facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 : เปิดเทอมวันแรกของน้องปุณย์คนเด๋อ

ชื่อตอน : บทที่ 1 : เปิดเทอมวันแรกของน้องปุณย์คนเด๋อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ส.ค. 2561 22:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 : เปิดเทอมวันแรกของน้องปุณย์คนเด๋อ
แบบอักษร

บทที่ 1

เปิดเทอมวันแรกของน้องปุณย์คนเด๋อ



หนึ่งปีต่อมา

เช้ามืดวันหนึ่งที่สถานีขนส่งกรุงเทพมหานคร(หมอชิต)

“มึงไปถูกแน่นะไอ้ปุณย์”

“เออ ไปถูกดิแค่นี้เอง ยังไงตอนนี้เราก็มาถึงกรุงเทพฯแล้วไม่ใช่เหรอ กับอีกแค่ไปม.ตัวเองมันจะยากตรงไหน”

“เออกูรู้ว่ามึงมันเก่ง ถ้าไม่เก่งคงไม่ดั้นด้นลงมาเรียนถึงกรุงเทพนี่หรอก ทีตอนขึ้นม.4ใหม่ๆกูถามกี่ทีก็บอกจะเรียนอยู่เชียงใหม่ แล้วนี่ยังไงมาเรียนกรุงเทพฯเฉย”

“ขี้บ่นจังวะไอ้ปัญ หนีพ่อแม่มาไกลขนาดนี้แล้วมึงยังตามมาบ่นเป็นพ่อกูอีกนะ”

“มาถึงขั้นนี้กูก็คงจะพูดอะไรไม่ได้แล้ว บ่นมึงไปก็เท่านั้น ยังไงก็ขอบคุณมึงด้วยแล้วกันที่ทำให้กูมีข้ออ้างขอแม่ลงมาเรียนกรุงเทพฯด้วย กูละอยากมาตั้งนานแล้วไอ้กรุงเทพฯเนี่ย คราวนี้แหละกูจะไปเที่ยวให้ทั่วเลย มหา’ลัยมึงใกล้สยามนี่ใช่ไหม ไว้วันหลังพากูไปเที่ยวด้วยนะมึง”

“เออๆ” ผมได้แต่ส่ายหน้าเบาๆให้ไอ้ปัญ มาถึงตอนนี้ดูเหมือนปัญญาธรคนที่บ่นผมตั้งแต่ปีที่แล้วมาจนถึงตอนนี้ดูจะสงบลงและเหมือนจะทำใจให้สนุกไปกับการมากรุงเทพฯได้ซะแล้ว

จะว่าไปนี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วหลังจากที่ผมเห็นพี่ศรในการแข่งขันยิงธนูในวันนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่การมองเห็นอยู่ไกลๆจากหน้าจอทีวี แต่ผมก็รู้สึกได้นะ รู้สึกได้ถึงกำลังใจและความมุ่งมั่นที่ออกมาจากตัวพี่ศร มันทำให้ผมมีพลังที่สุดเลยล่ะ ผมเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนที่ไม่ได้สนใจอะไรในชีวิตมากนัก คนที่ชีวิตวันๆก็มีแค่ไปเรียนแล้วก็กลับบ้าน เพื่อนก็มีอยู่กับเขาแค่ไม่กี่คน แต่หลังจากวันนั้นผมก็เข้าร่วมชมรมวิ่งที่โรงเรียนอย่างที่ไอ้ปัญมันแนะนำ โชคดีที่ผมพอจะมีพรสวรรค์ด้านนี้อยู่บ้าง เวลาไปแข่งอะไรก็ได้เหรียญทองติดไม้ติดมือมาฝากครูที่ฝึกสอนตลอด รางวัลที่ใหญ่ที่สุดคือการแข่งการกีฬาระดับภาคที่ผมสามารถเอาเหรียญทองกลับโรงเรียนได้ด้วยความภาคภูมิใจจนทำให้ผมได้โควต้ามาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยCอย่างที่หวังไว้

“แล้วนี่มึงติดต่อไอ้ไพร์ได้ไหม มันจะมารับมึงหรือเปล่า” ไอ้ปัญถาม

“เห็นมันบอกว่ามันไม่ว่างวะ คณะมันเริ่มมีกิจกรรมกันแล้ว”

“อ้าว! ได้ยังไงกันละ ก็ไหนตอนแรกที่มึงได้โควตาไอ้ไพร์โม้เช้าโม้เย็นว่าจะดูแลมึงอย่างนั้นอย่างนี้”

“เออ ช่างมันเหอะ มันติดหมอนี่ คณะมันก็คงยุ่งๆ” ผมพยายามหว่านล้อมให้ไอ้ปัญสงบสติอารมณ์ลงเมื่อเห็นว่ามันทำท่าจะบ่นอีกแล้ว ไอ้นี่ก็จุดติดง่ายเหลือเกิน จ้องแต่จะบ่นไปซะทุกเรื่องทำตัวเป็นคนแก่ไปได้

“แล้วนี่มึงจะไปมหา’ลัยเลยไหมไอ้ปุณย์”

“อืม ก็คงต้องอย่างนั้นแหละ วันนี้เขามีงานแรกพบด้วย กูก็ว่าจะไปร่วมงานแล้วเขาหอเลย”

ถึงจะตั้งใจและพยายามให้ได้มาเรียนที่กรุงเทพฯขนาดไหน แต่พอเอาเข้าจริงๆผมก็อดที่จะคิดถึงบ้านไม่ได้ ก็ผมอยู่ที่เชียงใหม่มาตั้งแต่เกิดนี่น่าพอจะย้ายลงมากรุงเทพฯจริงๆมันก็อดที่จะใจหายไม่ได้ ผมก็เลยเลือกที่จะอยู่เชียงใหม่ให้ได้นานที่สุด กว่าจะลงมากรุเทพฯก็วันแรกพบวันแรกแล้ว จริงๆผมต้องมาถึงมหา’ลัยตั้งแต่สองสามวันก่อนเพื่อเข้าหอพัก ลืมบอกไปสินะครับว่าคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาของผมปีหนึ่งทั้งหมดจะต้องอยู่หอใน แต่โชคยังดีที่เขาประกาศรายชื่อตั้งแต่อาทิตย์ก่อนแล้ว ถึงจะมาช้ายังไงผมก็มีห้องนอนอยู่ดีเพราะแบบนี้ผมก็เลยเลือกมาวันแรกพบเลยแล้วกัน ส่วนไอ้เจ้าปัญเนี่ย โน้นเลยคับ อีกเป็นอาทิตย์กว่ามันจะเริ่มมีกิจกรรมอะไร จริงๆมันสามารถนอนตีพุงสบายๆอยู่เชียงใหม่ได้อีกหลายวันแต่วันนี้มันเห็นว่าผมต้องเดินทางลงมากรุงเทพฯคนเดียวมันก็เลยเดินทางลงมาด้วยกัน ยอมรับว่าในความขี้บ่นของมันจริงๆแล้วไอ้ปัญก็เป็นคนมีน้ำใจเหมือนกันนะเนี่ย

