Im_Pinocchio
Line-icon

เมื่อหนุ่มหล่อหน้าใสสายฮาดันไปหลงรักไอ้เด็กน้อยหน้าตายจอมซึน เรื่ิองราวความรักหวานๆฮาๆปนน้ำตาจึงเริ่มขึ้น... “ไอ้ตัสก็เหมือนกับหิน ผมก็เหมือนกับน้ำ น้ำหยดลงหินทุกวัน หินรำคาญ หินเดินหนี พ๊าม!” #เอซตัส

SPECIAL EP.001 {ACE❤️LOTUS} : อาถรรพ์เลข 7

ชื่อตอน : SPECIAL EP.001 {ACE❤️LOTUS} : อาถรรพ์เลข 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 27

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ต.ค. 2562 16:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SPECIAL EP.001 {ACE❤️LOTUS} : อาถรรพ์เลข 7
แบบอักษร


SPECIAL EP.001

{ACE❤️LOTUS}



ผ้าห่มผืนหนาอย่างดีหลายผืนดูเหมือนจะช่วยลดอุณหภูมิได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับอากาศภายนอกที่หนาวเย็นในยามเช้าของต้นฤดูหนาว


เจ้าของใบหน้าแสนจะร้ายกาจที่มีอิทธิพลต่อก้อนเนื้อในอกกำลังหลับสนิทอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่น ฝ่ามือสากระคายยกขึ้นลูบไล้แก้มขาวเนียนใสจนผู้หญิงยังอิจฉาอย่างเบามือเพราะกลัวว่าอีกคนจะตื่น


ใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรักดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด แม้อายุจะเข้าเลขสามมาแล้วก็ตาม เขาก็ยังดูแลสุขภาพตัวเองเป็นอย่างดี แต่พักหลังมานี้เขากลับเอาแต่โหมงานหนัก จนไม่มีเวลาพักผ่อน ขอบตาดำคล้ำเป็นแฝดแพนด้า ตีนการิ้วรอยฝุดขึ้นจนดูเหมือนคนอายุแปดสิบ หนวดที่เหนือริมฝีปากและปลายคางขึ้นจนเขียวครึ้มส่งผลให้ใบหน้าที่เคยหล่อเหล่าดูน่ากลัวและโหดขึ้นเป็นเท่าตัว


ผ้าห่มผืนหนึ่งที่ตกอยู่พื้นถูกดึงขึ้นมาห่มอีกครั้ง แต่คราวนี้ถูกคลุมปิดตัวตั้งแต่เท้าจนถึงคอเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้คนที่กำลังหลับไหล


จุ๊ฟ~


เรียวปากอุ่นร้อนประทับลงอย่างแผ่วเบาที่ริมฝีปากติดเย็นๆของอีกคน ก่อนจะเอ่ยคำทักทายที่พูดเป็นประจำทุกเช้า


“มอนิ่งคิสครับ”


เมื่อทำกิจวัตรประจำวันเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกไปข้างนอก เสื้อฮู้ดแขนยาวตัวใหญ่สีดำที่พาดเตรียมไว้ที่พนักโซฟาถูกหยิบขึ้นมาสวมใส่ ก่อนจะเดินสวมรองเท้าแตะออกจากห้องเพื่อไปจ่ายตลาดในวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างเช่นทุกครั้ง



“ป้าครับน้ำเต้าหูไม่หวานสองถุงครับ”


“ได้จ๊ะ พ่อหนุ่มเป็นลูกค้าประจำ เดี๋ยวป้าแถมหนังยางรัดให้ถุงละสองเส้นเลย” ป้าเจ้าของร้านพูดอย่างใจดีพร้อมกับส่งถุงหิ้วที่ภายในมีน้ำเต้าหู้สองถุงตามที่สั่ง


“ขอบคุณครับ” ว่าพร้อมจ่ายเงินแบบพอดิบพอดีไม่ต้องรอเงินทอน


ผมคือโลตัสผู้หล่อเหลาคนเดิม เพิ่มเติมคือหน้าที่การงาน ตอนนี้ผมกำลังเรียนต่อปริญญาโทสาขาการบริหารธุรกิจ ควบคู่ไปกับการเป็นพนักงานฝ่ายการตลาดในบริษัทที่เป็นกิจการของครอบครัว ผมจัดการตารางชีวิตตัวเองไว้อย่างดี เรื่องส่วนตัวก็เช่นกัน ผมมีเวลาให้พี่เอซเสมอ เขาก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย และเราก็ยังรักกันดี...ผมก็หวังให้ชีวิตคู่เราราบรื่นแบบนี้ตลอดไป


ตอนนี้ในมือผมมีของสดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผักหรือผลไม้รวมทั้งน้ำเต้าหู้ที่รัดด้วยหนังยางสองเส้นตามที่ป้าเจ้าของร้านว่าจริงๆ ผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แต่ยังไม่ทันได้ดูตัวเลขบนหน้าปัด เสียงดนตรีบรรเลงเพลงชาติไทยที่คนไทยทุกคนได้ยินเป็นต้องหยุดทำกิจกรรมทั้งหมดเพื่อยืนตรงเคารพธงชาติ ทำให้ผมทราบโดยสัณชาตญาตว่าตอนนี้คือเวลา


แปดนาฬิกา...


~ ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน

อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล

ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี

ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด...


ผมหยุดยืนตัวตรงเมื่อได้ยินเสียงเพลงชาติดังมาจากร้านขายกาแฟโบราณ ตรงที่ผมยืนอยู่แม้ด้านหน้าผู้คนจะจอแจ แต่ด้านหลังผมกลับเป็นตรอกเล็กๆร้างผู้คน มีเพียงสัตว์จำพวกหนูและนกจิกกินเศษอาหารอยู่


~เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่

สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี

เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย.



พรึ่บๆ พรึ่บๆๆ พรึ่บๆ !!!


เสียงนกกระพือปีกบินขึ้นไปบนฟ้าเมื่อเพลงชาติจบลง ผู้คนที่ก่อนหน้านี้หยุดยืนนิ่งก็กลับมาทำกิจกรรมต่อตามเดิม อาแปะร้านกาแฟก็กลับมาชงกาแฟต่อ หญิงสาวเจ้าของร้านดอกไม้ก็กลับมาจัดช่ออดอกไม้ต่อ รวมทั้งคนอื่นๆ ทุกคนขยับเขยือนร่างกายได้เป็นปกติ คนแล้วคนเล่าเดินผ่านไป


ยกเว้นผม...ที่ยังยืนอยู่ที่เดิม!!!


