ถ้าใจจะหื่น กี่หมื่นคำโปรย ก็...โอ้ย... ไม่จำเป็น!!

#8 : คิงส์พอสซิเบิ้ล (75%) (รีไรท์)

ชื่อตอน : #8 : คิงส์พอสซิเบิ้ล (75%) (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 204.5k

ความคิดเห็น : 214

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2564 19:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
#8 : คิงส์พอสซิเบิ้ล (75%) (รีไรท์)
แบบอักษร

หญิงสาวดันหัวคนที่สรุปเอาเองหน้าตาเฉยจนแหงนแล้วถอยกรูด เขาไม่ได้ตามมาประชิดเพราะเธอออกอาการสับสนเต็มพิกัด ทั้งปั้นหน้าไม่ถูก เผยอปากนุ่มออกอย่างเหวอๆ แล้วก็รีบชูมือขึ้นเบรกก่อนเขาจะอธิบายเพิ่ม 

“อย่าเพิ่ง ขอเวลาเราตามหาสติแป๊บนึง”

“นี่…”

“หยุด”

เขาเลยต้องยอม

ฟองสมุทรอยากจะระบายอารมณ์สารพัดที่ตีขึ้นมาจุกอก เธอไม่เคยคิดฝันว่าปัญหาจะลงเอยอีหรอบนี้... แค่เขาเดินเข้าไปถามตรงๆ... แล้วก็... โธ่ มันชวนให้โล่งจนอยากจะหยิกตัวเองแรงๆ เพื่อพิสูจน์ว่าไม่ได้ฝันไป ไม่สิ หยิกคนตรงหน้าดีกว่า เพราะเธอจมกับความรู้สึกนี้มาถึงห้าปี ส่วนเขาก็ทะเล่อทะล่ากระโดดลงมาแก้ปัญหาโดยไม่ปรึกษากันแม้แต่คำเดียว

ถ้าเกิดผลไม่ได้ออกมาแบบนี้... เธอคงจะโทษตัวเองหนักกว่าเดิมแน่

เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้ากำลังใช้ความพยายามอย่างหนักในการจัดการอารมณ์ คีตศิลป์ก็ยืนขึ้นแล้วสะกิดให้เธอลุก หญิงสาวทำตามอย่างเหม่อลอย ปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายเก็บขยะไปทิ้ง สวมหมวกให้เธอ แล้วจูงนำไปยังจุดชมวิว ไม่มีใครพูดอะไรจนกระทั่งไต่ทรายขึ้นมายืนบนสันทรายสูง ชายหนุ่มหอบหายใจพลางสูดรับลมเย็นจากโพ้นทะเล

เธอยืนอยู่หลังเขา ขยุ้มชายเสื้อแจ็กเก็ตไว้แน่น หลังปล่อยให้เขารอเกือบสิบห้านาที เจ้าของปัญหาทั้งหมดก็ถอดหมวกแล้วแนบหน้าผากลงกับแผ่นหลังกว้าง พึมพำอู้อี้

“ในที่สุดก็รู้”

“…"

“ขอโทษนะ”

เคยมีใครสักคนกล่าวไว้ว่าถ้าได้ลองโกหกครั้งนึงแล้ว จะต้องโกหกไปตลอดจนกว่าจะถูกจับได้ ฟองสมุทรไม่เคยรู้ตัวเลยว่าเธอรอวินาทีนี้มานานแค่ไหนจนกระทั่งมันเกิดขึ้น เธออยากให้เขารู้มาตลอดแต่ไม่กล้าบอก 

จริงหรือที่เขารู้แล้ว

แต่เธอก็น่าจะรู้สิ... ถ้าเป็นคีตศิลป์ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ความรู้สึกผิดจุกแน่นในอก ผสมกับความปลอดโปร่งจนทำให้อยากร้องไห้ออกมา

แผ่นหลังของเขาอุ่น...

จนกระทั่งชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาแล้วโอบกันไว้แน่น

“ไม่ร้องไห้น่า”

อ้อมกอดนั้นไม่ได้เต็มไปด้วยเสน่หา เขาแค่ตวัดแขนรอบไหล่บางแล้วปล่อยให้เธอซุกหน้าลงกับปกเสื้อ ทว่าเพียงเท่านั้นกลับทำให้หัวใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เธอสะอื้นกับเสื้อยืดตัวนุ่ม ขยับยุกยิกหามุมที่มิดชิดที่สุดเพราะไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา

“ก็มันโล่ง...” เอ่ยอู้อี้ทั้งเสียงขึ้นจมูก “...แล้วเราก็ทำคิงส์เจ็บ”

คนเจ็บเลิกคิ้วทั้งสองข้างให้ท้องฟ้า 

“คิดอะไรอยู่บ้างเนี่ยเธอ”

“เยอะเลย”

“หยุดคิดซะ” เขาสั่งอย่างหนักแน่น “เธอทำดีที่สุดแล้ว เราเองก็เจ็บพอกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่าฉันจะโกรธ โมโห หรือเข้าใจอะไรเธอผิดอีก หลังจากนี้เราแค่คุยกันตามตรงก็พอ มีอีกหลายเรื่องเลยที่ฉันอยากให้เธอเล่าให้ฟัง”