“แล้วนี่มึงจะไปยังไง กรุงเทพฯก็พึ่งเคยมากับเขาครั้งแรกแถมยังทำเก่งมาคนเดียวอีก ไอ้ห่าไพร์ก็ทิ้งเพื่อนไปแล้วคนนึง ตัวกูเองก็พึ่งจะเคยมาเหมือนกันจะเอาปัญญาที่ไหนไปส่งมึงได้นอกจากจะหาทางมั่วๆไปด้วยกัน หรือว่า…” พูดจบไอ้ปัญหันมามองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

“หรือว่าอะไรของมึง” ผมถามกลับเพราะไม่ค่อยจะไว้ใจกับสายตาแบบนี้ของมันสักเท่าไหร่

“มึงไม่ให้พี่ศรอะไรของมึงนั้นมารับละ ตอนนี้เขาก็ต้องอยู่ปีสองใช่มะ ให้มารับน้องปีหนึ่งหน่อยจะเป็นอะไรไป ถ้าเขารู้ว่ามึงยอมลงทุนมาเรียนคณะเดียวกัน มหา’ลัยเดียวกันกับเขาแบบนี้ ไม่แน่นะเขาอาจจะชอบมึงตอบก็ได้”

“…”

“หรือมึงจะปฏิเสธว่าที่มึงยอมลงมาเรียนกรุงเทพฯนี่ไม่ใช่เพราะเขา”

“กะ…กู”

“พูดตะกุกตะกักเลยนะมึง”

“กะ…กูไม่ได้ชอบเขาสักหน่อย”

“ไม่ชอบแล้วทำไมมึงต้องหน้าแดงด้วยละ”

“กูหน้าแดงเหรอ” พูดจบผมเผลอตัวยกมือขึ้นลูบแก้มทั้งสองข้างอย่างมีพิรุธ

“เออดิ แดงจนจะไหม้แล้วมั้ง มึงอย่าบอกเลยว่ามึงไม่ชอบเขา กูเป็นเพื่อนกับมึงมาตั้งแต่จำความได้ทำไมกูจะไม่รู้ ตั้งแต่ที่มึงเห็นเขาในทีวีวันนั้นมึงก็เปลี่ยนไป กูเห็นครูมาตามมึงไปเข้าชมรมวิ่งตั้งแต่ม.ต้นมึงก็ไม่ไป เขาให้ไปแข่งที่ไหนก็ไม่ไปแข่งเต็มที่กูก็เห็นมึงยอมแข่งก็มีแค่กีฬาสีที่โรงเรียน แต่พอหลังจากมึงเห็นพี่เขาวันนั้นมึงก็เปลี่ยนไป มึงยอมเข้าชมรมวิ่งที่โรงเรียน ยอมไปฝึกซ้อมทุกวันแถมมึงแม่งยังวิ่งเร็วจนได้เหรียญทองมาเป็นสิบอีก ทำไมกูจะไม่รู้ว่าทั้งหมดที่มึงทำเพราะมึงอยากได้โควต้ามาเรียนที่เดียวกับพี่เขา”

“…” ผมได้แต่นิ่งเงียบเพราะพูดไม่ออก ทำไมไอ้ปัญมันถึงรู้มากแบบนี้ ถึงผมจะไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรออกไป ก็มันเรื่องจริงนี่น่า แต่ว่าจริงๆแล้วที่ผมอยากมาเรียนที่กรุงเทพฯก็เพราะอยากจะมาเห็นพี่ศรยิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้งแค่นั้นเองนะ แต่ถ้า...ได้เห็นพี่เขา ได้สนิทกับพี่เขา หรือได้รู้เรื่องอื่นๆของพี่เขาด้วยมันก็คงจะดีเหมือนกัน แต่ยังไงที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องหาทางไปมหาวิทยาลัยให้ได้ก่อน เรื่องอื่นๆไว้ค่อยคิดแล้วกัน

“โชคดีนะมึง ถ้าหลงทางโทรบอกกูเลยนะ”

“อืม ไว้เจอกันมึง เอาไว้กูถึงแล้วจะโทรหา” ทำอย่างกับว่าถ้าเกิดหลงทางจริงๆมันจะมาช่วยผมได้อย่างงั้นแหละ ก็ในเมื่อมากรุงเทพฯครั้งแรกด้วยกันแท้ๆขืนรอให้ไอ้ปัญมันมาช่วยมีหวังคงจะหลงหนักยิ่งกว่าเดิม

หลังจากแยกตัวกับไอ้ปัญมาแล้วผมก็เดินมาตรงจุดที่ดูเหมือนเขาจะเอาไว้ขึ้นรถแท็กซี่ ก่อนหน้านั้นผมโดนไอ้ปัญแอดแทคเรื่องพี่ศรอยู่ชุดใหญ่ กว่าจะแยกตัวออกมาได้เล่นเอาซะเหนื่อยเหมือนกัน ตอนแรกผมว่าจะลองนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้าจะได้ศึกษาเส้นทางไปในตัวด้วย แต่ตอนนี้ก็เริ่มจะเช้าแล้วถ้าผมไปสายคงไปวันแรกพบไม่ทันแน่ ดังนั้นแท็กซี่นี่ก็คงจะเป็นทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็วที่สุดแล้ว ส่วนไอ้ปัญมันเรียนที่มหา’ลัย K อยู่ใกล้ๆหมอชิตเลย อีกอย่างมันก็อยู่หอนอกไม่ต้องรีบร้อนอะไร มันเลยเลือกจะลองนั่งรถเมล์ไป ถ้าเดาไม่ผิดไปถึงหอพักมันก็คงจะนอนหลับเป็นตายยันบ่ายแน่ๆ

สุดท้ายแล้วผมก็ได้นั่งรถแท็กซี่ไปมหาวิทยาลัยจริงๆอย่างที่คิดไว้ นี่เป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมได้มากรุงเทพฯ ถึงแม้เชียงใหม่ทุกวันนี้จะเจริญเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆของภาคเหนือก็ตาม แต่พอรถแล่นออกมาจากหมอชิตผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพบเห็น ทั้งถนนหนทางที่ดูแปลกตา ตึกสูงที่ไม่ว่ารถจะแล่นผ่านไปทางไหนก็เจออยู่ตลอด แถมผมยังได้เห็นรถไฟฟ้าด้วยตาตัวเองครั้งแรกด้วย ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วกรุงเทพฯเป็นแบบไหนกันแน่ แต่สำหรับวันแรกที่มาถึงแล้วเกิดความรู้สึกดีๆแบบนี้ ต่อไปผมต้องทำทุกวันที่อยู่ที่นี่ให้เป็นวันที่ดีให้ได้เลย

“ถึงแล้วครับ” เสียงพี่คนขับหันมาบอกเมื่อรถจอดเทียบสนิทอยู่ริมฟุตบาท

“นี่ครับค่าโดยสาร ขอบคุณที่มาส่งนะครับ”

พอลงจากรถภาพที่เห็นตอนนี้มันยิ่งทำให้ผมตื่นตาตื่นใจกว่าเดิมซะอีก รู้สึกว่าตอนนี้ใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากหัวใจอยู่แล้ว

“นี่นะเหรอมหาวิทยาลัยC…” ภาพกลุ่มคนที่ใส่เสื้อสีชมพูเหมือนกับผมที่เห็นตรงหน้าทำให้หัวใจผมพองโตขึ้นมาทันที ความพยายามกว่าหนึ่งปีที่จะได้มาเรียนทีนี่มันทำให้ผมรู้สึกขอบคุณพี่ศรมากกว่าใคร ถ้าไม่ใช่เพราะเขาผมก็คงไม่ลุกขึ้นมาพัฒนาตัวเอง แล้วก็คงไม่ได้มายืนในจุดจุดนี้ ถึงตอนแรกจะแอบกังวลอยู่บ้าง แต่เอาเถอะ! ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วมันต้องสู่สิวะไอ้ปุณย์!

