ถ้าใจจะหื่น กี่หมื่นคำโปรย ก็...โอ้ย... ไม่จำเป็น!!

#8 : คิงส์พอสซิเบิ้ล (50%) (รีไรท์)

ชื่อตอน : #8 : คิงส์พอสซิเบิ้ล (50%) (รีไรท์)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 171.9k

ความคิดเห็น : 220

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ม.ค. 2564 19:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#8 : คิงส์พอสซิเบิ้ล (50%) (รีไรท์)
แบบอักษร

ท้องฟ้าเป็นสีครามสดใส แดดจัดแต่มีองศาของแสงแปลกกว่าที่เคยเห็น ทุกอย่างดูนุ่มละมุนตา ซ้ำอากาศยังสบายกว่าที่คิด ลมเย็นๆ หอบโชยเข้ามาในสถานีทันทีที่เสียบบัตรออกมา มีกลิ่นเค็มของทะเลผสมกลิ่นหอมหวนชวนหิวของขนมอบ และแม้จะฟาดเบนโตะมาเต็มคราบ แต่เอาเข้าจริงฟองสมุทรก็อดมองตามร้านขนมที่ตั้งเรียงรายยั่วยวนนักเดินทางไม่ได้

“ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”

ประโยคแรกที่เธอหันไปพูดกับคีตศิลป์ในรอบสามชั่วโมงทำให้เขาพยักหน้าหงึก แถมยังเสนอตัวด้วยสุ้มเสียงเย้าหยอก

“ให้ไปส่งไหม”

“ไม่ต้อง!”

“ฉันแค่กลัวว่าเธอจะหลง ไม่ได้คิดเรื่องอะไรแบบนั้นสักหน่อย... หรือว่าเธอคิด... เฮ้ย อย่าเดินหนีไปเฉยๆ สิ”

แต่เธอไม่ฟังเสียง คนกวนประสาทเลยได้แต่ยิ้มขำกับตัวเองขณะมองส่งร่างระหงซึ่งหายลับไปตรงมุมสถานี จากนั้นเขาก็ล้วงมือซุกกระเป๋ากางเกง รอยยิ้มจางลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสิ่งที่ดลให้เขาพาเธอมาไกลถึงที่นี่ 

ก็แค่อยากจะหาโอกาสคุย

อยากจะบอกว่ารู้ทุกอย่างหมดแล้ว

แต่ทำไมถึงยากเย็นนักก็ไม่รู้

อาจเพราะมันเป็นปัญหาที่คาราคาซังมานานปีจนยากจะหาประโยคเหมาะๆ ในการเกริ่นนำ คีตศิลป์นึกโทษตัวเองอยู่เหมือนกันที่เขาไม่เคยเอะใจเลยว่าฟองสมุทรกำลังเผชิญอยู่กับความรู้สึกชนิดไหน ขนาดเขาเพิ่งรู้ไม่นานยังจมดิ่งกับความรู้สึกผิดแทบเป็นบ้า

จากที่คิดว่ารู้จักเธอดีพอ จึงกลายเป็นว่าเริ่มลังเลกับปฏิกิริยาตอบสนองของเธอ มันเซ้นซิทีฟเสียจนหากสมมุติถ้าเขาเกิดโพล่งบอกออกไปเฉยๆ ว่า

‘เฮ้! ฉันรู้เรื่องพ่อเธอแล้วนะ’

‘เหรอ ดีจังเลย’

ได้คำตอบแบบนั้นคงดี

แต่มองมุมไหนก็ไม่มีทาง!

