ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 20 : องค์รัชทายาท

ชื่อตอน : บทที่ 20 : องค์รัชทายาท

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 38

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ส.ค. 2561 23:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 : องค์รัชทายาท
แบบอักษร

ตกยามดึกสงัดทุกคนทั่วทั้งวังหลวงต่างวิ่งวุ่นเพราะพระชายาเกิดปวดท้องหนักใกล้คลอด กระนั้นหมอหลวงและฮ่องเต้เองก็มาคอยเฝ้าดูอาการ


ความยินดีปรีดาเกิดขึ้นในไม่ช้า..


เมื่อประสูติพระราชโอรส ถือเป็นองค์ชายและลูกเพียงผู้เดียวของหยาง เหวินซาน


จากวันกลายเป็นเดือนจากเดือนกลายเป็นปี


บัดนี้เหลียงอ๋องเองก็กลับมายังวังหลวงตามปรารถนาของเหวินซานซึ่งรอเฉลิมฉลองครองราชย์ในปีที่ 9


เหวินเหลียงกลับมายังวังหลวงเมื่อหกเดือนก่อน เนื่องด้วยเฟิงหลินออกตามหาอยู่นานวันจนครึ่งปีจึงพบ


ในวันก่อนจะแต่งตั้งตำแหน่งรัชทายาทให้อย่างเป็นทางการ เหวินซานได้มอบตำแหน่งพระแม่แผ่นดินแก่ เหยียน เหม่ยหลิน ซึ่งเป็นไปตามคาดของใครหลายคน


แต่ไหนเลย.. คนผู้หนึ่งที่ครอบครองทั้งดวงใจของ หยาง เหวินซาน จักเปลี่ยนแปลง หรงชงเยวี่ยน ยังคงเป็นที่โปรดปรานเสมอมา.. ซ้ำยังอยู่วนเวียนกับฮ่องเต้แทบจะทุกยาม


“นี่เสี่ยวหลางอีกสองราตรีจะครบรอบวันครองราชย์ปีที่ 9 ของเหวินซานแล้ว ข้าคิดว่า... ข้ากลัวว่าของที่อยากจะมอบของให้แก่ฮ่องเต้จะทำให้ไม่พอพระทัยน่ะสิ”


เสวี่ยม่านหันไปพูดคุยกับเสี่ยวหลางที่บัดนี้เติบใหญ่จนกลายเป็นต้าหลางไปเสียแล้ว.. ขนสีขาวเทา กรงเล็บสีดำกับเขี้ยวแหลมคม นัยต์ตาสีฟ้าอ่อนที่แสนดุดัน เสี่ยวหลางเติบโตขึ้นมาอย่างงดงามและมันจะดุร้ายกับคนแปลกหน้าเสมอ


ตำหนักเหมยฮวายามนี้ถูกต่อเติมรายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงามทั้งน้ำตกจำลอง บ่อน้ำพุ สะพานปลา และสวนหย่อมโพรงกระต่ายเพราะเหวินซานสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อหรงชงเยวี่ยน


ใครเลยจะทราบเล่าว่ามีสตรีวังหลังหลายนางล้วนแล้วแต่อิจฉาริษยาแก่เสวี่ยม่าน.. มิเว้นแต่พระนางผู้สูงศักดิ์ ได้เพียงลาบยศหาได้ครอบครองดวงใจ พระนางมิได้ยินดีปรีดาไปเสียหมด แค่ได้ยินชื่อ หรงชงเยวี่ยนก็แทบจะสำรอก ยิ่งพอพบหน้ายิ่งแสดงอากัปกิริยารังเกียจ


“คิดอันใดอยู่หรือพระสนม”


เสียงคุ้นเคยดังขึ้นทำให้เสวี่ยม่านเงยหน้าจากกระดาษเปล่ามองไปตามเสียงพบว่ายามนี้เหลียงอ๋องยืนประชิดตัวนัก


“อืม.. ข้ากำลังคิดว่าสิ่งใดเล่าจะทำให้เหวินซานพอพระทัย..”


“สำหรับเขาแค่ตัวเจ้ายังอยู่เคียงข้างก็เกินจะปรารถนาสิ่งใดแล้ว”


“อืม..งั้นหรือ แล้วท่านมายังตำหนักข้ามีธุระอันใดยามปกติข้าจะเห็นท่านอยู่ตัวติดกับเฟิงหลินมิใช่หรือ”


“ใช่ ข้าอยากมาขอบคุณเจ้าเรื่องที่มอบกำไลหยกนั้นแทนข้า.. ผ่านมาครึ่งปีแล้วที่กลับมาข้าเองก็พึ่งจะสามารถปลีกตัวออกมาพูดคุยเป็นจริงเป็นจังกับเจ้า”


เสวี่ยม่านเห็นดังนั้นจึงเชิญเหวินเหลียงดื่มชาแล้วเล่นหมากล้อมไปด้วย เพื่อถามไถ่ถึงเรื่องที่ผ่านมา


“ข้าได้รับการช่วยเหลือจากคนผู้หนึ่ง เขาค่อนข้างที่จะเก็บตัวไม่ยอมพบผู้ใด ยามนั้นข้าคิดว่าหากเฟิงหลินไม่ยอมมาตามหาข้า.. ข้าคงใช้ชีวิตอยู่กลางป่าเขาไปเสีย”


“เช่นนั้นเหตุใดท่านไม่ชวนกลับมายังเมืองหลวงเพื่อรับการตอบแทน”


“มันไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก เพราะเขามิใช่คนปกติดั่งทั่วไป เอาล่ะ..อย่างไรเสียเจ้าเองก็เป็นเพียงผู้เดียวที่ทำให้เฟิงหลินยอมรับข้าหลายส่วน ข้าอยากจะตอบแทนเจ้า”


“อืม..ไว้เรื่องนั้นข้าจะเอ่ยขอทีหลังหากมีสิ่งจำเป็นใดใด”


“ความจริงข้าอยากจะขอเฟิงหลินแต่งงาน อย่างไรเฟิงหลินเองยามนี้ก็ไม่มีสถานะใดใดแล้ว ตระกูลเขาเองก็ล่มสลายไปหมดเพราะความคิดมิมีผิดชอบชั่วดีที่กลายเป็นกบฎ และหลังจากนั้นข้าจะออกไปอยู่นอกเมืองหลวงไปอยู่ที่ไป๋ไห่ทันเมืองท่าที่ค่อนข้างห่างไกล เจ้าเองก็เคยไปครั้งหนึ่ง ยามนี้บ้านเมืองสงบสุขดี ทำให้ข้าไว้วางใจเหวินซานอย่างเต็มที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสายตา”


“อืม..เช่นนั้นข้าก็เคารพในการตัดสินใจของท่านนะเหวินเหลียง ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ใดข้าทราบว่าขอแค่มีเพียงเฟิงหลินท่านคงจะพบแต่ความสุข”


......................................................


ขวบที่ หนึ่ง

องค์ชายทรงเป็นที่รักใคร่ของฝ่าบาทและผู้คน ช่างเป็นเด็กชายที่มีเคล้าเฉลียวฉลาด ใบหน้าคล้ายเหวินซานหลายส่วนจัดว่าหล่อเหลา


ขวบที่ สอง

เมื่อเริ่มเติบใหญ่ใครเลยจะทราบว่าองค์รัชทายาทจะชอบหรงชงเยวี่ยน ถูกใจยิ่งนักเมื่อฟังเสียงดนตรีขับกล่อมจนผล็อยหลับ เป็นดังนั้นอยู่นานวันจนฮองเฮามิพอพระทัย ไม่ต้องการให้ไปคลุกคลีกับชายคนรักของฮ่องเต้


ขวบที่ สาม

เมื่อเริ่มเดินวิ่งได้ดังใจนึกกลับชอบไล่ตามพระบิดาตนไปทั่ววังหลวง ไม่ว่าจะเป็นตำหนักเหมยฮวา ห้องทรงอักษร ท้องพระโรง หรือแม้ยามออกไปตรวจตราภายนอกวังหลวง


ขวบที่ สี่

องค์รัชทายาท หยาง  เหวินหลง มีความชอบในการดนตรีจึงกลับมาคลุกคลีกับหรงชงเยวี่ยนอีกครา ทั้งเป็นที่รักและเอ็นดูเนื่องด้วยเด็กน้อยมีความฉลาดใฝ่รู้และพัฒนาอย่างรวดเร็ว


ขวบที่ ห้า

เมื่ออ่านออกเขียนได้เหวินหลงมีความตั้งใจพากเพียรเรียนหนังสือ เพราะพระบิดาเคยสั่งสอนว่าความรู้มีค่ามากกว่าทอง เหวินหลงจึงร่ำเรียนมิเคยขาดอยู่เสมอ


ขวบที่ หก

เหวินหลงเริ่มรักการต่อสู้หัดจับกระบี่กระบองโดยผู้ฝึกฝนยามนี้มิใช่ผู้ใดหากแต่เป็นพระปิตุลาของตนคือ หยาง เทียนหลง และเป็นครั้งแรกที่เคยพบกับพระอัยกาของตนที่ไปอยู่แดนตะวันออกมาหลายปีมิได้หวนกลับมาจนบัดนี้


.


.


“พระสนมเมื่อไหร่จะให้ข้าเล่นด้วยหรือ”


เหวินหลงนั่งคัดลายมืออยู่ตำหนักเหมยฮวาโดยที่มีอาจารย์ตนมาคอยดูและเสวี่ยม่านนำขนมต่างๆมาให้ เหวินหลงหันมาพูดคุยด้วยคัดไปด้วยจนถูกดุ


“องค์รัชทายาทพะยะค่ะ หากวันนี้คัดไม่จบเล่ม ฮองเฮาจะไม่ให้ท่านออกมาข้างนอกหอสมุดและจะไม่ได้มาหาพระสนมเสวี่ยม่านนะพะยะค่ะ”


“เราไม่ยอม! เอาล่ะ หลังเสร็จจากนี้เราจะชวนพระสนมไปเดินชมนอกเมือง”


“ทรงขออนุญาตฝ่าบาทหรือยังพะยะค่ะ”


องค์ชายน้อยส่ายหน้าไปมาพัลวันแต่ก็รีบคัดลายมือต่อ โดยเสวี่ยม่านนั่งดูใกล้ๆแต่สักพักก็เดินออกไปเพราะว่าเหวินซานเข้ามาพอดิบพอดี


“วันนี้องค์ชายเหวินหลงจะขอท่านออกไปข้างนอกกับข้า”


เสวี่ยม่านเอ่ยปากก่อนทันทีเพราะว่าตนเองก็อยากออกไปเช่นกันเนื่องด้วยไม่ได้ไปมานานแล้ว ช่วงนี้กำลังยุ่งวุ่นวายกับการช่วยเตรียมการแสดงเปิดพิธีล่าสัตว์ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า ซึ่งเป็นพิธีใหญ่จัดขึ้นทุกสี่ปี รวมทั้งสี่แคว้นที่ยิ่งใหญ่เข้าป่าล่าสัตว์ตามจุดต่างๆ


“เอาสิ ข้าก็ว่างแล้วจะได้พาพวกเจ้าออกไปล่องเรือชมเมือง”


องค์ชายน้อยหูผึ่งดีอกดีใจวิ่งมากอดอ้อนพระบิดาตนแล้วรีบวิ่งไปคัดลายมือต่อให้เรียบร้อยเพราะอยากออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก


.


.


“เสด็จพ่อไม่ชวนเสด็จแม่ไปด้วยหรือพะยะค่ะ”


“หากลูกอยากโดนบ่นทุกสิ่งอย่างจนหูชาก็ลองไปชวนเสด็จแม่เจ้าดูเสียสิ พ่อว่าแม่เจ้าคงไม่ยอมให้เจ้าลงไปแตะต้องอันใดสักอย่าง อีกทั้งเสวี่ยม่านจะไม่ได้ไปด้วยนะ”


เหวินซานมิได้กล่าวเพื่อข่มขู่แต่เพราะฮองเฮาค่อนข้างจะเข้มงวดกับองค์รัชทายาทมากนัก ต้องการให้วางตัวเหมาะสมแก่การจะครองบัลลังค์ในภายภาคหน้า อีกทั้งนางเกลียดหรงชงเยวี่ยนเข้ากระดูกดำ มีครั้งหนึ่งกลั่นแกล้งจนกลิ้งตกทางลาดลุกเดินไม่ไหวเป็นแรมเดือนเพราะกระดูกร้าว


