ตอน
ปรับแต่ง
สารบัญ
ตอนนิยาย ()

ปรับแต่งการอ่าน

พื้นหลังการอ่าน
รูปแบบตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
ระยะห่างตัวอักษร

บทนำ

บทนำ





"จากนี้ จะไปทำอะไรต่อวะ"


     เสียงจริงจังจากเพื่อนร่วมงานเรียกสติให้ กันต์ธีร์ หรือ เนมที่นั่งจมจ่อมกับความคิด หันมาสนใจหาคำตอบให้คนที่ตั้งคำถาม



      นั่นสิเขาจะทำอะไรต่อ...ในเมื่อ เนมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าบริษัทที่เนมทำงานมาได้สามปีกว่า ต้องปิดกิจการเพราะทนพิษเศรษฐกิจไม่ไหว ทางบริษัทจึงต้องเลิกจ้างพนักงาน โดยจ่ายค่าชดเชยพิเศษเป็นการตอบแทนให้ แม้ตัวเลขที่ได้รับจะเป็นที่น่าพอใจ แต่คนที่ยังไม่ได้หางานใหม่รองรับไว้ นั่นจึงทำให้เขาไม่ได้ตั้งตัวและรับมือไม่ทันเหมือนกัน


      ความรู้สึกเนมตอนนี้ ช่างเหมือนเรือกำลังจะอับปาง ใจหาย สมองมึนเบลอ วิตกกังวล จนไร้สติ เนมคิดหนัก เพราะบัดนี้ ก็อายุยี่สิบเจ็ดเข้าไปแล้ว พอโดนปล่อยไว้กลางทางแยก ก็คงต้องถึงเวลาจริงจังกับอนาคตในชีวิตและเลือกแล้วว่า ระหว่างหางานใหม่ หรือ นำเงินก้อนนี้ไปลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่างที่เป็นชิ้นเป็นอันไปเลย อย่างไหนจะเหมาะสมที่สุด


     พนักงานบริษัทที่ทำหน้าที่ดูแลเอกสาร ประสานงานต่างๆกับทุกฝ่าย ได้แต่นั่งปลงตก ก่อนตอบเพื่อนร่วมงาน


"ไม่รู้ แต่ตอนนี้ คงต้องหว่านใบสมัครไปตามบริษัทอื่นก่อนมั้ง"

*"ก็ลองดู ส่วน**กูคงเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนขายของแล้วล่ะ พอกันทีกับงานประจำ"*เนมมองหน้าคนที่มาระบายความทุกข์คงกลัวและขยาดกับความไม่มั่นคงจากการทำงานประจำไปแล้ว


*"เอาน่า หลังจากนี้ก็คิดซะว่าพักผ่อนเว้ย"*ไม่รู้คำพูดนี้จะปลอบใจเพื่อนร่วมงาน หรือปลอบใจตัวเองดี


"อืม ก็จริง กูกลับละ"

   เพื่อนร่วมงานตบบ่าปุๆ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับทางใคร ทางมัน


   ยามนี้ ชายหนุ่มเดินเท้ามาจากสถานีรถไฟฟ้ากลับคอนโดของตัวเองที่ไม่ใกล้ไม่ไกล  ร่างสูงเดินมาในสภาพเนือย เซื่องซึมอย่างคนหมดแรง 


    ตลอดทางการกลับถึงรังของตัวเอง หัวสมองไม่คิดเรื่องอะไรเลยนอกจากเรื่องงานประจำเพียงอย่างเดียว


     เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้รู้เลยว่าความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอนจริงๆ 


      หยุดยืนริมถนน ใกล้ถึงทางเข้าคอนโด เนมตัดสินใจส่งข้อความหาพี่สาว เพื่อระบายความเครียดเกี่ยวกับข่าวร้ายที่เพิ่งรู้มาหมาดๆ 


     พี่น้ำ เป็นพี่สาวที่เนมรักรองจากพ่อ-แม่ แต่คงจะรักมากกว่าเดิมเพราะตอนนี้ เนมไม่เหลือคนในครอบครัวแล้ว นอกจากพี่น้ำคนเดียว เนื่องจาก พ่อ-แม่ของเนมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิตคาที่เมื่อสิบปีก่อน 


      แม้ว่าเนมจะมีเพื่อนสนิท แต่เรื่องบางเรื่องก็เหมาะจะคุยกับคนในครอบครัวมากกว่า หลายครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ พอได้คุย ได้ปรึกษา ปรับทุกข์กับพี่สาว มันได้ช่วยเยียวยาจิตใจและทำให้เนมรู้ว่าเขายังมีที่พึ่งและคนที่รักเขามากๆอีกหนึ่งคน แต่น่าเสียดายที่ความจริงมันโหดร้าย เนมกับพี่น้ำไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน เนื่องจากพี่สาวเธอไปทำงานอยู่ต่างประเทศ การได้คุยกันแบบนี้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับหนุ่มโสดที่ต้องนอนเหงาภายในห้องไม่ถึงร้อยตารางเมตร


      คนเครียดต้องการกำลังใจ เพียงได้เห็นข้อความที่พี่สาวตอบกลับมาทันทีที่เนมพิมพ์ไปก่อนหน้าก็นึกอยากจะร้องไห้ ไม่ถึงนาที พี่น้ำก็ไลน์คอลมาหา 


[เป็นอะไรเนม เครียดอะไร บอกพี่มาซิ]


"พี่น้ำ เนมกำลังจะตก..."

พลั่ก!


     พูดยังไม่ทันจบ โทรศัพท์ก็ลอย กระเด็นไปไกล ก่อนจะตกลงสู่พื้น จากนั้น ร่างสูงก็ล้มลง เมื่อเนมรู้สึกเหมือนมีของแข็งฟาดเข้ากลางหลังจนความชาและเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วร่าง


     สายตาพลันเหลือบมองเครื่องมือสื่อสารที่อยู่ไกลออกไป  เขาพยายามจะคลานไปเก็บแต่รู้สึกเจ็บร้าวทั่วหลัง 


     หนึ่งในคนร้ายที่มีกันอยู่สองคน เหยียบหลังมือของเนมแล้วพูด


"เอาเงินมาให้กู"

"กูไม่มี"ลำพังจะพูดยังยากลำบาก เสียงที่เปล่งออกไปจึงเบาหวิวแทบไม่ได้ยิน


"มึง อยากตายรึไงวะ เอากระเป๋าสตางค์มา"

เพล้ง!


     ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ต่างได้ยินเสียงเหมือนแก้วแตก


"เฮ้ย! พวกมึงทำอะไรน่ะ"


     เนมที่ได้ยินเสียงตะโกนไล่ตามหลังพร้อมเสียงเขวี้ยงขวดแก้วมาจากระยะไกล เนมก้มหน้านอนหมอบพร้อมกุมศรีษะตัวเองอยู่ที่พื้น เขาไม่รู้แล้วว่าหลังจากนี้เกิดอะไรขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เขาต้องเอาชีวิตรอดให้ได้


     ไม่นานนัก...ที่เสียงโวยวายเงียบหายไป


"คุณครับ คุณครับ"

     ลืมตาและกวาดตามองจนทั่วบริเวณก็ไม่พบคนร้ายเมื่อสักครู่ แต่สิ่งที่เนมเห็น คือ ชายหนุ่มนิรนามถือขวดปากฉลาม นั่งยองๆอยู่ข้างๆ


"โอ้ย กูไม่มีอะไรให้แล้ว"


"ไม่ใช่ๆ ผมไม่ใช่โจร ผมมาช่วยคุณ"

      เนมกระพริบตาปริบๆ มองหนุ่มนิรนามที่พยายามประคองเนมให้ลุกขึ้นยืน เนมทำหน้าเหยเก กัดปากจนเจ็บ เขาสะกดอารมณ์ความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน


      ทำไมชีวิตถึงซวยซ้ำ ซวยซ้อนได้ขนาดนี้ ไม่เพียงแต่กำลังจะกลายเป็นคนว่างงานยังต้องโดนโจรปล้นอีก


"ไหวไหมครับ?"