ว่าแต่…มหา’ลัยนี่เอาเข้าจริงๆก็กว้างกว่าโรงเรียนเก่าเยอะเลยแฮะ แถมเราก็ไม่รู้ด้วยว่าตึกคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาอยู่ตรงไหน ถ้าจะใช้สติปัญญาที่มีอยู่เดินตามหาตึกคณะเอาเองวันนี้ทั้งวันก็คงจะไม่เจอ หรือว่าจะโทรหาไอ้ไพร์ดีนะ? ไม่เอาดีว่า ไอ้ไพร์ก็คงกำลังยุ่งๆกับงานวันแรกพบเหมือนกัน

ถ้าอย่างนั้น…ถามคนแถวๆนี้เอาก็ได้

“เอ่อ…ขอโทษนะครับ คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาไปทางไหนครับ” หลังจากยืนลังเลมองคนเดินผ่านไปมาอยู่พักหนึ่งในที่สุดผมก็ตัดสินใจถามผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่เดินผ่านมา แอบเห็นป้ายชื่อมีตัวP นำหน้าชื่อ น่าจะเป็นรุ่นพี่นะ

“น้องจะไปคณะวิท’กีฬาเหรอจ๊ะ?”

“ครับผม”

“หืม ปีนี้วิท’กีฬามีน้องใหม่น่ารักขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย” พูดจบเธอเดินเข้ามาใกล้แถมยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะชนกันกับหน้าผมอยู่แล้ว

“น่ารักแบบนี้มีแฟนหรือยังจ๊ะ?” เธอถามต่อ

“เอ่อคือ…” รู้เลยว่าตอนนี้ผมทำหน้าเลิกหลักอย่างทำตัวไม่ถูกแน่ๆ ก็แหงละสิ โดนจู่โจมแบบนี้ใครมันจะไปทำตัวถูก

“ไอ้แพนแกก็อย่าไปแกล้งน้อง” พี่อีกคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะมาด้วยกันร้องห้ามพี่คนที่ชื่อแพนไม่ให้แกล้งผมหลังจากที่เธอยืนยิ้มดูเหตุการณ์มาพักหนึ่งแล้ว

“ก็ได้ๆ ฉันเห็นน้องมันน่ารักดี แกล้งนิดแกล้งหน่อยน้องมันไม่โกรธหรอก จริงไหม?” ประโยคสุดท้ายเธอหันมาถามผม

“คะ…ครับ”

“คณะวิท’กีฬาไม่ได้อยู่ฝั่งนี้หรอกจ๊ะน้อง น้องมาใหม่คงยังไม่รู้ คือแบบนี้มหา’ลัยเราเนี่ยมีสองฝั่งนะ ฝั่งที่เรายืนอยู่ตรงนี้เขาเรียกฝั่งใหญ่ ส่วนอีกฝั่งนึงด้านโน้นเขาเรียกฝั่งเล็กเข้าใจไหม”

“เอ่อ…ขะ…เข้าใจครับ” ถึงจะรับคำไปแบบนั้นแต่จริงๆผมก็มีไม่เข้าใจอยู่บ้าง เอาจริงๆเลยก็คือไม่เข้าใจทั้งหมดนั้นแหละ ความซวยมาเยือนแล้วไงไอ้ปุณย์ มาถึงวันแรกก็หลงทางหาคณะตัวเองไม่เจอซะแล้ว น่าอายชะมัดเลย! แต่มันไม่ใช่ความผิดผมนะ ใครจะไปรู้ละว่ามหา’ลัยจะมีแบ่งฝั่งเล็กฝั่งใหญ่แบบนี้ด้วย

“แต่พี่ว่าน้องน่าจะไม่เข้าใจนะ” เธอหรี่ตามองผมอย่างรู้ทัน พอถูกจับได้แบบนั้นผมก็จำต้องพยักหน้ารับเบาๆในความไม่เข้าใจของตัวเอง

“เอาเป็นว่าน้องไปขึ้นรถป๊อบที่หน้าตึกตรงโน้นนะ” ว่าจบเธอก็ชี้นิ้วไปยังตึกที่ว่า

“รถป๊อบเหรอครับ”

“ใช่ รถป๊อบ ดูท่าจะไม่รู้จักละสิ ไม่เป็นไรน้องอยู่ไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็รู้จักเอง รถป๊อบก็คล้ายๆรถเมล์นั้นแหละ น้องไปที่หน้าตึกนั้นเห็นรถสีชมพูหลายๆคันจอดอยู่เดี๋ยวก็รู้เอง ไม่ก็ไปถามคนแถวนั้นก็ได้ว่ารถคันไหนผ่านคณะวิทย์’กีฬา”

“อ๋อครับ ขอบคุณมากๆนะครับ” ผมยกมือไหว้ขอบคุณ

“จ้าไม่เป็นไร ไปดีๆนะน่ารักแบบนี้อย่าเดินหลงไปไหนอีกละรู้ไหม” หมับ! ไม่ว่าเปล่าพี่คนที่ชื่อแพนก็บีบเข้าที่แก้มผมทั้งสองข้างเต็มแรงจนผมแอบมีอาการเจ็บเล็กๆเหมือนกัน

พอแยกตัวออกมาจากพี่ทั้งสองคนที่ใจดีบอกทางให้กับคนเด๋อๆแบบผมที่มามหา’ลัยวันแรกก็หลงทางซะแล้ว เดินมาตามทางจนมาถึงตึกที่มีรถป๊อบสีชมพูจอดอยู่หลายคันอย่างที่พวกพี่ๆเขาบอกจริงๆด้วย ผมก็นึกว่ารถป๊อปมันคืออะไรที่แท้ก็แค่รถเมล์ธรรมดานั้นแหละครับ แต่ย่อส่วนลงมากว่าเดิมนิดนึง แถมแต่ละคันก็เป็นสีชมพูเหมือนกันหมดเลย อยู่ในมหาวิทยาลัยที่สีประจำเป็นสีชมพูบางทีมันก็เลี่ยนนะ ให้ใส่เสื้อสีชมพูหลายๆคนก็ดูหวานพออยู่แล้วนี่ขนาดสีรถป๊อปยังเป็นสีชมพูเลย

“ขอโทษนะครับ ผมจะไปคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ผมต้องขึ้นรถคันไหนเหรอครับ” ผมเดินเข้ามาถามพี่คนขับรถคันที่อยู่ใกล้ที่สุด

“คันนี้เลยครับสุดหล่อ แต่ต้องไปลงป้ายคณะสหเวชฯนะ ปีหนึ่งละสิเรา”

“ครับ พึ่งเข้าปีหนึ่งครับ” พื่งมาที่นี่วันแรกด้วยครับ หลงทางแล้วด้วยครับ ฮือๆ

“งั้นขึ้นมา ถ้าถึงแล้วพี่จะบอกอีกทีแล้วกัน”

“ขอบคุณครับ” ได้ยินแบบนั้นผมฉีกยิ้มกว้างไม่หยุด ก้มหัวเป็นเชิงขอบคุณให้พี่เขาไปหลายที อีกแค่นิดเดียวเท่านั้นไอ้ปุณย์อีกนิดเดียว พอถึงคณะแล้วก็สบายตัวไม่ต้องกลัวเรื่องหลงทางอีกต่อไป

บรรยากาศรอบๆมหาวิทยาลัยของผมยอมรับว่าร่มรื่นกว่าที่ผมคิดไว้มาก บรรยากาศจริงๆไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยที่ตั่งอยู่กลางเมืองเลย บนรถป๊อปตอนนี้คนค่อยข้างจะเยอะแล้วก็มีคนขึ้นลงอยู่เรื่อยๆคงเพราะว่าวันนี้เป็นวันแรกพบด้วยละมั้งเลยทำให้มองไปทางไหนก็มีแต่คนใส่เสื้อสีชมพูทั้งนั้นเลย ตัวผมเองเลือกนั่งลงตรงที่นั่งไม่ไกลจากพี่คนขับและประตูรถมากนัก กะเอาไว้ว่าถ้าถึงคณะแล้วพอพี่คนเขาแกบอกก็จะได้ลงได้เลย

หมับ!

จนเมื่อความสุขในการนั่งรถของผมถูกรบกวนจากอะไรบางอย่างหรือใครบางคน ผมหันไปตามแรงสัมผัสของฝ่ามือที่แตะลงที่ต้นขา ผมค่อยๆไล่สายตามองตามฝ่ามือนั้นขึ้นไปจนเห็นหน้าของใครอีกคนที่นั่งอยู่ถัดไป

“…” มีแต่ความเงียบที่ได้กลับมาเพราะว่าไอ้คนที่วางมืออยู่บนต้นขาผมตอนนี้มัน…หลับ

เฮ้อ! ถึงจะตกใจอยู่บ้างแต่การที่จะไปถือโทษโกรธคนที่หลับแบบนั้นมันก็จะดูใจร้ายไปหน่อย เขาคงจะไม่ได้ตั้งใจหรอกมั้ง พอคิดได้แบบนั้นผมจึงค่อยๆเอามือของคนแปลกหน้าที่นั่งหลับไม่รู้เรื่องอยู่ตอนนี้ออกจากต้นขาของตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่จะเอามือออกไปพ้นต้นขาของตัวเองเลย แรงสัมผัสครั้งใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้งแต่ครั้งนี้เรียกความตกใจจากผมได้มากกว่าครั้งก่อนจนผมต้องเบิกตากว้างอย่างตกใจเพราะไอ้ผู้ชายคนเดิมมันเอนหัวลงมาซบเข้าที่ไหล่ผมเต็มๆ

“โรคจิตหรือเปล่าวะ” ผมพูดกับตัวเองเบาๆ หน้าตาก็ดีคงไม่ใช่หรอกมั้ง เขาก็แค่คนหลับคนหนึ่งเท่านั้น ว่าแต่คนเราจะหลับลึกเหมือนซ้อมตายบนรถได้ขนาดนี้เลยเหรอ

แต่แล้ว…ฟอด!

เหตุการณ์ที่ทำให้ระบบป้องกันตัวเองของร่างกายผมต้องทำงานก็เกิดขึ้น ก็ไอ้คนที่ทั้งจับต้นขาทั้งซบไหล่ผมเมื่อกี้ตอนนี้มันทำในสิ่งที่คนธรรมดาที่ไม่รู้จักกันเขาไม่ทำกัน มัน…กอดผม แล้วยังหอมเข้าที่แก้มผมเต็มๆอีก ยิ่งผมช็อกนิ่งไปมันยิ่งกอดผมแน่นกว่าเดิม

แบบนี้คงไม่ใช่คนหลับแล้วแน่ๆ มันต้องเป็น…ไอ้โรคจิต!

“ไอ้โรคจิต นี่แนะ! นี่แนะ!” พอตั้งสติได้ผมลุกพรวดจนหลุดออกจากการเกาะกุมของไอ้โรคจิตมือปลาหมึกได้ สิ่งเดียวที่ผมทำคือ..รัวกระเป๋าฟาดใส่ไอ้โรคจิตนี่ไม่ยั้งเลย

“โอ้ย! โอ้ย! คุณตีผมทำไมเนี่ย” เสียโวยวายของไอ้โรคจิตที่แกล้งหลับเมื่อกี้ร้องดังแข่งกับเสียงรัวฟาดกระเป๋าจากมือของผม

“ยังจะมีหน้ามาถามอีกนะ แกทำอะไรเอาไว้ละ คิดว่าจะมารังแกคนอย่างไอ้ปุณย์ได้เหรอ นี่แนะ!”

“โอ้ย! หยุด หยุด เดี๋ยวฟังก่อน!”

“ไม่ฟัง” ผมไม่ได้สนใจเสียงร้องประท้วงนั้นยังคงรัวฟาดใส่ไม่ยั้ง น่าหงุดหงิดชะมัด หลงทางก็แย่อยู่แล้วยังมาเจอโรคจิตอีก

เอียด!

เสียงดังโวยวายและเหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนในรถหันมามองที่ผมเป็นสายตาเดียวกัน แถมตอนนี้พี่คนขับรถก็เบรกรถกะทันหันจนผมเซล้มลงมานั่งกองอยู่กับพื้น

“มีอะไรกันน้อง” เสียงพี่คนขับตะโกนถามมาจากด้านหน้าของรถ

“…” ผมนิ่งเงียบไม่ตอบ มองไปรอบๆตอนนี้ทุกสายตาต่างจับจ้องผมที่กำลังนั่งกองอยู่กับพื้นในท่าเดิมเหมือนตอนที่ล้มลงมา

“ไง! ไอ้ตัวเล็ก เป็นบ้าอะไรขึ้นมาละเราถึงอาละวาดทุบกูซะขนาดนั้น”

“…”

“ว่าไงละ กูถามได้ยินไหม” ไอ้โรคจิตหน้าหล่อนั่งย่อตัวลงข้างๆผม สายตาของมันที่มองมาทำให้ผมรู้สึกโมโหชะมัด ทำตัวโรคจิตใส่คนอื่นแบบนั้นยังจะมีหน้ามาถามคนอื่นเขาแบบนี้อีก “ลุกไหวเปล่า ตัวเล็กแค่นี้แต่ทำไมแรงเยอะจังวะ” ว่าจบไอ้โรคจิตมันก็ยื่นมือเข้ามาใกล้ๆทำท่าเหมือนจะมาจับตัวผมอีก

“อ๊าก! ไอ้…ไอ้ตัวเล็ก ทำอะไรของมึงเนี่ย” อารมณ์ตกใจปนโกรธตอนนั้นทำให้ผมเลือกตัดสินใจเตะเข้าที่หน้าแข้งของไอ้โรคจิตเต็มแรงๆ คนที่นั่งย่อตัวทำหน้าหล่อเมื่อกี้นี้ตอนนี้ลงไปกึ่งนั่งกึ่งนอนลูบหน้าแข็งตัวเองที่โดนผมเตะเข้าเต็มๆอย่าเจ็บปวด

สมน้ำหน้าแล้ว โรคจิตแบบนั้นก็ต้องโดนซะมั้ง!

ไม่รอช้าจากนั้นผมก็รีบย้ายตัวเองวิ่งหนีลงมาจากรถป๊อปด้วยความเร็วแสง อายก็อายโกรธก็โกรธ กลัวไอ้โรคจิตมันหายเจ็บแล้วจะเอาคืนผมก็กลัว คิดได้แบบนั้นผมตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไม่คิดชีวิตเลยได้ยินทั้งเสียงพี่คนขับรถร้องตะโกนบอกว่ายังไม่ถึงป้ายที่จะลง ทั้งเสียงไอ้โรคจิตร้องด่าผมตามหลังมา แต่วินาทีแบบนั้นผมไม่สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก ยังไงตอนนี้ขอเอาตัวรอดก่อนแล้วกัน

“แฮ่กๆ คณะ…วิทยา…ศาสตร์การกีฬา แฮ่กๆ” ผมอ่านป้ายบอกทางที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่ผมวิ่งหนีมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ ตอนนี้คงจะปลอดภัยแล้วละ มองย้อนกลับไปไม่เห็นรถป๊อปคันนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าวิ่งหนีมาไกลแค่ไหนและมาหยุดอยู่ตรงไหน แต่ถ้ามีป้ายบอกทางแบบนี้ก็คงใกล้ถึงคณะแล้วละ...มั้ง

“เล่นเอาซะเหนื่อยเลย วันนี้มันวันซวยอะไรของปุณากรณ์วะเนี่ย”

Line!

เสียงแจ้งเตือนของแอพพลิเคชั่นสีเขียวดังขึ้นพร้อมๆกับแรงสั่นของมือถือในกระเป๋ากางเกง พอล้วงมือถือขึ้นมากดดูคนที่ทักมาไม่ใช่ใคร ไอ้ไพร์เพื่อนผมเอง ไม่สิต้องเรียกว่าคุณหมอไพร์แล้วสินะ ยี้! แค่คิดก็ขนลุกแล้ว เรียกไอ้หมอไพร์แทนแล้วกัน ว่าแล้วก็เปลี่ยนชื่อไลน์มันซะเลย

ไอ้หมอไพร์ : มึงอยู่ไหนไอ้ปุณย์

ปุ-ณา-กรณ์ : ไม่รู้เหมือนกันวะ กำลังหาทางไปคณะอยู่

ไอ้หมอไพร์ :นี่กูนึกว่ามึงอยู่ที่คณะแล้วนะเนี่ย คณะมึงมีงานแรกพบกี่โมง

ปุ-ณา-กรณ์ : เก้าโมงเช้า

ไอ้หมอไพร์ : แล้วนี่มันกี่โมงแล้ว

ปุ-ณา-กรณ์ : ก็แปดโมงห้าสิบนาที

หา! แปดโมงห้าสิบนาที! ตายละหว่าไอ้ปุณย์ เหลืออีกแค่สิบนาทีเอง แล้วจะไปทันไหมเนี่ย โอ้ยยย!ไอ้ปุณย์เอ้ย! มาวันแรกก็สายแล้วเหรอวะเนี่ย

วิ่ง! ใช่จริงด้วย อย่าลืมว่ามึงเป็นนักวิ่งระดับภาคเลยนะเว้ยไอ้ปุณย์ ถ้าวิ่งไปก็อาจจะทัน เอาวะ! มาถึงขนาดนี้แล้วลองวัดใจกันหน่อยแล้วกัน

พอคิดได้แบบนั้นไวเกือบเท่าความคิดผมไม่รอช้ารีบก้าวเท้าออกตัววิ่งด้วยความเร็วที่ผมมั่นใจว่ามันต้องเร็วพอๆกับความเร็วแสงแน่ๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนหรือแม้แต่จะวิ่งไปทางไหนผมยังไม่รู้เลยได้แต่วิ่งตามป้ายบอกทางที่มีอยู่เป็นระยะๆเท่านั้น จนกระทั่ง…

พลัก!

ตุบ!

“โอ้ย!...” เสียงร้องของผมที่ดังขึ้นพร้อมกับการที่ตัวเองต้องลงมานั่งอยู่ในท่าที่แทบจะกองไปกับพื้นแบบนี้ ดูเหมือนผมจะตั้งใจวิ่งมากไปจนไม่ทันได้มองไปข้างหน้า รู้ตัวอีกทีก็ชนกับเอาอะไรสักอย่างเข้าอย่างจังจนผมล้มลงมากองอยู่กับพื้นแบบนี้

“วิ่งไม่ดูทางเลยหรือไงวะ แล้วนี่เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงผู้ชายคนหนึ่งถามขึ้นทำให้ผมรู้ว่าไอ้สิ่งที่ผมพึ่งวิ่งชนอย่างจังเมื่อกี้นั้นเป็นคน แต่ผมไม่ทันได้มองเพราะมัวแต่มองหากระเป๋าสะพายที่ผมสะพายติดตัวมา ซึ่งตอนนี้ไม่รู้กระเด็นหลุดหายไปไหนแล้ว

“หูหนวกหรือไงถึงถามไม่ได้ยิน”

“ผมวิ่งของผมอยู่ดีๆคุณนั้นแหละมาขวางทางทำไม” ตอบออกไปทั้งๆที่ยังไม่ได้เงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยซ้ำ ตอนนี้ผมเจอไอ้เจ้ากระเป๋าคู่ใจของตัวเองแล้ว กระเด็นลงไปข้างทางเลอะฝุ่นหมดเลย

“มึงจะบอกว่านี่เป็นความผิดของกูว่างั้น กูเดินของกูอยู่ดีๆมึงต่างหากที่วิ่งมาชนกูเอง ไม่มีใครบอกเหรอว่าจะเดินจะวิ่งให้มองทางบ้าง”

“ผม…เอ่อ…ผม” ไม่รู้จะเถียงออกไปยังไงดี จริงๆเรื่องนี้ผมก็ผิดเต็มๆอยู่แล้ว แต่จะว่าไปเขาก็ต้องผิดเหมือนกันแหละ ก็…คนมันรีบนี่น่า เขาก็น่าจะหลบผมด้วยไม่ใช่เหรอ

“เตี้ยแล้วยังซุ่มซ่ามอีกนะมึง”

“…” เมื่อไม่รู้จะเถียงอะไรก็เลยเลือกจะเงียบไว้ดีกว่า ตอนนี้ผมได้แต่ก้มหน้าหลบสายตากอดกระเป๋าเป้ของตัวเองไว้แน่นเท่านั้น พอเห็นผมเงียบไปอีกฝ่ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ผมมองเห็นอีกฝ่ายด้วยหางตา ตอนนี้กำลังหันหลังกลับไปเหมือนจะก้มลงหยิบอะไรสักอย่าง

เฮ้ย! เขา…จะหยิบอาวุธหรือเปล่าวะ ไม่นะแค่นี้ถึงกับต้องใช้อาวุธเลยเหรอ แต่ไม่มีทางซะหรอกคิดว่าจะทำอะไรไอ้ปุณย์คนนี้ได้ง่ายๆหรือไง วันนี้เป็นไงเป็นกันไอ้ปุณย์ขอสู้ตาย

คิดได้แบบนั้นผมไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้หันกลับมาทำอะไรผมได้ ผมฉวยโอกาสตอนเขาเผลอออกแรงผลักเข้าที่กลางหลังของเขาเต็มๆ ภาพสุดท้ายที่เห็นคือคนตรงหน้าล้มคะมำเข้าไปในพุ่มไม้ข้างทางซะแล้ว เห็นแบบนั้นแล้วผมไม่รอช้าใส่เกียร์หมาวิ่งหนีออกมาจากตรงนั้นทันที วิ่งชนิดที่ว่าไม่หันกลับไปมองข้างหลังด้วยซ้ำ

นี่แหละนะ ประโยชน์ของการเป็นนักวิ่ง มันเอาไว้ใช้ประโยชน์แบบนี้นี่เอง สู้ไม่ได้ก็วิ่งหนีไงไม่เห็นจะยาก

“แฮ่กๆ เหนื่อยชะมัด เล่นเอาซะหอบเลย” วันนี้มันวันอะไรของเราวะเนี่ย! “โว้ย! ชีวิตมหา’ลัยวันแรกของไอ้ปุณย์ต้องไม่ใช่แบบนี้!” ผมตะโกนแหกปากเสียงดังลั่นอย่างไม่อายใคร ตอนนี้วิ่งหนีมาถึงตรงไหนแล้วก็ไม่รู้ จากเดิมที่คิดว่าอาจจะวิ่งไปที่คณะทันเวลา แต่ผมว่าตอนนี้คงไม่ทันแล้วแหละ เป็นวันแรกของชีวิตมหา’ลัยที่โคตรพังจริงๆ ขอร้องไห้ได้ไหม ฮือๆ

“น้อง! ใจเย็นๆ” เสียงนี้ทำให้ผมแทบหยุดหายใจแล้วอยากจะแทรกแผ่นดินหนีหายไปจากโลกนี้จริงๆ คิดว่าไม่มีใครซะอีกทำไมถึงยังมีคนมาแอบได้ยินเข้าจนได้

“แฮ่ๆ” ผมค่อยๆหันไปตามเสียงนั้น ก่อนจะยิ้มแห้งๆให้คนตรงหน้าอย่างรู้สึกอายจับใจ เจ้าของเสียงเมื่อกี้เธอเป็นพี่ผู้หญิงน่ารักที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลย เพราะตอนนี้เธอไม่ได้ล้อผมเลยสักนิด แถมยังยิ้มกลับให้ผมด้วย

“เป็นอะไรละเรา หลงทางมาเหรอ” เสียงสดใสเอ่ยถาม

“คะ…ครับ”

“จะไปที่ไหนเหรอ ปีหนึ่งใช่ไหม”

“ครับพึ่งเข้าปีหนึ่งครับ ผมจะไปคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา พี่พอจะบอกทางผมได้ไหมครับ”

“พี่บอกทางเราไม่ได้หรอก” เธอพูดพร้อมเปลี่ยนโหมดสีหน้ากลายเป็นโหมดจริงจังจนผมตกใจ

“ครับ?” งือ…ผมหน้าเสียแล้วนะ

“พี่ล้อเล่น ไม่ต้องทำหน้าเศร้าขนาดนั้นก็ได้ ที่พี่บอกทางเราไม่ได้ก็เพราะตอนนี้เราอยู่ที่ตึกคณะอยู่แล้วนะสิ โน้นไง” ผมมองไปตามทางที่มือเธอชี้ไปก็พบเข้ากับป้ายคณะตัวใหญ่เท่าบ้าน ปล่อยเด๋อได้ตลอกทั้งวันจริงๆไอ้ปุณย์เอ้ย ถ้าป้ายเป็นงูมันคงฉกมึงตายไปแล้ว

“มัวแต่หลงทางก็เลยมาสายเหรอ”

“เอ่อ…คะ…ครับ” ผมตอบเสียงอ่อยตามความจริง

“งั้นมานี่ตามพี่มา เดี๋ยวจะพาไปรายงานตัวนะ”

หลังจากนั้นผมก็ถูกเธอจับข้อมือพาตัวเข้ามาข้างในตึกคณะ ตอนนี้ทุกคนเหมือนจะมาพร้อมกันหมดแล้ว ใต้ตึกคณะมีลานกว้างๆที่ตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่ใส่เสื้อสีชมพู จริงๆผมแอบกลัวนิดหน่อยว่าถ้ามาสายขนาดนี้จะต้องกลายเป็นจุดเด่นแน่ๆ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างนั้นเพราะตอนนี้แต่ละคนหันไปสนใจรุ่นพี่ที่กำลังเต้นไก่ย่างถูกเผาอยู่ด้านหน้ากันหมดเลย

“ชื่ออะไรล่ะเรา” พี่คนเดิมที่พาผมเข้ามาในคณะหันมาถาม

“เอ่อ…ชื่อปุณากรณ์ครับ”

“ขอชื่อเล่นได้ไหม พี่จะเขียนชื่อที่ป้ายห้อยคอให้เรา”

“อ๋อ ขอโทษครับ ชื่อน้องปุณย์ครับ”

“แทนตัวเองซะน่ารักเชียว ชื่อก็น่ารักด้วย ชื่อปุณย์นะ เขียนแบบนี้ถูกไหม” ว่าจบเธอก็ยื่นป้ายคล้องคอสำหรับปีหนึ่งที่พึ่งจะถูกปากกาเมจิกสีน้ำเงินเขียนชื่อผมลงไป

“ถูกครับ”

“เดี๋ยวพี่ใส่ให้” เธอคล้องป้ายให้ผม “เดี๋ยวเราไปนั่งต่อแถวกับเพื่อนนะ ว่าแต่น้องปุณย์เดินมายังไงคะเนี่ย”

“ครับ?” ผมค่อยๆไล่สายตามองตามสายตาของเธอที่มองมาที่ผม

ร้องเท้าหาย! เชี่ยแล้วไง เชี่ยจริงๆ รองเท้าหายไปข้างนึง หายไปตั้งแต่ตอนนี้ไหวนะเนี่ย