ฟองสมุทรเงียบไป... ก่อนตอบรับออกมา

“อือ”

แล้วก็ได้รางวัลเป็นการกอดแน่นขึ้นอีก

“ที่ผ่านมาเหนื่อยล่ะสิ”

ความเป็นห่วงเป็นใยอย่างตรงไปตรงมามีให้ได้ยินไม่บ่อย คนฟังตื้อในลำคอจนไม่รู้จะตอบยังไงนอกจากพยักหน้าเท่าที่จะทำได้ จะว่าเหนื่อยก็เหนื่อย แต่พอเขายกมือขึ้นลูบหัวเบาๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็บรรเทาลงโดยมีความสบายใจเข้ามาแทนที่

รออยู่ครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็คลอยอ้อมกอดแล้วก้มลงเช็ดน้ำตาจากแก้มนวล เธอช้อนใบหน้าขึ้นสบเขา... ก่อนยิ้มกว้างออกมาจนตาหยี

คนมองตาพร่ากับความน่ารักระดับฆ่าคนตายได้ด้วยการคลี่มุมปากออกเพียงครั้งเดียว เธอสดใสกว่าวิวไม่รู้กี่เท่า สวยชนิดที่เขาคงล้มทรุดถ้าต้องปล่อยเธอหลุดมือไปอีกครั้ง คีตศิลป์รู้ซึ้งถึงความหลงใหลที่ชักจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ตอนนี้ แม้จะไม่มีสถานะจำกัดความ แต่เขาอยากเป็นของเธอ แล้วก็อยากให้เธอเป็นของเขา...

“ฉันชอบเวลาเธอยิ้มแบบนี้” ชายหนุ่มพึมพำ ก้มลงหมายครอบครองเรียวปากอันอ่อนนุ่ม แต่คนรู้ทันรีบยกปีกหมวกขึ้นขวาง หลิ่วตาให้พร้อมแซวหวานๆ

“แหม... บอกชอบกันตรงนี้เลยเหรอ ใจะกล้านะพ่อหนุ่ม”

เขาแกล้งกลอกตา ก่อนจะสวมกอดเธออีกครั้ง... ไม่ได้จูบ... กอดก็ยังดีวะ! 

“เฮ้อ…” ถอนหายใจยาวกับไรผมและพวงแก้มนุ่มนิ่มที่เสียดสีอยู่ข้างกัน “…รู้สึกเหมือนเพิ่งได้เธอคืนมาเลย คิดถึงชะมัด”

ฟองสมุทรยกมือขึ้นตบหลังเขาเบาๆ เหมือนให้กำลังใจ แต่ปากกลับสวนไปอีกทาง

“เลี่ยนจัง พอเถอะคิงส์”

เขากลั้นขำกับคนที่กระดากปากว่าจะบอกคิดถึงตอบ

แต่ถึงเธอไม่พูด การกอดเขาแน่นก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด 

.

.

กว่าฟองสมุทรจะรู้ตัวว่ากำลังยืนสวีทหวานแหววกับชายหนุ่มอยู่ท่ามกลางนักท่องเที่ยวเกือบครึ่งร้อยก็เป็นตอนที่เขาคลายอ้อมกอดเรียบร้อยแล้ว หลายคนมองมาเป็นตาเดียว คนแก่ๆ หลายคนถึงกับเป่าปากปรบมือให้เพราะนึกว่าชายหนุ่มเพิ่งง้อแฟนสำเร็จ แถมเขายังหันไปยิ้มหน้าบานพร้อมชูแขนขึ้นฟ้าอย่างชวนเข้าใจผิด เธอเลยต้องลากเขาออกจากพื้นที่ก่อนจะอายจนต้องแทรกลงทราย

พออารมณ์ดีแล้วก็ขี้เล่นไม่เปลี่ยน

ระหว่างทางกลับมายังสถานีรถไฟ ฟองสมุทรค่อยๆ เล่าเรื่องตั้งแต่ต้นให้เขาฟัง แม้เธอจะไม่ได้บอกว่าระหว่างทางที่ก่อสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวศิลานนท์นั้นลำบากแค่ไหน แต่ดูเหมือนเขาจะสัมผัสได้ดีจากการฉุดมือเธอไปกุมไม่ยอมปล่อย คราวนี้ไม่ปล่อยจริงๆ แม้จะลงจากรถบัสและเดินมาถึงหน้าสถานีแล้วก็ตาม

เธอเล่าจบก่อนเข้าตัวตึกพอดี ร้านขนมด้านหน้ากำลังทยอยปิด มีคนบางตากว่าขามา ระหว่างใคร่ครวญอยู่อึดใจ หญิงสาวก็เปิดหัวข้อที่ติดอยู่ในใจมาได้สักพัก

“เราอยากรู้เรื่องคิงส์บ้าง”

เขาใช้มืออีกข้างล้วงกระเป๋าเพื่อหาบัตรขากลับขณะตอบง่ายๆ

“เอาเรื่องไหนก่อนดี”

ฟองสมุทรหันไปสังเกตคนข้างๆ อย่างละเอียดละออ ไม่มีพิรุธอย่างที่เธอนึกกลัว ไม่มีท่าทางชวนลำบากใจ... ว่ากันตามตรง เธอยังกังขามาจนตอนนี้ว่าแม่ของเธอเข้าใจอะไรเขาผิดไปรึเปล่า

ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจ... แต่คีตศิลป์ไม่ใช่คนประเภทจะหยิบมีดแทงใคร

“เรื่องนั้นก่อนก็ได้ ที่คิงส์ถามว่า...” หญิงสาวแกล้งทำเสียงเข้มขรึม “ ‘ไม่สงสัยบ้างเหรอว่าฉันกลับมาทำไม’ ”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นแล้วพ่นลมพรืด

“ฉันจำได้ว่าไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น”

“ก็ความหมายเดียวกันแหละ... เล่าได้ไหม ตั้งแต่คิงส์กลับมาเราไม่ค่อยคุยเรื่องนี้กันเลย”

“เรื่องมันยาว เล่าทั้งคืนก็ไม่จบ”

“เก็บที่เหลือไว้เล่าต่อพรุ่งนี้ก็ได้... อะไรเหรอ”

เธอถามเมื่อเขาแบมือขึ้นมาตรงหน้าโดยมีตั๋วขากลับสองใบวางอยู่ มันเรียบกริบและมีชื่อสถานีปลายทางสลักไว้อย่างถูกต้อง หญิงสาวมองกระดาษสองแผ่นสลับกับเจ้าของวงหน้าหล่อเหลาที่กำลังแลบลิ้นเลียมุมปากอย่างครุ่นคิด

“ไปเที่ยวกันต่อไหม” เขาถามออกมาในที่สุด “เธออยากกลับรึยัง”

“เที่ยวต่อ?” หญิงสาวทวนงงๆ

“ค้างคืน...” เขาขยายความมากขึ้นด้วยการเสนอโปรแกรมที่คิดไว้ในหัวตั้งแต่แรก “...กินมื้อเย็น แช่น้ำพุร้อน อยู่ด้วยกันทั้งคืน”

แอบหวังอยู่เหมือนกันว่าเธอจะตอบตกลง ตอนนี้เขาไม่อยากห่างจากเธอเลย เหมือนระยะเวลาสองปีที่เสียไปจะสร้างความสะเทือนใจจนยากจะเยียวยา... ข้ออ้างเถอะ... ที่จริงคือเขาอยากอยู่กับเธอนั่นล่ะ เรียบง่ายและเป็นเหตุผลที่ไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

ก็แค่...

อยาก...

แต่เมื่อเห็นฟองสมุทรยืนเงียบ สำนึกฝ่ายดีจึงสั่งให้เสนอทางเลือกเพิ่มเติม

“แต่ถ้าเธอไม่อยากไป...”

พูดไม่ทันครบทั้งประโยค หญิงสาวก็หยิบตั๋วทั้งสองใบไปจากมือเขาแล้วจัดการเก็บใส่กระเป๋ากระโปรงตัวเอง มือที่ประสานกันอยู่ชักออกเพื่อจะใช้ยกชี้ไปทางหนึ่ง

“ตู้ขายตั๋ว...” แล้วเธอก็ชี้ไปทางทิศตรงข้าม “...เราจะไปเดินดูอะไรในลอว์สันรอ... ซื้อเสร็จก็ตามมาแล้วกัน”

จากนั้นฟองสมุทรก็ปล่อยให้เขายืนอึ้งอยู่คนเดียว คีตศิลป์มองทันแค่ใบหูแดงๆ ของคนที่รีบเดินหนีไปอีกฝั่งสถานี พอประตูร้านสะดวกซื้อไถลเลื่อนแล้วเธอหายเข้าไป เขาเพิ่งรู้ตัวเอาตอนนั้นว่าตนกำลังกลั้นหายใจ

นี่กำลังละเมออยู่รึเปล่า?

บอกทีว่านั่นฟองสมุทรตัวจริง?

ชายหนุ่มหันไปตีเสาแรงๆ ทีนึงเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าไม่ได้ฝันไป หลังรับรู้ถึงความแปลบซ่านบนฝ่ามือที่ดึงสติกลับมาเต็มร้อย เขาก็แอบกำมือชกลมอย่างออกนอกหน้า ก่อนรีบกลับไปเก๊กเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นยามเห็นสายตาอันเคลือบแคลงของคนที่เดินสวนมา

 

------------------

 

​ไป ไป ไป จับจองหาที่กันได้! ถ้าคนมุงเยอะนุมีเก้าอี้พับขาย

ราคาพิเศษสำหรับการมุงเขาบูมบะละก้ากันโดยเฉพาะ!

//ตั้งแผง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว