facebook-icon

ภาคลูกคือ 'ของเล่นในรังโจร' กับ 'สะใภ้เจ้า' นะคะ

🔶 ตอนพิเศษ :: แยกทางและสัญญาณเตือน

ชื่อตอน : 🔶 ตอนพิเศษ :: แยกทางและสัญญาณเตือน

คำค้น : ซีค, วีนัส, บ่วงรักเจ้าทะเลทราย, เจ้าชาย, ทะเลทราย, jungkook, bts, bts fic

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 11.1k

ความคิดเห็น : 30

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ก.ย. 2561 23:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
🔶 ตอนพิเศษ :: แยกทางและสัญญาณเตือน
แบบอักษร

​ยอมรับว่าตอนนี้แต่งไปร้องไป ใครร้องตาม บอกไรท์ด้วย ฮืออออ

​----------------------

                หลังจากผมและซีคตามตัวเจนัสกลับมาได้เรื่องวุ่นวายก็เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินโทษต่อเดฟคราวน์หรือเดฟสกรัฟฟลอจอมโจรเจ้าของฉายาคนเลวเย้ยกฎหมายที่ตั้งใจล่อลวงและพาเจนัสไปอยู่ด้วย แต่เรื่องที่ทำให้ผมหนักใจที่สุดนั่นก็คือเจนัสไม่ได้กลับมาคนเดียว เพราะการกลับมาครั้งนี้มีเจนัสพาอีกหนึ่งชีวิตกลับมาด้วยนั่นก็คือเด็กในท้อง ครับ ฟังไม่ผิดหรอก ลูกแท้ ๆ ของผมท้องกับไอ้โจรใจทรามเรียบร้อยแล้ว แถมคนเป็นพ่อยังไม่ยอมรับทั้งที่หมอหลวงบอกว่าเด็กในท้องมีอายุได้สองเดือนพอดี ซึ่งถ้านับดูคร่าว ๆ มันก็เป็นช่วงเวลาที่เจนัสไปอยู่ที่นั่น

                ซึ่งเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นผลให้พวกเราต้องเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เราจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าเจนัสท้องเพราะมันจะส่งผลต่อการขึ้นครองราชย์ต่อจากซีคที่อีกไม่นานเขาเองก็จะขึ้นเป็นองค์ราชาแทนท่านอควาห์ ซีคจำเป็นต้องส่งเจนัสไปอยู่ต่างเมืองโดยมีผมและทหารแถวหน้าฝีมือดีไปอยู่ด้วยเพื่อดูแลความปลอดภัยและคอยรับใช้ แต่ถึงยังไงซะผมก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในฐานะสามัญชนคนธรรมดา ที่นั่นห่างไกลจากเอิร์ก มันเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากมายนัก แต่เราก็ประมาทไม่ได้ เพราะถ้าคนในเมืองรู้ว่าแท้จริงแล้วผมกับเจนัสเป็นถึงราชวงศ์ที่ย้ายถิ่นฐานมาเพื่อปิดบังเรื่องฉาว ๆ ทุกอย่างคงวุ่นวายไปมากกว่านี้แน่

                มันเป็นเวลาหกโมงเช้าที่ผมเดินออกมาจากพระราชวังฝั่งเหนือพร้อมกับทหารรับใช้สี่คน พวกเขาถูกส่งไปดูแลผม นอกจากทหารแล้วยังมีลูกน้องของเดฟที่ติดตามไปด้วยเพราะเจนัสเป็นคนขอร้องให้ตามไปซึ่งนั่นก็คืออ้วนกับผอม ส่วนสการ์และเจ๊ส้มไม่ได้ไปเพราะต้องอยู่ช่วยงานหลาย ๆ อย่าง และผมตอนนี้ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะบังคับหรือบงการใครทั้งนั้นเพราะพอรู้ว่าต้องแยกกับคนรักถึงสามปีหัวใจในอกก็ด้านชาไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นนอกจากพูดกับตัวเองว่าไม่อยากจากที่นี่ไปเลยสักนิด

                ผมเห็นซีคยืนเอามือไขว้หลังอยู่หน้าลานกว้าง เขารอส่งผมอยู่ที่รถม้า บรรยากาศวันนี้แปลกไปกว่าทุกวันเพราะแม้จะเป็นเวลาหกโมงเช้าแล้วตะวันก็ยังไม่ขึ้น มันออกจะหนาวนิดหน่อยจนผมรู้สึกขนลุก ผมตัดสินใจเร่งฝีเท้าเดินไปหาคนรักให้ไวขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะหันหน้ามาหาทันทีที่ผมเอื้อมมือไปแตะฝ่ามือหนา

                “ข้าจะไปแล้วนะ…” ผมพูดพลางเงยหน้ามองใบหน้าที่ไม่เคยคลายความเสน่หาที่มีต่อผมเลยสักนิด

                “ข้ารู้” ซีคตอบ เขาออกแรงบีบฝ่ามือของผมแน่นขึ้นก่อนจะละมือไปคลี่ผ้าโพกหัวตัวเองออกจากบ่าแล้วเอามันมาคลุมไหล่ให้ ผมมองทุกการกระทำของเขา ที่ผ่านมาผู้ชายบ้าอำนาจปากกรรไกรใช้แต่อารมณ์ไม่เคยทำแบบนี้กับผมเลยด้วยซ้ำ แต่วันนี้เขากลับค่อย ๆ ผูกปมผ้าให้อย่างประณีตเพื่อให้มันคลุมอยู่บนไหล่ของผมอย่างสวยงามตามที่เขาต้องการ

                “จงพกมันติดตัวไว้เสมอ วีนัส” เขาสั่ง ผมพยักหน้ารับ มันปวดในหัวอกจนหาที่เปรียบไม่ได้เมื่อต้องกลั้นน้ำตาแห่งความเสียใจเอาไว้ไม่ให้ชายตรงหน้าเห็น

                “ข้าจะพกมันไว้” เมื่อพูดจบผมก็เงยหน้ามองเขาอีกครั้ง ซีคเป็นพวกเก็บอารมณ์ผ่านแววตาไม่อยู่ ต่อให้ไม่ร้องไห้ผมก็รู้ว่าเขาห่วงหาอาทรต่อผมมากแค่ไหน

                “สามปีเอง เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว” ว่าแล้วผมก็เอื้อมมือไปลูบใบหน้าสีไหม้แดดอย่างเบา ๆ เราสองคนสบตามองกันซึ่งกันและกัน ฉับพลัน ซีคก็จับมือข้างที่ผมประคองใบหน้าเขาอยู่ มันเหมือนทุกอย่างหยุดหมุน ซึ่งผมก็อยากให้เป็นแบบนั้น แต่แล้วร่างของผมก็เซถลาเมื่อร่างสูงฉุดข้อมืออย่างแรงแล้วดึงผมไปกอดก่อนเอามือกดศีรษะให้ใบหน้าซบกับอกกว้างตามด้วยสันจมูกโด่งที่จรดลงบนไรผมอ่อนนุ่ม

                “ดูแลตัวเองดี ๆ เข้าใจมั้ย” คำพูดดังกล่าวกึกก้องสะท้อนดังไปทั่วโสตประสาท อ้อมกอดอุ่นกระชับตัวผมแน่นจนหายใจแทบไม่ออก ถ้าให้เลือกได้เราไม่อยากจะคลายอ้อมกอดออกจากกันเลย ไม่อยากเลยจริง ๆ

                “อยู่ที่นี่ อย่ามีใครอื่นนะ” ผมพูด ถึงจะรู้ว่าเขาไม่มีใครอยู่แล้วแต่มันก็อดห่วงไม่ได้ และซีคก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ฟังดูหนักแน่นว่า

                “หัวใจข้ามีแต่เจ้าเสมอ มีแต่เจ้าเท่านั้น” สิ้นสุดประโยคผมก็เอาหูแนบกับอกซ้ายเพื่อฟังเสียงหัวใจของอีกฝ่าย มันเต้นดังสั่นระรัวทั้งยังไม่เป็นจังหวะ

                “อย่าร้องไห้ รู้มั้ย แม้ว่าคิดถึงข้าก็ห้ามร้องไห้เด็ดขาด” เขาสั่ง ฝ่ามือหนาลูบหัวผมซ้ำ ๆ พลางผละตัวผมออก ซีคส่งสายตามองมามือสองข้างเลื่อนมาประคองใบหน้าที่กำลังฝืนยิ้ม

                “ข้าจะไม่ร้องไห้” คำโกหกเกิดขึ้นพร้อมริมฝีปากอุ่นที่จรดลงบนเนินหน้าผาก ผมหลับตาลงเพื่อซึมซับสัมผัสที่แสดงออกถึงความโหยหาในเวลาที่เรากำลังจะจากกัน

                “ข้าเองก็เช่นกัน” ถึงนัยน์ตาคมกริบจะไร้ซึ่งหยาดน้ำตาแต่มันกลับดูเจ็บปวดกว่าทุกครั้งอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน

                “ข้าดูแลตัวเองได้ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง” อีกครั้งที่ผมต้องฝืนยิ้ม และมันก็ถึงเวลาที่ซีคต้องถอดแหวนผมออกเพื่อกันไม่ให้พวกหูตาเป็นสับปะรดเห็นแล้วจะรู้เข้าว่ามันคือแหวนของบุคคลในราชวงศ์

                ซีคดึงมือผมไปจับ แหวนเงินฝังเพชรสีไพลินค่อย ๆ ถูกดึงออกจากนิ้วนางข้างซ้ายอย่างช้า ๆ ตลอดเวลาที่ผมเป็นเมียแต่งของเขาและอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปีไม่มีเลยสักครั้งที่ผมจะถอดมันออกนอกจากเขาแอบถอดตอนผมหลับแล้วเอาไปทำความสะอาดให้ ใช่ ผมสวมมันไว้จนนิ้วขึ้นเป็นรอยซีดเลยล่ะ

                ทันทีที่แหวนถูกถอดออกความรู้สึกโล่งที่ข้อนิ้วก็ทำให้รู้สึกใจหาย ซีควนปลายนิ้วโป้งบนรอยซีดขาวนั้นซ้ำ ๆ ก่อนจะจับมือผมอีกครั้ง

                “อย่าร้องไห้” ผมรีบพยักหน้ารับทันทีที่เขาย้ำคำ และทหารก็เดินมาหาก่อนโค้งหัวให้เป็นตัวบอกว่าผมควรเดินไปขึ้นรถม้าได้แล้ว

                “ท่าน ท่านจะแวะไปหาข้าบ้างรึเปล่า” สิ่งที่ถามออกไปไม่ได้รับคำตอบ ซีคกลับสั่งให้ผมรีบเดินไปขึ้นรถม้าได้แล้ว

                “ไปซะวีนัส ก่อนที่ตะวันจะขึ้น มันจะร้อนเอา”

                “งั้น… ข้าไปนะ” เราสองคนปล่อยมือออกจากกัน ผมตัดสินใจกลับหลังหันแล้วเดินไปยังรถม้า มันน่าใจหายที่อยู่ ๆ ลมก็พัดแรงจนผมต้องยกมือขึ้นป้องหน้าผากเพราะเกรงว่าทรายเม็ดละเอียดจะเข้าตา

                ทหารมากมายยืนขนาบข้าง พวกเขายืนรอเพื่อส่งผมให้สมกับพระเกียรติ เสียงดนตรีบรรเลงประกอบเป็นตัวบอกว่านักดนตรีและนางในที่กำลังยืนโปรยกลีบดอกไม้ต่างอวยพรให้ผมกับลูกเดินทางอย่างปลอดภัย สองขาก้าวเดินอย่างช้า ๆ คนในวังตั้งใจจัดฉากโกหกว่าผมพาเจนัสไปศึกษาที่ไทย ทำให้บรรยากาศวันนี้ดูชื่นมื่นและเคล้าคลอไปด้วยเสียงดนตรี แต่ความรู้สึกของผมตอนนี้นี่สิ มันเหมือนถูกใครล้วงมือเข้ามาในอกแล้วบีบหัวใจจนเจ็บแปลบและกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว

                สองขาหยุดก้าวเดินเมื่อหัวใจมันสั่งไม่ให้ไปต่อ สองมือกำแน่นแล้วปล่อยให้น้ำตาสีใสไหลอาบแก้ม แม้เป็นคนของราชวงศ์มานานแต่ผมก็ไม่จำเป็นต้องเก็บกลั้นความรู้สึกขนาดนี้ ผมคิดแล้วรีบกลับหลังหันก่อนออกตัววิ่งอย่างไวและเข้าไปสวมกอดซีคที่ยืนอยู่ เราสองคนโอบกอดซึ่งกันและกันอย่างอัตโนมัติ สัมผัสที่ได้รับจากอีกฝ่ายยิ่งทำให้ร้องไห้เข้าไปใหญ่

                “อย่าลืมข้า…” ผมบอกพร้อมกำเสื้อของเขาจนยับยู่ยี่ ซีคกดศีรษะผมไว้กับอกกว้าง มันทำให้ผมสะอื้นอย่างหนักจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากภาพลาง ๆ

                “โถ่เมียโง่ ใครจะลืมลง”

                “ข้าขอโทษ ข้าทำตัวไม่สมกับเป็นเมียแต่งท่านอีกแล้ว” ขณะพูดซีคก็ผละผมออกแล้วใช้นิ้วโป้งปาดน้ำตาให้เบา ๆ เขาจูบหน้าผากผมซ้ำ ๆ ต่อหน้าทหารทุกนาย ในเวลานี้ผมไม่รู้สึกอายหรอกนอกจากรวบตัวเขามากอดแน่น ๆ

                “นอกจากไม่ลืมข้าท่านก็ต้องดูแลเซฟกับเซียแทนข้าด้วย”

                “ข้ารู้ แต่ตอนนี้เจ้าควรไปได้แล้ว เดี๋ยวมันจะช้ากันไปใหญ่”

                “ไม่ ข้าขออีกแค่ห้านาที แค่ห้านาทีได้มั้ย” คำขอร้องกลายเป็นลมปากเมื่อซีคจูงมือผมพาไปส่งกับทหาร พอพยักหน้าสั่งแค่นั้นทหารก็พาตัวผมไปอย่างขัดไม่ได้

                “ท่าน…” ผมพูดไม่ออกเพราะจุกในคอไปหมด สองเท้าก็ก้าวเดินตามทหารที่เร่งให้ผมก้าวเดินตามให้ไวขึ้น

                ผมหยุดอยู่หน้าบันไดรถม้าสักพักก่อนตัดสินใจเอ่ยคำพูดสุดท้ายที่มักพูดกับอีกฝ่ายไม่บ่อยนักจนแทบจะนับครั้งได้ มันทำให้ซีคพยักหน้ารับเมื่อผมพูดว่า

                “ข้ารักท่านนะ…” ผมก้าวขาขึ้นไปบนรถและนั่งบนเบาะพร้อมปิดม่านทั้งสองข้างทันทีเพื่อไม่ให้ใครเห็นว่าวันนี้ผมอ่อนแอมากขนาดไหน

                ใจหาย แค่คิดว่าต่อจากนี้จะต้องไปอยู่ที่อื่นถึงสามปีแถมซีคยังไม่ให้คำตอบว่าจะแวะไปหาบ้างรึเปล่ายิ่งทำให้ใจหายเข้าไปใหญ่ ผมไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น ไม่อยากคิดว่าเมื่อไปถึงที่นั่นจะต้องจัดการกับเรื่องความเป็นอยู่อย่างไรถึงแม้ซีคจะให้คนไปจัดหาไว้ให้แล้ว และไม่อยากแม้แต่ขยับร่างกายไปไหนนอกจากทิ้งตัวลงนอนบนเบาะแล้วค่อย ๆ หลับตาลงจนน้ำตาไหลออกมาเป็นสาย เสียงดนตรียังคงคลอเบา ๆ ตอนนี้ผมจะเอาแต่ใจเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ เมื่ออะไรมันเปลี่ยนไปเราก็ต้องปรับตัวตาม ในหัวผมคิดอย่างนั้นกระทั่งหลับไปโดยไม่รู้ตัว

                7 ชั่วโมงต่อมา

                หลังจากลืมตาตื่นก็พบว่ามันเป็นเวลาบ่ายกว่า ๆ อากาศที่นี่ไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนที่เอิร์กแถมมีต้นหญ้าขึ้นประปรายให้เห็น ผมเห็นภาพพวกนี้ผ่านผ้าม่านบาง ๆ ก่อนรถม้าจะหยุดลงและทหารก็เปิดประตูรถม้าให้ ถึงที่พักแล้วหรอ ผมคิดแล้วก้าวขาลงจากรถพร้อมกับเจนัสที่ลงมาจากรถม้าคันข้างหลัง

                “ที่นี่เองหรอ” ผมพูดและกวาดสายตามองบ้านชั้นเดียวซึ่งทำจากดินเหนียว พื้นที่แห่งนี้สูงกว่าพื้นที่โดยรอบ มันเป็นเนินที่ต้องเดินขึ้นมา เรียกได้ว่าทหารถึงขั้นปล่อยม้าหลวงไปกินน้ำไม่ทันเลยล่ะ และขณะที่กำลังเดินสำรวจอยู่นั้น อ้วนกับพร้อมก็รีบวิ่งกรูเข้ามาหาแล้วนั่งคุกเข่าถามเสียงใส

                “ท่านวีนัสขอรับ จะให้พวกเราทำอาหารหรือทำความสะอาดบ้านหรือว่าจัดของก่อนดีขอรับ” ผอมเป็นคนถามก่อนที่อ้วนจะพูดต่อ

                “หรือว่าจะให้ผมกับนายสำรวจพื้นที่แถวนี้ว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก่อนดีขอรับ อย่างเช่นพวกชาวบ้านที่หูตาเป็นสับปะรด”

                “ผอมไปทำความสะอาดบ้านกับทหารของเจนัสนะ ส่วนอ้วนไปเดินดูแถวนี้กับคัสก็ได้ ดูว่าพอจะมีตลาดหรือโรงหมอใกล้ ๆ บ้างรึเปล่า ส่วนเรื่องอาหารเรากับเจนัสจะช่วยกันทำเอง แล้วที่เหลือก็ถางหญ้าไปพลาง ๆ อย่าให้รกร้าง เดี๋ยวงูจะมาอยู่เอา ฝากด้วยนะคัส” คนที่ผมพูดถึงคือคัสกาเดียน นักโทษอีกคนที่ถูกส่งตัวมาอยู่ที่นี่ด้วยในฐานะผู้ชำนาญการใช้อาวุธที่สุด เรียกได้ว่าเขาแม่นปืนยิ่งกว่าทหารที่ซีคส่งมาดูแลผมซะอีก แต่ถึงอย่างนั้นผมคิดว่าเขาคงไม่คิดตุกติกหรอก ต่อให้เลวแค่ไหน ในความเลวก็ยังคงมีความดีเสมอ

                หลังจากทั้งหมดแยกย้ายไปตามคำสั่ง เจนัสก็เดินมากอดแขนแล้วบอกว่าอยากกินต้มซุปไก่ร้อน ๆ ผมพยักหน้ารับ มันเหมาะดีจริง ๆ ที่วันนี้ทหารเตรียมเสบียงบางส่วนมาด้วย

                เราสองคนแม่ลูกนั่งอยู่ที่โต๊ะม้าหินหน้าบ้าน ทหารคิดว่าถ้าครัวอยู่ข้างนอกก็คงจะดีเพราะอย่างน้อยควันจะได้ไม่อบอวลอยู่ในตัวบ้าน พืชผักทั้งหมดถูกเก็บมาตามข้างทาง เรียกได้ว่าใช้ชีวิตกันอย่างกับเข้าค่ายลูกเสือเลยล่ะ จะว่าไปมันก็ดูสนุกและน่าตื่นเต้นดีที่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ แต่ผมก็อดเศร้าและคิดถึงซีคไม่ได้

                “ท่านวีนัสขอรับ ไก่ล้างเรียบร้อยแล้วนะขอรับ หากจะปรุงก็สามารถปรุงได้เลย” เสียงทหารทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์ พอหันหน้าไปหาก็เห็นไก่เนื้อแดงถูกหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ อยู่ในกะละมังสเตนเลส

                “อึก !” ผมสะอึกในคอทันทีที่กลิ่นคาวคลุ้งลอยเตะจมูก ผมลุกขึ้นพรวดแล้วถอยตัวออกห่างจากทหารจนเขาเลิกคิ้วสงสัยก่อนถาม

                “เป็นอะไรไปรึขอรับ ท่านวีนัส”

                “ไม่มีอะไร เราว่าจะไปเข้าห้องน้ำนิดหน่อย ขอตัวก่อนนะ” หลังจากโกหกออกไปผมก็รีบวิ่งเข้าไปในตัวบ้านและตรงไปยังห้องน้ำทันที

                ประตูห้องน้ำถูกเปิดเข้าไป กลอนประตูถูกล็อกกับประตูไม้อย่างแน่นหนา ผมเปิดน้ำใส่อ่างให้ส่งเสียงดังเพื่อกลบเสียงอาเจียนทันทีที่ผมยืนโก่งคอพยายามขย้อนเอาอาหารที่กินเข้าไปเมื่อเช้าออกมาให้หมด

                “แค่ก ๆ !” แต่มันก็ไม่มีอะไรนอกจากน้ำย่อย นี่มันอะไรกัน อาการแบบนี้มันคืออะไร จะว่าไม่คุ้นที่แล้วเครียดลงกะเพราะก็ไม่ใช่ ผมยืนค้ำมือกับอ่างน้ำแล้วเงยหน้ามองกระจกส่องเงา ปากผมแดงจัดไปจนถึงลำคอ เหงื่อเม็ดหนาผุดให้เห็นตามหน้าผาก แถมพอนึกถึงภาพไก่สดที่ทหารหั่นก็พาให้อยากอาเจียนออกมาอีกครั้ง อย่าบอกนะวีนัส… อย่าบอกเชียวว่าแกท้อง…

                ผมคิดในใจแล้วเอามือลูบท้องตัวเองเบา ๆ อาการที่เป็นอยู่มันเหมือนทุกครั้งที่ผมท้องเจนัสรวมทั้งเจ้าแฝดเซฟและเซีย ขณะคิดเสียงหัวใจในอกก็เต้นดังไม่เป็นจังหวะ ในเมื่อเป็นแม่คนมาสองครั้งแล้วทำไมจะไม่รู้ล่ะว่าอาการแบบนี้มันเรียกอะไร แต่ก็ขอเถอะ ขอเอาไว้ก่อนว่าไม่ว่าจะลูกสาวหรือลูกชายก็อย่าเพิ่งมาเกิดตอนที่แม่ไม่ได้อยู่กับพ่อแบบนี้เลย อย่าเลยนะ เจ้าตัวเล็ก…

---------------------------------------

โว๊ยยยยยยยย ท่านนนนนนนนนนน น้องแพ้ท้องรึเปล่าน่ะ ปล่อยน้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองได้ไง

แม่วีอย่าเป็นอะไรนะ เจนัสหนูต้องดูแลแม่ด้วยนะลูก อ่านให้สนุก อยากอ่านบ่อย ๆ ก็ขอคนละเม้นท์ อิอิ

​13.09.61

ความคิดเห็น