“โอ้ย!” ตกใจกับเหตุการณ์ที่อยู่ดีๆรองเท้าเหลืออยู่แค่ข้างเดียวยังไม่ทันไร แรงสัมผัสที่หน้าอกอย่างแรงจนแทบจะเป็นแรงผลักจากฝ่ามือหนาของใครอีกคนเรียกให้ผมต้องหันไปสนใจ

“นี่ของมึง” คำพูดที่ดังขึ้นพร้อมกับมือหนาที่ยัดรองเท้าข้างหนึ่งใส่มือผมเมื่อกี้ “ทั้งเตี้ย ทั้งตัวเล็กแค่นี้แต่วิ่งเร็วฉิบหาย”

“…” พะ…พี่ศร ใช่แล้ว ใบหน้าแบบนี้ผมจำได้ขึ้นใจ ถึงแม้จะเคยเห็นผ่านหน้าจอทีวีไม่ก็หน้าจอมือถือเท่านั้น แต่ผมมั่นใจว่าผมไม่มีทางจำผิดแน่นอน ผมยังจำวันแรกและทุกๆวันที่เห็นหน้าพี่เขาได้ดีไม่มีวันลืม ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าคนที่ผมวิ่งชนมาก็คือ…พี่ศรงั้นเหรอ

ถ้าเรามีเป้าหมายอะไรสักอย่างในชีวิต มันจะเป็นแรงผลักดันให้เราเกิดความพยายามที่จะทำมันให้สำเร็จ และถ้าเราพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว เราจะไม่เสียใจกับสิ่งที่เราได้ทำเลยแม้แต่วันเดียว

คำพูดที่พี่พูดไว้ในวันนั้นผมยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ไม่มีลืม และผมก็ใช้ความพยายามนั้นจนได้มาเรียนที่นี่ มายืนอยู่ข้างหน้าพี่ในตอนนี้ เพราะเป้าหมายของผมคือพี่ไงครับ ผมไม่ได้ต้องการจะให้พี่มาชอบผมกลับ ผมขอแค่ได้ชอบพี่อยู่เงียบๆคนเดียวแบบนี้ ขอแค่ได้เห็นพี่ยิงธนูด้วยตาตัวเองสักครั้ง แค่นี้แหละครับเป้าหมายของผม แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว

ทั้งๆที่คิดไว้ว่ามาที่นี่ก็เพื่อมาเจอพี่เขา แต่นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอพี่เขาเร็วกว่าที่คิดไว้อีกแฮะ

“เตี้ยแล้วยังเด๋ออีกนะ ล้มอีท่าไหนจนรองเท้าหลุดมาข้างหนึ่งไม่รู้ตัว”

“ผม…”

“แล้วเมื่อกี้กูจะก้มเก็บรองเท้าให้ มึงผลักกูทำไมวะ แถมยังวิ่งเร็วชะมัด กูลุกขึ้นมาได้มึงก็วิ่งหายไปซะแล้ว”

“…” เหมือนโดนพี่เขาแอดแทคอยู่ฝ่ายเดียวเลย ทั้งๆที่คิดไว้ตั้งเยอะว่าจะพูดอะไรบ้างเวลาเจอพี่เขา แต่พอเอาเข้าจริงๆกลับทำได้แค่มองหน้าพี่เขาแค่นั้นเอง แค่นี้ใจมันก็สั่นไปหมดแล้ว

“น้องปุณย์ น้องปุณย์คะ”

“คะ…ครับ” ผมหันไปตามแรงเขย่าที่ต้นแขน

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“ปะ…เปล่าครับ” พอได้สติกลับมา ผมหันไปมองรอบๆตัวไม่รู้พี่ศรหายไปไหนแล้ว

“เดี๋ยวน้องปุณย์ใส่รองเท้าแล้วก็ไปเข้าแถวกับเพื่อนนะ”

“ได้ครับ” ผมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

พอได้ป้ายชื่อกับรองเท้าอีกข้างที่หายไปตอนไหนไม่รู้กลับมาแล้วผมก็ถูกพาตัวมาเข้าแถวร่วมกับเพื่อนๆคนอื่นๆ ผมกวาดสายตาไปรอบๆมองหาพี่ศรอีกครั้งแต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ พี่เขาหายไปไหนแล้วนะ ไม่ทันได้สังเกตด้วยสิว่าพี่เขาใส่เสื้อสีอะไร ตอนนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนใส่เสื้อสีชมพู ถ้าพี่เขาใส่เสื้อสีอื่นก็คงจะหาพี่เขาเจอได้ไม่ยาก ไม่น่ามัวแต่เหม่อเลย เพราะมัวแต่ทำตัวไม่ถูกแท้ๆ ตอนนี้เลยไม่รู้ว่าพี่เขาหายไปไหนแล้ว

เฮ้อ! อุตส่าห์ได้เจอกันแล้วแท้ๆยังไปทำตัวเด๋อใส่เขาอีกจนได้ ไหนจะวิ่งชนพี่เขาแถมยังไปผลักพี่เขาจนล้มไปอีก จะโดนพี่เขาโกรธหรือเปล่าก็ไม่รู้

“เธอๆ”

“…”

“เธอนั้นแหละ”

“ผมเหรอครับ”

“ใช่ เธอนั้นแหละ ชื่ออะไรเหรอ เราชื่อเจนนะ

“ผมชื่อปุณย์ครับ”

“ชื่อน่ารักจัง เป็นเพื่อนกันไหม”

“ครับ?”

“ไม่ต้องทำหน้างงแล้ว ตกลงเป็นเพื่อนกันนะ ส่วนคนนี้ชื่อเจษเป็นเพื่อนเราเอง” เจนแนะนำเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่แถวถัดไปด้านหน้าของเธอ

“เจษบ้าเจษบออะไรนางเจน เจสซี่คะเจสซี่” คนที่ชื่อเจษ เอ้ย! เจสซี่หันมาเถียง ดูท่าเขาจะไม่ค่อยพอใจกับชื่อที่เจนแนะนำสักเท่าไหร่

“ขอโทษๆ กูได้ยินพ่อแม่มึงเรียกแบบนี้กูก็เรียกตาม เจสซี่ก็เจสซี่ ฮ่าๆ”

“ว่าแต่ปุณย์กินข้าวกับอะไรเหรอทำไมผิวขาวจังเลย ดูสินุ่มกว่าผิวฉันอีก” เจสซี่หันมาถามผม ไม่ถามเปล่าเธอยังจู่โจมมาลูบไล้ที่ต้นแขนและแก้มผมทั้งสองข้างอีก

“ก็ทานปกตินะครับ” ผมตอบตามความจริง

“เรื่องแบบนี้มันก็อยู่ที่บุญวาสนาไหมนังเจสซี่” เจนแทรกขึ้น พร้อมตีมือเจสซี่ที่ลูบไล้แขนผมไปมา “เออ ปุณย์เป็นเพื่อนกันแล้วไม่ต้องพูดทางการอะไรหรอก พูดง่ายๆสบายๆนี่แหละพวกเราไม่ถือหรอกอีกหน่อยก็สนิทกันแล้ว”

