ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 22 : ฤดูล่าสัตว์

ชื่อตอน : บทที่ 22 : ฤดูล่าสัตว์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2561 10:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 : ฤดูล่าสัตว์
แบบอักษร

บัดนี้สี่แคว้นที่ยิ่งใหญ่ ฉู่ เว่ย ฉิน และต้าหลง ที่ล้วนแต่มีสมญานามแต่ละเรื่องแตกต่างกันได้มารวมตัวกันที่เขตป่าล่าสัตว์รอยต่อระหว่างทางใต้ของแคว้นต้าหลงและแคว้นฉู่


แคว้นเว่ย เมืองเหล่านักปราญช์มากด้วยปัญญา แดนสงบสุขไร้ซึ่งสงครามมายาวนาน ผู้คนอ่อนน้อม นิ่มนวล และเป็นเมืองสงบ หอสมุดจึงมีอยู่แทบทุกขุนเขาให้เหล่าบัณฑิตร่ำเรียน


แคว้นฉู่ มหานครที่มั่งคั่งด้วยเงินตรา ภายใต้ภูเขาพบเพียงแต่ทองคำ ชาวแคว้นฉู่จึงร่ำรวยเย่อหยิ่งกว่าแคว้นอื่นและมักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมต่างเมือง หาเพียงความสำเริงสำราญ


แคว้นฉิน ดินแดนลึกลับยอดคนเหนือคน เหล่านักสู้มากฝีมือ ไร้ชื่อเสียงเรียงนามและเคล็ดวิชาอันน่าพรั่นพรึงล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดจากแคว้นฉิน เหนือคนยังมียอดคนแคว้นฉิน


แคว้นต้าหลง พงไพรแห่งปีศาจ เมืองกินคนขึ้นชื่อเรื่องหญิงงามและชายคนรักที่เพียบพร้อม ป่าดอกท้อที่เลื่องลือ ผู้ใดฝืนเข้าไปหาได้กลับออกมา แม้เผาจนวอดวายทั้งภูเขาผ่านไปเพียงสามคืนกลับบานสะพรั่งงดงาม บัดนี้ร้อยปีผ่านไปหาได้มีผู้ใดฝ่าฝืนกฎย่างกรายเข้าไปเหยียบย่ำ


ลานประลองกว้างสำหรับผู้มีพลังลมปราณระดับ 5 ขึ้นไปและแน่นอนว่าผู้ชนะคือคนจากแคว้นฉิน ถือเป็นพิธีเปิดที่จบลงอย่างสวยงามก่อนจะเริ่มแข่งล่าสัตว์ ขอเพียงล่าได้เป็นตัวลักษณะจะเล็กใหญ่ก็นับหนึ่งและจำเป็นต้องเป็นสัตว์สี่ขา


ตัวแทนจากทั้งสี่แคว้นถูกส่งออกไปแคว้นละสิบคน โดยกระบอกใส่ลูกเกาทัณฑ์อยู่อันละสิบห้า หากผู้ใดกลับมาเติมลูกเกาทัณฑ์เกินสองครั้งถือว่าออกจากการแข่งขันต้องใช้เท่าที่มีและยิงพลาดให้น้อยที่สุด เนื่องจากลูกเกาทัณฑ์นี้มีลักษณะบางเบาป้องกันผู้ที่คิดจะคดโกงเมื่อยิงเกาทัณฑ์ออกไปฝังยังตัวสัตว์หรือต้นไม้แล้วมันจะแตกออกสองเสี่ยงละลายเป็นสีของธงแคว้นตนและลูกศรจะนำมายิงซ้ำไม่ได้อีก ซึ่งวิธีการนี้ถูกคิดค้นมาจากแคว้นเว่ย


กระโจมและจุดชมการแข่งขันตั้งไม่ไกลกันนัก เป็นจุดที่ตั้งอยู่ใกล้หน้าผาสูงที่เบื้องล่างคือแม่น้ำเชี่ยวกราดเส้นเดิมที่ไหลผ่านสองเมือง


“ฝ่าบาทจะเป็นคนนำงั้นหรือ..”


เสวี่ยม่านอุ้มเกราะเหล็กมาสวมให้แก่เหวินซานและช่วยสวมใส่ฉลองพระองค์ให้เรียบร้อย มือเรียวงามกอบกุมใบหน้าเหวินซานไว้แล้วเขย่งปลายเท้าขึ้นจุมพิต หากอยู่นอกกระโจมหรือ.. ไม่มีทางเสียที่เสวี่ยม่านจะทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คน


“อืม.. ข้าต้องชนะสิ เจ้ากังขาในตัวพระสวามีงั้นหรือ”


เหวินซานรวบตัวเสวี่ยม่านมากอดแนบอก วันนี้นั้นจะร่วมล่าสัตว์กับเหวินเหลียงและเทียนหลง อย่างไรเสียจะต้องคว้าชัยมาให้จงได้เนื่องจากฤดูล่าสัตว์สองครั้งที่ผ่านมาคือแคว้นฉินเป็นผู้กุมชัย


“ข้าเป็นห่วงท่านนะ.. ข้ามิได้กังวลว่าท่านจะปราชัยหรือใครจะชนะท่าน”


เสวี่ยม่านสวมกอดเหวินซานอยู่พักหนึ่งแล้วจากนั้นทั้งคู่ก็พากันออกมาจากกระโจม เสวี่ยม่านเดินไปส่งเหวินซานขึ้นม้า ขณะที่เหวินเหลียงและเทียนหลงมาถึงแล้ว ตามด้วยเหล่านักธนูฝีมือดีที่ถูกคัดมาทุกรูปแบบจนครบแคว้นละสิบคน


“พระสนมมาแล้ว”


เหวินหลงวิ่งมาจูงมือเสวี่ยม่านทันทีทันใดเมื่อพบหน้าแล้วพามานั่งในที่ประทับชั้นแรกสร้างชั่วคราวคล้ายร้านน้ำชาลานกว้างมีโต๊ะตั่งวางรองรับอย่างดี นอกนั้นที่ประทับชั้นบนจะเป็นของฮ่องเต้จากสี่แคว้นหรือตัวแทนหลักเช่น องค์รัชทายาท ส่วนชั้นแรกนั้นมีเพียงเหล่าพระชายา ฮองเฮา จากทั้งในต้าหลงและจากแคว้นอื่นเพื่อรอชมผลการแข่งขัน รวมถึงพิธีการหรือการแสดงต่างๆ


 และบริเวณไม่ไกลกันนักมีจวนสี่หลังขนาดไม่ได้ใหญ่โตแต่สะดวกสบายที่ถูกสร้างไว้เพื่อรองรับคนสำคัญจากต่างแคว้นในยามนี้ที่อยู่นอกวังหลวง


องค์ชายเหวินหลงถูกดุทางสายตาจากฮองเฮาเหม่ยหลินจนต้องกลับไปนั่งข้างเสด็จแม่ของตนตามเดิมขณะที่เสวี่ยม่านนั่งตรงข้ามเป็นโต๊ะที่เล็กลงมาและมีเพียงโต๊ะเดียวที่นั่งสำหรับตน แต่เสวี่ยม่านมิได้แสดงกิริยามิพอใจสิ่งใดกลับนั่งนิ่งดั่งศิลารอเวลาอีกสองชั่วยาม


ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามมีหลายคนจากหลายแคว้นกลับมาเติมลูกเกาทัณฑ์เรื่อยๆจนบางคนมาเกินสองรอบต้องถูกตัดออกจากการแข่งขันไปหากแต่ยังนับคะแนนรวมให้กับกลุ่มในแคว้นตน


บัดนี้กองซากสัตว์ถูกขนเข้ามาเรื่อยๆเพราะการแข่งกันใกล้จบลงแล้ว หากแต่ต้องเลี่ยงนำไปนับจำนวนอยู่ด้านหลังกระโจมเพื่อมิให้ทำลายบรรยากาศจิบน้ำชาของเหล่าพระชายา


ใบหน้าคุ้นเคยเฉิดฉายขึ้นท่ามกลางผู้อื่น เหวินซานควบอาชากลับเข้ามาพร้อมพระอนุชาและพระปิตุลาของตน.. หากแต่พระปิตุลามิได้กลับมาในสภาพเฉกเช่นปกติแต่ถูกพยุงลงมาจากหลังม้า ศีรษะเลือดไหลอาบ ด้วยความตกใจเสวี่ยม่านจึงรีบวิ่งเข้าไปดูและมีหมอหลวงตามมาในทันที


“เกิดอะไรขึ้น” เป็นน้ำเสียงเฟิงหลินเอ่ยถาม


“เราไม่ทราบ.. พบเพียงแต่เสด็จอานอนสลบอยู่แถวผาหินไกลออกไป”


ยามนี้การประกาศผลได้เลื่อนออกไปอีกครึ่งชั่วยามเพื่อเฝ้ารอดูอาการของ หยาง เหวินเหลียง ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ใดก่อเหตุเพราะไม่พบร่องรอยใดใดแน่ชัด


เหวินเหลียงยังคงนอนแน่นิ่งแต่ชีพจรคงที่แล้วเพียงแต่ยังหลับสนิทจากแรงปะทะที่รุนแรงบนศีรษะรวมถึงอาการบอบช้ำภายนอกบางจุดที่แขนขา ยามนี้ทุกคนออกไปจนหมดเหลือเพียงเสวี่ยม่าน เฟิงหลิน และทหารองครักษ์หน้ากระโจม


“อืม..”


เปลือกตาปิดสนิทสั่นไหวไปมาแล้วเปิดออกทันใด เหวินเหลียงสะดุ้งตื่นขึ้นมานั่งขณะที่ริมฝีปากพร่ำเอ่ยเอื้อนชื่อที่ไม่มีผู้ใดทราบหรือคุ้นหู


“ซือซิง.. ระวัง”


อึก!! 


มือหนากุมศีรษะตัวเองแนบแน่นเพราะรู้สึกปวดหนึบ เหวินเหลียงสอดส่องสายตาไปทั่วราวกับมองหาใครบางคนแต่แล้วกลับพบว่าคนผู้นั้นหาได้ยืนอยู่ตรงนี้จึงหยุดมองไปรอบกระโจม


“ท่าน.. ไปพบใครมาหรือ”


เฟิงหลินที่อาจจะพอทราบเหตุการณ์เอื้อนเอ่ยออกมาด้วยสายตาที่หม่นหมองลง..


“อืม..ข้าจำอะไรไม่ได้ เกี่ยวกับเขาข้าจำไม่ได้เลย แต่ข้าจำได้เพียงใบหน้าและซือซิง.. ซือซิงคือคนที่ช่วยข้า”


เฟิงหลินช่วยประครองให้เหวินเหลียงนอนพักตามเดิม ขณะที่ตนเองพาเสวี่ยม่านที่ไม่เข้าใจสิ่งใดออกมา.. ความลับที่มีเพียงคนสามคนทราบ


เฟิงหลินมิคิดจะแพร่งพรายมันออกไปชั่วชีวิต..


.


.


ยามนี้ผลประกาศออกมาแล้วซึ่งเป็นทั้งที่น่าพอใจและที่น่าผิดหวังสำหรับบางกลุ่ม สร้างความขุ่นเคืองใจเล็กน้อย 


ผู้ชนะมีด้วยกันถึงสองคือ แคว้นต้าหลงและแคว้นฉิน แม้ว่าพระปิตุลาแห่งฮ่องเต้หรือเหลียงอ๋องจะออกจากการแข่งขันมาก่อนเพราะเกิดเหตุการณ์เกือบถึงแก่ชีวิตยังมีผลสูสีกันถึงเพียงนี้


ปีนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าต้าหลงนั้นแข็งแกร่งขึ้นเพียงไร.. และด้วยปัญหาภายในแคว้นที่สงบมายาวนานเนื่องด้วยการกวาดล้างกบฎของฮ่องเต้เหวินซาน


........................................


หลังจากการแข่งขันล่าสัตว์สิ้นสุดลงพรุ่งนี้ในยามรุ่งอรุณจะยังมีการแข่งขันปิดพิธีคือการแข่งยิงธนูแต่หาใช่การยิงธนูแบบธรรมดาทั่วไป


ส่วนคืนนี้นั้นมีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างรื่นรมย์และเอกขเนก มีเหล่าผู้แสดงฝีมือในการร้องรำทำเพลงมากมายเพื่อสร้างความสนุกสนาน แยกเป็นกลุ่มๆตามลำดับฐานะไป


สักพักจึงมีผู้เสนอขึ้นว่าให้มีอะไรมาแสดงแก้ขัด จะส่งผู้ใดมาก็ได้ตัวแทนละหนึ่งคนจากทั้งสี่แคว้นและสามารถทำอะไรก็ได้ในยามที่เปิดการแสดงของตน


ในยามนี้มีสตรีนางหนึ่งใบหน้างดงามทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้นท่าทางอ่อนช้อยร่ายรำพริ้วไหว นางเป็นบุตรธิดาจากสำนักดนตรีใหญ่ของแคว้นฉู่ที่แสนมั่งคั่ง เพียบพร้อมทั้งหน้าตาและฐานะ รวมไปถึงจะได้เป็นคู่หมั้นหมายขององค์ชายสามแห่งแคว้นในไม่ช้า.. หลังการเชื่อมสัมพันธไมตรีทั้งสี่แคว้นครั้งนี้จบลงอย่างสวยงาม


ผู้คนล้วนแล้วแต่จดจ้องมองตามอย่างเคลิบเคลิ้ม เหล่าทหารหาญแม้จะยืนเฝ้ายามเดินรอบๆไปมายังต้องหยุดมอง ...ตรงจุดนี้จะมีเพียงเหล่าเชื้อพระวงค์หรือทหารยศสูงที่มาเข้าร่วมการแข่งขันล่าสัตว์มีสิทธิ์ให้เข้าร่วมชมบนที่ประทับลานกว้างนี้


องค์ชายสามแห่งฉู่แย้มพระสลวลอย่างลำพองใจว่าสิ่งที่ตนนำมาเสนอนั้นเหนือกว่าใคร สตรีนางนี้ทั้งงดงามกิริยาน่ามอง ทรวดทรงองค์เอวกิ่วคอดราวรูปสลัก


“น่าประทับใจยิ่งนัก”


เสียงปรบมือแซ่ซ้องดังไม่หยุดจนนางกลับมานั่งยังที่ประทับข้างกันกับองค์ชายสาม หลังจากนั้นเองแคว้นฉินจึงตัดสินใจส่งคนผู้หนึ่ง.. มองอย่างไรก็ชายชาตรีอกสามศอก บุรุษผู้นี้สวมชุดสีดำทั้งตัวถือกระบี่เซียนจิ่นลี่แล้วเริ่มทำบางอย่าง


ผ้าสีขาวความยาวหลายวาถูกส่งขึ้นมาให้แล้วตวัดปลายกระบี่ไปมาอย่างชำนาญ.. ความหนักแน่นลื่นไหลลงบนเนื้อผ้าสะกิดออกเพียงน้อย ท่วงท่าที่ดูแข็งแกร่งดุดันแต่กลับมีความคล่องตัวพริ้วไหว การแสดงที่ค่อนข้างแตกต่างจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงแต่กลับไม่มีความน่าเบื่อหน่ายไม่มีผู้ใดละสายตาไปเช่นเดียวกัน 


น้ำหมึกสีดำโปรยปรายหยดลงตามเนื้อผ้าขาวไม่มีใครทราบเลยว่าจะเกิดอันใดต่อ.. หลังจากการใช้กระบี่จิ่นลี่จบลงก็ปักมันลงเหนือผ้าเล็กน้อย ลวดลายสวยงามที่ผู้ใดเห็นต่างก็ต้องจำได้ว่ามันคือหุบเขาและเขตป่าล่าสัตว์แห่งนี้ที่ถอดแบบการวาดออกมาได้ครบทุกรายละเอียด.. ถัดไปด้านข้างกันเศษผ้าที่ตัดฉับเมื่อครู่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบด้วยคำว่า ฉิน


เสียงปรับมือระวิงดังไม่ขาดด้วยความชื่นชมจนชายผู้นั้นกลับลงมานั่งดังเดิมอยู่ข้างหลังองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฉิน ถัดมาก็คือการแสดงของแคว้นเว่ยยอดนักปราชญ์ เป็นการท้าทายการเล่นหมากล้อมจากผู้มีฝีมือที่คิดว่าตนเองมีปัญญาหลักแหลมที่สุดเพียงหนึ่ง


สุดท้ายแล้วผลแพ้ชนะในครั้งนี้คงมิต้องเอ่ยว่าตกเป็นของผู้ใด..

แคว้นสุดท้ายที่ยังคงหาตัวเลือกไม่ได้.. เสวี่ยม่านจึงตัดสินใจเดินออกมาพร้อมเหิงชุย[ขลุ่ย]เนื้อหยกขาวนามว่าเหิงเย่วที่เหวินซานมอบให้เมื่อนานมาแล้ว


ความงามพิสุทธิ์เป็นที่ประจักษ์แก่สายตา.. เส้นไหมสีดำสนิทไหวลู่ไปตามสายลม ดวงตาคู่งามหลับพริ้มจรดริมฝีปากลงบนเหิงเย่วแล้วเริ่มเป่ามัน.. ยามนี้มีเพียงเสียงจิ้งรีดเรไรดังสอดผสานเพราะทุกคนต่างเงียบงันรอฟังการบรรเลงเหิงชุยของ หรงชงเยวี่ยน


เอกบุรุษคณิกาคุณชายหรงความงดงามหนึ่งในใต้หล้า ผู้ที่บัดนี้กลายเป็นพระสนมของฮ่องเต้เหวินซาน อย่างไรก็ยังคงงดงามมิเสื่อมคลาย


เสียงดนตรีจากคนผู้นี้หายไปเกือบสิบปี.. มิเคยมีผู้ใดได้ยินมันอีกเลยตั้งแต่วันที่จากหอโคมแดงไป.. อีกทั้งมือคู่เรียวงามที่คอยบรรเลงกู่เจิงบัดนี้กลับทำได้เพียงเป่าเหิงเย่ว.. แต่อย่างไรเสียดนตรีจากเอกบุรุษผู้นี้ถือเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่งนัก


เสวี่ยม่านสะบัดตัวจนผ้าคลุมตัวนอกหลุดรุ่ยออกซึ่งเป็นท่วงท่าประจำที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเวลาเป่าเหิงชุยใกล้จบต้องสะบัดเสื้อคลุมตัวนอกออก จนสาบภูษาภายในเองก็ร่นลงมาเล็กน้อยเผยผิวขาวนวลตรงหัวไหล่.. ด้วยความไม่ตั้งใจจึงรีบดึงเสื้อกลับมาปิดจุดเดิมไว้ ทำเอาคนมองใจเต้นดังตุบเพราะความตื่นเต้นในเรือนร่างยั่วยวนของคนผู้นี้ ในใจต่างคิดพรรณนาถวิลหาว่า หรง เสวี่ยม่าน จะออดอ้อนเช่นไรยามอยู่บนเตียง


ช่วงแรกผู้คนก็สดับฟังอย่างตั้งใจ.. ช่วงต่อมาก็เอาแต่จดจ้องใบหน้าใสสะอ้านที่มองอย่างไรก็งดงามราวรูปสลัก สุดท้ายสายตากลับเพ่งเล็งเพียงเรือนร่างบอบบาง.. แม้ทรวดทรงจะไม่เล็กกิ่วคอดถึงขนาดอิสตรีแต่เสวี่ยม่านจัดว่ามีร่างกายงดงามน่ามองจนไม่สามารถละสายตา


แต่อย่างไรเสียสุดท้ายแล้ว.. คนผู้นี้ช่างอยู่ไกลเกินจะไขว่คว้ามาครอบครองเพราะ หรง เสวี่ยม่าน กลายเป็นของเหวินซาน โดยบริบูรณ์


..................................


“เหวินซานหยุดนะ..”


 มือคู่เรียวงามหยิกไปตามท่อนแขนแข็งแรงของชายผู้ที่สาละวนรอบๆลำคอของตน


“อ๊ะ..!”


แรงดูดเม้มที่เพิ่มขึ้นทำเอาเสวี่ยม่านสะดุ้งแล้วเอนเอียงลำคอให้อีกคนดูดให้ถนัด.. ในเมื่อห้ามไม่ได้ก็ปล่อยมันไปเสีย


ยามดึกสงัดทุกคนต่างแยกย้ายกันเข้าไปพักผ่อน หากแต่เหวินซานกับเสวี่ยม่านนั้นมิได้หลับเฉกเช่นผู้อื่น คนเอาแต่ใจคว้าตัวเสวี่ยม่านออกจากกระโจมมาขึ้นอาชาแล้วมุ่งไปยังตำหนักที่เคยพามาครั้งก่อน เหตุผลน่ะหรือ.. แค่ไม่ต้องการให้เสวี่ยม่านอยู่ใกล้ผู้ใดจึงพามานอนด้วยกันเพียงสองคนห่างไกลค่าย


“ฝ่าบาทแล้วฮองเฮากับองค์ชาย..”


“เทียนหลงอยู่ข้างกัน ข้าจึงหายกังวล..แต่เจ้า เหตุใดกระโจมถึงไปตั้งอยู่ซะไกลจวนข้านัก”


เสวี่ยม่านส่ายหน้าอย่างไม่ทราบแล้วเอนพิงอกเหวินซาน ราตรีนี้ทั้งเหนื่อยและรู้สึกง่วงแต่ดันถูกลากออกมาจากฟูกก็ต้องรอจนถึงตำหนักจึงจะได้นอน.. เว้นเพียงแต่หากอยากกระทำสิ่งอื่นหรือเล่นบทรัก เสวี่ยม่านจะไม่ยอมเด็ดขาดเพราะวันนี้เหนื่อยหมดแรงจนทำอันใดไม่ไหวอีกแล้ว


“ต่อไปจะไม่ให้เจ้าออกจากตำหนัก”


คนฟังขมวดคิ้วมุ่น.. เหตุผลใดเล่าที่ไม่ยอมให้ออกไปไหน กลัวหายงั้นหรือ..


“เหวินซาน..”


น้ำเสียงและท่าทางออดอ้อนพัวพันเพื่อระงับอารมณ์ของผู้ที่น้ำส้มหล่นเป็นถัง.. หากแต่ได้รับสิ่งอื่นตอบแทน เสวี่ยม่านถูกจับพลิกนอนหงายบนหลังม้าอีกครั้ง 


มือหนาปลดผ้าคาดเอวแล้วล้วงมือเข้าไปในร่มผ้าอย่างชำนาญ เสวี่ยม่านตกใจรีบผลักเหวินซานออกแต่มีหรือจะรอดพ้น สองมือจึงเลื่อนมาบดบังใบหน้าแดงซ่านของตนไว้แทน..


TBC............... 


มาต่อให้แล้วค่ะ💕  ตอนนี้ก็เป็นฉากเรื่อยเปื่อยมาก มีช่วงท้ายๆจะเป็นคู่รักสองคนนี้ บางทีก็รักกันจนไรท์หมั่นไส้ ฮ่าาาา

//ขอตอนละ 10 คอมเม้นต์เหมือนเดิมค่ะ


ความคิดเห็น