"โทรศัพท์ผม" แม้กระเป๋าสตางค์ยังอยู่ แต่เนมก็เศร้าอยู่ดี เขาบ่นอาลัยอาวรณ์ถึงเครื่องมือสื่อสารที่ถูกโจรชิงทรัพย์ หายวับไปเป็นที่เรียบร้อย


"นี่คุณเกือบตาย ยังจะห่วงโทรศัพท์อีกเหรอ?"

      อยากเถียงใจจะขาด แต่เพราะยังระบมอยู่เลยพูดได้ลำบาก


      สำหรับเนมเครื่องมือสื่อสารแทบจะกลายเป็นอวัยวะส่วนที่สามสิบสามไปแล้ว เพราะมือถือคือสิ่งสำคัญสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาคลายความเหงา ความเศร้า ความคิดถึงยามอยู่ตัวคนเดียวได้ดี


     เนมเสียใจที่นอกจากจะไม่ได้ติดต่อกับพี่สาว ยังเสียดายข้อมูลและรูปภาพในเครื่องด้วย


      คนแปลกหน้าเห็นคนเจ็บไม่ยอมพูดอะไร จึงเป็นฝ่ายพูด


"ผมจะพาคุณไปโรงพยาบาลนะ"

*"ไม่ต้องครับ แค่จุก ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก ช่างมันเถอะ"*เนมก้มลงปัดฝุ่นที่เปรอะเสื้อและขากางเกง


"คุณนี่ไม่ห่วงตัวเองเอาซะเลย ไปตรวจก่อนเถอะ"

      มองหน้าพลเมืองดีที่เจ้ากี้ เจ้าการจนนึกรำคาญ แต่ครั้นจะไปต่อว่าก็ดูจะไร้มารยาทไปสักหน่อย เขาอุตส่าห์มาช่วยแท้ๆ


     เนมยอมทำตัวว่าง่ายเดินไปตามคำสั่งของพลเมืองดี 


     ระหว่างการเดินทาง ภายในรถยนต์มีแต่ความเงียบฉี่ เนมพิงศรีษะ เบนหน้าหนีไปทางหน้าต่างรถ เพราะไม่รู้จะคุยอะไร เนื่องจากไม่ได้สนิท หรือรู้จักเป็นการส่วนตัว อีก ทั้ง เนมเจ็บและเครียดเกินกว่าจะเสวนาหรือแสร้งเป็นคนเฟรนด์ลี่ด้วย เขาจึงแกล้งหลับจนกระทั่งถึงโรงพยาบาล


     หลังจากให้หมอทำการตรวจเช็คและเอ็กซเรย์ ก็พบว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก กระดูกไม่หัก อวัยวะภายในสำคัญอย่าง ตับ ม้าม ไตก็ไม่มีฉีกขาด แต่จะมีรอยฟกช้ำดำเขียวตรงแผ่นหลังเท่านั้น


      พอทราบอาการว่าไม่ได้ร้ายแรงถึงกับช้ำในตายก็ลอบถอนหายใจพลันเหลือบมองคนข้างกายที่ดูแลกันอย่างดีประหนึ่งว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันก็ไม่ปาน 


     เมื่อจัดแจงธุระเสร็จเรียบร้อย


     ก่อนจะเดินตามไป 


"บอกแล้วว่าไม่เป็นอะไร ทีนี้เชื่อรึยัง?"

"แต่ฟังจากปากหมออย่างน้อยก็โล่งใจกว่า ฟังจากปากคนเจ็บที่เดาเอาเองนะครับ"

"....."

"บ้านคุณอยู่ไหนผมจะไปส่ง"

     ความเจ็บระบมทำให้เนมจะตอบคำถามแต่ละที ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนเอ่ย


"ไม่ต้องครับ คุณแค่รอผมหาตู้เอทีเอ็มเพื่อกดเงินแล้วคืนให้คุณก็พอ"

      ชายหนุ่มผู้หวังดีเป็นคนออกค่ารักษาและค่ายาไปก่อน เนื่องจาก ตอนคิดเงิน เนมมีเงินสดติดตัวไม่พอจ่าย


"ไม่เป็นไรครับ"

"ไม่เป็นไรได้ไงครับ เราไม่ได้สนิทสนมขนาดที่คุณต้องยอมจ่ายเงินให้ขนาดนี้"

"ช่างมันเถอะครับ มากกว่านี้ผมก็เคยเสียมาแล้ว นี่แค่เงินไม่กี่บาทเอง ไม่ต้องคืนหรอกครับ ผมเต็มใจช่วย"

"ชัวร์นะ? ถ้างั้นก็ขอบคุณที่ช่วยผมแล้วกัน คุณ....."เพราะสนใจแต่ตัวเอง จึงลืมถามไถ่ประวัติเพิ่มเติมจากคนข้างกายไปเสียสนิท


"แม็คครับ"

"ขอบคุณครับ คุณแม็ค"

"เลิกเรียกคุณเถอะครับ มันดูทางการไปหน่อย แล้วก็เลิกหยิ่งได้แล้ว..เดี๋ยวผมไปส่ง"

"โห...คนอะไร ปากร้ายชะมัด"

"ขอโทษ ผมแค่ไม่อยากให้เนมดื้อ..กลับกันเถอะ ผมไม่ค่อยชอบกลิ่นโรงพยาบาลเท่าไหร่"

      สุดท้ายก็ต้องยอมเป็นผู้ร่วมทางไปโดยปริยาย แต่ขากลับรอบนี้ เนมพยายามถามและชวนคุยกว่าเดิม ถึงรู้ว่า แม็คอายุมากกว่าเนมถึงสองปี แต่เขายืนกรานห้ามเนมเรียกพี่ ส่วนเรื่องอาชีพการงาน แม็คไม่ยอมเปิดเผยว่าทำธุรกิจด้านไหน? ประเภทอะไร เขาแค่บอกว่าทำธุรกิจส่วนตัว


      เดินทางไม่นานนัก ก็ถึงที่พักของผู้บาดเจ็บ ก่อนที่เนมจะลงจากรถ หางตาเห็นคนขับรีบลงจากรถมาก่อนแล้วเดินอ้อมตัวรถมาเปิดประตูและคอยรับร่างสูง


"ผมไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะ"

"ก็ถ้าเนมปกติดี ผมก็ไม่ดูแลแบบนี้เหมือนกัน"

"....."  เนมเงียบมองหน้าคนยิ้มยียวน กวนกัน


"พักคอนโดแบบนี้ เพราะเนมอยู่คนเดียวเหรอครับ?"

"ใช่ครับ"

"อื้มมมม...แล้วนี่เดินไหวหรือเปล่า? ให้ผมขึ้นไปส่งไหม?"

"ไม่ต้อง....ครับ"เนมไม่มีทางให้คนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงวันขึ้นคอนโดได้ง่ายๆ 


"ถ้างั้น ขอเบอร์คุณหน่อยสิ ผมจะได้โทรมาเช็คอาการภายหลัง เผื่อเกิดเรื่องไม่ดี ผมจะได้มาช่วยหรือโทรเรียกรถพยาบาลได้ทัน"

"ลืมไปหรือเปล่า? ว่าผมโดนปล้น"

"เอ่อ...ผมก็ลืมไปเลย แล้วยังนี้เนมจะติดต่อคนอื่นยังไงล่ะครับเอาโทรศัพท์ผมไปใช้ก่อนไหม? ผมมีสองเครื่อง"

      เอียงศรีษะมองคนตรงหน้าอย่างประหลาดใจ ไม่รู้ว่า จะมาไม้ไหน? เพื่อนก็ไม่ใช่ แฟนก็ไม่ใช่ เป็นแค่คนที่เพิ่งรู้จักไม่กี่ชั่วโมง อะไรจะทำตัวป๋า ใจกว้างดั่งแม่น้ำอะเมซอนขนาดนี้ 


"ไม่เอาครับ"

"ผมให้ยืม ไม่ได้ให้เลยสักหน่อย เนมเอาไปใช้ก่อน  แล้วถ้าซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่แล้ว ก็ค่อยเอาโทรศัพท์มาคืนผม"

       เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ ยืนนิ่งครุ่นคิด จนได้คำตอบว่าก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยๆ จะได้มีไว้ติดต่อกับคนที่ทำงานระยะนี้ไปก่อน 


"ฟู่วว์"

       พ่นลมออกมาจากปากเสียงดัง จนคนข้างๆยังตกใจ เพราะในหัวสมองแอบบ่นน้อยใจในโชคชะตาว่า มีเรื่องให้เสียเงินก้อนใหญ่อีกจนได้


"ก็ได้ ถ้างั้น ผมขอยืมใช้ก่อนนะครับ"

"ได้เลย ไม่มีปัญหา รหัสปลดล็อคหน้าจอ คือ แปด-แปด-หก-เก้า นะครับ"

"แล้วไม่กลัวว่าผมจะแอบดูข้อความส่วนตัวหรอ?"ตอนรับโทรศัพท์มา เนมจึงถามอย่างสงสัย


"เครื่องนี้แค่เอาไว้โทรออก ข้อมูลสำคัญอยู่อีกเครื่องครับ"

    พยักหน้ารับคำตอบ 


     ตอนนี้ ทั้งสองเดินมาหยุดตรงประตูกระจกใส ก่อนเข้าส่วนลิฟต์ เนมหันไปหาพลเมืองดีแล้วยิ้มบางๆ


"ขอบคุณที่ช่วยผมทุกอย่างนะครับ พี่แม็ค"

"บอกแล้วว่าไม่ต้องเรียกพี่"

"ครับ แม็ค"

"ได้โทรศัพท์ใหม่ก็บอกแล้วกันนะครับ แต่ห้ามชิ่งหนีผมนะ ไม่งั้น ผมไปเคาะหน้าประตูห้องแน่"

     รู้ว่าคนพูดไม่ได้จริงจังอย่างปากว่า สังเกตจากสีหน้าทำนองหยอกเอินเสียมากกว่า เห็นคนที่เพิ่งรู้จักพยายามตีซี้ด้วยการเล่นมุกอย่างคนกันเองก็อดขำไม่ได้ แต่หัวเราะทีก็สะเทือนไปถึงแผ่นหลัง เนมจึงหยุดขำแล้วส่งยิ้มแทน 


"ผมก็ไม่ได้เลวขนาดนั้นขอบคุณที่มาส่ง ดึกแล้ว แม็คกลับบ้านเถอะครับ"

"ครับ"

     เนมมองคนที่หันหลังกลับไปยังรถยนต์ของตัวเองก็รู้สึกแปลกๆ ที่ยามนี้ ความเกร็งและระยะห่างของความแปลกหน้าทั้งคู่ดูจะลดลงกว่าเดิม


     เนมหยิบคีย์การ์ดแตะตรงเซ็นเซอร์ ก่อนจะเดินผ่านประตูกระจกก้าวเท้าอย่างเชื่องช้าเพื่อขึ้นลิฟต์


    ใบหน้าคมอมยิ้ม ความคิดก่อนหน้าได้ถูกแปรเปลี่ยนไป เนมเพิ่งรู้ตอนนี้ว่าชีวิตมันก็ไม่ได้แย่หรือซวยอะไรขนาดนั้นนี่หว่า...



......................................

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทั้งหมด ()

ยังไม่มีการแสดงความคิดเห็น