“อืม” ผมยิ้มรับอย่างจริงใจ อย่างน้อยๆวันนี้ก็ยังมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นบ้าง อย่างเช่นการได้มาเจอทั้งพี่ศรแล้วก็เพื่อนๆที่ดูเป็นมิตรทั้งสองคนด้วย

ผมเข้าร่วมกิจกรรมวันแรกพบจนถึงตอนเที่ยงพี่ๆถึงเริ่มปล่อยพัก วันนี้มีข้าวกล่องเลี้ยงน้องๆด้วย พวกผมก็เลยไม่ได้ไปที่ไหนไกล ต่างคนต่างหามุมที่ถูกใจจับกลุ่มกินข้าวกล่องที่ได้รับแจกกัน ส่วนพวกผมสามคนเลือกที่จะนั่งกินอยู่ตรงบันใดอีกด้านของตึกไม่ไกลจากบริเวณที่จัดกิจกรรมมากนักเพราะกลัวว่าจะหลงทางอีก

“คนนั้นใช่ไหมที่ชื่อพี่ศร” อยู่ดีๆเจนก็ถามขึ้นมา ผมหันไปตามทางที่เจนมองไปเห็นพี่ศรกำลังเดินถือกล่องข้าวเดินผ่านไปจริงๆด้วย

เห็นแบบนั้นผมก็เผลอยิ้มออกมาไม่รู้ตัวอีกแล้ว ไม่รู้ทำไม ทั้งที่ๆเห็นหน้าพี่เขาในทีวีออกจะบ่อยจนจำหน้าได้ขึ้นใจอยู่แล้ว แต่พอมาเห็นตัวจริงๆใกล้ๆ ผมก็อดใจสั่นไม่ได้อยู่ดี

“พี่เขาดังมากเลยนะ หล่อก็หล่อ ยิงธนูก็เก่ง เวลาฉันเห็นพี่เขาในทีวีฉันอยากจะกรี๊ดให้บ้านแตก” ผมไม่ได้สนใจคำพูดของเจสซี่เลย ตอนนี้สายตาผมจับจ้องมองแค่พี่ศรที่กำลังเดินถือกล่องเข้าผ่านไปแค่นั้นเอง

สิ่งที่เจสซี่พูดผมเข้าใจหมดทุกอย่าง นั้นก็เพราะ…ผมผ่านมาหมดแล้วนะสิ ยกเว้นเรื่องกรี๊ดนะครับ ผมยังไม่ขนาดนั้นหรอก

จะเดินเข้าไปบอกพี่เขาดีไหมนะว่าเราชอบพี่เขามากขนาดไหน ใช่! เราดั้นด้นมาถึงที่นี่ก็เพื่อจะมารู้จักกับพี่เขา มาอยู่ใกล้ๆกับพี่เขา ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้วไอ้ปุณย์มึงต้องกล้าหน่อยสิวะ

ใช่! มึงต้องกล้า

“เจน เจสซี่เดี๋ยวเรามานะ”

“จะไปไหนปุณย์”

“ขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึง”

ไหนๆวันนี้ก็ได้เจอพี่เขาแล้ว ทำความรู้จักกันไว้ตั้งแต่ตอนแรกมันก็ต้องเป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้ว ถ้าไม่กล้าบอกพี่เขาไปตอนนี้ก็ไม่รู้จะกล้าบอกตอนไหน ดังนั้นต้องกล้าบอกพี่เขาไปตั้งแต่วันนี้เลยแล้วกันเพื่อที่ว่าเวลาที่เหลือต่อไปจะได้ใช้มาใช้พัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีกว่าเดิม

รวบรวมความกล้าอยู่นานจนตอนนี้เดินมาถึงม้านั่งที่พี่เขานั่งอยู่แล้ว ข้างหน้านี่เอง พี่เขาอยู่ข้างหน้านี่เอง ห่างกันไม่กี่ก้าวแล้ว สูดหายใจเขาลึกๆ มึงทำได้ไอ้ปุณย์มึงทำได้ มึงบอกเข้าได้แน่ๆ มึงทำได้!

“พี่ศรครับ” ตัดสินใจร้องเรียกออกไป แต่กลับก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตาพี่เขาเลยสักนิด

“มึงเองเหรอไอ้เตี้ย”

“คือผม…”

“มีอะไร”

“คือ…ผมชอบพี่มากครับ ชอบมานานแล้ว ชอบตั้งแต่วันที่พี่แข่งยิงธนูปีที่แล้ว ผมอยากรู้จักพี่มากกว่านี้ อยากรู้จักพี่มากจริงๆนะครับ”

เงียบ… พอตัดสินใจพูดออกไปแบบนั้นมันก็รู้สึกโล่งใจอยู่หรอก แต่ทำไมบรรยากาศรอบๆตัวตอนนี้มันถึงรู้สึกอึดอัดแปลกๆยังไงไม่รู้

“จริงๆกูก็ไม่ได้รังเกียจคนแบบมึงหรอกนะ” เป็นพี่ศรเองที่พูดออกมาท่ามกลางความเงียบงันที่เกิดขึ้น

“คนแบบผมเหรอ?”

“แต่ว่ากูไม่ได้ชอบผู้ชาย ถึงมึงจะตัวเตี้ยแล้วก็ทำตัวแปลกๆ แต่หน้าตามึงก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ตัดใจแล้วไปชอบคนอื่นเหอะอย่ามายุ่งกับกูเลย”

ง่า… พูดจบพี่เขาก็จากไป ทิ้งไว้แต่ความเงียบและตัวผมที่ยืนชาไปทั้งตัว

ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย ชอบของผมในที่นี่คือชอบแบบปลื้มมากกว่า ชอบการเล่นกีฬาของพี่ ชอบแบบแฟนคลับต่างหากละโว้ย

ไอ้ชอบแบบคนรักอะไรแบบนั้นใครมันจะกล้ามาบอกกันเล่า!

โอ้ย! ไอ้ปุณย์เอ้ยยย จริงสินะ พี่เขาเป็นผู้ชาย อยู่ดีๆมีผู้ชายด้วยกันมาบอกชอบแบบนั้นพี่เขาจะคิดยังไง โอ้ยยย! อยากจะเอาหัวโขกต้นไม้ให้ตายไปเลย อุตส่าห์มาที่นี่จนเจอพี่ทั้งทีกลับทำทุกอย่างพังไม่เป็นท่า

แล้วต่อไปจะกล้าสู้หน้าเขาได้ยังไงละเนี่ย!





_______________________________

แฮ่ๆ ขอโทษนะฮะที่หายไปหลายวันเลย พอดีไปวุ่นวายกับนิยายอีกเรื่องที่จะกำลังจะตีพิมพ์มา วันนี้ก็กลับมาลงตามปกติแล้ว  ชอบไม่ชอบยังไงไปบอกกันได้ที่แฮชแท็กทวิตเตอร์ #รักตรงเป้า ด้วยนะครับ  ขอบคุณครับผม ^^


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว