญาก่อน

ชินอ๋องปล่อยอาภรณ์ที่ดึงไว้ ถอยเข้าไปชิดชั้นหนังสือเพื่อให้ติงจื่อเฉิงทำตามข้อตกลงที่สัญญาไว้

ร่างสูงเริ่มดึงดาบออกจากคมฝัก แล้วหมุนลอยเข้าไปยังวงตรงกลางของนักฆ่าที่เข้ามา คมดาบเข้าตวัดราวกับต้นไผ่ที่กำลังลู่ไหวตามสายลม

สิ่งที่ตามมามันไม่ใช่อากาศบริสุทธิ์แบบนั้น แต่กลายเป็นทะเลเพลิงที่บนพื้นเป็นสีแดงฉานเต็มไปด้วยเลือด หากเขาไม่ได้มาอยู่ที่นี้ในตอนนี้ ไม่รู้ว่าต้องมีอีกกี่ชีวิตจึงเพียงพอให้พวกเขาได้ลงดาบแก้แค้น

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ ชีวิตของนักฆ่าคนสุดท้ายกำลังจะถูกลงดาบ แต่เสียงที่เล็ดรอดออกมาก่อนเขาจะตายนั้นทำให้ รุ่ยอิงถึงกับทรุดหลังครูดลงกับพื้น

“เจ้าหลอกล่อฉุดคร่าบุตรสาวข้า มาเป็นเมีย” เสียงเขาตะเบ็งขึ้น “แต่เจ้ากลับปล่อยให้นางโดนเมียคนอื่นๆของเจ้ารังแกจนตาย เจ้ามันเจ้ามัน นรกที่สุด หากชาติหน้ามีจริงข้าจะตามฆ่าเจ้าทุกชาติไป ให้สมกับชีวิตเสี่ยวเหลียงของข้า ฮือๆๆๆ”

เสียงก่นด่าพร้อมสาปแช่งวนในหัวนางจนเสียงอื้ออึง แล้วประสาทสัมผัสทั้งห้าก็หยุดลง กลายเป็นภาพฝันที่เสมือนของจริง วิญญาณหญิงสาวค่อยๆลอยออกห่างจากร่างของชินอ๋อง ภาพจากร่างของเขาซ้อนทับเข้ามา

“หากเจ้ารักเปิ่นหวาง ก็ดื่มซ่ะ” ยาสีดำนิลอยู่ในถ้วยที่ชินอ๋องยื่นให้หญิงสาว

“ยาอะไรหรือเพคะ..?” หญิงสาวที่เป็นหญิงสาวชาวบ้าน แต่ใบหน้านั้นมีความงดงามในแบบของตัวเอง ยืนลังเลถือชามยา

“ยาที่จะทำให้เจ้าไม่สามารถทรยศ ชินอ๋องได้” ชายผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างตอบขึ้น

นางไม่ถามอะไรมากไปกว่านั้น นัยน์ตาบ่งบอกถึงความรักที่มีเต็มเปี่ยมให้กับชินอ๋อง

วิญญาณเฉินรุ่ยอิงส่ายหน้าเบาๆ หญิงสาวพอมีความรักหากในถ้วยนั้นเป็นยาพิษนางก็จะดื่มงั้นหรือ

“อีกสามวันข้าน้อยจะให้คนที่จวนมารับ รอผีเสื้อเหมันต์ออกฤทธิ์ก่อนเจ้าจึงจะไปได้”

ในขณะที่ชายหนุ่มอีกคนอธิบาย เจ้าของยากลับเดินไปขึ้นม้าก่อนหน้าโดยไม่ได้ดูยินดีอะไรแม้แต่สักนิด

“เสี่ยวเหลียง พ่อไม่ให้เจ้าไป ไม่ให้ไป” ชายวัยกลางคนรีบวิ่งออกมาหาบุตรสาว

ใครจะรู้ว่านั้นคือสามวันสุดท้ายที่พวกเขาจะได้อยู่พร้อมหน้ากัน

วิญญาณของเฉินรุ่ยอิงค่อยๆเลื่อนซ้อนทับคืนกลับมา พร้อมน้ำตาที่อาบแก้มอีกครั้ง เมื่อนางเห็นผู้เป็นพ่อที่มาแก้แค้นให้บุตรสาว นอนตายตาค้างมองมาที่ที่นางนั่งทรุดอยู่

ติงจื่อเฉิงนั้นยืนฉงนมองท่าทีของชินอ๋อง ชายผู้นี้ยังคงมีความสำนึกรับผิดชอบชั่วดีอยู่อย่างนั้นหรือ สองมือเขาเอื้อมขึ้นบีบคอชินอ๋องช้าๆ

“เจ้ายังไม่ตอบข้า ว่าเจ้าคือใคร”

สองขาชินอ๋องที่กำลังลอยขึ้นจากพื้น พร้อมอากาศที่หายใจค่อยๆขาดห้วงลง หากนางไม่ทำอะไรเลย นางจะต้องตายอีกรอบเป็นแน่

“ขะขะข้า ความจำเสื่อม ข้าจำอะไรไม่ได้เลย”

เขาจะเชื่อข้ามั้ย..?

“อ๋อ! ว่าแล้วเชียวเจ้าจึงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง” เขาระบายลมหายใจแล้วยิ้มขึ้นน้อยๆ “แต่ไม่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนไป หรือความทรงจำจะหายไปจริงๆ แต่เจ้าก็คือชินอ๋อง ซึ่งสัญญาที่เจ้ากับข้าสัญญาไว้เมื่อครู่จะยังคงมีผลตลอดไป”

“ข้าสัญญาว่าอะไร” เสียงหอบน้อยๆของนางที่พยายามหายใจเข้าหลังจากที่เขาปล่อย เหมือนเด็กที่ไขว่คว้าหนทางขึ้นจากแม่น้ำ

“สัญญาว่าชีวิตและวิญญาณของชินอ๋องจะอยู่ในกำมือข้าอย่างไรเล่า” ดวงตาสีดำของเขาทอประกายไปด่วยเล่ห์กล หยิบกระดาษสัญญาออกมาโบกสะบัด

พอนางพยายามเอื้อมสัญญามาดู เขาก็ยื่นขึ้นสูงเกินที่นางจะเอื้อมถึง แต่เขากางสัญญาออกให้ชินอ๋องอ่านทั้งๆที่เงยหน้า

“นี่มันยิ่งกว่าสัญญาทาสชัดๆ วิญญาณด้วยงั้นรึไม่มีทาง ข้าไม่ทำตาม” นางปฏิเสธเสียงแข็ง

“เจ้ารู้หรือไม่..? ชินอ๋องที่ไม่เคยสนใจอะไรชั่วหรือดี นอกจากมีคนปองร้ายมากมายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขากลายเป็นเจ้าเมืองที่คนยำเกรง คือสัจจะวาจาที่หากเขารับปากแล้วไม่เคยคืนคำ”

รอยยิ้มบางๆที่แสนร้ายกาจของเขา ทำให้จากคนที่เพิ่งรอดจากการเหมือนจมน้ำอย่างนาง กลับถูกเขาผลักตกเหวลึกอีกครั้ง ลึกลงๆครั้งแล้วครั้งเล่า

ถึงแม้ร่างนี้ที่อยู่จะเตี้ยกว่าเขาไม่มากนัก แต่นางกลับเหมือนร่างกายและชีวิตหดลงๆ ยิ่งกว่ามดเดินดินเสียอีก

...............

ความคิดเห็น