facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.7k

ความคิดเห็น : 47

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2561 00:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3
แบบอักษร

หัวใจขายฝาก

บทที่ 3


ไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาจากทั้งสองคนที่เคยรู้จักกันในอดีต ภวัตเบนสายตาหนีเพราะไม่อาจสู้หน้าปาณัทได้ แขกที่มาเยือนก้าวเดินเข้าไปใกล้ เขามองสภาพเจ้าของบ้านแล้วได้แต่นึกเวทนา ภวัตใช้มือยันเตียงขึ้นมานั่งเผยให้เห็นผิวเหลืองเข้มและหน้าท้องเอ่อบวมเพราะอาการตับแข็ง


“เกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์ครับ”


ปาณัทจำระยะเวลาได้แม่น สิบสองปีแล้วที่ไม่ได้พบหน้าหรือติดต่อกันอีก ใครจะเชื่อว่าอาจารย์สอนวิชากฎหมายรูปร่างหน้าตาดีและเป็นขวัญใจของนักศึกษาจะกลายเป็นคนอมทุกข์อมโรคขนาดนี้ ภวัตแค่นหัวเราะทั้งที่ขอบตาร้อนผ่าว สายตาของอดีตลูกศิษย์ที่มองมาทำให้เขาสมเพชตัวเองนัก


“ก็แค่ไอ้ขี้แพ้คนหนึ่ง ที่ทำใจไม่ได้กับความผิดหวังเสียใจและปล่อยให้ความรู้สึกเหล่านั้นกดหัวตัวเองไว้จนไปไหนไม่ได้เท่านั้นเองเปา”


ภวัตเรียกชื่อเล่นของปาณัทดังที่เคยเรียก ในวันนี้ลูกศิษย์ของเขาเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่สมบูรณ์แบบ ที่ยังไม่เปลี่ยนคือดวงตาเรียวที่ซ่อนอยู่หลังแว่นตาคู่นั้น มันยังสดใสและจริงใจจนภวัตนึกละอายแก่ใจที่ไม่อาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้ปาณัทได้


“อาจารย์กำลังไม่สบายใช่ไหมครับ”


“ใช่ ก็ผลจากการกระทำตัวเองทั้งนั้น ผลจากความอ่อนแอจนทำให้ลูกต้องมาเหนื่อยไปด้วย”


ปาณัทจำได้ว่าภวัตมีภรรยาและลูกชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง ในวันนี้เขาได้รู้จักกับจอมภพและยังมีความสัมพันธ์ทางกายกันอีก เขาไม่รู้ว่าภวัตรู้หรือไม่ว่าบุตรชายประกอบอาชีพอะไรอยู่


“ถ้าหากว่าอาจารย์ไว้ใจผมเหมือนเมื่อก่อน เล่าเรื่องของอาจารย์ให้ผมฟังได้ไหมครับ”


เอ่ยถามเสียงนุ่มไม่ได้มีกิริยาละลาบละล้วง หากแต่สุภาพใส่ใจอย่างเช่นคนที่เคยสนิทสนมกันมาเมื่อครั้งก่อน ภวัตสบตาก่อนจะถอนหายใจออกมาและเล่าด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น


“ก็อย่างที่ผมบอกเปาก่อนลาออกว่าอยากจะหาเงินเยอะๆให้เมียกับลูก แต่หายังไงก็ไม่พอกับความต้องการของเขา สุดท้ายเขาก็ทิ้งผมกับจอมไป ผมเสียใจมากเมื่อสิ่งที่พยายามมาทั้งหมดมันยังไม่ดีพอ”


น้ำตาลูกผู้ชายหยดหนึ่งไหลจากดวงตา ภวัตรีบยกมือป้ายน้ำตาทิ้ง ปาณัทเดาได้ต่อว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อจากนั้น เขารู้ดีว่าภวัตมั่นคงต่อความรักเพียงใด


“เปาคงผิดหวังที่เห็นผมในสภาพนี้ ขอโทษที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้เปาไม่ได้”


“อาจารย์อย่าพูดแบบนั้นสิครับ”