จนเหวินซานโกรธจัดลงโทษให้อยู่เพียงในตำหนักเย็นหนึ่งเดือนเต็มห้ามพูดคุยกับผู้ใดรวมถึง หยาง เหวินหลง เองก็มิได้รับอนุญาตให้เข้าพบ


“ลูกอยากให้พระสนมไปด้วย”


องค์ชายน้อยวิ่งไปจูงมือเสวี่ยม่านมาอย่างรวดเร็วมาลงเรือลำขนาดกลางที่ไม่ได้ประดับตกแต่งหรูหรามากนักเพราะอยากไปล่องเรือชมเมืองเงียบๆในฐานะปุถุชน


โรงเตี๊ยมเปิดใหม่แห่งหนึ่งที่ขยายตัวจากโรงเตี๊ยมดังกลายเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง ชั้นล่างสุดเป็นบ่อนพนันที่รวมเหล่านักสู้ทั้งมือสมัครเล่นและนักสู้มากฝีมือจากทั่วสารทิศ ชั้นสองจะเป็นส่วนเปิดขายเหล้ามักพรั่งพรูน้ำจันทร์ชั้นดีจากทั่วทั้งแคว้น และชั้นบนสุดคือสถานที่รวบรวมแต่ผู้มั่งมีเงินทอง โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีอิทธิพลพอกับหอโคมแดงอันเลื่องชื่อลือนาม


“อาหารบางอย่างลูกไม่เคยเห็นเลยพะยะค่ะ”


เหวินหลงยังคงตื่นเต้นกับสำรับอาหารที่ตนเสวยไปเมื่อครู่จนหมด ซ้ำยังมีขนมหน้าตาแปลกๆเป็นสูตรลับคิดค้นขึ้นโดยเฉพาะของโรงเตี๊ยม แต่ยังมิวายตบท้ายเยินยอแก่เสวี่ยม่านว่าขนมของพระสนมนั้นถูกปากตนกว่าสิ่งอื่นใด


เรือยังคงแล่นมาเรื่อยๆจนถึงหน้าตลาดสำหรับขายของฝาก วันนี้ทั้งถนนหนทางเกลื่อนกลาดไปด้วยโคมหลากหลายรูปแบบ เนื่องจากใกล้เทศกาลปล่อยโคมฤดูคิมหันต์



“สิ่งนั้นเรียกว่าโคม ไว้สำหรับอษิฐานขอพรและเพื่อเฉลิมฉลองต้อนรับคิมหันต์ฤดู”


นิ้วเรียวงามชี้ไปยังโคมขาวโคมแดงที่ตระหง่านพร้อมอธิบายให้องค์รัชทายาทเหวินหลงเข้าใจ


“ลูกอยากได้”


ดวงตาละห้อยสบเนตรพระบิดาขณะที่นิ้วสั้นป้อมของเด็กวัยกำลังโตชี้ไปยังโคมสีขาวรูปทรงกลมธรรมดา จากนั้นก็เริ่มชี้ไปยังโคมทุกอันที่วางขายเพราะต้องการเอามาปล่อยคนเดียวแล้วอษิฐานขอพรทั้งหมด


“เลือกแค่อันเดียวสิองค์ชาย”


เสวี่ยม่านหัวเราะในความใสซื่อของเด็กน้อยแล้วช่วยเลือกโคมแก่เหวินหลงเพราะอีกฝ่ายเกรงว่าจะเลือกยากจนอยากได้ทุกอัน


“เขียนอะไรหรือพระสนม”


เหวินหลงแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็นของเด็กแล้วปีนป่ายเข้ามาดูสิ่งที่เสวี่ยม่านกำลังเขียน แต่ก็ต้องถูกห้ามไว้เสียก่อน


“ให้คนอื่นทราบก่อนแล้วพรที่ปรารถนามันจะไม่เป็นจริงนะองค์ชาย”


“งั้นหรือ..”


เมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบปกป้องโคมของตนเองเพื่อมิให้ผู้ใดเห็นคำขอเพราะกลัวมันจะไม่เป็นดังปรารถนา


“ลูกขออะไรงั้นหรือ”


เหวินซานแสร้งถามแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบดังคาดเพราะองค์ชายน้อยปกป้องโคมตัวเองไว้เป็นอย่างดีจนเหวินซานเอ่ยปากว่าจะพาไปปล่อยโคมบนภูเขาที่ตั้งอยู่หลังวังหลวงไม่ไกลนัก เป็นภูเขาที่สำหรับตั้งวัดบนหน้าผา เนื่องจากวันปล่อยโคมอาจจะไม่มีเวลามาอยู่กับเหวินหลง


บนภูเขาสูงมองลงไปจะเห็นเมืองหลวงแทบทั้งหมด แสงสียามค่ำคืนคราคร่ำไปด้วยสีส้มแดงเป็นแสงไฟจากย่านการค้าขายต่างๆ ผู้ที่ตื่นตาตื่นใจมิใช่เพียงเหวินหลงแต่เสวี่ยม่านเองก็เช่นกันเพราะมิเคยพบเจอมาก่อน


“นั่นวังหลวง.. ใหญ่มากเลยเสด็จพ่อ!”


นิ้วป้อมๆชี้ไปอย่างน่าเอ็นดู เหวินซานโอบอุ้มเหวินหลงขึ้นมาหอมแก้มเต็มฟอดอย่างรักใคร่ แก้มอวบๆสีชมพูน่าบีบของพระโอรสนั้นถูกดึงทึ้งจนแดงเล็กน้อย


“พระสนมช่วยด้วย เสด็จพ่อกลั่นแกล้ง”


เหวินหลงพยายามจะดิ้นหนีแล้วโน้มกายไปหาเสวี่ยม่านที่ยืนข้างๆ หากใครเห็นภาพนี้คงคิดไม่ต่างกันว่าช่างเป็นครอบครัวที่สุขสันต์และสมบูรณ์


“ท่านหยุดแกล้งองค์ชายสิฝ่าบาท”


เสวี่ยม่านอุ้มเอาเหวินหลงมาไว้ในอ้อมแขนแล้วทุบไหล่เหวินซานเบาๆให้หยุดยื้อแย่งกับตน สายตาดุคาดโทษบ่งบอกว่ายามนี้ควรพอ


ใบหน้างดงามแย้มรอยยิ้มราวกับเทพธิดาตัวน้อย เสวี่ยม่านยังคงงดงามไม่เคยเปลี่ยนแปลง ซ้ำยังดูงดงามมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แม้นจะล่วงเลยมานานแสน


“พระสนมขอพรอะไรหรือ”


เหวินหลงเอ่ยถามทำให้เสวี่ยม่านยิ้มให้แล้วหยิกแก้มนุ่มขององค์ชายน้อยหนึ่งทีก่อนจะตอบคำถาม


“ขอให้ฝ่าบาทและองค์ชายมีความสุขมากๆ แล้วองค์ชายขออะไรงั้นหรือ”


“พระสนมขอเพื่อข้าและเสด็จพ่อหรือ ข้าก็ขอให้พระสนมมีน้องชายกับเสด็จพ่อเร็วๆ ข้าอยากได้น้องชายมาเล่นกับข้า!”


องค์ชายน้อยตอบออกมาอย่างไร้เดียงสาโดยที่ไม่ทราบว่าหรงชงเยวี่ยนตั้งครรภ์มิได้เช่นพระสนมพระชายาผู้อื่น

“อืม..เห็นทีองค์ชายคงต้องกราบทูลเสด็จแม่”


“เวลาข้าบอกอยากมีน้องทีไรเสด็จแม่จะกริ้วโกรธข้าทุกทีเลย.. จนข้าไม่กล้าเอ่ยเรื่องน้องชายอีก”


“สงสัยคืนนี้พ่อต้องรีบชวนหรงชงเยวี่ยนมาตำหนักเพื่อเร่งทำน้องให้ลูก”


คนกล่าวถูกตีไปหนึ่งยกเนื่องจากมิสมควรกล่าวเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าองค์ชาย.. เหวินหลงยังเด็กนักเกินกว่าจะมาทราบเรื่องนี้ เกี่ยวกับการเป็นชายคนรักของตนว่าต้องทำเช่นไร


.......................................


“องค์รัชทายาทเอาแต่ขลุกตัวอยู่กับมัน ฝ่าบาทด้วยเช่นกัน! ตั้งแต่ข้าคลอดพระโอรสออกมามีครั้งไหนบ้างที่จะเชื่อฟังข้าไม่ไปหามัน!! ฝ่าบาทเองก็มิเคยโปรดปรานข้าเลย”


“ใจเย็นๆก่อนเพคะฮองเฮา”


นางกำนัลที่คอยรับใช้พยุง เหยียน เหม่ยหลิน ให้นั่งลงก่อนจะอาละวาดจนตำหนักนี้พินาศ หากกล่าวถึงความใหญ่โตสวยงามก็สมฐานะแต่เมื่อเทียบกับตำหนักของหรงชงเยวี่ยนแล้วความงามความอบอุ่นมิอาจเทียบได้


เหม่ยหลินคับแค้นมาใจแต่ไหนแต่ไร มิเคยชอบมารขดความสุขเช่นเสวี่ยม่าน คิดจะกำจัดทิ้งตลอดเวลา แต่ทำอย่างไรจะรอดพ้นสายตาฝ่าบาทไปได้


ฮองเฮาได้รับเพียงตำแหน่งมาไว้ครอบครองแต่มิเคยได้รับความโปรดปรานใดใดเลย ซ้ำยังเหมือนถูกหยามเกียรติจากพระสนมที่ยศต่ำต้อยกว่าตนนักหนา นางยังจำได้ว่าที่ถูกขังตำหนักเย็นหนึ่งเดือนเพราะมันผู้นี้


“เห็นทีคืนนี้ข้าคงต้องออกไปพบสหายเก่า”


ฮองเฮาเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรถ์ของตนที่ลวดลายวิจิตรงดงามออกสวมเพียงชุดดำปิดหน้าปิดตาเรียบๆมิต้องการให้ผู้ใดจำตนได้และนำถุงทองไปเป็นจำนวนมากพอควร


เส้นทางที่ใช้หลบเลี่ยงออกไปคือประตูวังที่คนใช้น้อยพร้อมจ่ายส่วยบางส่วนแก่ทหารยามหน้าประตูวัง


ทางลึกลับนำไปสู่กระท่อมกลางป่า เพิงไม้เก่าๆใกล้จะผุพังมุงฟางหญ้าสภาพแทบจะลมเป่าปลิว เหยียน เหม่ยหลินก้าวเข้าไปอย่างคุ้นชินแม้บรรยากาศจะมืดมัว


“ถวายบังคมพะยะค่ะฮองเฮา”


ชายวัยกลางคนไว้ผมยาวรุงรังและหนวดเคราราวโจรป่า เสื้อผ้าอาภรถ์ขาดเก่าจนแทบดูไม่ได้เหมือนใส่แล้วนำมาเย็บนับครั้งไม่ถ้วน


“เอาล่ะ อย่ามากพิธี ข้าต้องการยาพิษที่ไร้รสกลิ่นสี”


มาถึงก็เอ่ยสิ่งที่ตนต้องการทันทีเพราะต้องการให้ตัวเองปราศจากความผิดใดใดไม่มีใครสามารถจับได้


“ก็พอจะมี.. แต่ราคาสูงนัก อีกทั้งสรรพคุณยังร้ายกาจ”


“ข้าไม่เกี่ยงราคา”


“อืม..ยาชนิดนี้เป็นแบบน้ำสีใสท่านจะผสมกับสิ่งใดก็ได้ตามที่สะดวก ขั้นแรกภายในหนึ่งชั่วยามตาจะบอดสนิทเพราะจะทำลายเส้นประสาทส่วนตาและเลือดออกจำนวนมาก ขั้นสองหลังจากนั้นในช่วงเดียวกับตาบอดประสาทรับรู้จะเสียหายทำให้ไม่ได้ยินสิ่งใดสุดท้ายแล้วพอครบสิบสองชั่วยามจะตายในทันที”


.



.


TBC...............

คิดถึงกันมั้ย พึ่งว่างมาต่อค่ะ💕

//ใครชอบมาเม้นคุยกันได้ค่ะ

ไรท์ขอตอนละ 10 เม้นต์เหมือนเดิมน้า

ความคิดเห็น