ทุกส่วนในร่างกายผมมันหยุดชะงัก ความรู้สึกเย็นวาบที่หลัง...มัน...ลึกลับ...เย็นยะเยือก...รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะอากาศหนาวแต่เป็นเพราะ


...เขาคนนั้น


ในตรอกแคบๆฝั่งตรงข้าม มีผู้ชายในชุดเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้าเก่าๆขาดๆนั่งพิงกำแพงหันหน้ามาทางผม แม้เขาจะสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้า แต่ผมกลับรับรู้ถึงสายตาของเขาที่จ้องมองผมอยู่ตลอดเวลาจนรู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก ในมือของเขามีลูกแก้วขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือ เขาหมุนมันไปมาวนเป็นวงกลมอย่างช้าๆ ใจหนึ่งผมก็อยากจะเดินหนี อีกใจกลับสั่งไม่ให้ก้าวเดิน เหมือนเขาคนนั่นมีพลังวิเศษตรึงผมไว้อยู่กับที่


...พ่อมดหรอ? หรือหมดดู?...


“อรุณสวัสดิ์”


“เห้ย!” ผมอุทานเสียงดังเพราะตกใจเกือบจะทำข้าวของในมือร่วงลงพื้น ก็จะไม่ให้ตกใจร้องลั่นได้ยังไงในเมื่อก่อนหน้านี้เพียงครู่เดียวผมยังยืนอยู่อีกฝั่งของถนนอยู่เลย แต่ทำไมจู่ๆผมถึงมายืนค้ำหัวคนประหลาดคนนี้ได้


ผมเคยดูหนังมาบ้างและไม่ค่อยชอบคำที่ตัวละครอุทานซักเท่าไหร่ แต่พอมาเจอกับตัวถึงได้รู้ว่า นอกจากประโยคนั้นแล้วคงไม่มีประโยคไหนอธิบายถึงสถานการณ์ที่กำลังประสบได้มากกว่าคำว่า....โอ้มายก๊อด!


นี่ผมวาร์ปได้!!!


“เจ็ดเดือนแห่งชะตา เจ็ดเลขแห่งอาถรรพ์ เจ็ดที่จะชี้ทางว่าจะดับหรือจะรุ่ง”


พ่อหมอคนนี้เจ๋งว่ะ รู้ได้ไงว่าผมกับพี่เอซคบกันได้เจ็ดเดือนแล้ว ซึ่งตรงกับวันนี้พอดี เป็นวันครบรอบเจ็ดเดือนของเรา


“ดวงชะตาของพวกเจ้ากำลังอยู่บนเส้นของความระหองระแหง มีแต่ความเคลือบแคลงใจกัน”


พอมายืนใกล้ๆแล้วทำให้รู้ว่าในมือพ่อหมอไม่ใช่ลูกแก้ว แต่เป็นขวดโหลทรงกลมที่บรรจุขนมอบกรอบชิ้นเล็กๆ


อ้อ พ่อหมอคุกกี้เสี่ยงทายนีี่เอง


“จงก้าวเดินต่อไปด้วยใจที่ไม่หวั่นเกรง ชีวิตของพวกเจ้ายังต้องเจอบททดสอบอีกมากมายในภายภาคหน้า รวมทั้งการกระทำบางอย่างที่เจ้าจำเป็นต้องตัดสินใจทำมันด้วยใจของเจ้าเอง หยาดน้ำตาแห่งความทรมาน หยาดน้ำแห่งความปิติ ความเสียสละของเจ้าจะไม่ศูนย์เปล่า เจ้าจะได้เสียสละอีกหลายครั้งหลายครา เพราะชะตาของเจ้า...ตัวเจ้าเป็นผู้เลือกไว้แล้ว”


น้ำเสียงของเขาแหบแห้งเหมือนคนขาดน้ำมาเป็นแรมปี ริมฝีปากขาวซีดที่โผล่พ้นผ้าคลุมเคลื่อนไหวช้าๆยามเขาขยับปากพูด


ผมยืนฟังอยู่นานแล้วตัดสินใจนั่งยองๆก่อนจะยื่นถุงน้ำเต้าหู้ให้พ่อหมอที่เห็นปุ๊บก็รีบคว้าถุงเต้าหู้ไปจากมือผมปั๊บ แก้วไวน์เปล่าที่ไม่รู้โพล่มาจากไหน ถูกนำมาตั้งตรงหน้าผม หนังยางสองเส้นคลายออกจากปากถุง น้ำเต้าหูสีขาวนวลถูกเทลงในแก้ว พ่อหมอยกแก้วขึ้นสูดดมกลิ่นเหมือนกำลังดื่มด่ำกับไวน์ชั้นเริ่ด แต่ไม่นานน้ำเต้าหู้ก็ถูกกระดกลงคอภายในอึกเดียว จนผมมองตามแทบไม่ทัน


“อ้าาาา ขอบใจนะเจ้าหนู ข้ากำลังคอแห้งอยู่พอดีหลายวันมานี้ข้ากินแต่คุกกี้ ติดคอชะมัด อ้อ น้ำเต้าหู้อร่อยดีนะ เพียงแต่รสชาติจืดไปนิด” คราวนี้พ่อหมอพูดคร่องปรื๋อแถมเสียงดังฟังชัด ไม่เหมือนก่อนหน้านี้เลยซักนิด


“ผมสั่งแบบไม่หวานน่ะ” เออ แล้วผมจะบอกเขาทำไม?


“อ้อ อย่างนี้นี่เอง คราวหน้าข้าขอหวานๆนะ ข้าชอบ”


“ยังมีคราวหน้าอีกหรอครับ” ผมว่าอย่างเอือมๆ คือผมไม่กลัวแล้วครับคนๆนี้ กลัวไม่ลง แม้จะไม่เห็นหน้าแต่ดูแล้วคงเป็นแค่หมอดูสูงวัยไม่มีพิษภัยอะไร...มั้ง


“ถึงข้าไม่มีธุระกับเจ้า แต่เชื่อสิ ในอนาคตข้างหน้า เจ้าจักต้องตามหาข้าอย่างแน่นอน” น้ำเสียงหนักแน่นที่ไม่มีแววล้อเล่นเริ่มทำให้ผมขำไม่ออก


“เอ่อ พ่อหมอครับ ผมว่ามัน...”


คู่ชะตาของเจ้า กำลังหมางเมินเจ้าใช่หรือไม่” คำพูดของพ่อหมอทำให้ผมชะงักไป


คู่ชะตาของเจ้าเปลี่ยนไปใช่หรือไม่


“........”


คู่ชะตาของเจ้าหมดซึ่งความเสน่หาใช่รึไม่


“พ่อหมอ!...”


ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ วางของไว้ที่พื้นข้างตัว ก่อนจะตัดสินใจนั่งขัดสมาธิตรงหน้าชายในชุดคลุม


“มีวิธีแก้มั้ยครับ?”


ผมจะไม่เชื่อพ่อหมอเลย ถ้าทุกอย่างที่พ่อหมอพูดมา...มันไม่เป็นความจริง!


เมื่อผมได้วิธีแก้อาถรรพ์เจ็ดเดือนจากพ่อหมอ ผมก็ดิ่งกลับห้องทันที


“มึงไปตลาดหรือไปปลูกป่าชายเลนมาวะไอ้ตัส”


พอก้าวขาเข้าห้องปุ๊บ ก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังขึ้นปั๊บ ผมชูของในมือให้เขาดูแทนคำตอบ พี่เอซยืนถือขวดน้ำพิงประตูตู้เย็นมองผมนิ่งๆ สภาพเขาตอนนี้ดูก็รู้ว่าเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ


ฟุด ฟิด ฟุด ฟิด


ผมเดินผ่านหน้าเขาเอาของไปวางไว้ แต่จมูกผมกลับกระดิกไปมาเมื่อได้กลิ่นที่ชวนหลงใหล


“จ้องจุ๊กกูแร้คนอื่นมันเสียมารยาทนะ”


“อ่ะ ขอโทษครับ” ผมเอ่ยพร้อมกับถอยออกห่างจากเขาสองก้าว ผมไม่รู้ตัวเลยว่าเดินมาหาพี่เอซตั้งแต่เมื่อไหร่


“แล้วพี่จะไปไหน?” ผมคว้าหมับเข้าที่แขนล่ำเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะก้าวเท้าหนีหลีกเลี่ยงการยืนใกล้ตัวผม


“กูจะไปอาบน้ำไง เหนียวตัวจะแย่”


“ค่อยอาบก็ได้ครับ ผมมีเรื่ิองจะคุยด้วย”


กลิ่นเหงื่อของพี่เอซโคตรหอม ไม่เหม็นซักนิด ฟีโรโมนของเขาทำเอาเลือดผมพลุ่นพล่าน ผมเคยบอกรึยังนะว่าผมชอบกลิ่นของผู้ชายคนนี้


“กูจะไปอาบน้ำ มีอะไรก็ค่อยคุย” พี่เอซกลับสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของผม แล้วเดินไวๆขึ้นบันไดไป


“เดี๋ยวนี้ดื้อหรอครับ” ผมพูดขึ้นเสียงดังกว่าเดิมเมื่อพี่เอซยังคงเดินต่อไปไม่สนใจผมที่อยู่ตรงนี้เลยซักนิด


“...ได้ งั้นก็ไม่ต้องมาคุยกันอีกเลย”


เท้าของเขาที่กำลังก้าวเข้าไปในห้องนอนหยุดชะงัก พี่เอซหันมามองสบตาผมแวบเดียว ก่อนจะหันกลับไปพร้อมกับร่างของเขาที่หายเข้าไปหลังประตู


“หันหลังให้ผมอีกแล้วนะ...”


เมื่อเช้าผมตื่นนอนตอนตีห้าเหมือนเช่นทุกวัน อาบน้ำแต่งตัวเหมือนปกติ แต่ก่อนออกจากห้องนอน ผมหันกลับไปมองที่เตียงอีกครั้ง ที่นอนฝั่งประจำของผมยังสัมผัสได้ถึงความอุ่นเพราะผมลุกจากที่นอนได้ไม่นาน ส่วนฝั่งของใครอีกคนกลับเย็นชื่นและไม่มีร่องรอยการใช้งาน


เพราะตรงนั้นไร้เงาคนนอนเคียงข้างผมมาตลอดสองสัปดาห์แล้วไงล่ะ...


เมื่อเท้าก้าวลงมาจากบันไดเรื่อยๆจนถึงขั้นสุดท้าย ผมไม่ได้ไปที่ห้องครัวแต่กลับตรงไปยังห้องนั่งเล่น ถ้าเดินผ่านโซฟาตัวยาวนี้ไปได้ ก็จะเห็นมนุษย์สูงวัยเข้าใจยากนอนหลับอยู่ โซฟาตัวนี้ที่กลายเป็นที่นอนของเขาตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา


หลายอาทิตย์มานี้ พี่เอซไม่ยอมให้ผมแตะตัว ผมเข้าใกล้ทีไรก็เลี่ยงตลอด เดินเฉียดยังไม่ได้ ขนาดนอนพี่เอซยังไปนอนที่โซฟาเลยคิดดู


“อึก พี่แม่ง...นิสัยไม่ดี”


ผมมองบานประตูที่ปิดลงผ่านม่านน้ำตาที่รื้อขึ้นมาด้วยความรู้สึกทีี่เจ็บปวดในอก ซ่อนความน้อยใจตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเอาไว้ไม่อยู่อีกแล้ว


เอาน่า เขาคงทำงานเหนื่อย...ผมปลอบใจตัวเอง แต่ใจอีกด้านหนึ่งกลับร้องประท้วง


ถ้าพี่เอซเหนื่อยเพราะงานจริง ทำไมเขาไม่เข้ามาอ้อนเหมือนทุกครั้งล่ะ? ทำไมไม่กอดชาร์ตแบตอย่างเคย ไม่ก็บ่นเรื่องงานให้ฟังเหมือนปกติ แต่นี่ทั้งที่พี่เอซก็รู้ว่าถ้าผมไม่ได้นอนกอดเขาแล้วผมนอนไม่หลับ เขายังไปนอนที่โซฟาเลย ผมก็ไม่อยากเซ้าซี้ พี่เอซคงอยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง ผมเข้าใจนะว่าการอยู่ด้วยกันทุกวัน ทำอะไรซ้ำๆเหมือนเดิมทุกวันมันอาจทำให้เขารู้สึกเบื่อกับความจำเจ เบื่อกับการใช้ชีวิตเดิมๆ เบื่อกับคนเดิมๆ ....เดี๋ยวนะ


หรือว่าพี่เอซจะเบื่อผม?


ผมยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่กำลังจะไหลรินทิ้งไป นี่ครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ผมหลั่งน้ำตาเมื่อผู้ชายคนนี้...ผู้ชายคนแรกของผม



———————


“ก็เลยทะเลาะกัน แล้วเจ้าก็หนีออกมาอย่างงั้นรึ” พ่อหมอเอ่ยขึ้นหลังจากที่ผมเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ให้ฟัง


หลังจากที่ผมยืนร้องไห้เพราะน้อยใจพี่เอซอยู่นานสองนาน ก็ตัดสินใจอาบน้ำที่ห้องข้างล่าง ดีที่เสื้อผ้าของผมที่ซักไว้แห้งพอดี จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นไปเอาบนห้อง ผมหยิบมาใส่แล้วออกจากห้องมาหาพ่อหมอที่เดิม โชคดีที่พ่อหมอยังไม่ไปไหน


“ก็ไม่เชิงทะเลาะหรอกครับ” ผมตอบเสียงเหนื่อยๆ นั่งพิงกำแพงข้างพ่อหมออย่างหมดอาลัยตายอยาก


ผมไม่ชอบให้เราเป็นแบบนี้เลย ผมพร้อมจะเปิดอกคุยกับพี่เอซนะ แต่เขากลับเลี่ยงผมตลอดจะให้ผมทำไง


“แล้ววิธีที่ข้าบอกได้ทำไปรึยัง?”


“อ่อยน่ะหรอ? ผมเข้าใกล้ในระยะสามก้าวเขาก็หนีผมแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนไปอ่อย แถมมันไม่ใช่แนวผมด้วยสิ ทุกครั้งเขาจะเป็นคนเริ่มก่อน และผมเป็นคนตาม” ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าจากตรอกเล็กๆแคบๆนี้ิย่างไร้จุดหมาย


บางสิ่งบางอย่าง ถ้าไม่ลองทำแล้วจะรู้ได้เยี่ยงไรว่าชอบหรือไม่ชอบ บางสิ่งบางอย่างถ้าเจ้าลองฝืนใจทำ ลองเป็นคนเริ่มก่อน มันอาจจะทำให้อะไรๆง่ายขึ้น ก็เหมือนกับการโกหกนั่นแหละ บางครั้งการหัดพูดโกหกบ้างก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำ


พ่อหมอเอ่ยออกมาเสียงเนือบๆพลางหมุนขวดโหลคุกกี้ในมือไปมา ผมมองเขาอยู่นานก่อนจะตัดสินใจถามออกไป


“ผมต้องทำไง?”


“เอานี่ไป เผื่อเจ้าอยากได้ความกล้า” พ่อหมอเปิดฝากระปุกคุกกี้ออก แล้วหยิบมาให้ผมชิ้นนึง ผมรับมาอย่างงงๆ และกล่าวขอบคุณเบาๆ


“กินแล้ว ทำไงต่อครับ?”


พ่อหมอหันใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในผ้าคลุมมาทางผม รู้สึกว่าเขากำลังยกยิ้มที่แสนชั่วร้ายมาให้


เจ้าเคยกินไอติมแท่งมั้ยเจ้าหนู



..............



Ace part


ไอ้ตัสมันหายหัวไปไหนของมันวะ?!


หลังจากผมอาบน้ำเสร็จก็กะว่าจะลงมาที่ห้องนั่งเล่นเพื่อดูรายการสารคดีสัตว์โลกน่ารักระหว่างรอไอ้ตัสมันทำข้าวเช้า แต่พอมาถึงชั้นล่างกลับเงียบฉี่ไม่มีสัณญาณสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากผมภายในห้องนี้ซะงั้น ผมไม่เห็นแม้แต่เงาของไอ้เด็กหน้าตาย ข้าวของที่มันซื้อมาตอนเช้าก็ยังอยู่ที่เดิม ผมจึงเดินไปเก็บข้าวของเข้าตู้เย็นให้มันเรียบร้อย แล้วสายตาก็ไปเจอถุงน้ำเต้าหู้ที่พวกเรากินเป็นประจำ แต่แล้วหัวคิ้วผมก็ผูกกันเป็นโบว์อย่างไม่เข้าใจ


ทำไมมีแค่ถุงเดียว?


ประมาณเที่ยงกว่าๆก็ได้ยินเสียงเสียบคีการ์ดดังขึ้นที่หน้าห้อง ผมที่ตั้งหน้าตั้งตารอมันก็รีบเด้งตัวเองจากโซฟา ก้าวฉับๆไปที่หน้าประตู


“มึงไปไหนมา”


“สนด้วยหรอครับ”


มันสวนกลับทันทีหลังจากผมถามจบ ไอ้ตัสไม่มีท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อยที่เห็นผมมายืนรอมันแบบนี้ ไอ้ตัสปกติมันก็นิ่งอยู่แล้ว พอมันเย็นชาใส่ยิ่งนิ่งเป็นสองเท่า มันทำให้ผมใจว้าวุ่นเป็นหนูติดจั่น ความพยายามทั้งหมดตลอดสองสัปดาห์ที่ผมสร้างมาพังครืนลงเพียงแค่มันมองผมด้วยสายตาราวกับมันไม่เคยรู้จักผมมาก่อน


ไม่นะๆๆๆ ไม่เอาแบบนี้ ไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ซะหน่อย


“ถ้าเป็นเรื่องเมื่อเช้าที่กูเมินมึงกูขอโทษ พอดีกูปวดขี้เลยต้องรีบไปเข้าห้องน้ำ” ผมพูดจริงๆ ไม่ได้โกหกซักนิด


“.......” มันยังคงเงียบ ผมก็ยิ่งอยู่ไม่สุข


“โอ๋ๆๆๆ ไม่งอนนะ ไอ้ดื้อของพี่ต้องไม่งอนสิ พี่มาแล้วนี่ไง ว่ามาเลยจ๊ะ”


“ใครงอน ผมงอนไม่เป็นพี่ก็รู้”


“เออจ้า พ่อคนงอนไม่เป็น แล้วที่ไอ้ทำอยู่นี่คืออะไร หืม”


มันปรายตามองผมอย่างเอาเรื่อง ผมจึงยิ้มแหยๆให้มัน ก่อนจะจูงมือมันมานั่งที่โซฟาโดยที่ให้มันนั่งบนตักผมอย่างเคย


“แล้วตกลงไปไหนมา” ผมถาม


“ไปหาหมอดูมาครับ” คำตอบของมันทำเอาผมขมวดคิ้ว


“ผมไม่สบายใจ เพราะพี่แปลกไป”มันหันหน้านิ่งๆของมันมามอง ผมส่งยิ้มน้อยๆให้ก่อนจะสอดมือรวบเอวคนบนตักให้เข้ามาใกล้พร้อมกับซบหน้าลงที่บ่าของมัน


ช่างเหอะ มันจะไปหาหมอดู หมอผี หมอหมา หมอแมว หมอสัตว์ที่ไหนก็เรื่องของมัน ขอแค่มันยอมพูดกับผมก็พอ


“ไม่มีอะไรที่มึงต้องกังวล กูยังเหมือนเดิม เพียงแต่ช่วงนี้กูเหนื่อยจากงานก็เท่านั้น”


“พี่เบื่อผมหรอ” น้ำเสียงของมันสั่นจนผมรู้สึกได้ ผมจึงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น


“ใครจะกล้าเบื่อเมียที่น่ารักได้ลงคอ หืม” แล้วผมก็หอมแก้มมันไปฟอดหนึ่งให้ชื่นใจ ไอ้ตัสก็นั่งไม่ไหวติงให้ผมฟัดแก้มย้วยๆของมันเล่น


“ไม่เบื่อแล้วทำไมเมินผม”


“กูมีเหตุผลละกัน”


“ก็ได้ ในเมื่อพี่ไม่ยอมบอก เราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก” ว่าจบมันก็ลุกขึ้น ร้อนถึงผมต้องรีบคว้าเอวมันให้กลับมานั่งลงที่เดิม


“โอเคๆ ยอมแล้วจ้า ยอมแล้ว นั่งลงก่อนนะครับคนดี” ผมทำสายตาอ้อนๆ เอาหน้าถูๆไถๆต้นแขนมันอย่างที่ชอบทำ หวังให้มันเข้าใจในสิ่งที่ผมกำลังจะพูด


“ไอ้เหนื่อยจากงานก็มีส่วน แต่ที่กูไม่เล่าให้มึงฟังเพราะคิดว่าทุกวันนี้มึงก็เหนื่อยเหมือนกัน เพราะว่ามึงต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย และยังต้องคอยตามใจกูอีก เวลาพักผ่อนมึงแทบจะไม่มีเลยนะเว้ย” ผมจับมือข้างหนึ่งของมันขึ้นมากุมเอาไว้


“มึงก็รู้ว่ากูรักมึงมากแค่ไหน ยิ่งรักมากก็ยิ่งอยากสัมผัสมาก อยากจะชูปี้ดูมึงใจแทบขาด แต่กูก็ต้องหักห้ามใจ กูไม่อยากเห็นมึงเป็นไข้นอนซมเพราะความเอาแต่ใจของกู ไม่อยากเห็นมึงไม่สบายอีก กูไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้อยู่ฝ่ายเดียว กูสงสารตัวเอง แต่กูเป็นห่วงมึงมากกว่าว่ะตัส”


“ไม่เป็นไรครับ” มันว่าเสียงเบา


“ไม่เป็นไรคือ? ขอกดปุ่มขยายความ” คิ้วผมขมวดชนกันเมื่อไม่เข้าใจ


“ผมบอกว่าไม่เป็นไร...เพราะถ้าเป็นพี่ ผมยอมได้ทุกอย่าง”


พอได้ฟังความรู้สึกของมัน ผมอดที่จะยิ้มกว้างอย่างดีใจไม่ได้ ถ้าจะมีใครซักคนบนโลกนี้ที่ผมยอมแลกทุกอย่าง คนๆนั้นต้องเป็นไอ้ดื้อของผมเดียวเท่านั้น


แต่ไอ้คนที่อยู่บนตักผมกลับผลักอกผม ใช้มือดันตัวมันให้ออกห่างแล้วมองหน้าผมอย่างเคืองๆ


“หยุดเลยครับ ไม่ต้องยิ้ม พี่ทำให้ผมน้อยใจจนร้องไห้ ผมไม่มีทางหายโกรธพี่ง่ายๆหรอก”


“มึงเนี่ยนะน้อยใจกู?” ผมถามอย่างไม่เชื่ิอ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อรูหูตัวเอง


“ครับ ผมแม่งโคตรน้อยใจพี่เลย สิบสี่วันเลยนะที่พี่ไม่สนใจผมอ่ะ ไม่รู้แหละ ยังไงซะวันนี้พี่จะต้องโดนผมลงโทษ”


ผมมองแก้มพองลมนิดๆทั้งสองข้างของมนุษย์เมียที่อยู่บนตักอย่างนึกเอ็นดู ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมียใครไม่รู้ ยิ่งดูยิ่งน่ารัก แต่ถึงจะน่ารักแค่ไหน พอบทจะเอาแต่ใจ ไอ้เด็กหน้าตายนี่ก็ไม่ยอมแพ้ใครจริงๆ




-สามนาทีต่อมา-


“อะไอ้...ตัส”


ผมเรียกชื่อคนตรงหน้าเสียงสั่นเมื่อสัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือสากๆของมันแตะไปที่บริเวณสะโพกก่อนจะค่อยๆสอดเข้าไปในกางเกงเพื่อบีบเค้นเนื้อบั้นท้ายของผม ตาของผมเบิกโพลงดิ้นหนีมือของมันที่ขย้ำก้นผมไม่หยุด


“จุ๊ๆ ไหนบอกผมว่าจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังผมทุกอย่างไงครับ”


ผมที่พยายามจะขัดขืน เมื่อได้ยินประโยคเตือนสติ ก็ทำได้แค่ยืนนิ่งๆชูแขนทั้งสองข้างไว้เหนือศรีษะตามเดิม


คนตรงหน้าผมเริ่มทำตัวแปลกตั้งแต่มันกินคุกกี้หน้าตาประหลาดๆเข้าไป ผมรู้สึกไปเองรึเปล่าว่ามันใจกล้าขึ้น เพราะถ้าเป็นไอ้ตัสในเวลาปกติ มันไม่มีทางทำแบบนี้กับผมแน่นอน


“กูขอโทษ” ผมว่าเสียงหงอยเป็นหมาเหงาพร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอนแลดูน่าสงสารไปให้


“พี่ขอโทษนะครับคนดี พี่ผิดไปแล้ว สำนึกผิดแล้วครับ ยอมรับผิดทุกอย่าง แต่หยุดทะ....”


“พอครับ พี่ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”


ไอ้ตัสเบรกผมก่อนจะผละตัวออกไปนั่งลงกอดอกที่ปลายเตียง ผมกำลังจะเข้าไปอ้อน แต่เมื่อเจอสายตาของมัน ผมก็ชะงักไม่กล้าขยับเข้ามา


อย่าสู้กับมนุษย์เมียครับ เพราะแค่คิดชีวิตก็เปลี่ยน


“พี่รู้ใช่มั้ยว่าพี่ทำอะไรผิด” มันถามเขาเสียงโทนเดิม


“รู้ครับ” ผมตอบเสียงจ๋อย


“แล้วพี่รู้มั้ยว่าตอนนี้ผมกำลังลงโทษพี่”


“รู้ครับที่รัก” ผมว่าเสียงหวาน เพื่อหวังให้มันยอมใจอ่อน หายโกรธผมซักที


“พี่จะยอมทำตามที่ผมสั่งทุกอย่างจริงตามที่พูดรึเปล่า?” มันสบตาผม ทำให้ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก


“จริงจ๊ะ” ตอบแบบยอมสุดๆ มิบังอาจเป็นพ่อบ้านใจกล้าหรอกครับ


“งั้นถอดออก”


“ห๊ะ?” เมื่อกี้มันพูดว่าอะไรนะ?


ไอ้ตัสกรอกตามองบนแบบที่ชอบทำ ก่อนจะพูดย้ำอีกครั้ง และครั้งนี้ผมเข้าใจอย่างสุดซึ้งเลยล่ะ


“ถอดเสื้อผ้าออกครับ...ถอดให้หมด...ทุกชิ้น”




พอผมถอดเสื้อผ้าออกไม่เหลือซักชิ้นติดกาย มันก็สั่งให้ผมนั่งพิงหัวเตียง ชูมือเหลือศีรษะไว้ และห้ามแตะตัวมันเด็ดขาด ไอ้ผมก็ต้องทำตามอย่างไม่มีอิดออด เมียกำลังเข้าสู่โหมดดาร์ก โหมดนี้ไม่ได้เห็นกันได้ง่ายๆนะครับ


แม้ผมจะสงสัยและอยากถามมันแค่ไหน ก็ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจไม่ถามออกไป เพราะผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันต้องการทำอะไรกันแน่ อีกอย่างจะให้เคลียร์กันตัวๆเสื้อผ้าไม่เกี่ยวแบบนี้ ผมออกจะชอบด้วยซ้ำ งั้นจะยอมเล่นบทผู้ถูกกระทำไปก่อนละกัน


“เอาผ้ามาผูกตาด้วยเลยมั้ย จะได้เร้าใจดี” ผมพูดติดตลก แต่มันไม่ขำด้วยเลย


“คนมีความผิดไม่มีสิทธิพูดครับ” มันเหลือบสายตามามองผมแวบเดียวก่อนละละสายตากลับไป


ไอ้ตัสขยับเข้าไปนั่งหว่างขาผม ที่มีลูกชายผมชูคอพยักหัวหงึกๆทักทายอยู่ก่อนแล้ว ก็นะ แค่ได้อยู่ใกล้มัน ผมก็ตื่นตัวได้ไม่ยาก ว่าแล้วก็อยากร้องเพลงขึ้นมา


~มีความต้องการทางเพศสูง ช่วยพยุงผมขึ้นเตียงหน่อย~


“ไหวหรอ” ผมพูดท้าทาย เมื่อเห็นว่ามันจ้องเอซน้อยที่ไม่น้อยตามชื่อ


มันไม่ตอบแต่กระตุกยิ้มมุมปากมาให้ รอยยิ้มร้ายที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ฝ่ามือที่ไม่นุ่มนิ่มแต่กลับทำให้ผมรู้สึกดีทุกครั้งยกขึ้นกอบกุมแท่งร้อนที่แข็งจนตั้งลำไว้แน่นก่อนจะสาวมือขึ้นลงอย่างรู้งาน


ผมครางในลำคออย่างพึงพอใจ ไอ้ตัสเหลือบมองผมอีกครั้ง ก่อนจะทำในสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะกล้าทำแบบนี้!


“เห้ย! อึก! เอาจริงดิ”


ไอ้ตัสโน้มใบหน้าให้ไปอยู่จุดกึ่งกลางลำตัว จ้องเขม็งสิ่งที่กำลังจ่ออยู่ตรงริมฝีปาก ไม่นานปากเล็กๆของมันก็อ้าออกกว้างเพื่อกลืนกินตัวตนของผมเข้าไป


“มึง มะไม่ต้องทำ...ขนาดนี้ก็ได้” ผมใช้มือข้างหนึ่งดันหน้าผากบังคับให้มันเงยหน้าขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่มันกลับปัดมือผมออก


“อ่าโอนอัวอ๋ม(อย่าโดนตัวผม)”


อย่าพูดทั้งที่กำลังอมไอ้นั่นให้ดิวะ!


“อึก...ไอ้ตัส”


เมื่อผมห้ามมันไม่ได้ สองมือผมจึงเลื่อนมากำผ้าปูที่นอนไว้แน่นแทน สายตาผมเอาแต่จ้องมองริมฝีปากที่เปลี่ยนเป็นสีแดงสดจากการเสียดสี จ้องมองปลายลิ้นเล็กเล็มเลียที่ปลายตัวตนของผม จ้องมองส่วนนั้นที่หายเข้าไปในโพรงปากอุ่นชื้น ร่างกายผมสั่นเทิ่มอย่างห้ามไม่อยู่เพราะมันรู้สึกดีเกินไป ดีจนผมแทบจะแตก ถ้าไม่รีบให้มันหยุดเดี๋ยวนี้!


“พอแล้วครับที่รัก”


ผมอดทนต่อไปไม่ไหว ขยับตัวนั่งหลังตรง ใช้สองมือประคองหน้ามันให้ปล่อยลูกชายผมให้เป็นอิสระ แต่มันช้าไป!


“ตัสกูขอโทษ!”


ผมรีบใช้มือเช็ดน้ำตัวเองออกจากหน้ามันออกอย่างรนๆ ให้ตายเหอะ รู้สึกดีจนเผลอแตกใส่หน้ามันจนได้


“สองครั้งแล้วนะครับ ที่แตกใส่หน้าผม” ไอ้ตัสกระพริบตาปริบๆพร้อมกับแลบลิ้นเลียน้ำบางส่วนเข้าปากอย่างช้าๆ


มันกำลังยั่วผมให้คลั่งตาย!


พรึ่บ!


“ใจเย็นๆก่อ...อื้อ”


ไม่ยงไม่เย็นมันแล้วโว้ย!!!


เส้นความอดทนผมขาดผึ่ง กระชากไอ้ตัสให้มาอยู่ใต้ร่าง สอดมือข้างหนึ่งไปที่ท้ายทอยแล้วจัดการประกบปากจูบอย่างดูดดื่ม ในปากมันยังมีกลิ่นของผมอยู่เลย


“พี่เอซ แฮ่กๆ” ไอ้ตัสเรียกชื่อผมหลังจากผมจูบมันจนพอใจ แขนสองข้างของมันตกอยู่ข้างตัวอย่างคนไร้เรี่ยวแรง


“จุ๊ฟ~ เก่งมากครับ” ผมกดจูบหนักที่เรียวปากเจ่อของคนใต้ร่างเพื่อเป็นรางวัลที่มันยอมทำเพื่อผมขนาดนี้


“วันนี้วันอะไรพี่รู้มั้ย?” พอหายใจได้เป็นปกติมันก็ถามขึ้น สายตาที่มันมองผมปรือๆเหมือนคนง่วงนอนแม่งโคตรน่าฟัด


“วันหยุดของมึงกับกูไง อู๊ย! เจ็บๆๆ!” ผมบอกตามที่คิดได้ พอไอ้ตัสได้ฟังก็งับเข้าที่หัวไหล่ผมอย่างแรง


“กูล้อเล่นเฉยๆ” นั่นแหละมันถึงยอมถอนเขี้ยวมันออก วันหยุดหน้าต้องพามันไปฉีดยาซะแล้ว


“ตกลงจำได้หรือไม่ได้ ตอบดีๆ” มันว่าเสียงจริงจัง ผมจึงขยับเข้าไปใกล้จนหน้าห่างกันแค่คืบ


“จำได้ไม่เคยลืม” ผมยิ้มน้อยๆก่อนจะก้มลงไปพูดชิดริมฝีปากของอีกคน


“สุขสันต์วันครบรอบเจ็ดเดือนนะครับ”


พูดจบ ผมก็จูบมันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความนุ่มนวลและอ่อนโยน บอกความรู้สึกที่มีผ่านทางริมฝีปากและปลายลิ้น


“อื้ออ!” อีกคนร้องประท้วงเมื่อเริ่มขาดอากาศหายใจ เฮ้อ ไอ้ตัสก็ยังเป็นไอ้ตัส...อ่อนหัดเหมือนเดิม อ้อ แต่เรื่องออรัลผมถือว่ามันสอบผ่าน


“ผมนึกว่าพี่จะจำไม่ได้ซะอีก” มันพูดเสียงเบาเมื่อปากเป็นอิสระ มันพยายามหันหน้าหนีแต่กลับซ่อนแก้มแดงๆไว้ไม่มิด


“งึ้ยย! จะกัดให้จมเขี้ยวเลย” ผมคำรามในลำคออย่างหมั่นเขี้ยว


“นี่ไอ้ดื้อ พี่รู้ว่าตัสคงกังวลไม่น้อย เพราะเราคบกันมาได้เจ็ดเดือนพอดี ตั้งแต่สมัยก่อนแล้วเลขเจ็ดถือว่าเป็นเลขแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับคู่รัก แต่พี่ให้คำมั่นสัญญาได้เลยว่า...ไม่ว่าเราจะคบกับเจ็ดเดือนหรือเจ็ดปี พี่ก็จะยังรักตัสเหมือนเดิม”


“ครับผมคงกังวลไปเอง...ขอบคุณนะครับที่รักกัน” มันโน้มใบหน้าขึ้นมาจูบคางผมเบาๆก่อนจะผละออก แต่พอเจอสายตาหวานเยิ้มของผมมันกลับหันหน้าหนีซะงั้น


เขินก็บอกมาเหอะ


“เอาล่ะ กูจะเริ่มละนะ” ผมกลับมาใช้คำพูดฮาร์ดคอร์อีกครั้ง คำหวานๆเอาไว้ใช้ตอนที่มีบทซึ้งๆก็พอ


“เริ่มอะไรครับ?” มันหันกลับมาเอียงคอถามอย่างสงสัย


“ก็ถึงตากูแล้วไง จะเอาจนมึงลุกไม่ขึ้นเลยคอยดู หึหึ” จะไข้จะไม่สบายอะไรก็ช่าง ตอนนี้ผมไม่สนแล้ว


“ไอ้พี่เอซหื่น!” มันว่าผมเสียงดังลั่นพร้อมกับพยายามดิ้นหนี แต่มีหรือที่กระต่ายอย่างผมจะยอมทิ้งเสือที่กำลังหมดแรงอย่างมันไปง่ายๆ


“อ้าวๆบุคคลใจกล้าเมื่อกี้หายไปไหนแล้วน้า โอ๊ย! ” มันขึงตาใส่ผมพร้อมกับคว้าหมอนมาทุบผมไม่ยั้ง แต่ผมคว้าหมอนไว้ แล้วโยนทิ้งไปไกลๆ ขยับตัวคร่อมมันไว้จนไร้ทางหนี


“หึหึ มาม๊ะอีหนู มาให้ป๋าเสียบซะดีๆ”


“ไม่ครับ!!!”



....ตัดเข้าฉากโคมไฟ....



อ๊ะๆ ยังไม่จบ

I

I

V



บทส่งท้าย



ในตรอกแคบๆฝั่งหนึ่งของถนน มีชายในชุดเสื้อคลุมสีเขียวขี้ม้าเก่าๆขาดๆนั่งพิงกำแพง เขานั่งอยู่บนผ้าปูสีดำ เขาสวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้า ในมือของเขามีขวดโหลทรงกลมที่บรรจุขนมอบกรอบชิ้นเล็กๆ เขาหมุนมันไปมาวนเป็นวงกลมอย่างช้าๆเพื่อฆ่าเวลา


“มาร์โค ผมฝากคุณเคลียร์กับคู่กรณีให้เรียบร้อยภายในวันนี้ด้วยนะครับ ผมโทรเรียกประกันแล้ว อีกไม่นานคงมาถึง ส่วนผมจะไปหาโลตัสที่ห้อง มีอะไรก็โทรเข้าเบอร์ส่วนตัวได้เลย”


“ครับคุณแอสเตอร์”


ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งขยับเสื้อสูทที่ใส่อยู่ให้เข้าที่ ก่อนจะเดินแยกตัวออกมาจากผู้ช่วยของบิดาที่วันนี้รับหน้าที่เป็นคนขับรถให้เขาเพื่อไปคุยธุรกิจกับคู่ค้ารายใหม่ที่ต้องการร่วมหุ้นส่วนในบริษัท แต่นัดหมายต้องเลื่อนออกไปก่อน


เนื่องจากในขณะที่รถยนต์คันหรูของเขาติดไฟแดง อยู่ดีๆก็ดันมีรถแท็กซี่ที่คนขับดันหลับในพุ่งมาชนท้าย เคราะห์ดีที่ไม่มีใครบาดเจ็บ แต่รถยนต์มีความเสียหายที่ไฟท้าย รถของเขามีประกันขั้นหนึ่งอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลอะไรมาก


อากาศที่กำลังเย็นสบายทำให้รองประธานบริษัทสรรพสินค้าโบลเดอร์ จำกัด เดินทอดน่องฮัมเพลงไปตามทางเดินริมฟุตบาทอย่างไม่รีบร้อน แต่ระหว่างที่กำลังก้าวผ่านตรอกเล็กๆ จู่ๆเขากลับรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดประหลาด ทำให้ขาที่กำลังก้าวไปข้างหน้าเปลี่ยนทิศทางมาเป็นก้าวไปทางซ้าย เดินเข้าไปในตรอกซะงั้น


นี่อะไรกัน? หมอดูหรอ?


“สายันต์สวัสดิ์”


เขาหันซ้ายหันขวาแต่ภายในตรอกแคบๆโทรมๆนี้ก็มีแค่เขากับหมอเดาคนนี้เท่านั้น


“พูดกับผมหรอ?” แอสเตอร์ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง


“ชะตาของเจ้าถูกลิขิตไว้แล้ว เจ้ามิอาจหลีกหนีหรือฝืนชะตาในครานี้ได้อีกอย่างในกาลก่อน เจ้าจักต้องพบกับบททดสอบที่แสนสาหัส บททดสอบนั้นอาจทำให้ใจเจ้าเจ็บปวดจนแทบขาดใจ ชะตาขอ...”


“เดี๋ยวๆๆ ผมบอกเมื่อไหร่ว่าจะให้ลุงดูดวงให้เนี่ย” ที่เขาต้องเรียกลุงเพราะฟังจากเสียงแล้วคงเป็นคนมีอายุ แม้จะไม่เห็นหน้าค่าตาก็เหอะ


แอสเตอร์ส่ายหัวน้อยๆพร้อมกับหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นหมอดูใส่ชุดคลุมเก่าๆนั่งปั่นขวดโหลคุกกี้ในมือเล่นพร้อมกับเอ่ยคำพยากรณ์ปัญญาอ่อนออกมา ชะตาบ้าบออะไร บททดสอบ ความเจ็บปวด นี่ไอ้พ่อหมอคนนี้ท่าจะสติไม่ดี


คนบ้าอะไร ใช้คุกกี้เสี่ยงทาย


เขาไม่เชื่ออะไรแบบนี้ตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว คนเราเกิดมาก็ต้องเป็นคนกำหนดชีวิตตัวเอง ไม่ใช่ให้คนที่แอบอ้างว่ารู้อนาคตรู้ฟ้ารู้ดินมากำหนดชีวิตเรา หมอดูต้องคู่กับหมอเดา ทำนายทายทักคนไปทั่ว พูดไปมั่วๆเพื่อให้คนหลงเชื่อ ใช้ชีวิตอยู่กับการหลอกลวงคนอื่น หึ


“โอเคๆ ผมสนุกมากกับการแสดงนี้” เขาล้วงเอากระเป๋าเงินออกมาแล้วหยิบแบงค์สีเทาออกมาหนึ่งใบโยนใส่ร่างหมอเดา


“ทำไมเป็นเจ้า...ทำไมต้องเจอ...ทั้งที่....” แต่หมอเดากลับไม่สนใจฟังที่เขาถามซักนิด กลับเอาแต่ก้มหน้ากำมือแน่นและเอาแต่พูดจาชวนงง


เขาเก็บกระเป๋าเงินไว้เหมือนเดิมก่อนจะโน้มตัวเอาหน้าที่มีหมวดเคราขึ้นจนปิดบังใบหน้าราวเทพบุตรของตัวเองเข้าไปใกล้ๆหมอดูอย่างนึกสนุก


“พันนึงคงพอนะ”


“...ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติ เจ้าก็ยังดูถูกข้าอยู่ดี”


แอสเตอร์ชะงักไปเมื่อเสียงของหมอเดาที่ก่อนหน้านี้เป็นเสียงโทนต่ำ แหบๆแห้งๆตามแบบคนแก่ กลับกลายเป็นเสียงของเด็กผู้ชาย น้ำเสียงเศร้าๆนั้นทำให้หัวใจของเขาที่ไม่เคยเต้นแรงอย่างนี้กับใครมาก่อน ต้องกระตุกจนรู้สึกชาหนึบไปทั้งตัว


อะไรกัน?! ทำไมเขาถึงคุ้นเคยกับเสียงนี้ ทำไมกัน?! ไอ้หมอดูคนนี้มันเป็นใครกันแน่!


พรึ่บ!


ไวเท่าความคิด เขายื่นมือไปประชากผ้าคลุมสีขี้ม้าเก่าๆที่ใช้ปิดบังใบหน้าออกอย่างแรง และภาพใบหน้าที่ซ่อนไว้ก็เผยออกมา มันทำให้เขาถึงกลับหยุดหายใจ


เส้นผมสีเงินยาวที่ถูกรวบเป็นหางม้าปลิวเบาๆไปตามแรงลมที่พัดมา ใบหน้าขาวซีดติดหวานเหมือนผู้หญิง อายุดูจากสายตาแล้วคงอยู่ในช่วงวัยรุ่น แต่ที่สะกิดใจแอสเตอร์ที่สุด คงเป็นดวงตาสีสนิทเหล็กที่มองสบตาเขาอย่างเศร้าสร้อยดูไร้ชีวิตชีวา แต่กลับน่าดึดดูดและชวนหลงใหล


ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก


แอสเตอร์ไม่มีทางรู้เลยว่า ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาได้สบตากับหมอดู ชีวิตหนุ่มโสดอันแสนสงบสุขของเขากำลังจะเปลี่ยนไป...


———————

บทแถมเพราะคนแต่งใจดีและสวยมาก

โลตัส : ที่พี่ไว้หนวดเพราะพี่ไม่มีเวลาโกนเองใช่มั้ยครับ

เอซ : เปล่า กูกับไอ้เหงือกปลิงแข่งกันว่าใครจะไว้หนวดได้ยาวกว่ากันต่างหากล่ะ

แอสเตอร์ : ฮัดชิ่ว! แม่งไอ้หน้าตับไก่นินทากูอยู่แน่ๆ


ฮัลโหลทุกโคนนนน~ ก็ไม่มีอะไรมาก...

คิดถึงนะอยากบอกให้รู้ ^^

—————————

พิมพ์เสร็จก็อัพทันที ได้ตรวจทานแค่คราวๆ อาจจะมีบางคำพิมพ์ผิด หรือใช้ไม่ถูกหลัก ก็ขออภัยด้วยนะคะ เดี๋ยวมาแก้ไขคำผิดให้ทีหลังค่ะ


ขอบคุณที่ติดตามนะคะ❤️

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น