ปาณัทเห็นใจภวัตเหลือเกิน เขาวางมือลงไปที่ต้นแขนของภวัต


“อาจารย์ยังเป็นคนที่ซื่อตรงต่อความรักในสายตาของผม ผมนับถืออาจารย์ไม่เปลี่ยนแปลงหรอกครับ”


ภวัตฝืนยิ้มออกมาได้ เขากล้าที่จะสบตาปาณัทมากขึ้น


“แล้วนี่เปาทำไมมาที่บ้านผมได้ล่ะ”


ปาณัทขบริมฝีปาก จะให้บอกความจริงว่าจ้างลูกชายของภวัตมานอนด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องดี เขาไม่รู้ว่าภวัตทราบเรื่องของจอมภพหรือเปล่า


“เรื่องบังเอิญน่ะครับ ผมไปเจอกับลูกชายของอาจารย์ตอนที่เขาทำงานพิเศษ บังเอิญว่าน้องเขาทำสมุดทะเบียนบ้านร่วงจากกระเป๋า และพอดีผมเห็นชื่ออาจารย์ว่าเป็นพ่อของน้อง ผมก็เลยตามมาที่นี่”


พูดถึงบุตรชายภวัตก็ยิ้มออกมาได้ สีหน้าบอกถึงความภาคภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด


“จอมมันเป็นเด็กดี กลายเป็นว่าต้องให้ลูกมาคอยดูแลแทนที่จะได้เลี้ยงลูก มันขยันทำงานหาเงินตั้งแต่เด็ก”


คนเป็นพ่อดึงอัลบั้มของลูกที่เก็บไว้ตรงหัวเตียงออกมาอวดแขกผู้มาเยือน


“ดูนี่สิ รูปนี้ตอนเรียนประถม เป็นนักกีฬาของโรงเรียนด้วยนะ ตอนนี้อยู่มัธยม นี่ได้ทุนการศึกษาจนเข้ามหาวิทยาลัยได้”


ปาณัทดูรูปถ่ายในวัยต่างๆของจอมภพแล้วยิ้มตาม เขาเป็นเด็กชายที่รูปร่างหน้าตาดีตั้งแต่วัยเยาว์ ส่วนหนึ่งคล้ายผู้เป็นบิดาไม่น้อย


“แต่เสียดายที่ไอ้จอมมันเป็นเด็กบ้านแตก แม่หนีไปและพ่อก็ยังกลายเป็นไอ้ขี้เมาอีก จากเด็กน่ารักก็เลยกลายเป็นคนกระด้าง แถมยังเกลียดความรักอีกต่างหาก”


ใช่ว่าภวัตจะตาบอด ถึงแม้จะสติเลอะเลือนเพราะพิษสุราแต่เขาก็เข้าใจจอมภพ ทั้งหมดเป็นความผิดของเขาที่ทำให้บุตรชายกลายเป็นคนเช่นนี้ ปาณัทเองก็พอเข้าใจ เขายิ่งสงสารจอมภพมากขึ้นไปอีกเมื่อรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว


“นี่นามบัตรของผม” ปาณัทส่งนามบัตรให้ภวัตรับไป


“หากมีอะไรฉุกเฉินติดต่อผมนะครับอย่าได้เกรงใจ ถือเสียว่าผมยังเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม”





ปาณัทขับรถยนต์ของเขากลับบ้านหลังใหญ่แถบชานเมืองซึ่งเป็นบ้านที่เขาพักอาศัยอยู่จริงๆ ส่วนคอนโดมิเนียมนั้นเป็นสมบัติส่วนตัวที่ซื้อไว้พักในเวลาที่ต้องทำงานใจกลางเมืองหลวงและคร้านจะกลับบ้าน ครอบครัวของเขามีเชื้อสายจีนและมีพี่น้องหลายคนโดยที่ปาณัทเป็นน้องคนสุดท้อง ส่วนพ่อกับแม่นั้นเสียชีวิตไปทั้งคู่แล้ว


พี่น้องของปาณัทรักใคร่กลมเกลียวกันดี ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งเหมือนอย่างตระกูลอื่นๆที่มีฐานะร่ำรวย ต่างคนก็แยกไปบริหารงานที่พ่อกับแม่แบ่งสมบัติไว้ให้ และแต่ละคนก็ยังมีหุ้นในกงสีที่เป็นกองกลางอีกด้วย ชายหนุ่มได้รับมรดกเป็นโรงงานผลิตวัสดุพลาสติก เมื่อปาณัทมารับช่วงต่อเขาก็ขยายงานธุรกิจในรูปแบบสมัยใหม่จนผลประกอบการยิ่งดีขึ้น ลูกน้องต่างเรียกเขาว่าเสี่ยเปาด้วยความนับถือแท้จริง


เขาอาศัยบ้านหลังใหญ่อยู่กับพี่สาวที่เกิดก่อนเขาแค่สองปีชื่อว่าปาริชาติ ทั้งคู่สนิทสนมกันมากตั้งแต่เด็ก พี่สาวของปาณัทไม่ยอมแต่งงานมีครอบครัวเพราะมัวแต่ทำงาน ส่วนพี่น้องคนอื่นแต่งงานแยกไปสร้างบ้านกันหมดแล้ว


ปาณัทก้าวเข้าไปในบ้าน มองเห็นพี่สาวนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นด้านหน้ามีโน้ตบุคที่ใช้ทำงาน ปาณัทเดินเข้าไปหาและนั่งเคียงข้าง พี่สาวหันมองมองแวบหนึ่ง


“เมื่อคืนไม่กลับบ้าน ค้างที่คอนโดเหรอ”


ชายหนุ่มพยักหน้ารับ คนเป็นพี่หัวเราะเบาๆ


“ได้คนถูกใจมาดูแลล่ะสิเสี่ยเปา หน้าตาอิ่มเอิบเพราะได้น้ำดี”


ปาณัทโคลงศีรษะ เขากับปาริชาติไม่มีความลับต่อกัน เรื่องที่เขาไม่ชอบผู้หญิงพี่สาวก็รู้ดี


“ปากแบบนี้เจ้ปลาถึงได้ไม่มีแฟน”


“เฮ้ย ไอ้ที่ไม่มีแฟนเพราะไม่เอาเองต่างหาก ไอ้น้องคนนี้ แล้วนี่ยังไง ทำหน้าแบบนี้ต้องมีอะไรมาเม้าล่ะสิ”


น้องชายนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมา


“เจ้ปลาเคยมีความรักไหม ปั๊บปีเลิฟน่ะ ตอนสมัยแตกเนื้อสาว”


“มี ทำไมเหรอ”


“มันลืมยากเนอะ ผ่านมาเป็นสิบปีผมก็คิดว่ามันลืมเลือนไปหมดแล้ว แต่ความจริงเราก็ยังคิดถึงความรักครั้งนั้น”


ปาริชาติวางมือจากงานหันมองสบตาน้องชาย รู้มาตลอดว่าน้องชายคนสุดท้องอ่อนไหวง่ายแค่ไหน


“แล้วเปาเจ็บหรือเปล่า มันไม่เจ็บก็แปลว่าความรักครั้งนั้นก็แค่ทิ้งรอยเอาไว้ให้เราระลึกถึง โอเค มันอาจจะไม่สมหวังแต่มันก็สอนให้เรารู้จักความรักล่ะนะ”


ปาณัทมองพี่สาวด้วยความทึ่ง


“โอ้โหเจ้ คำคบกริบยิ่งกว่ามีดหั่นสเต็กอีก”


เปลี่ยนเรื่องคุยกับปาริชาติพักหนึ่งเขาก็เอ่ยปากขอตัวกลับเข้าห้องส่วนตัว ปาณัททิ้งกายลงไปบนเตียงนุ่มดวงตาจ้องมองแต่เพดานห้อง สิ่งที่เคยคิดว่าลืมเลือนไปแล้วกลับมาเด่นชัดราวกับเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง



สิบสองปีที่แล้ว


นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งในคณะบริหารธุรกิจต่างก็ตั้งใจฟังอาจารย์ที่กำลังสอนวิชากฎหมายธุรกิจเบื้องต้นกันตาแป๋ว หนึ่งในนั้นก็คือปาณัท เขานั่งเท้าคางฟังเสียงอาจารย์ภวัตอย่างเพลิดเพลิน


“ขายฝากคืออะไร ขายฝากก็คือการทำสัญญากู้เงินแบบหนึ่ง โดยที่ลูกหนี้จะต้องทำการขายทรัพย์สินให้เจ้าหนี้ ซึ่งจะต้องมีการโอนทรัพย์สินกันก่อน แต่ว่ามีระยะเวลาตามกำหนด ถ้ายังอยู่ในระยะเวลาที่ตกลงกัน ลูกหนี้นำเงินมาจ่ายคืนเจ้าหนี้ก็ต้องคืนทรัพย์สิน แต่ถ้าหากยังไม่มีเงินลูกหนี้ก็สามารถต่อสัญญาได้แต่ไม่เกินสิบปี”


ภวัตเป็นอาจารย์หนุ่มอายุราวสามสิบปีเท่าที่ปาณัทรู้ เขาเป็นขวัญใจของนักศึกษาเพราะสอนวิชาน่าเบื่อให้สนุกได้ และยังมีหน้าตาหล่อเหลาอีกด้วย


“อย่ามัวแต่นั่งเฉย ตอบคำถามเร็วเข้า ไหน ปาณัทลองทวนที่ผมพูดไปเมื่อครู่ซิ”


ปาณัทสะดุ้ง เขามัวแต่จ้องหน้าอาจารย์เพลินจนเกือบลืมเนื้อหา ดีที่ยังจำได้และตอบคำถามไม่ขายขี้หน้านัก น่าเสียดายที่ชั่วโมงการเรียนการสอนหมดเร็วไปหน่อย


“ก่อนหมดชั่วโมงสุดท้ายและสอบในสัปดาห์หน้า ผมขอปิดคลาสด้วยข่าวสองเรื่อง”


ภวัตกล่าวในชั่วโมงสุดท้าย


“สอบเสร็จปิดภาคเรียน คณะจะจัดค่ายอาสาไปสร้างสนามเด็กเล่นให้โรงเรียนทางภาคเหนือ ผมเองก็ไปด้วย ใครอยากทำบุญก็ลงชื่อไปกันได้ ส่วนเรื่องที่สอง”


เขากวาดสายตามองลูกศิษย์ช้าๆ


“เมื่อกลับจากค่ายอาสาและตัดเกรดให้พวกคุณเสร็จแล้ว ผมจะลาออกจากการเป็นอาจารย์แล้ว”


เสียงอื้ออึงดังขึ้นทันที นักศึกษาทั้งห้องต่างก็ตกใจกันยกใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ปาณัท เขารีบเอ่ยถามละล่ำละลัก


“อาจารย์ ทำไมถึงลาออกล่ะครับ”


“จะไปเป็นหนุ่มออฟฟิศน่ะ หาเงินเลี้ยงครอบครัวหน่อย”


เป็นที่รู้กันว่าภวัตแต่งงานแล้วและมีบุตรชายตัวเล็กคนหนึ่ง เขาได้ชื่อว่าเป็นคนรักครอบครัวมากและเมื่อรู้ว่าภวัตจะลาออกปาณัทก็ลงชื่อไปค่ายอาสาของคณะโดยไม่ลังเล


ปาณัทปลื้มภวัต เขาเป็นผู้ชายในอุดมคติของหลายคน ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรืออุปนิสัยใจคอ ภวัตเป็นคนโอบอ้อมอารีและอัธยาศัยดี ปาณัทได้แต่เก็บความนิยมชมชอบไว้ตลอดเทอมที่เขาเรียนกับภวัตจนกระทั่งทั้งคู่ออกค่ายอาสาด้วยกันในจังหวัดทางภาคเหนือ


“มานี่เปา ผมช่วยเอง เปายกของหนักไม่ไหวหรอก”


เพราะภวัตรู้ว่าลูกศิษย์คนนี้เป็นลูกคนเล็กของมหาเศรษฐีตระกูลหนึ่ง มือเรียวนั้นแทบจะไม่เคยหยิบจับอะไรให้ระคายมือ เขายิ้มให้ปาณัทโดยไม่รู้เลยว่าปาณัทกำลังใจสั่นเมื่อได้อยู่ใกล้ปะปนกับความอาลัยเมื่อรู้ว่าภวัตจะไม่ได้ทำงานในมหาวิทยาลัยอีกแล้ว


เย็นวันหนึ่งเมื่อใกล้ถึงวันสุดท้ายของค่ายอาสา ปาณัทก็ยิ่งทรมานกับความรู้สึกที่เก็บงำไว้ เขาพยายามหลีกหนีจนภวัตสังเกตได้


“เปาเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมทำหน้าเศร้า”


“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ” ปาณัทฝืนยิ้ม “ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ เดี๋ยวผมขอตัวไปล้างจานก่อนนะครับ”


เด็กหนุ่มวัยสิบแปดย่างสิบเก้ารีบลุกไปคว้าตะกร้าใส่จานชามใช้แล้วกองใหญ่ยกไปริมลำธารเพื่อหลบหน้า แต่คนละเอียดอ่อนอย่างภวัตไม่ได้นิ่งนอนใจ เขารีบตามไปเพราะเป็นห่วงปาณัท มองเห็นลมฟ้าลมฝนมาแต่ไกลและยิ่งอยู่บนยอดดอยสูงก็ยิ่งน่ากลัว


“ผมช่วยล้างจานดีกว่า จะได้เสร็จเร็วๆ ฝนใกล้จะตกแล้วเดี๋ยวเปาจะเปียกฝนเป็นหวัดนะ”


ความอดทนของปาณัทสิ้นสุดลง เขาหันไปสบตากับภวัตพร้อมกับต่อว่าเสียงขื่น


“อาจารย์เลิกทำดีกับผมเถอะครับ ผมรู้ว่าอาจารย์เป็นคนมีน้ำใจแต่น้ำใจของอาจารย์กำลังทำให้ผมเสียใจ”


ภวัตไม่เข้าใจ แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยถามอะไรต่อฝนห่าใหญ่ก็เทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา เขารีบคว้าแขนของปาณัทไว้ด้วยความเป็นห่วง


“เปา มานี่เร็ว ไปหาที่หลบฝนกันก่อน”


ปาณัทสะบัดแขนหนีเพราะความเสียใจ แต่ไม่นึกว่าเขาจะเสียหลักเพราะเนื้อดินลื่นใต้เท้าจนร่วงลงไปในลำธาร เขาร้องลั่นด้วยความตกใจกลัว ภวัตรีบลงไปในน้ำเชี่ยวและคว้าร่างของปาณัทไว้


“เกาะผมไว้ อย่าดื้อสิ”


ภวัตดึงปาณัทจากสายน้ำขึ้นมาบนฝั่ง เขาลากลูกศิษย์ให้วิ่งตามมายังชะง่อนหินที่มีด้านล่างพอจะหลบสายฝนกระหน่ำได้ ทั้งคู่นั่งชิดจนไหล่ชนกันในที่แคบ ปาณัทน้ำตาไหลปะปนสายฝนจนภวัตสงสัย


“เปา โกรธผมเรื่องอะไร”


ความอัดอั้นในหัวใจทำให้ปาณัททนไม่ไหว เขามองอย่างตัดพ้อ


“โกรธที่อาจารย์จะลาออกไงครับ ผมไม่อยากให้อาจารย์ไป ผมอยากอยู่ใกล้ๆผมรักอาจารย์”


ประโยคที่ปาณัทโพล่งออกมาทำให้ภวัตอึ้ง พักใหญ่เขาก็ยิ้มให้เด็กหนุ่มอย่างเข้าใจ


“ขอบใจนะที่เปารู้สึกแบบนั้นกับผม เปาเป็นวัยรุ่นอารมณ์ยังไม่คงที่ ความรู้สึกบางอย่างก็อาจจะรุนแรงไปบ้าง อีกหน่อยมันก็จะดีขึ้นเมื่อโตกว่านี้”


ปาณัทเบนหน้าหนี เขากลั้นน้ำตาไม่อยู่


“ที่อาจารย์พูดมาคือคำปฏิเสธสินะครับ ผมขอโทษที่ความรู้สึกบางอย่างที่รุนแรงของผมมันสร้างความรำคาญให้อาจารย์ ใช่สิ อาจารย์เป็นคนรักครอบครัว ผมมันก็แค่เด็กโง่ที่ไปรักคนแสนดีที่มีเจ้าของแล้ว”


มือใหญ่เชยคางของปาณัทให้หันกลับมาสบตา แวบหนึ่งที่ดวงตาของภวัตมีแววสับสน


“ผมไม่ได้รำคาญเปา อันที่จริงก็พอจะเดาได้ว่าเปาคิดอะไรอยู่ ถ้าเปาโตกว่านี้ก็จะเข้าใจว่ามันเป็นความนิยมชมชอบเหมือนวัยรุ่นแสวงหาที่พึ่งหรือวีรบุรุษ อีกหน่อยเปาก็จะมีความรักกับคนที่รักเปาจริงๆ”


ปาณัทส่ายหน้า สำหรับเขาภวัตคือความรักครั้งแรก รักที่รู้ว่าไม่มีที่ยืนแม้แต่น้อย ถึงกระนั้นปาณัทก็ยังพร้อมจะทุ่มใจให้ เขามองใบหน้านั้น ใบหน้าของคนที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหลายเดือน ยิ่งอยู่ใกล้ท่ามกลางสายฝนกระหน่ำจนเหน็บหนาว แต่ภวัตก็ยังเป็นไออุ่นสำหรับเขา


เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้ เขาอยากจะเสี่ยงหากว่าภวัตจะมีใจให้กับเขาบ้าง ปาณัทโน้มกายเข้าหาและใช้สองมือเหนี่ยวท้ายทอยของภวัตไว้ เขาทาบริมฝีปากลงไปบนปากของภวัตด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่มี รู้สึกถึงความตกใจของภวัตในวูบแรกก่อนที่ภวัตจะพลั้งเผลอจูบตอบกลับมาจนปาณัทเองที่เป็นฝ่ายตัวสั่น


“ถ้าอาจารย์ต้องการ ผมก็จะไม่ว่าอะไร”


จำได้ว่าเขากระซิบเช่นนั้นและคิดอย่างนั้นจริงๆ ในเวลานั้นหากภวัตคิดจะล่วงเกินปาณัทก็พร้อมด้วยความเต็มใจ ภวัตสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะดันไหล่ของปาณัทออกห่าง ไม่มีความดูถูกดูแคลนให้เห็น มีแต่ความอบอุ่นและเข้าใจ


“ถ้าผมทำเลวแบบนั้น ผมจะเป็นคนดีในสายตาของเปาได้ยังไง ผมก็คงเป็นแค่ไอ้แก่ฉวยโอกาสตอนที่เด็กคนหนึ่งพลั้งเผลอไม่เป็นตัวของตัวเอง ผมต้องทำผิดต่อเปา ทำผิดต่อลูกเมีย อย่าให้ผมเป็นคนเลวแบบนั้นเลยนะ ขอให้เปาจดจำผมในฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์ที่ดีแบบนี้ตลอดไป”


วินาทีนั้นปาณัทถึงกับร้องไห้ออกมาและต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้กับความดีของภวัต และนั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายกับความใกล้ชิด เพราะหลังจากกลับกรุงเทพมาแล้วปาณัทก็ไม่ได้พบกับภวัตอีกเลย





จนกระทั่งวันนี้ ปาณัทจึงได้พบกับความรักครั้งแรกของเขาอีกครั้ง ไม่ได้เจ็บปวดอีกแล้วเมื่อกาลเวลาพัดผ่านไป มีแต่ความทรงจำดีๆที่เก็บไว้ในมุมหนึ่งของหัวใจ และความเห็นใจกับชีวิตของภวัตในปัจจุบันนี้


แต่กับเลือดเนื้อเชื้อไขของภวัตที่เขาเพิ่งใช้เงินซื้อความสัมพันธ์เล่า เหมือนมีอะไรบางอย่างก่อกวนจนปาณัทเฝ้าแต่ครุ่นคิด เขาคิดถึงดวงตาคมของจอมภพ คิดถึงรสหวานยามเสน่หา หากภวัตล่วงรู้ถึงความรู้สึกเหล่านี้ อดีตอาจารย์จะให้คำจำกัดความระหว่างปาณัทและบุตรชายตนเองว่าอะไรดี


TBC

ไหนยกมือขึ้นซิ ใครยังไม่ลืมความรักครั้งแรก

อย่าลืมกดไลก์ กดดาวนะคะ

ความคิดเห็น