ในขณะที่ความคิดอันสับสนวุ่นวายกำลังตีกันอยู่ในหัว สองขาก็พาชายหนุ่มมาหยุดหน้าตู้กระจกโชว์ขนม เขาเลือกหลายชิ้นที่เธอจ้องเป๋งตั้งแต่เมื่อกี้ ทั้งเค้กบามคูเฮนรสชาเขียว ชีสเค้กไส้ทะลักในกระบอกไม้ไผ่ บอกพนักงานให้รีบใส่กล่องคิดเงินก่อนหญิงสาวจะออกจากห้องน้ำ

ดังนั้นตอนที่ฟองสมุทรเดินกลับมา เขาก็ยืนยิ้มอย่างไร้พิรุธอยู่แล้วตรงทางออกสถานี พร้อมจะพาเธอขึ้นรถบัสไปเที่ยวให้สุดขอบทะเล

.

.

 

“แดดแรงจัง”

เสียงพึมพำลอยๆ หลังก้าวลงมายืนตรงป้ายรถบัสที่แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวทำให้คีตศิลป์เหลือบลงมองคนที่กำลังยกมือป้องตา เขาจะขยับยืนบังแดดให้เธอก็ไม่ได้เพราะพระอาทิตย์เกือบจะตรงหัว แก้มขาวผ่องถูกแดดลามเลียแบบที่เขาไม่ชอบเอาซะเลย ผิวบางๆ ของเธอไม่ควรเป็นรอยอะไรทั้งนั้น

ไอ้อาการหวงนี่ชักจะหนักข้อขึ้นทุกที

“ฉันไปซื้อหมวกให้ไหม ตรงนั้นมีร้านขายของที่ระลึก”

เธอหันมาหยีตาใส่

“ทำไมวันนี้ใจดีจัง”

“แล้วทุกทีเป็นยังไง”

“ ‘แดดแค่นี้เอง ทนร้อนแล้วมันจะตายรึไง’ ‘ครีมอยู่ไหน ทาเข้าไปแล้วเลิกบ่นซะที’ ” ฟองสมุทรเลียนเสียงเขาในช่วงขวบเดือนก่อนที่กัดกันเกือบทุกวัน ขมวดคิ้วตีหน้าเข้มเหมือนคนไปกินรังแตนมาสิบรัง “มีอีกนะ ถ้าเราเปลี่ยนเสื้อผ้าช้า คิงส์จะชอบแซะว่า...”

“พอเถอะ” ชายหนุ่มตัดบทอย่างรับไม่ได้

“อยากให้พอก็ส่งขนมมา”

“นี่มันของฉัน ทำไมเธอไม่ซื้อมาเอง”

“ก็รู้ว่าคิงส์ซื้อมาให้เราไง... หรือไม่ใช่?”

ท้ายเสียงอ่อนเสียงหวานทำให้คนฟังจนด้วยคำพูด นึกรู้ว่าไอ้มาดเก๊กๆ ทั้งหลายแหล่ไม่เคยมีผลอะไรกับผู้หญิงตรงหน้าทั้งนั้น ถ้าเป็นคนอื่นคงปลื้มปริ่ม ไม่ก็ออกอาการเขินอายในความใส่ใจ... แต่นี่อะไร ขู่กรรโชกชัดๆ

เขาจับมือเธอเพื่อจะพาไปนั่ง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อหญิงสาวสะดุ้งตัวโยน

“เป็นอะไร...” เขาหันไปถามเสียงอ่อน ยกมือเรียวบางขึ้นสำรวจ “...มีแผล? ฉันจับแรงไป? ฉันทำเธอเจ็บ? หรือฉันควรขออนุญาตก่อนรึเปล่า?”

“เปล่า”

“แล้วอะไร”

“…”

คำตอบคือแก้มที่ขึ้นสีชมพูจางๆ กับการชักแขนออกจากการกอบกุม ฟองสมุทรฉวยถุงใส่ขนมไปจากเขา เชิ่ดหน้าขึ้นเล็กน้อยยามกล่าวเสียงเรียบผิดกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรงเป็นบ้าเป็นหลัง

“ไปนั่งรอตรงโน้นนะ ซื้อหมวกเสร็จแล้วรีบออกมา เราจะเหลือขนมไว้ให้... นิดนึง”

ว่าแล้วก็เดินฉิวไปเลย ทิ้งให้ชายหนุ่มก้มลงมองมือตนเองอย่างฉงน

เขาจับมือกับเธอนอกฉากครั้งล่าสุด...

อ๋อ... คืนนั้นบนพรม...

คนที่เพิ่งระลึกความหลังได้หลังยกมือขึ้นบังปากที่มีรอยยิ้มเฉิดฉายจนออกนอกหน้า พยายามอย่างยิ่งที่จะสลัดความรู้สึกคล้ายมีเทศกาลดอกไม้ไฟในศีรษะ ทั้งจุดพลุปุ๋งปั๋ง แหกปากโห่ร้องเต้นรำ... แล้วก็รีบก้าวไปทางร้านขายของที่ระลึกก่อนจะถูกครหาว่าเป็นบ้า

เพิ่งนิยามคำว่า ‘คลั่งรัก’ ได้ก็วันนี้!

.

.

ใช้เวลาไม่นานฟองสมุทรก็จัดการขนมที่คนใจดีซื้อมาจนเกือบหมดทั้งสองชิ้น แถมด้วยชาซิตรัสเปรี้ยวหวานที่เธอตั้งใจซื้อมาเผื่อแผ่ให้ชายหนุ่ม ใจน่ะเลิกเคืองเขาตั้งแต่เห็นถือถุงขนมให้แล้ว แถมขืนดันทุรังวางฟอร์มต่อมีแต่จะถูกล้อเอาทีหลัง ก็เลยส่งยิ้มแก้มตุ่ยให้เมื่อเขาเดินกลับมาพร้อมหมวกสานปีกกว้าง

“คิงส์ เซลฟี่กัน ตรงนี้แสงดีมากเลย”

เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกันกับเธอ หรี่ตามองมุมปากอิ่มเอิม...

“ขนมติดปาก”

“หยุด... อย่าแม้แต่จะคิด” คนรู้ทันรีบเอนตัวหนีเมื่อเขาโน้มหน้าเข้าใกล้ หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดปากตัวเองอย่างทั่วถึง “คุณป้าขายน้ำมองอยู่ไม่อายบ้างรึไง”

“เขาก็จะคิดว่าเราเป็นแฟนกันไง” ชายหนุ่มล้วงโทรศัพท์ขึ้นมา อ้าปากรับขนมชิ้นสุดท้ายที่เธอตั้งใจเหลือไว้ให้ หลังเคี้ยวกลืนเสร็จก็ว่าต่อ “เนี่ย เธอบ่นแต่ก็ป้อนขนมฉัน แถมเรายังจะถ่ายรูปด้วยกันอีก จูบนิดจูบหน่อยคงไม่...”

พูดไม่จบฟองสมุทรก็ยกหลอดยัดใส่ปากเขา คีตศิลป์ดูดน้ำด้วยสีหน้าล้อเลียน

พอดื่มเสร็จ ชายหนุ่มก็พูดอีก

“หรือว่าเดี๋ยวนี้แตะเนื้อแตะตัวไม่ได้เพราะเขินเรื่องคืนนั้...”

หลอดถูกจับยัดใส่ปากอีกรอบ แต่คราวนี้ชายหนุ่มดึงมันออกอย่างขบขัน

“ไม่พูดแล้วก็ได้” เขาหยิบแก้วจากมือเธอวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะรวบเอวบางเข้ามาชิดตัวขณะยกแขนขึ้นตั้งกล้อง ถามพลางขยับมือหามุมรับแสง “ว่าแต่คิดยังไงชวนฉันถ่ายรูป ปกติไม่ค่อยสนใจอะไรพวกนี้นี่เธอ”

ฟองสมุทรตัวเกร็งกับสัมผัสของเขา กลิ่นของเขา ร่างกายกำลังค้านกันอย่างหนักระหว่างก้มลงซบบ่ากว้างหรือขืนตัวหนีแบบไหนจะดีกว่ากัน

