ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 14 Please give me all of your heart (100%)

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 14 Please give me all of your heart (100%)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.3k

ความคิดเห็น : 82

ปรับปรุงล่าสุด : 02 มิ.ย. 2558 10:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 14 Please give me all of your heart (100%)
แบบอักษร

 

 

 

 

 

 

 please give me all of  your heart 

 

 

 

 

        ร่างสูงใหญ่อย่างคนที่มีร่างกายแข็งแรงก้าวออกจากห้องน้ำในตอนเช้ามืดของวันใหม่อย่างสดชื่น ท่อนบนที่ยังชื้นน้ำเปลือยเปล่า เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อไตรเซปไบเซปแน่นๆส่วนท่อนล่างตั้งแต่ซิกแพคลงไปนั้นก็มีเพียงผ้าขนหนูผูกเอวไว้อย่างหมิ่นเหม่ 

 

        มือหนากำลังขยับผ้าขยี้เช็ดผมตัวเองแรงๆซ้ายทีขวาที  ขาก็ก้าวเรื่อยๆกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้งหลังจากที่ทำธุระในห้องน้ำเสร็จ 

 

        ตาคมกวาดไปทั่วห้องนอนเล็ก พลางคิดว่าจะเรียกช่างมาดูเพื่อที่จะได้ต่อเติมซ่อมแซมอะไรบางอย่างให้มันแน่นหนาและทนทานขึ้นกว่านี้ แต่มือหนาที่กำลังเช็ดผมเพลินๆกลับชะงัก เมื่อตาที่กวาดไปทั่วห้องจะบังเอิญหรือว่าจงใจก็ไม่อาจทราบได้เมื่อมันพาดไปปะทะเข้ากับร่างขาวบางของใครบางคนที่ยังนอนหงายทอดหายใจสม่ำเสมอยั่วน้ำลายไม่รู้เรื่องอยู่ตรงหน้า

 

        เสี้อกล้ามเนื้อบางที่พจน์คิดว่าน่าจะใช้มานานเพราะชายของมันเริ่มจะย้วยและตอนนี้ถลกขึ้นโชว์เนื้อขาวเผยให้เห็นหน้าท้องแบนราบเนียนๆ

 

        กางเกงผูกเอวตัวเล็กที่ชายของมันก็ช่างทรยศได้ใจ เปิดบานขึ้นจนเห็นขอบกางเกงในตัวจิ๋ว ยิ่งไปกว่านั้นที่คนแอบมองต้องกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอจนดังเอื๊อก ก็เพราะไอ้ตาเจ้ากรรมมันไม่ได้แลห่างไปไกลจากต้นขากับแก้มก้นกลมๆ ขาวๆตรงหน้านี้เลยแม้แต่มิลเดียว

 

        ทรงผมใหม่ที่ทำให้ใบหน้าหวานดูแปลกตาเอียงแนบกับหมอน เผยให้เห็นลำคอขาวๆปลายใบหูเล็กสีชมพูจางจนน่าส่งลิ้นเข้าไล้เลียขบกัดเบาๆ 

 

        ลำแขนขาวพอๆกับลำขาเรียวยาวที่ทอดอ้อยสร้อยอยู่ตรงหน้าทำให้คนที่กำลังแอบมองนึกภาพตอนที่มันกอดรัดตอบรับร่างหนาเวลามีอะไรกัน

 

        ขาว...ขาวนวลเนียนไปทั้งตัว แล้วพอยิ่งมีแสงอ่อนๆของยามเช้าที่เริ่มจะส่องสาดเข้ามาแตะต้องร่างบอบบางตอนนี้ ยิ่งทำให้มองแล้วละมุนละไมไปทั้งร่าง

 

        นี่ก็กลืนน้ำลายจนดังเอื๊อกเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วพจน์ก็จำไม่ได้ 

 

        ทำยังไงดี เมื่อวานสัญญาแล้วว่าจะมองเฉยๆ...

 

        แต่ว่า....วันนี้กับเมื่อวานมันคนละวันกันนี่หว่า!

 

       ร่างหนาค่อยๆทรุดตัวคุกเข่าลงใกล้ๆคนตัวบาง แอบมองเนื้อเนียนเป็นกำไรให้ตา โดยระหว่างนั้นก็หักห้ามอำนาจฝ่ายต่ำของตัวเองที่ทำท่าจะหลุดออกนอกเหนือการควบคุมจนกระโจนเข้าขย้ำเนื้อขาวหวานตรงหน้าให้อิ่มหนำหลังจากที่อดอยากปากแห้งมาหลายเพลา

 

        จะให้มองเฉยๆแบบนี้เห็นทีท่าจะยาก...   พจน์บอกตัวเอง แต่ถ้าเป็นขอชื่นใจนิดๆหน่อยๆละก็ คงจะพอดับกระหายไปได้บ้าง!

 

        คิดเข้าข้างตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวจนได้ข้อสรุปก็คือจะขอแอบชื่นใจแก้มเนียนนี่นิดหน่อย...

 

         คิดแล้วก็ลงจมูกกับปากทำอย่างที่คิดทันที

 

        ฟอดดด! สูดหายใจเข้าไปจนเต็มปอดแล้วก็ถอยออกมามอง ตาคมตกไปที่ลำคอขาวเนียนที่เป็นตำแหน่งหมายตาต่อไป แล้วก็ทำตามอย่างใจคิดอีกครั้ง  ฟอดดด! คราวนี้พจน์คงจะกดจมูกแรงไปหน่อยเพราะคนโดนกระทำเริ่มส่งเสียงอืออาพลิกตัวหนี 

 

        เอาแล้วไง! 

 

        นอนตะแคงข้างแบบนี้ก็ยั่วใจใช่ย่อย เอวกับสะโพกเพรียวเป็นรูปเป็นร่างยั่วน้ำลายให้สอดีแท้ ต้นขาขาวๆเปิดเปลือยเพราะแรงดิ้นหนีทำให้ขอบกางเกงที่ลำพังก็ตัวเล็กอยู่แล้วถลกเปิดไปถึงไหนต่อไหน

 

        ให้ตาย! จะอดใจได้แค่ไหนวะเนี่ย ก็น่าพิศวาสขนาดนี้ ขาวขนาดนี้ น่าเข้าไปคลุกวงในขนาดนี้ ปลุกขึ้นมาให้รับรู้แล้วขอแบบตรงๆเลยดีไหม?

 

        "อื๊อ! " เจ้าของเสียงหวานเริ่มส่งเสียงเมื่อร่างกายถูกรบกวนจากบุคคลอันตรายที่ไม่ได้ประสงค์ร้าย แต่การแอบชื่นใจนิดๆ หน่อยๆมันไม่พอบรรเทาความเร่าร้อน 

 

        ความต้องการมันตึงเครียดจนมือหนาต้องจับไหล่คนตัวบางที่ตะแคงข้างให้พลิกกลับมา

 

        ไม่สนแล้วโว๊ย! จะโดนตะโกนใส่หน้าว่าโรคจิตก็ยอมวะ! 

 

        มือหนายกขึ้นเสยผมม้าจนเผยหน้าผากเนียน แก้มนุ่มถูกกดจูบแรงเป็นครั้งที่เท่าไหร่นับไม่ถ้วน จมูกโด่งไถลลงหาซอกคอหอมแถมยังเผื่อแผ่ไปถึงใบหูเล็กๆสีชมพูที่ล่อตาล่อลิ้นอยู่ไม่ห่าง

 

        "ตื่นซักทีตะวัน..." เสียงพจน์อู้อี้พร้อมกับมือหนาร้อนผ่าวล้วงเข้าชายเสื้อ ลูบไล้หน้าท้องเรียบเนียนแล้วรั้งเอวบางมากอดไว้แน่น  ปากร้อนๆที่แต่งแต้มไปทั่วไม่ได้ทำให้ตะวันรู้สึกตัวเท่ากับมือหนาที่ล้วงเลยเข้าแก้มก้นแล้วบีบขยำกำไว้อย่างมันมือ

 

        เปลือกตาบางกระพริบปริบๆปรับโฟกัส ก่อนที่ตาโตจะเบิกกว้างเป็นเท่าตัวเมื่อเห็นใบหน้าคมของคนที่คล่อมอยู่ มือบางกระตุกยันแผงอกหนาไว้ทันทีที่รู้สึกตัวว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป

 

        "เดี๋ยว!..." พูดได้แค่นั้นแหละแล้วก็พูดอะไรไม่ออกเมื่อมือหนาได้ล่วงล้ำเข้าหาจุดอ่อนที่สุดในร่างกาย " อ๊ะ!..." สะโพกบางกับต้นขาขาวถูกมือหนาเคล้นคลึงไม่เบามือนัก ยังไม่นับที่ลำคอ หน้าอกเนียน ยอดอกที่กำลังแข็งเป็นไตสู้ปากสู้ลิ้นอุ่นที่สามัคคีกันเร่งเร้าให้คนตัวบางดิ้นพล่าน

 

        "อื๊อ!..." ลำขาขาวถูไถฟูกนุ่มสลับกับสะโพกเล็กๆพยายามเบี่ยงหนีแต่ก็ยากเหลือเกินเมื่อคนได้เปรียบที่คล่อมไว้ไม่ยอมให้ทำได้อย่างใจคิด

 

        ปากบางๆถูกบดบี้เคล้าคลึงก่อนที่อีกฝ่ายจะส่งลิ้นเข้ามาทักทายอย่างดื่มด่ำ หนักหน่วง จนตะวันได้กลิ่นสดชื่นของยาสีฟันจากอีกฝ่าย

 

        ขนอ่อนลุกพรึบพรับไปทั้งตัวเมื่อกางเกงตัวเล็กถูกนิ้วโป้งเกี่ยวรั้งลงเรื่อยๆจนถูกกระตุกให้พ้นข้อเท้าทั้งสองข้าง แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือติดตัวเพราะแม้แต่เสื้อกล้ามก็มีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก 

 

        ตะวันหลับตาลงอย่างอ่อนใจ เพราะร่างสูงที่คลุกเคล้าตัวเข้าหาอยู่ตอนนี้จู่โจมชนิดไม่ให้ได้ตั้งตัวหรือขัดขืนเลยแม้แต่น้อย 

 

        พจน์ไม่พูดและไม่ยอมให้ร่างบางได้พูดหรือปฏิเสธอะไรทั้งนั้น แถมยังเชิญชวนให้มือบางสัมผัสกับร่างหนาของตัวเองบ้างแบบชนิดที่ตะวันพูดไม่ออก

 

        กว่าจะเสร็จภาระกิจพิศวาสของยามเช้าก็เล่นเอาเหนื่อยหอบอ่อนแรงไปทั้งเจ้านายและลูกน้องกันเลยทีเดียว

 

 

 

 

 

 

        ภาพของทุกคนที่สามัคคีกันยืนโบกมือบ๊ายบายทำให้ตะวันขยับตัวยื่นหน้ายื่นมือออกนอกรถแล้วยกมือขึ้นบ๊ายบาย บวกกับยิ้มหวานๆให้จนลับสายตาบ้าง หลังจากที่ขอให้พจน์พามาลาป้าพรลุงหวินและใครๆอีกหลายคนที่คฤหาสน์ก่อนที่จะจากกันกลับไปที่ไร่เหมือนเดิม

 

         ตอนแรกคนขับกะว่าพอออกจากบ้านหลังเล็กแล้วก็จะพากันกลับเลย แต่คนตัวบางซะอีกที่ยืนยันว่าจะขอมาลาทุกๆ คนก่อนไม่งั้นก็จะไม่กลับด้วยเป็นอันขาด

 

        โดนประกาศิตเสียงหวานบวกกับหน้างอๆเข้า พจน์ต้องยอมหมุนพวงมาลัยพาไอ้ดำวนกลับมาที่คฤหาสน์อีกครั้ง

 

        น้ำตารั่วร่ำลากันไปชั่วโมงกว่าๆ     (ทำเหมือนยังกับว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอกันอีก)      ก็ได้ของกินติดรถระหว่างทางมาอื้อซ่า

 

        พจน์เหลือบตามองกระจกหลัง เห็นกล่องของกินซ้อนเป็นตั้งแบบกินได้ทั้งอาทิตย์ ตาคมเหลือบมองข้างๆคนตัวบางก็ช่างใจดี ให้ยลได้แค่ท้ายทอยขาว  มือหนาข้างที่ว่างสะกิดไหล่บางเบาๆ แต่ก็หาได้รับสัญญาณตอบกลับมาแต่อย่างใด

 

         "งอนอะไร?..." เสียงทุ้มถาม "....."  จนเมื่อปลายนิ้วสะกิดไปอีกครั้งนั่นแหละ....

 

        "ทำไมเจ้านายไม่บอกผมก่อนว่าเราจะกลับไร่กันวันนี้?" 

 

        "ทำไม?"

 

        "ก็ผมยังไม่ได้ลาอีกตั้งหลายคน!" คราวนี้คนงอนหันมาทั้งตัว 

 

        "มีใครบ้างล่ะ...ที่ว่ายังไม่ได้ลาน่ะ?" หน้างอก็จริงนะ แต่ก็ไม่ได้หน้าเกลียดแถมยังทำให้พจน์ชอบใจหนักกว่าเดิม มันเหมือนได้เติมเต็มชีวิตให้มีสีสัน  ใบหน้าคมอมยิ้มพราย ท่าจะบ้าแฮะเรา!..... แค่คนตัวบางนั่งอยู่ด้วยใกล้ๆแค่นี้ก็มีความสุขจนตัวแทบระเบิด

 

        "อาวิก็ยังไม่ได้ลาเลย ทิวาก็ยัง....คุณธิดาก็ยัง...แล้วยังมีคุณแกริคอีกละ....". หน้าที่กำลังยิ้มอยู่ดีๆต้องหุบฉับ

 

        "ร รถเป็นอะไร?" จู่ๆรถที่นั่งอยู่ก็กระตุกจนมือบางต้องจับสายเบลไว้แน่นอย่างตกใจ

 

        "รถไม่ได้เป็น" พจน์กัดฟันกระซิบ " คนนี่เป็น!..."

 

        ตะวันขมวดคิ้วก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ "เป็นอะไรครับ?"  ท่อนแขนหนากระตุกทันทีที่มือนุ่มลูบสำรวจหาสาเหตุ "ไม่เห็นเป็นอะไรเลย?..... แล้วนี่?..." ปลายนิ้วชี้ขาวๆชี้ไปที่ไมล์รถ

 

        "40 แค่นี้เมื่อไหร่จะถึงบ้านครับเจ้านาย!?...." พร้อมกับมองหน้าอีกฝ่ายอย่างสงสัย....ความเป็นจริงที่น่าจะเกิดขึ้น ก็คือ พจน์น่าจะขับยังกับเหาะมากกว่า ไม่ใช่ช้าเป็นเต่าคลานแบบนี้

 

        แปลกๆแฮะ?....ต้องมีอะไรซักอย่างแน่ๆ!?....

 

         "ถึงเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นละ! อยากลองมาขับเองดูไหมล่ะ?"

 

        "อยากครับ!..." ตะวันยิ้มกว้างก่อนจะยิ้มเก้อเมื่อเสียงทุ้มบอก   "อย่าดีกว่า เดี๋ยวจะเหนื่อย นายนั่งเฉยๆไปเถอะ" 

 

        "อ่าว!?..." พจน์ยกยิ้มเมื่อเห็นปากแดงๆยื่นอย่างขัดใจ  " น่า...เอาไว้ฉันเหนื่อยเมื่อไหร่ ค่อยเปลี่ยนกันขับ...โอเคไหม?" 

 

        " ไม่อยากโอเค" 

 

        "นั่งสบายๆไม่ชอบเหรอ?"

 

        "ไม่ชอบ จะเป็นง่อยอยู่แล้ว อะไรก็ไม่ให้จับไม่ให้ทำซักอย่าง!.."

 

        "เป็นห่วงไง กลัวนายเหนื่อย" 

 

        "เหนื่อยอะไรกันเล่า ยังไม่ได้หยิบจับทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย" 

 

        "เถอะน่า ใช้งานหนักไปเดี๋ยวนายก็บ่นอีก นั่งเฉยๆไปเถอะ....ออมแรงไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า"  

 

        ตะวันหันมองหน้าพจน์ก่อนจะค้อนขวับอย่างลืมตัว ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดหรอก ขืนไปถามหรือไปต่อความเข้าสิ  มันได้กลับมาเข้าตัวจนทำ หน้าไม่ถูกเข้าให้....เฮ้อ....

 

        พจน์ยิ้มใส่ตาคนตัวบางที่ถลึงตาใส่ก่อนจะหันหน้าหนีไม่พูดไม่จา วันนี้ก็ทำตัวน่าทะนุถนอมเหมือนเดิมด้วยเสื้อยืดสีเหลืองจางๆจนเกือบขาว กางเกงยีนส์ตัวโตๆ กับรองเท้าผ้าใบคู่เก่ง เครื่องประดับก็เห็นจะมีแต่นาฬิกาเรือนที่พจน์เคยซื้อให้ใส่ติดกาย

 

         ตอนแรกๆนั้นพจน์เคยซื้อสร้อยคอทองคำขาวพร้อมจี้ที่สั่งทำเป็นพิเศษรูปดวงตะวันเล็กๆที่ด้านในสลักตัว P&Tไว้ด้วยกัน กะจะเซอร์ไพรส์คนตัวบางซะหน่อย.... 

 

       แต่กลับกลายเป็นว่า!.....' ผมเป็นผู้ชายนะ ไม่ชอบใส่สร้อยหรอก แล้วของแพงขนาดนี้ถ้าหายไปแล้วผมจะมีปัญญาหาเงินที่ไหนซื้อมาคืน!' 

 

        พจน์จำได้ว่าเงิบ....พูดไม่ออกไปพักใหญ่  อย่าว่าแต่สร้อยเส้นนั้นเลยเลย แหวนหรือเครื่องประดับอื่นๆที่ตั้งใจซื้อให้ มันก็นอนแอ้งแม้งใหม่เอี่ยมอยู่ในกล่องเหมือนอย่างวันแรกไม่มีผิด

 

         ตาคมเหลือบมองข้างๆเพราะอีกฝ่ายเงียบจนผิดสังเกตุ.....เห็นใบหน้าเนียนเอียงแนบกับเบาะ มือตบไฟเลี้ยวแวะเข้าข้างทางทันที

 

        พจน์ปลดสายเบลท์ตัวเองแล้วขยับมือหนาค่อยๆเอนเบาะของอีกฝ่ายให้ราบลง หยิบเสื้อแจ็คเก็ตมาพันแล้วสอดรอง ต้นคอให้เบาๆ  คนตัวโตกว่ายิ้มบางๆเมื่อเห็นมุมปากของคนที่กำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นยกยิ้ม พอเห็นอย่างนั้นแล้วยิ่งได้ใจ แก้มขาวเลยกลายเป็นเป้าหมายรางวัล 

 

        ฟอดแรกดูเหมือนจะไม่มีปัญหา     แต่พอหลายฟอดเข้า....เจ้าของแก้มจึงเริ่มส่งเสียงอืออาเอียงหน้าหนี 

 

        "พอแล้ว...นี่มันในรถนะ" มือบางดันอกคนตัวหนาไม่ยอมเลิกลาง่ายๆ

 

        "น่า ขอชื่นใจนิดเดียวเอง" 

 

        "นิดเดียวอะไรกัน พอแล้ว" เสียงหวานโวยวายพร้อมกับหลบปากกับจมูกโด่งที่ตามติดพัลวัน    " รอให้ถึงบ้านก่อนได้ไหมเล่า"   พูดออกมาอย่างอ่อนใจบวกกับความลืมตัวแท้ๆ แต่ก็แทบกัดลิ้นเมื่อเสียงทุ้มถามย้ำกลับมา

 

        "จริงเหรอ" 

 

        "อะ เอ่อ คือ..." ตะวันกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มตาพราว ร่างหนาหนักๆแทบจะเกยเข้ามาทั้งตัว " นี่มันในรถนะครับ ถ้าใครเห็นเข้าจะทำยังไง?"  เสียงคนตัวบางอ้อมแอ้ม แก้มเนียนขึ้นสีจางๆ จะด้วยแรงเขินหรือแรงกดจากปากร้อนๆของอีกฝ่ายก็เหลือจะเดา

 

        "แล้วจะมีใครเห็น ถนนว่างขนาดนี้" 

 

        "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ รอให้ถึงบ้านก่อนแล้วค่อย...เอ่อ...แล้วเราค่อย..." ตะวันจำได้ว่าพูดแค่นั้น แค่นั้นจริงๆสาบานได้  แต่เมื่ออีกฝ่ายได้ยินอย่างนั้นตาคมที่กำลังพราวระยับเปลี่ยนเป็นแววมุ่งมั่นขึ้นมาทันใดจนคนพูดอยากกัดลิ้นตัวเองตายเดี๋ยวนั้น 

 

        ร่างหนาถอยกลับไปประจำที่ของตัวเองพร้อมกับดึงสายเบลท์มาคาดแล้วเสียบดังกริ๊ก ก่อนจะพารถค่อยๆออกตัวกลับสู่ตัวถนนอีกครั้ง

 

        เป็นไงล่ะทีนี้? พูดไม่คิด.....ไปท้าแบบนั้นทำไมในเมื่อรู้ระดับความหื่นของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี 

 

        ตะวันค่อนขอดตัวเองในใจเมื่อเข็มไมล์มันค่อยๆใต่ระดับขึ้นเรื่อยๆตามความเร็วที่อีกฝ่ายเหยียบจนไอ้ดำผ่านต้นไม้ข้างทางจนดังฉิ้วๆ

 

        "จ เจ้านายครับ ช้าๆหน่อยก็ได้ เร็วเกินไปแล้ว" นั่นแหละพจน์จึงเหลือบตามามองข้างๆ เมื่อเห็นคนตัวบางกำสายเบลท์จนข้อขาว ความเร็วที่เหยียบร้อยก็ค่อยๆลดระดับลง

 

         ตะวันค่อยหายใจได้โล่งอก และอีกฝ่ายก็เหลือบเห็นเข้าพอดี    "โทษที"    เสียงนั้นทำให้ตะวันขยับเข้าไปหา ก่อนที่มือบางจะกำมือหนาเข้ามาแนบแก้มนุ่มของตัวเอง

 

        "ช้าๆก็ได้ครับ ผมไม่หนีเจ้านายไปไหนหรอก" 

 

        "อืม" มือเรียวบางที่พจน์กำลังประสานไว้ในอุ้งมือใหญ่ตอนนี้ไม่ดึงหนีหรือขัดขืนแต่อย่างใด แต่กลับกันตะวันกลับกระชับมือตัวเองเข้าหามืออุ่นๆ ของพจน์ไว้จนแน่น

 

        สองมือประสานกันแน่นไม่พอ ศรีษะเล็กๆของคนนั่งข้างยังเอียงซบกับไหล่หนาๆของคนขับเป็นการยืนยันคำพูดของตัวเองอีกด้วย   ตะวันแอบยิ้มบางๆไม่ให้อีกฝ่ายเห็น มือบางอีกข้างเอื่อมไปกดเปิดวิทยุเผื่อจะมีเพลงเพราะๆฟังเพลินๆระหว่างทาง

 

 

         ฉันเฝ้าเดินทางไปด้วยใจหวาดหวั่น.......

        ไม่รู้จุดหมายปลายทางใดใด.......

        จะมีความรักอยู่ที่ปลายทางไหม?......

        จะมีไหม? ใครสักคนที่เป็นแบบฉัน....

        ...ที่ยังคอยค้นหาว่ารักคืออะไร.......

        ฉันกำลังหลงทางอยู่ท่ามกลางความอ้างว้าง........

        มองไม่เห็นแม้แต่แสงดาว.......

        จนวันที่มีเธอ....จับมือฉันไว้ ....เปิดประตูสู่โลกใบใหม่....ไปดินแดน...ที่ห่างไกล...ที่ฉันไม่เคยพบเจอ.....

 

 

         เพลงกำลังบรรเลงทำนองของมันเรื่อยๆ....เพราะซะจนพจน์หลุบเปลือกตามองคนตัวบางที่กำลังแหงนหน้าขาวขึ้นพอดี ปากอิ่มเผยอน้อยๆ ตาหวานมองสบมาอย่างท้าทาย เล่นเอาเจ้าของตาคมกลืนน้ำลายเอื้๊อก.... มือข้างที่กำพวงมาลัยสั่นจนต้องค่อยๆลดระดับความเร็วลง

 

        ความเร็วของมันลดลงเรื่อยๆ เรื่อยซะจนไอ้ดำมันจอดนิ่งสนิท ณ.ข้างทางที่มีต้นไม้ขึ้นเขียวครื้ม....ลมเย็นนอกรถพัดเอื่อยๆ จนปลายยอดหญ้าอ่อนปลิวไหว แต่ภายในออฟโรดคันใหญ่กลับร้อนระอุแม้จะเปิดแอร์ไว้จนเย็นฉ่ำ 

 

 

        เธอเป็นมากกว่ารัก.......

        เพราะเธอนั้นคือครึ่งชีวิต.......

        ฉันใช้เวลาทั้งชีวิต.......

        เพื่อตามหาและรอคอยเธอมาแสนนาน......

        และสุดท้ายก็เจอ......

        ว่าเธอคือทุกอย่าง....

        ที่เติมเต็มหัวใจ...........

        จากนี้ทุกลมหายใจฉันคือเธอ........

 

 

 

        สถานีวิทยุปล่อยเพลงโดยไร้เสียงดีเจออกมาเจื้อยแจ้วให้รำคาญ โดยหารู้ไม่ว่าเพลงแต่ละเพลงที่ปล่อยออกมานั้น ความนัยของมันได้พุ่งเข้าชนใจคนที่กำลังอ่อนไหวเข้าอย่างจัง

 

        เปลือกตาบางสั่นระริกพอๆกับริมฝีปากของคนตัวบางโดนครอบครองอย่างหนักหน่วงจนแทบช้ำ ปลายลิ้นอุ่นแทรกเข้าเกี่ยวรั้งปลายลิ้นอ่อนนุ่มเข้ามาดูดกลืนจนร่างบางสะท้าน มือบางที่เกาะไหล่หนาไว้แต่แรกขยุ้มเสื้อยืดเนื้อดีจนยับย่น เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังโดนดูดพลังงานจนตัวอ่อน

 

        สองฝ่ามือหนาช้อนเข้าท้ายทอยเล็กแล้วรั้งให้รับจูบที่โจมตีเข้าระลอกสองอย่างถนัดถนี่ เล่นเอาคนเสียเปรียบหายใจแทบไม่ทัน จนเมื่อรู้สึกตัวว่าไม่ไหวจริงๆแล้วนั่นแหละ ปลายนิ้วเรียวทั้งสิบได้เปลี่ยนหน้าที่ของมันมาขยุ้มผมหนาไว้แล้วรั้งออกเต็มแรง จึงได้หลุดจากริมฝีปากอุ่นของอีกฝ่ายได้

 

        "แฮ่ก! แฮ่ก! แฮ่ก ....พอแล้วครับ!..." คนบอกหน้าแดง ปากแดง แดงจนลามไปถึงหู ทำให้คนมองอดใจไม่ไหวที่จะแนบปากไปที่แก้มนุ่มอีกครั้งแรงๆจนคนโดนกระทำหลับตาปี๋ 

 

        มือบางยกขึ้นปิดปากอุ่นเมื่อพจน์ทำท่าไม่พอใจแค่แก้มเนียน หน้าผาก ขมับบอบบางแล้วไถลหาซอกคอหอมจนคนเสียเปรียบต้องอุทธรณ์อีกครั้งเมื่อเสียเปรียบเป็นรอบที่เท่าไหร่นับไม่ถ้วน

 

 

 

 

        โปรดส่งใครมารักฉันที.....อยู่อย่างนี้มันหนาวเกินไป....

        อยากรู้ว่ารักแท้มันเป็นเช่นไร.....มีจริงใช่ไหม......

        โปรดส่งใครมาเป็นคู่กัน.....ที่ไม่ทำให้ฉันเดียวดาย.......

        ช่วยมาทำให้ฉันเข้าใจ......และได้รักใครกับเขาสักครั้ง.......

 

 

        พอหลบไปไหนไม่ได้คนตัวบางก็ซุกหน้าเข้าซอกคอแกร่งแล้วกอดคออีกฝ่ายไว้แน่น จนร่างหนาขยับทำอะไรไม่ได้นั่นแหละ

 

        "หึๆ...."  มือหนายกขึ้นยีทรงผมใหม่อย่างหมั่นเขี้ยว

 

        "อื้อ" คนตัวเล็กส่งเสียงขัดใจ แก้มบางๆแดงจนรู้สึกว่ามันเห่อร้อนไปทั้งหน้าจนไม่กล้ามองสบตาอีกฝ่าย  ก็เพราะเมื่อกี้ดันเผลอไปจูบตอบอย่างดูดดื่มเข้านะสิ!    ... อายเขาไหมละ?

 

        "เอาน่า...ไม่ต้องเขินหรอก..คนรักกันเขาก็จูบกันแบบนี้แหละ" 

 

        "เปล่าซะหน่อย" เสียงอู้อี้ปฏิเสธทั้งๆที่เจ้าตัวยังซบซอกคอคนอื่นแบบนี้ทำให้พจน์อมยิ้มไม่ได้

 

        "เปล่าอะไร หลักฐานยังคาตาคาตัวอยู่นี่...." คาตาคืออย่างที่เห็นนั่นแหละ  แต่คาตัวนี่คือคนตัวบางกำลังนั่งคล่อมตักร่างหนาไว้แถมกอดคออีกฝ่ายไว้แน่น คิดดูว่าพจน์จะทำยังไงถ้าไม่กอดเอวบางๆ ไว้เป็นกำไร

 

        ตะวันขยับช้าๆ พอเห็นตาคมที่สบมาอย่างรู้ทันเล่นเอาไปไม่เป็น  พลางคิดว่าจะลงไปยังไงดี? แล้วนี่ขึ้นมาคล่อมเขาตอนไหนวะ? ทำไมไม่เห็นรู้ตัวเลย!

 

        " หึ" เสียงของอีกฝ่ายยิ่งทำให้ตะวันยิ่งลนลานหนัก เพราะความที่รีบจึงไม่ทันระวังว่ากำลังนั่งทับจนขยับชนมังกรยักษ์ที่กำลังรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทักทายจนทำให้คนที่อยู่ด้านบนรีบโหย่งตัว ...ตาโต....อ้าปากค้าง

 

        "อ เอ่อ.... คือ......."  ร่างบางที่กำลังโหย่งตัวไว้ค่อยๆนั่งลงตามเดิม เพราะไม่อาจต้านทานแรงรั้งจากลำแขนหนาๆของคนที่มีกำลังเหนือกว่าได้

 

        ตะวันกัดริมปากบางจนแทบขาด แก้มนี่ไม่ต้องพูดถึง มันร้อนวูบวาบจนลามไปถึงหูถึงคอเลยเชียว เมื่อต้องค่อยๆนั่งลงช้าๆจนก้นแนบไปกับหน้าตักกว้างของอีกฝ่าย พจน์จึงละแขนหนาๆมารั้งแก้มเนียนไว้ทั้งสองข้าง ก่อนที่จะจุมพิตเบาๆที่หน้าผากมน

 

                "ไม่ต้องกลัว ไม่ทำอะไรหรอก แค่อยากให้นั่งแบบนี้ก่อนจนกว่าเพลงนี้จะจบ โอเคไหม"  ตะวันพยักหน้าช้าๆ ก่อนที่จะพูดอะไรไม่ออกเป็นรอบที่ร้อยเมื่อพจน์รั้งแขนขาวๆขึ้นคล้องคอ 

 

        พูดอะไรไม่ออกก็ซบหน้ากับซอกคอหนา แขนแข็งๆรั้งกอดจนเอวบางแทบกิ่ว พลางหูได้ยินเพลงที่กำลังบรรเลงเมโลดี้เบาๆ ก่อนที่เนื้อเพลงมันจะบอกว่า

 

 

        เธอไม่รับไม่รู้อะไร...ไม่เคยเอะใจบ้างเลยเหรอ....

        เธอไม่รู้ไม่ชี้อะไรไม่เคยแปลกใจบ้างเลยเหรอ......

        ใครมาคอยใส่ใจเธอทุกวัน ใครคอยเอาแต่ใจเธอทั้งวัน......

        เจอทีไรก็ชวนคุย มีอะไรให้คุยกันทั้งวัน.....

        เธอไม่รู้ไม่เห็นอะไรว่าใครห่วงใยบ้างเลยเหรอ......

         เธอไม่ร้อนไม่หนาวอะไรไม่เคยอุ่นใจบ้างเลยเหรอ.......

 

 

                ตะวันนึกโกรธสถานีวิทยุที่เปิดเพลงออกมาให้กระทบใจคนที่กำลังอ่อนไหวได้ขนาดนี้ พร้อมๆกับนึกโกรธตัวเองที่หลงไปกับเสียงเพลงจนลืมว่าเพลงมันได้จบลงไปเพลงแล้วเพลงเล่า...ตัวเองก็ยังหลับตากอดคอหนาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย 

 

                หลังจากนั้น.....อีกนานหลายนาที......

 

                คนตัวบางจึงเริ่มรู้สึกตัวว่าได้นั่งทับอีกฝ่ายจนเต็มน้ำหนักของตัวเอง  ปากบางขมุบขมิบพึมพำขอโทษก่อนจะค่อยๆขยับลงไป นั่งข้างเหมือนเดิม ในระหว่างนั้นก็ไม่ยอมสบตาคมที่เพียรสบมาครั้งแล้วครั้งเล่าแม้แต่แว๊บเดียว

 

                พจน์ออกรถช้าๆ พลางเหลือบตามองผู้โดยสารที่หลังจากนั้นก็เอาแต่ก้มหน้ามองมือตัวเองนิ่ง ราวกับว่ามือขาวบาง ที่อยู่ตรงหน้าเป็นปฏิมากรรมล้ำค่าที่สุดในโลก

 

                เพลงยังคงถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง.....ไม่มีทั้งเสียงดีเจแทรก ไม่มีแม้กระทั่งคั่นโฆษณา ทำให้คนที่กำลังนั่งฟังตกอยู่ใน ภวังค์ลึกของตัวเอง มีบ้างที่บางช่วงของเพลงทำให้ตะวันแอบเหลือบตามองพจน์และจังหวะเดียว กันที่พจน์เองก็หลุบตามองมา กลายเป็น ว่าตาสองตามองกัน เพราะเนื้อเพลงเพราะๆ นั้นพาอารมณ์ให้แกว่งไกว

 

                 นานนับชั่วโมงที่ทั้งสองทำอยู่แบบนั้น ไร้เสียงคุยไม่มีทั้งคำถามและคำตอบ 

 

                 จนเมื่อรถได้วิ่งเข้าสู่การจราจรอันติดขัดในตัวเมือง รถติดยาวเหยียด สองฝั่งถนนคับคั่งไปด้วยแผงลอยขายทั้งน้ำทั้งของกินปิ้ง ย่างควันโขมง คนกลุ่มใหญ่ต่างก็เดินสวนกันวุ่นวายจับจ่ายหาอาหารกลางวันให้ตัวเอง

 

                ตะวันมองออกนอกรถเห็นอย่างนั้นแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตนกับพจน์ยังไม่ได้พักกินอะไรกันเลย

 

                ข้อมือขาวพลิกเพื่อดูเวลา 'สิบเอ็ดโมงกว่า' ขนาดนั่งเฉยๆท้องยังทำท่าประท้วงครวญครางขนาดนี้ แล้วคนขับล่ะ?

 

               ใบหน้าหวานหันไปทางสารถี เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างที่รับกันไปหมดไม่ว่าจะเป็นจมูกโด่งๆกับคางเหลี่ยมที่มีตอเคลาเขียวๆ ขึ้นเต็ม

 

                "เจ้านายหิวไหมครับ?..." 

 

               "หิว..." เสียงทุ้มตอบรับทันที "แล้วนายล่ะ...?"

 

                "นิดหน่อยครับ"

 

                "งั้นพักหน่อยดีกว่า แวะเติมน้ำมันปั๊มข้างหน้าแล้วถือโอกาสพักรถด้วย"

 

                "ครับ กำลังอยากกินอะไรเย็นๆพอดี " ตะวันหันมายิ้มกว้าง "แล้วเจ้านายอยากกินอะไร เดี๋ยวผมไปซื้อให้"

 

                "ซื้อทำไม มีอยู่แล้วของที่อยากกินน่ะ..." พจน์ว่าแล้วก็เหลือบตามองคนข้างๆอย่างมีความนัยแต่อีกฝ่ายกลับคิดไปอีกอย่าง

 

                "....มีแล้ว? " คนตัวเล็กขมวดคิ้วถามกลับงงๆก่อนจะทำตาโตเมื่อนึกขึ้นได้ว่าป้าพรขนของกินให้จนเต็มเบาะหลัง " ใช่.....ลืมไปเลย" พูดแค่นั้นมือขาวก็ปลดสายเบลท์แล้วเอี้ยวตัวไปมองของที่ได้มา " ของกินตั้งเยอะ... ลืมไปเลยนะเนี่ย เพราะมัวแต่..." จู่ๆเสียงหวานก็ชะงัก เพราะปากอิ่มถูกเจ้าตัวขบเอาไว้ทัน

 

                พจน์อมยื้ม...มองแก้มขาวที่กำลังซับสีขึ้นต่อหน้าต่อตา ก่อนจะถามกลับ

 

                "เพราะมัวแต่อะไร?" แต่คนคนตัวบางกลับไม่ตอบซะอย่างนั้น 

 

                ใบหน้าคมอมยิ้มร้ายอย่างถูกใจในขณะที่ค่อยๆจอดรถในช่องจอดเพื่อที่จะเติมน้ำมัน ตะวันเห็นอย่างนั้นเลยเปิดประตูรถ แต่กลับต้องชะงักเมื่อตนแขนถูกมือหนาคว้าไว้หมับ

 

                "เดี๋ยวก่อนตะวัน....อย่าพึ่งไป" 

 

                "เจ้านายอยากได้อะไรไหม ผมจะไปเข้าห้องน้ำแล้วแวะซื้อมาให้" 

 

                "รอเดี๋ยว เติมน้ำมันเสร็จแล้ว เราหาที่จอด แล้วค่อยไปพร้อมกัน" 

 

                "อย่างงั้นก็ได้..." เสียงหวานตอบรับก่อนที่เจ้าตัวจะชะเง้อมองไปทั่วลานกว้างๆของปั๊มกับร้านอาหารข้างๆมีที่จอดเยอะก็จริง แต่ก็เต็มไปด้วยรถโดยสารและสิบล้อซะส่วนใหญ่ 

 

                ห้องน้ำผู้ชายมีคนเดินเข้าออกสวนกันขวักไขว่ที่มองเห็นส่วนมากก็จะเป็นคนขับรถบรรทุก คนใช้แรงงานที่มากันทีก็เต็มลำรถ

 

                ตะวันมองคนงานต่างด้าวที่ยืนออรอคิวกันยาวเหยียด กำลังคิดว่าจะทำยังไงดีเพราะคนเยอะเหลือเกิน ข้อมือบางกลับถูกพจน์คว้าแล้วลากให้เดินตาม

 

                 "เรามาทางนี้ดีกว่า" ทางนี้ของพจน์คือห้องน้ำที่กำลังมีคนเดินเข้าไปก่อน

 

                แผ่นหลังบางถูกผลักเบาๆโดยคนที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังจนตะวันต้องรีบเดินเข้า แต่แล้วตาโตๆก็ต้องเบิกกว้างยิ่งกว่าไข่ห่าน เมื่อคนตัวหนาเดินตามเข้ามาแถมด้วยการปิดประตูหน้าตาเฉย

 

                "เจ้านายทำอะไร?...." คนตัวบางกระซิบถามอย่างตกใจ ไอ้ที่กำลังปวดๆอยู่ก็ดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง

 

                "ก็เข้าห้องน้ำไง เอ้า!...เร็วๆเข้า ข้างนอกเขารอ" พจน์บอกทั้งๆที่หันหลังให้ " เปลี่ยนกันไง นายก่อน" 

 

                ตะวันมองแผ่นหลังหนาๆที่ยืนอยู่จนชิด ก่อนจะรีบปลดซิปกางเกงแล้วทำธุระของตัวเองอย่างรวดเร็ว 

 

                "เสร็จแล้วครับ " พจน์เองก็หันมาทันทีที่ได้ยินเสียงราดน้ำ ตัวสูงๆยังคงยืนบังประตูไว้"รอก่อนอย่าพึ่งออกไป" 

 

                "ให้ผมออกไปรอข้างนอกดีกว่า!..." คนตัวเล็กกว่าโวยวายเพราะดูเหมือนร่างหนาๆไม่ยอมหลีกทางให้

 

                "ไม่เป็นไร...มองได้..ฉันไม่อายหรอก " 

 

                 "ผมไม่ได้อยากมอง!!!..." ตาโตถลึงใส่ใบหน้าคมที่ยังยิ้มอย่างถูกใจ แก้มเนียนใสร้อนวาบๆอายจนอยาก วิ่งทะลุประตูหนี เพราะคนที่บอกว่าไม่อายรูดซิปต่อหน้าต่อตา ทำเอาร่างขาวบางหันหลังให้แทบไม่ทัน 

 

                แล้วพอตอนที่ก้าวออกจากห้องน้ำก็เล่นเอาทำหน้าไม่ถูก เพราะคนที่ยืนออรอคิวอยู่หน้าประตูต่างก็พากันสามัคคีทำ ตาโตบวกกับสายตาที่มองตรงมาอย่างสงสัย

 

                ไม่ต้องคิดนานให้เสียเวลา ร่างบางรีบใส่เกียร์หมาโกยอ้าวออกจากตรงนั้น ซอยเท้าเร็วๆจนมาถึงรถ โดยไม่รอร่างสูงของคนหน้าเป็นที่ยิ้มกริ่มเดินตามหลังมาสักนิด 

 

                มือขาวยกขึ้นทาบอกข้างซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจที่กำลังรัวราวกับกลองเพล

 

                "ไอ้เจ้านายโรคจิต..คิดอะไรอยู่เนี่ย?" มือบางยกขึ้นเช็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆที่ผุดขึ้นจนเต็มหน้าผากขาว จะเป็นเพราะความร้อนจนตับแล๊บของช่วงเวลากลางวันแบบนี้ หรือจะเป็นเพราะเพิ่งเคยเจอกับความบ้าบิ่นของใครแบบนี้ครั้งแรกก็เหลือจะเดา

 

                ร่างบางหันขวับไปมองทางร่างสูง ทำให้หน้าที่งออยู่แล้วยิ่งหงิกหนักขึ้นอีกอย่างขัดใจ เมื่อเห็นว่าตัวต้นเหตุกำลังเป็นเป้าสายตาให้กับบรรดาแม่ค้าทั้งสาวและไม่สาวที่มองมา บางคนถึงกับลุกขึ้นชะเง้อมองเอาแบบจริงจังเลยทีเดียว

 

                ก็แน่ละซิ ก็เล่นทั้งสูงทั้งเท่กล้ามแขนกล้ามอกขึ้นรูปเห็นชัดซะขนาดนั้น ทำเอาผู้ชายด้วยกันที่อยู่รอบๆข้างหมองไปทันตา ใบหน้าหวานเบือนหนี ยืนนิ่งรอให้คนตัวหนาเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะบอกความจำนง

 

                "เปิดประตูรถให้หน่อย"

 

                "ไหนบอกอยากกินอะไรเย็นๆ?"

 

                "ไม่อยากกินแล้ว!..." บอกแล้วก็หันหน้าหนี ยังเคืองหน้ายิ้มๆนั่นไม่หาย ยิ้มถูกใจอะไรอยู่ได้!

 

                "บ่นอะไรอยู่คนเดียว?" เสียงทุ้มถาม

 

                "เปล่าครับ ไปกันหรือยัง?"

 

                "จะรีบไปไหน... ไปซื้ออะไรกินกันก่อน..." ฝ่ามือหนาคว้าข้อมือบางได้ก็ลากให้เดินตาม "นายบอกอยากกินอะไรเย็นๆ ไม่ใช่หรือไง? ทางนั้นมีร้านของฝาก ข้างๆมีน้ำปั่นด้วย....ไปดูกัน" ดูเหมือนพจน์จะไม่สนใจข้อมือขาวที่พยายามบิดหนีซักนิด

 

                "ไม่กิน ไม่อยากกินแล้ว ปล่อย!" คนถูกลากกระซิบเสียงเขียว 

 

                "กลัวอะไร ไปด้วยกัน"

 

                "ไม่ได้กลัว แค่ไม่อยากกินแล้วเท่านั้นเอง"

 

                "น่า....อย่างอนสิ ล้อเล่นแค่นี้หน้าหงิกไปได้ เอ้า!!...ดิ้นเข้าไป คนเขามองกันใหญ่แล้วเห็นไหม!" 

 

                "ไม่อยากให้ดิ้นก็ปล่อยมือผมสิ แล้วอีกอย่างนะ!"

 

                "อีกอย่างอะไร?" พจน์หันมาทั้งตัว

 

                "เขามองเจ้านายต่างหาก ไม่ได้มองผมซะหน่อย.." หน้าหวานเบือนหนี ความที่ข้อมือยังถูกพันธนาการไว้แน่น  แถมบิดหนียังไงก็ไม่หลุด ทำให้พจน์เห็นแก้มขาวที่ใสจนเห็นเส้นเลือดเล็กๆใกล้ๆ และตอนนี้แดดตรงหัวตอนกลางวันก็ทำให้มันระเรือ พอๆ กับปากบางอิ่มแดงที่โดนเจ้าของขบไว้แน่นจนคนมองกลัวว่ามันจะขาดถ้ากัดแรงอีกนิดเดียว

 

                "ตาของคนเป็นร้อยมองมา ไม่มีค่าเท่ากับตาของนายที่มองฉันคนเดียวหรอก" จู่ๆก็พูดแบบนี้ออกมาเล่นเอาตาโตเบิกกว้างก่อน จะเสหลบเพราะไม่อาจสบกับตาคมที่มองมาแบบนี้ได้ ลืมไปแม้กระทั่งว่าข้อมือตัวเองยังถูกกุมไว้แน่น  มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อเห็น มือครามยื่นน้ำปันแก้วโตมาให้ตรงหน้า

 

                ตะวันรับมาถืออย่างงงๆ ก่อนจะคาบหลอดดูดน้ำขึ้นช้าๆ น้ำปั่นหวานอมเปรี้ยวเย็นๆไหลลงคอทำให้รู้สึกดีขึ้น ตาหวานเหลือบมองท้ายทอยของคนตัวสูงที่ยืนหันหลังให้ขณะที่รอเงินทอนจากแม่ค้า ก่อนจะเบนสายตามองไปทั่วร้านขายของฝากใกล้ๆ มีคนเดินเข้าเดินออกหาของที่ตัวเองต้องการคึกคักน่าดู เพิ้งขายอาหารคนยืนออกันแน่นทุกร้าน ด้านหน้าเซเว่นที่อยู่เยื้องไปนั้นก็ไม่ต่างกันนัก บ้างก็เอาของมานั่งโซ้ยกันหน้าร้านเลยทีเดียว

 

                 "เป็นไง อร่อยไหม?" จู่ๆเสียงทุ้มก็ถามขึ้นทำเอาคนที่กำลังมองอะไรเพลินๆลืมตัวสำลักน้ำที่กำลังจะกลืนไอแค๊กๆจนหน้าแดง พจน์เห็นแบบนั้นก็รีบแย่งแก้วน้ำปั่นที่กำลังจะหกไปถือไว้เองพร้อมกับที่มือหลายกขึ้นลูบหลังลูบไหล่บางให้

 

                "ไม่เป็นไรนะ?" ดูเหมือนทั้งสองจะเป็นเป้าสายตาของแม่ค้าและคนที่เดินผ่านไปมาแถวนั้นเป็นอย่างดี แต่มีหรือว่าพจน์จะสน ลูบหลังให้ไม่พอยังใจดีลูบไปทั่วแก้มที่กำลังแดงอย่างเป็นห่วงจนตะวันต้องเบี่ยงหลบ

 

                "ไม่เป็นไรแล้วครับ..." บอกแล้วก็ไอแค๊กๆเพราะยังไม่หายดี แก้มแดงหูแดงแม้แต่ลำคอขาวยังเปลี่ยนสี 

 

                "แน่ใจนะ? หน้าแดงไปหมด"

 

                "ครับ เราไปกันเถอะ ผมอยากให้ถึงไร่เร็วๆ ยะ...." เสียงหวานบอกยังไม่ทันจะจบดีก็ต้องชะงักเมื่อพจน์เลิกคิ้วหนาแล้วหรี่ตา ทำท่าคิดจนตะวันเห็นแล้วต้องรีบอธิบาย

 

                "ม ไม่ใช่แบบนั้นนะ ที่อยากให้ถึงไร่เร็วๆ เพราะอยากอาบน้ำ อยากพักหรอก นั่งรถนานๆมันเมื่อยเจ้านายเองก็คงเมื่อยใช่ไหม?"

 

                "แล้วใครได้ว่าอะไรเล่า กลับก็กลับสิ อยากได้อะไรอีกไหมอย่างเช่นของกินเล่น งั้นก็เข้าเซเว่นซื้ออะไรง่ายๆกินกันดีกว่าไหม เพราะที่นี่คนเยอะ กว่าจะได้สั่งกว่าจะได้กินก็คงอีกนาน" แล้วทั้งคู่ก็พากันเดินไปยังจุดหมายซึ่งก็มีคนเดินเข้าเดินออกไม่ต่างกับ ร้านอื่นๆ หรืออาจจะเยอะกว่าด้วยซ้ำเพราะว่าซื้อง่ายและไวกว่า

 

                "เอาอะไรดี?" ถามคนที่เดินตามมาข้างหลังพร้อมกับที่ตะกร้าในมือถูกมือครามแย่งไปถือไว้เอง

 

                "อะไรก็ได้ นายหยิบแล้วกันฉันได้ทั้งนั้น..." 

 

                "พูดแบบนี้อีกแล้วนะครับ" ปากบ่นไม่จริงจังนักมือก็หยิบของเพราะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่นานนักทั้ง สองก็ได้ขนมขบเคี้ยวของกินเล่น น้ำเปล่า ผ้าเย็นกับทิชชู่ให้พจน์ถือกลับมาที่รถจนเต็มสองถุงใหญ่ ส่วนตะวันมีแค่ชากับกาแฟสองแก้วโตที่ถือไว้ในมือเท่านั้น 

 

                ร่างบางเดินตามหลังช้าๆ ปากก็คาบหลอดค่อยๆดูดน้ำชาเขียวในมือ พลางมองสำรวจไปทั่วบริเวณลานจอดรถกว้างๆ ของปั๊มน้ำมันใหญ่ใกล้เมืองแห่งนี้ ถึงจะแปลกตาแต่ว่ามันก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจนัก เพราะก็เหมือนๆปั๊มน้ำมันทั่ไปที่มีคนเข้าออกคึกคักตลอดเวลานั่นแหละ

 

                ตาหวานเบนกลับมามองแผ่นหลังหนาๆของคนที่เดินนำหน้าไปก่อน และอาจเป็นเพราะความบังเอิญแน่ๆเมื่อตาที่มองไปนั้นดันไปสะดุดกับวัตถุบางอย่างที่นอนอยู่ก้นถุงแว๊บๆ

 

                !??.................

 

                นั่นอะไร? ....รูปร่างของมันคุ้นๆตาเพราะว่าเคยซื้อมาใช้ ว่าแต่ว่าพจน์ซื้อมาทำไม? .......แล้วซื้อตอนไหน? ...จำได้ว่าตัวเองไม่ได้หยิบใส่ตะกร้ามานี่นา?...หรือว่าพนักงานหยิบของใส่ผิดถุง?

 

                คนตัวเล็กขมวดคิ้วเพ่งมองบวกกับความสงสัยจนเกินร้อยนั้นทำให้ไม่รอช้าที่จะซอยเท้าตามหลังไปให้ทันเพื่อแก้ความสงสัยของตัวเองทันที

 

                "เดี๋ยวก่อนครับ"มือบางวางแก้วน้ำแล้วแย่งถุงเซเว่นในมือหนามาก่อนจะล้วงมือเข้าไปหยิบสิ่งนั้นออกมาพลิกดู

 

                "นี่อะไรครับเจ้านาย?..." 

 

                "นายไม่รู้จักเหรอ?" 

 

                "ไอ้รู้จักน่ะผมก็พอจะรู้จักอยู่หรอกครับ ว่าแต่....เจ้านายซื้อวาสลีนมาทำไม?"  ตะวันถามอย่างสงสัยพลางรอคำตอบจากอีกฝ่าย แล้วก็กระพริบตาปริบๆเมื่อพจน์โน้มหน้าเข้ามาจนชิดแล้วกระซิบใกล้ใบหู

 

         "ก็ซื้อมา.....เผื่อว่าเราสองคนจา......." ตอนท้ายที่กระซิบเบาๆทำเอาตาโตของคนฟังเบิกกว้างขึ้นอีกเท่าตัว ร่างบางยืนนิ่งเพราะคิดไม่ถึง นิ้วเรียวบางกำตลับวาสลีนเจ้ากรรมแน่นจนมือสั่นก่อนจะโพลงออกมาใส่คนตัวหนาเสียงดังฟังชัด

 

        "ไอ้เจ้านายบ้า! ไม่มีทาง ผมจะทิ้ง" ว่าแล้วก็ตั้งใจคว้างมันไปให้ไกลสุดลูกหูลูกตา หากว่าพจน์ไม่ไวกว่า

 

        "ไม่ให้ทิ้ง...." 

 

       "เอามานี่นะ" คนตัวเตี้ยไขว่คว้าตามมือหนาที่แย่งกลับคืนไป ทั้งเขย่งทั้งกระโดดเหยงๆไล่คว้าของในมือพจน์ที่ชูเอาไว้เหนือศรีษะ

 

        "ทิ้งไม่ได้! ฉันซื้อมาเพื่อเราสองคนเลยนะ"

 

        "บ้าแล้ว! บ้าแน่ๆ ผมไม่เล่นด้วยหรอกนะ เอาทิ้งเดี๋ยวนี้เลย" เนื้อแก้มเนียนเห่อร้อนไปทั้งแถบ เมื่อเผลอมโนไปไกลว่าไอ้ตลับบ้าๆ นั่นมันต้องใช้ยังไง

         "โนเว อยากทิ้งเหรอ? แน่จริงแย่งไปสิ....ถ้าแย่งได้จะยอมทิ้งเลยจริงๆ" พจน์บอกยิ้มๆและรู้สึกสนุกเมื่อตัวบางๆ เนื้อนิ่มๆเข้ามานัวเนียกอดรัดตนเพื่อที่จะเอาของในมือไปให้ได้อย่างที่บอก 

 

        ตะวันมองใบหน้าคนที่ยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างโมโห เกือบจะคว้าได้ตั้งหลายครั้งแต่ก็พลาดเพราะคนตัวโตกว่าชูไว้สูงเกินกว่ามือบางจะเอื้อมขึ้นไปถึง และต่อให้เอื้อมถึงอย่างเช่นตอนนี้ที่ตะวันพยายามใช้นิ้วของตัวเองแงะกำปั้นแข็งๆของพจน์ที่กำตลับวาสลีนออกจากกัน แต่ก็ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนปวดกรามเพราะไม่สามารถทำอย่างที่คิดได้ หนักเข้าก็ยิ่งโมโห หน้าหวานหงิกงออย่างขัดใจในความไม่เอาไหนของตัวเอง ก็แน่ละกระดูกคนละเบอร์กันเห็นๆ

 

        "ไม่เอาแล้วก็ได้ อยากทำอะไรก็เชิญ" 

 

        "ต้องอย่างนั้นสิ"

 

        "แต่อย่ามายุ่งกับผมเชียว ไม่งั้นเจ้านายเจอดีแน่ๆ..." กำปั้นขาวชูขึ้นมาตรงหน้าพจน์เหมือนประกาศสงคราม

 

        "ไหงงั้นล่ะ รับผิดชอบคนละครึ่งสิ"

 

        "บ้า! คนละครึ่งบ้าอะไร ตอนซื้อไม่เห็นมาปรึกษากันซักคำ"

 

        "ก็อยากจะปรึกษาอยู่หรอก จะสะกิดตั้งแต่อยู่ในเซเว่นแล้วแต่กลัวว่านายจะเขินเลยคิดว่าซื้อมาก่อนแล้วค่อยบอกดีกว่า"

 

        "ยังไงก็ช่าง! เจ้านายอย่ามายุ่งกับผมแล้วกัน และผมไม่ยอมใช้ไอ้ของบ้าๆนั่นเด็ดขาดถ้าอยากให้ก็ใช้เองคนเดียวเลย!"

 

        !!!!

 

        "ใช้อะไรกันเหรอครับนาย?" 

 

        จู่ๆก็มีเสียงแทรกถามขึ้นกลางคันทำเอาพจน์กับตะวันผินหน้ามามองพร้อมกันด้วยความตกใจ

 

                แลเห็นลุงคนเดิม คนที่ตะวันเห็นเมื่อวันนั้น วันที่พจน์มารับตะวันที่สถานีวันแรก ยืนยิ้มอวดฟันหรอมุมปากทั้งสองข้างพร้อมกับมองพจน์ทีมองตะวันทีสลับกันไปมาสักพักก่อนจะขมวดคิ้ว

 

        "อ่าว?! ไม่ใช่นังหนูหรอกรึ กลายเป็นไอ้หนูไปซะแล้ว?" 

 

        "สวัสดีครับพ่อหลวง" มือครามยัดวาสลีนใส่กระเป๋าหลังกางเกงยีนส์ " มาทำธุระเหรอครับ" พจน์ถามพร้อมกับแนะนำตะวันให้รู้จักกับพ่อหลวงแสงที่รู้รักมักจี่กันดีเพราะแกเป็นพ่อของโทน ลูกน้องสุดห่ามประจำไร่

 

        "ครับ มาสั่งปุ๋ยน่ะครับ แล้วนายละครับมาทำอะไรแถวนี้?"

 

        "เรากำลังจะกลับไร่น่ะครับ นี่ก็แวะพักรถกันได้พักใหญ่แล้วละ...กำลังว่าจะไปกันพอดี.."

 

        "โอ้อย่าพึ่งกลับเลย ไปทางนี้ผ่านบ้านผมพอดี ถ้ายังไงแวะไปกินข้าวเย็นด้วยกันก่อนดีไหมครับ แม่ไอ้หนูก็บ่นๆ ว่าไม่ได้เจอกันอีกเลยตั้งแต่นายให้พวกผมยืมเงินไปเมื่อคราวก่อน ถ้าไม่ได้นายล่ะแย่แน่ๆ"

 

        "อย่าถือว่าเป็นบุญคุณกันเลยครับ ผมแค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้เท่านั้น"

 

        "นั่นแหละครับที่พวกผมซาบซึ้ง นะครับนายไปกินข้าวบ้านผมก่อน" แกพูดแล้วก็ยิ้มอย่างรอคอยจนพจน์ปฏิเสธไม่ลง

 

        "อย่างนั้นก็ได้ครับ"

 

        "ถ้างั้นเราไปกันเลยไหมครับ ผมเสร็จธุระพอดี พอไปถึงจะได้บอกให้แม่ไอ้หนูตักปลามาทำกับข้าวจะได้ไม่ดึกมาก" 

 

        "ครับ" 

 

        "นายจำทางไปบ้านผมได้ใช่ไหมครับ?" พ่อหลวงหันกลับมาถามพจน์

 

        "ได้ครับ...ไม่ต้องกลัวผมหลง รับรองไปถึงบ้านพ่อหลวงแน่นอนไม่ต้องห่วง" พจน์บอก

 

         "ครับ ดีเลย งั้นเจอกันที่บ้านผมเลยนะครับนาย"

 

        "ครับพ่อหลวง" ตะวันมองตามหลังคนแก่ที่เดินเลี้ยวไปอีกทางก่อนจะหันมาทางพจน์ ก็เห็นคนตัวหนามองมาอยู่ก่อนแล้ว 

 

        "จะพูดอะไร?" พจน์ถามยิ้มๆ

 

        "แค่สงสัยว่าลุงคนนั้นเป็นพ่อของโทนแล้วก็เป็นถึงพ่อหลวงบ้าน แต่ทำไมโทนไม่อยู่ช่วยงานลุงแกที่บ้านละครับ"

 

        "เรื่องมันยาว เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง เราไปกันเถอะ" พจน์บอกก่อนจะขึ้นรถไปสตาร์ทเครื่องยนต์เปิดแอร์รอตะวัน ที่มัวแต่สำรวจถุงของกินที่ซื้อมา ทั้งล้างมือหยิบทิชชู่เตรียมถุงสำหรับใส่ขยะ หลังจากนั้นก็หยิบของกินใส่ปากตัวเอง

 

        "ป้อนหน่อย" แล้วก็อ้าปากรอเหมือนลูกนกทำให้ตะวันค้อนขวับ "ไม่ใช่เด็กแล้วกินเองสิครับ" บอกทั้งๆที่กำลังเคี้ยวซาลาเปาเต็มปาก 

 

        "ตอนนี้ยังไม่ได้ขับรถ และมือเจ้านายก็ยังว่างอยู่ เพราะฉะนั้นกินเองซะ" ซาลาเปาอีกลูกถูกส่งมาตรงหน้า

 

        "ใจร้าย เป็นเลขายังไง" พจน์แกะกระดาษออกแล้วกัดไปสองทีก็หมดลูก 

 

        "ก็ตอนนี้มันไม่ใช่เวลางานนี่ครับเจ้านาย" ตะวันอมยิ้มมองคนตัวโตจิ้มมินิคอกเทลใส่ปาก ก่อนที่ยิ้มจะหุบฉับเมื่อได้ยิน ประโยคถัดมา

 

        "ฝากไว้ก่อนเถอะ ทีเอ็งข้าไม่ว่า แล้วพอถึงทีข้าเอ็งอย่ามาโวยก็แล้วกัน......" พจน์ยักคิ้วแล้วมองหน้าหวานอย่างหมายมาดจนตะวันเองเห็นแล้วรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที แต่ก็แกล้งทำหน้าเฉยหยิบอันนั้นอันนี้เข้าปากทำเป็นไม่สนใจ ผิดกับก้อนเนื้อเล็กๆทางฝั่งซ้ายที่ตอนนี้มันกำลังรัวกระหน่ำตึ๊กๆจนเจ้าตัวกลัวว่ามันจะทะลุออกมาเต้นนอกอกซะจริงๆ

 

 

 

 

                "โอ้โห.." ตะวันตาโตกับภาพตรงหน้า " นี่เหรอครับบ้านของโทน?" 

 

                "อืม..." พจน์ตอบรับในลำคอพลางชะลอรถจอดใกล้ๆต้นมะม่วงที่เต็มไปด้วยลูกของมันทำเอาตะวันน้ำลายสอ บวกกับความกว้างขวางของอาณาเขตบ้านที่ไม่คิดว่าจะเป็นแค่บ้านเพราะมันน่าจะเป็นฟาร์มซะมากกว่า เมื่อมองไปทางซ้ายไกลลิบๆรู้สึกจะเป็นคอกหมู เยื้องไปด้านหลังก็เห็นคอกไก่เรียงเป็นตับ ไม่รวมต้นมะม่วง ขนุน ที่เรียงเป็นแถบยาวไปอีกทาง เรียกได้ว่าไม่ต้องออกไปไหนก็ไม่อดตาย เพราะขิง ข่า ตะไคร้ พริก มะเขือที่ปลูกไว้ใต้ป่ามะละกอเกือบสองไร่เป็นคำตอบได้อย่าดีว่าคนทำแบบนี้ได้ต้องขยัน เข้าขั้นขยันมากๆถึงจะดูแลให้ทุกอย่างงอกงามได้ขนาดนี้
 
                ระหว่างทางที่ขับรถมาที่บ้านนี้ พจน์เล่าให้ฟังว่าคร่าวๆว่ารู้จักกันเพราะพ่อหลวงเป็นคนพาโทนไปฝากให้ทำงานด้วย เมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นพจน์เองก็พอรู้พื้นเพนิสัยของพ่อหลวงแล้วว่าแกเป็นคนดี ขยันขันแข็งเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกบ้าน แต่เหตุผลที่พ่อหลวง ให้ไว้ตอนที่พาโทนไปฝากนั้นกลับทำให้พจน์อึ้ง
 
                 "ผมอยากให้มันได้เรียนรู้ครับนาย อยากให้มันรู้และเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น ให้มันเข้าใจว่าก่อนที่จะได้เป็นนายคน ให้มันมารับคำสั่งก่อนว่ามันเป็นยังไง ไอ้ผมบอกมันมาตั้งกี่ปีมันก็เฉยๆงั้นๆล่ะครับ ส่งให้มันเรียนมันก็เรียนไม่เคยเกเร ไอ้ผมก็ภูมิใจอยู่ แต่พอจบออกมามันก็ยังเฉื่อย หรือจะเป็นเพราะพวกผมทำให้มันสบายเกินไป  ฝากนายช่วยกรุณาเกลามันให้ผมหน่อยครับ  ให้มันลำบากมากๆ เอาชนิดที่ให้รู้ซึ้งเลยว่ากว่าจะได้เงินมาทุกบาททุกสตางค์มันลำบากแค่ไหน"
 
                นั่นเป็นเพียงคำบอกเล่าบางส่วนของพ่อหลวงเมื่อครั้งกระโน้น แล้วพจน์ก็รับปากไปแล้วว่าจะดูแลโทนให้ แต่ทำไปทำมาดูท่าว่าเจ้าโทนจะชอบเป็นลูกจ้างของพจน์ซะงั้น สั่งให้ทำอะไรหรือจะหนักแค่ไหนเจ้าโทนก็ไม่เคยปริปากบ่น แล้วยิ่งเมื่อไม่นานมานี้ทางพงษ์สกุลธร ได้ส่งพนักงานบัญชีหน้าสวยนามนรินทร์มาให้ดูแลการเงินของคนงาน ไอ้โทนดูเหมือนจะดี๋ด๋ากว่าเพื่อน
 
                พจน์เล่าให้ฟังติดตลกว่า ไอ้เจ้าโทนมันขอเป็นลูกจ้างพจน์ไปจนตายถ้านายไล่ออกมันก็จะไม่กลับบ้าน พอพ่อหลวงแสงรู้เข้าถึงกับอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะตบเข่าฉาดแล้วหัวเราะลั่น บอกว่าถ้ามันเป็นลูกจ้างนายไปจนตายสิดี ผมจะได้เบาใจว่ามันมีบารมีนายคุ้มหัวมัน มันมีงานทำมีข้าวกินทีที่ซุกหัวนอนไม่เดือดร้อนใคร แค่นี้กระผมก็เบาใจตายตาหลับแล้วครับ
 
                 ตะวันชะงักความคิดเมื่อมือตัวเองถูกกระตุกเบาๆ 
 
                "มามะ..." เด็กชายวัยขวบกว่าแหงนหน้าขาวๆบวกกับตากลมบ้องแบ๊วแหงนมองสบตา "มามะ" ไม่เพียงเท่านั้นเด็กน้อยยังกอดขาแถมยกมือให้ทำท่าเหมือนจะให้อุ้ม
 
                 ตะวันยิ้มบางๆย่อตัวลงอุ้มหนูน้อยเข้ามาแนบอกทันที
 
                 "ว่าไงเรา คุณแม่อยู่ไหนครับ?..." ถามออกไปอย่างนั้นทั้งๆที่รู้ว่าไม่ได้คำจากเด็กแน่นอนอยู่แล้วก่อนจะเหลียวมองรอบตัว แล้วตะวันก็รู้สึกเหมือนแก้มตัวเองจะร้อนผะผ่าวเมื่อเห็นสายตาของพจน์ที่มองมาพร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆ
 
                ปากบางถูกขบเอาไว้เบาๆอย่างข่มความขัดเขินแล้วก็เสหลบตาอีกฝ่ายอย่างไม่รู้สาเหตุ ก่อนจะอุ้มเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนค่อยๆเดินเข้าไปสมทบกับพจน์ที่ยืนกับพ่อหลวงและผู้หญิงผมสั้นอีกคนที่ตะวันคิดว่าน่าจะเป็นแม่ของเจ้าตัวเล็กที่ตนกำลังอุ้มอยู่ตอนนี้
 
                 "มา มาหาตามาลูก" พ่อหลวงร้องเรียกพลางทำมือแต่เด็กน้อยกลับส่ายหน้าซุกซอกคอตะวันจนผู้ใหญ่หลายคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นพากันอมยิ้มรวมทั้งแม่ของเด็กด้วย
 
                 "ไม่บ่อยหรอกค่ะที่จะให้คนแปลกหน้าอุ้ม วันนี้มาแปลกแฮะ" หลังจากทำความรู้จักและแนะนำตัวกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้รู้ว่าพ่อหลวงมีลูกสามคน พี่คนโตชื่อบุษบาหรือบุษและเป็นแม่ของตาหนูเด็กน้อยน่ารักคนที่ตะวันกำลังอุ้มอยู่นี่ แล้วโทนก็มีน้องผู้หญิงอีกคนชื่อพิมพ์จันทร์กำลังเรียนอยู่ ม.กรุงเทพ  โทนเป็นคนกลางลูกชายคนเดียวเลยได้ชื่อว่าโทนเช่นนี้แล พ่อหลวงเล่าติดตลก พลางตะโกนโหวกเหวกให้เด็กยกน้ำยกท่ามาต้อนรับแขก 
 
                "ไม่เป็นไร ไม่ต้องมากพิธีรีตองหรอกครับ" พจน์บอกยิ้มๆขยับขึ้นนั่งขัดสมาธิง่ายๆบนแค่ไม่แผ่นใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าบ้าน
 
                "ไม่ได้หรอกครับไม่ได้ นานๆนายมาที" แกบอกพร้อมกับตะโกนเรียกหลานวัยรุ่นอีกคนที่มาอยู่ด้วยกัน "ไอ้แสบเองวิ่งไปเอาเหล้าดองกล้วยข้ามาเร็วๆ ดองไว้ตั้งกะหลายเดือนก่อนตอนนี้คงหวานกินอร่อยแล้วละ นายมาวันนี้ฤกษ์ดีเอามาต้อนรับเลย" แกบอกหลานไปเอาดองกล้วย โดยไม่ได้สังเกตุเลยว่าแขกสองคนหันมามองหน้ากันโดยเฉพาะตะวันที่ตาโตยิ่งกว่าไข่ห่าน
 
                 ดองกล้วย!!!
 
                 เอาแล้วไง!!
 
 
 
 
 

 

ความคิดเห็น