“ว่าไง” เสียงของเขาทุ้มก้องอยู่ข้างหู

“ก็เดทไม่ใช่เหรอ” เธอได้ยินตัวเองตอบออกไปขณะที่เลือกข้อแรก... แก้มนวลกดลงแนบกับแผงกล้ามอันแกร่งนูนใต้เสื้อแจ็กเก็ต “มาเดทก็ต้องมีรูปคู่”

เขาหัวเราะเบาๆ

“รูปวันนี้จะเป็นหนึ่งในคอลเล็กชั่นที่เราเก็บไว้ดูสองคนใช่ไหม”

“ก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว” เธอว่าพร้อมยิ้มให้กล้อง “จำตอนถ่ายละครเรื่องแรกได้ไหม มีรูปคิงส์แปลกๆ เป็นพันรูปเลย นอนพาดกับรางดอลลี่ วิ่งหนีจิ้งเหลน ไถลลงน้ำตก เอาไปปล่อยขายกับแฟนคลับคงได้ราคาดี คงมีคนอยากเห็นเยอะ”

“ฉันว่าแพงสุดน่าจะเป็นรูปนี้...” เขาเอียงหน้าเข้าหาเธอก่อนจะจรดปลายจมูกลงบนกลุ่มผมนุ่ม มือลั่นชัดเตอร์ระรัวทั้งที่คนถูกหอมหัวเหวอไปเรียบร้อย “...ถ้าหลุดไปฉันรับผิดชอบเอง ไม่ต้องห่วง”

ฟองสมุทรผละออกจากเขา ยกมือขึ้นจับส่วนที่ถูกลวนลามพลางค้อนตาเขียว

“รับผิดชอบยังไงไม่ทราบ”

“ให้แม่มาขอไง”

“แม่เราคงไล่คิงส์กระเจิดกระเจิง”

“แต่พ่อเธอกับคุณดิษไฟเขียวแล้วนา...” เขาขยิบตา “...ฉันเพิ่งเข้าไปคุยด้วยเมื่ออาทิตย์ก่อน คุณหลามบอกว่าเราจะคบกันก็ได้ แค่ระวังนักข่าวก็พอ”

คนฟังผงะอย่างไม่เชื่อหู ส่วนชายหนุ่มลดโทรศัพท์วางบนโต๊ะ แล้วหันมาสบตาเธออย่างจริงจัง ทั้งที่กล่าวด้วยน้ำเสียงรื่นสบายเหมือนเป็นการบอกเล่าสารทุกข์สุขดิบทั่วไป

“เธอบอกให้เดาเอาเอง ฉันก็เดา... แต่เธอไม่ได้ห้ามฉันให้ยืนยันความคิดตัวเองว่าถูกต้องไหม ฉันก็เลยตัดสินใจเข้าไปถามทุกอย่างตามตรง”

“…”

“ผลออกมาดีกว่าที่เธอคิดเยอะ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น” เขาโน้มหน้าลงให้อยู่ในระดับเดียวกันกับวงหน้าหวานที่ฉายแววตื่นตระหนก “ตอนนี้เรามาคิดกันดีกว่าว่าถ้าแม่เธอไม่ยอมให้เราคบกันจะทำยังไง... หนีตามกันไหม หรือให้ฉันดักฉุด... เรื่องจับปล้ำจนต้องรับผิดชอบคงไม่มีทางล่ะเพราะเธอสมยอมแน่ๆ ดังนั้นเราเรียกว่าปล้ำไม่ได้...”

“ไม่ได้สมยอม!” ฟองสมุทรเผลอค้านทันทีตามสัญชาตญาณ

“งั้นก็เลือกข้อจับปล้ำเนอะ”

“ไม่... เดี๋ยวก่อน โอ๊ยคิงส์!”

---------------------------------------

คนที่อยู่ดักซุ่มอยู่แถวแผงขายน้ำของป้าตอนนี้ ควรใส่แว่นกันแดดนะคะ

เพราะ

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว