facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

ชื่อตอน : บทที่ 30

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ส.ค. 2561 15:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 30
แบบอักษร

คืนนั้นเององค์ชายรองก็ได้เสวยสาลี่น้ำผึ้งของถาวจวินหลัน

จิ้งหลิงเห็นองค์ชายรองมีท่าทางชื่นชอบ จึงได้ยิ้มแล้วพูดว่า "ชิงกูกูนั้นมีวิธีที่ดี รู้ว่าท่านไม่โปรดเสวยโอสถ จึงได้ทำอาหารเช่นนี้มาให้ ทั้งอร่อยและดีต่อสุขภาพด้วยเพคะ"

องค์ชายรองยิ้มแล้วพยักหน้า แต่ก็รู้สึกแปลกใจอยู่ เขาจำได้ว่า นางกำนัลอาวุโสชิงนั้นไม่ถนัดทำอาหารหวานแบบนี้เท่าไรนัก ปกติก็จะทำของหวานง่ายๆ บ้าง แต่ที่ซับซ้อนแบบนี้ยังไม่เคยเห็น

แต่ว่าองค์ชายรองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแค่ว่านางกำนัลอาวุโสชิงคงจะคิดหาวิธีบำรุงร่างกายให้เขาเท่านั้น จึงได้สั่งให้จิ้งหลิงไปชมเชยแทนเขา

ที่จริงแล้วไม่มีใครรู้ว่า สาลี่น้ำผึ้งนั้นถาวจวินหลันต้องคอยเฝ้าหมอตุ๋น แล้วค่อยๆ ตุ๋นออกมา เพราะนางกำนัลอาวุโสชิงบอกว่าไม่ถนัดทางนี้ ดังนั้นนางจึงต้องทำด้วยตัวเอง ถึงอย่างไรก็เป็นหญิง นอกจากงานฝีมือแล้ว เรื่องทำครัวก็ต้องรู้ด้วย ตอนที่อยู่บ้านนั้น นางก็ได้เรียนมาเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้เก่งขนาดนั้นเท่านั้นเอง

ดังนั้นวันต่อมาที่จิ้งหลิงมาชมนางกำนัลอาวุโสชิงนั้น นางกำนัลาวุโสชิงจึงได้ยิ้มแล้วมองมาที่ถาวจวินหลัน ถาวจวินหลันที่โดนมองก็เขินอายไปหมด แล้วใบหน้านั้นก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ

ต่อมานางกำนัลอาวุโสชิงจึงพูดกับนางว่า "ต่อไปเจ้าก็ฝึกฝนการทำอาหารหวานไว้ให้มากเถิด องค์ชายของพวกเรานั้นชอบอาหารหวานมาก แต่ว่าข้าไม่ค่อยถนัด ดังนั้นจึงทำได้แต่ของง่ายๆ"

ถาวจวินหลันรับคำ ต่อไปจะตั้งใจหาวิธีที่หลากหลาย ถึงอย่างไรก็ได้ลองไปครั้งหนึ่งแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ก็ไม่เลวร้ายนัก อย่างน้อยองค์ชายรองก็ดูเหมือนจะพอพระทัย ถึงอย่างไรก็ทำได้ดีกว่าเมื่อก่อนมาก แน่นอนว่าองค์ชายรองไม่ได้พูดออกมาเช่นนี้ แต่ทุกครั้งที่โจวอี้ส่งชามใหญ่ๆ เข้าไป ก็จะเสวยจนเกลี้ยง เท่ากับว่าทรงโปรดเสียเหลือเกิน

ถาวจวินหลันย่อมดีใจอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงได้คิดหาวิธีการทำที่หลากหลายมากขึ้น

พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านมาจนวันที่สิบห้าเดือนแปด

วันนี้องค์ชายรองจะต้องเสด็จไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวง จึงไม่เสวยอาหารเย็นที่วังเต๋ออัน แม้แต่องค์ชายเจ็ดเองก็ไม่อยู่ แต่ว่าองค์ชายรองได้สั่งให้โจวอี้มาประกาศว่า วันที่สิบห้าเดือนแปด คนของวังเต๋ออันจะจัดงานเฉลิมฉลองวันไหว้พระจันทร์ก็ได้ หรือจะดื่มสุรากันก็ทรงอนุญาต

ส่วนเรื่องงานเลี้ยงนั้น เป็นเงินส่วนพระองค์ขององค์ชายรอง นับเป็นการพักเหนื่อยและให้รางวัลแก่คนในวังทุกคน

ทุกคนในวังเต๋ออันต่างดีใจ วันไหว้พระจันทร์ทั้งที ทั้งยังได้ดื่มสุราเลี้ยงฉลองอีก ใครจะไม่ดีใจกันเล่า?

นางกำนัลอาวุโสชิงเองก็ดีใจ ทำกับข้าวออกมาทั้งหมดสิบแปดอย่าง ลูกชิ้นน้ำแดง หมูตงโพ เป็ดนึ่ง ไก่สมุนไพรแปดอย่าง กระดูกซอส...ซึ่งเป็นอาหารที่ทำยากทั้งนั้น ไม่ใช่อาหารที่ทำในวันปกติ อีกทั้งยังมีปูนึ่งอีก

ถาวจวินหลันที่คอยช่วยอยู่ก็เหนื่อยไม่น้อย แต่เมื่อเห็นของอร่อยอยู่เต็มโต๊ะ ก็รู้สึกดีใจขึ้นมา ที่เสียใจอย่างเดียวคือ ไม่ได้เห็นหน้าถาวซินหลัน แม้แต่ข่าวคราวของถาวซินหลันเองก็ยังไม่รู้เลยแม้แต่นิดเดียว

งานเลี้ยงจัดโต๊ะไว้สองโต๊ะ โต๊ะหนึ่งคือคนขององค์ชายเจ็ด อีกโต๊ะหนึ่งคือคนขององค์ชายรอง สุรานั้นเป็นสุราธรรมดา รสชาติไม่ได้หวานเท่าไร อร่อยมากๆ

เนื่องจากเจ้านายไม่อยู่ ทุกคนจึงชนแก้วกันอย่างสบายๆ พร้อมทั้งพูดคุยหัวเราะเฮฮากัน

ถาวจวินหลันดื่มไปสองแก้วก็ไม่กล้าดื่มอีก หลังจากกินเสร็จแล้ว ในครัวยังมีงานที่ต้องจัดการอีกกองใหญ่ อีกทั้ง นางก็ไม่ได้ชอบดื่มสุราเท่าไรนัก แน่นอนว่า ยังไม่ค่อยชินกับสถานการณ์เช่นนี้เท่าไรนัก นางนั้นมาอยู่วังเต๋ออันได้ไม่นาน อีกทั้งยังไม่ได้สนิทสนมอะไรกับคนอื่นนัก แน่นอนว่าก็จะไปชนแก้วสนิทสนมเช่นนั้นคงไม่ได้

ทว่ากับชิวจื่อที่ดูแลนางช่วยเหลือนางหลายเรื่อง นางก็ไปชนแก้วมาแล้ว

จนกินเกือบจะเสร็จแล้ว ถาวจวินหลันจึงเข้าไปยกซึ้งนึ่งปูในห้องครัวออกมา เนื่องจากคนเยอะจึงไม่มีเครื่องมือเพียงพอสำหรับแกะ ทำได้แค่ใช้มือแกะปู ส่วนมากแล้วก็จะใช้อะไรทุบๆ กระดอง จากนั้นก็ใช้ช้อนขูดเนื้ออกมาเท่านั้น

แกะให้นางกำนัลอาวุโสชิงหนึ่งอันก่อน แล้วจึงแกะให้เยี่ยนเอ๋อร์อีกหนึ่งอัน ส่วนนางกินไปสองอัน จากนั้นก็ไม่แกะต่อแล้ว ถึงแม้ปูจะอร่อย แต่เนื้อนั้นเย็น กินมากอาจจะไม่สบายท้องได้

เยี่ยนเอ๋อร์ทำไม่ค่อยเป็นนัก จึงกินอย่างไม่สบอารมณ์ จิ้งหลิงชี้มาทางเยี่ยนเอ๋อร์แล้วหัวเราะ "เจ้าเด็กน้อยคนนี้ช่างไม่รู้ว่าอะไรเป็นของดี เจ้าต้องรู้นะว่าปูน่ะแพงมาก เอาของดีขนาดนี้เอามาให้เจ้ากิน แต่เจ้ากลับไม่รู้สึกขอบคุณ ข้าจะไปทูลองค์ชายรอง ต่อไปหากพวกเราดื่มสุรากันอีก ก็จะไม่เรียกเจ้าแล้ว"

เป็นเพราะดื่มเหล้า จึงทำให้จิ้งหลิงดูผ่อนคลายลงกว่าปกติ ใบหน้านั้นแดงระเรื่อ ดูแล้วงามกว่าปกติพอสมควร เพียงแต่คำพูดและน้ำเสียงนั้นกลับทำให้คนอื่นอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

คำพูดเช่นนั้น ราวกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับองค์ชายรองสนิทชิดเชื้อกันอย่างนั้น

พูดจริงๆ แล้ว ถาวจวินหลันรู้สึกว่านางพูดแบบนี้ออกจะเกินไปหน่อย อีกทั้ง ทุกคนต่างก็เป็นนางกำนัล แม้จิ้งหลิงจะเป็นนางกำนัลใหญ่ การจะอบรมสั่งสอนนางกำนัลเล็กๆ นั้นไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่น้ำเสียงและคำพูดไม่ควรเหมือนที่เจ้านายพูดกับสาวใช้มิใช่หรอกหรือ? เช่นนี้จึงทำให้คนอื่นรู้สึกไม่พอใจ

คนรอบข้างเกือบทุกคนนั้นคิดเช่นนี้ ถึงแม้ว่าจิ้งหลิงจะพูดเหมือนล้อเล่น แต่กลับไม่มีใครตอบกลับไปเลยแม้แต่คนเดียว ทำให้บรรยากาศพลันเงียบสงัดลง

ในที่สุดชิ่วจื่อก็ต้องเป็นคนพูดขึ้นมาทำลายความเงียบ "เจ้าก็อดทนไปเถอะ องค์ชายของพวกเรานั้นมีเมตตา เจ้าถึงได้กล้าเลินเล่อเช่นนี้"

จิ้งหลิงเองก็คงจะรู้สึกตัว เมื่อได้ยินชิวจื่อพูดเช่นนี้จึงรีบแก้ตัว "ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น จะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า?"

แล้วบรรยากาศก็ค่อยๆ กลับมาเป็นดังเดิม

จนกระทั่งกินเกือบเสร็จแล้ว คนขององค์ชายเจ็ดก็ได้แยกย้ายไปก่อน เนื่องจากใกล้ถึงเวลาที่เจ้านายจะกลับมาแล้ว หากพวกนางยังกินกันต่อไป ก็ดูจะไม่ค่อยงามเท่าไร

พวกถาวจวินหลันเองก็แยกย้ายเช่นกัน

แต่ว่าถาวจวินหลันดูแล้ว เกรงว่าจิ้งหลิงจะดื่มเยอะเกินไปหน่อย ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรในใจหรือเปล่า หลังจากพูดเช่นนั้นแล้ว ก็ดื่มสุราแก้วใหญ่เข้าไปอีกหลายแก้ว หน้านั้นแดงไปหมด ตอนเดินยังต้องให้ชิวจื่อคอยประคองถึงจะเดินตรงๆ ได้

นางกำนัลอาวุโสชิงเองก็ดื่มไปไม่น้อย หลักจากงานเลี้ยงเลิกราแล้วก็ยืนอยู่ที่สวน แล้วอยู่ๆ ก็หัวเราะขึ้นมา "เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน แม้จะไม่มีเงิน แต่ก็ต้องซื้อขนมไหว้พระจันทร์ ทำกับข้าวอร่อยๆ ชมพระจันทร์อยู่ในสวน" น้ำเสียงนั้นดูเศร้าโศกขมขื่น

คำพูดนี้ได้สะกิดใจของถาวจวินหลันเช่นกัน ทำให้นึกถึงถาวซินหลันที่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง และน้องชายที่ลำบากอยู่ในที่แสนไกล แล้วยังคิดย้อนกลับไปถึงเมื่อก่อนที่ท่านแม่พาพวกนางไปไหว้พระจันทร์ด้วยกัน ทุกคนในบ้านกินปู ผลไม้ และขนมไหว้พระจันทร์ด้วยกัน จึงทำให้นางฝืนยิ้มออกมาไม่ได้ ได้แต่มองดวงจันทร์ดวงกลมสีเงินอยู่นิ่งๆ ด้วยจิตใจล่องลอย

ผ่านไปพักหนึ่ง เยี่ยนเอ๋อร์ถึงเดินพุงกางออกมา เมื่อเห็นถาวจวินหลันกับนางกำนัลอาวุโสชิงนั่งมองดูจันทร์อยู่ ก็ขำออกมา "ดวงจันทร์น่ามองตรงไหนกัน? แต่ดวงจันทร์วันนี้กลมโตเหลือเกิน ช่างเหมือนกับขนมเสียจริง"

เยี่ยนเอ๋อร์ได้ทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบลง ถาวจวินหลันและกำนัลกำนัลอาวุโสชิงจึงหัวเราะออกมา

เมื่อเห็นนางกำนัลอาวุโสชิงมีท่าทางไม่สบาย ถาวจวินหลันจึงได้พูดออกมาว่า "กูกูไปนอนก่อนเถิดเจ้าค่ะ ที่เหลือเดี๋ยวข้าจัดการเอง เยี่ยนเอ๋อร์ เจ้าเองก็รีบไปนอนเสีย พรุ่งนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า"

นางกำนัลอาวุโสชิงแปลกใจ "จานชามเยอะแยะมากมายขนาดนี้ จะต้องเก็บกันถึงเมื่อไหร่"

"คืนนี้ข้าจะทำให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ท่านให้ข้านอนตื่นสายก็แล้วกัน" ถาวจวินหลันพูดติดตลก แล้วจึงยื่นมือไปประคองนางกำนัลอาวุโสชิง "ท่านอนุญาตให้ข้านอนตื่นสายก็เพียงพอแล้ว"

นางกำนัลอาวุโสชิงก็หัวเราะออกมา พลางพยักหน้ารับคำถาวจวินหลัน

เมื่อส่งนางกำนัลอาวุโสชิงกับเยี่ยนเอ๋อร์แล้ว ถาวจวินหลันก็วุ่นอยู่กับการจัดเก็บจานชามให้เรียบร้อย ที่ควรล้างก็ล้าง ที่ต้องเก็บก็เก็บอย่างดี ทำจนสะอาดเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว ถึงจะดึงแขนเสื้อลง ในตอนนี้ เป็นเวลาเกือบห้าทุ่มแล้ว เมื่อออกมาจากห้องครัว ถาวจวินหลันก็เห็นดวงจันทร์ที่อยู่บนฟ้า อดไม่ได้ที่จะพนมมือขอพร คิดในใจว่า เทพพระจันทร์ ขอให้ท่านช่วยคุ้มครองน้องสาวกับน้องชายข้าให้ปลอดภัยด้วยเถิด

หลังจากขอพระพระจันทร์แล้ว ถาวจวินหลันก็กำลังจะปิดห้องครัวกลับไปนอน แต่กลับมองเห็นโคมไฟดวงหนึ่งกำลังมุ่งมาทางห้องครัว คิดว่ามีใครจะมาเอาน้ำร้อน จึงค่อยๆ หันไปยิ้มแล้วถามว่า "มาเอาน้ำอย่างนั้นหรือ?"

เสียงของโจวอี้ดังมา "ห้องครัวยังมีอะไรกินอีกหรือไม่?"

ถาวจวินหลันชะงักไปเล็กน้อยยังโคมไฟที่ค่อยๆ ใกล้เข้ามา ทำให้มองเห็นว่าไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่กลับมีถึงสี่คน โจวอี้นั้นถือโคมไฟเดินนำอยู่หน้าสุด ตรงกลางนั้นมีคนตัวสูงใหญ่กับคนตัวเล็กที่ใส่เสื้อคลุมอยู่ นั่นมิใช่องค์ชายรองกับองค์ชายเจ็ดหรอกหรือ? ส่วนด้านหลังองค์ชายนั้นก็คือหวังหรู

หลังจากชะงักไปเล็กน้อย ก็พูดออกมาอย่างช้าๆ ว่า "ของกินน่ะยังมี แต่ว่าเป็นอาหารที่เหลือทั้งนั้น" หลังจากพูดออกมาแล้ว ถึงนึกได้ว่าคนที่จะกินนั้นไม่ใช่โจวอี้แน่นอน น่าจะเป็นองค์ชายรองกับองค์ชายเจ็ด จึงรีบพูดเสริมไปว่า "แต่ว่าของสดก็ยังมี จุดเตาทำหน่อยก็กินได้แล้ว"

พูดจบ ทั้งสี่คนก็ได้เดินมาอยู่ตรงหน้านางแล้ว ถาวจวินหลันจึงย่อตัวคำนับ "องค์ชายรอง องค์ชายเจ็ด"

องค์ชายรองพยักหน้าเล็กน้อย ส่วนองค์ชายเจ็ดน้ำเสียงยังเป็นเด็กแต่ก็ดูน่าเกรงขาม "ลุกขึ้นเถอะ"

ถาวจวินหลันลุกขึ้น แล้วรีบพาทั้งสี่คนเข้าไปในห้องครัว ห้องครัวนั้นแยกข้างในกับข้างนอกเป็นสองส่วน ข้างนอกนั้นเอาไว้รับประทานอาหาร ซึ่งมีโต๊ะเก้าอี้อยู่พร้อม

องค์ชายรองและองค์ชายเจ็ดเองก็ไม่เรื่องมาก นั่งลงไปตรงนั้น องค์ชายรองส่งสายตาให้โจวอี้ โจวอี้จึงรีบสั่งถาวจวินหลัน "ทำอะไรได้บ้าง? ขอเร็วๆ หน่อย ในงานเลี้ยงนั้นองค์ชายไม่ได้เสวยอะไรเลย ตอนนี้ก็เกือบจะห้าทุ่มแล้ว ไม่ต้องพิถีพิถันอะไรมาก ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี"

นางกำนัลอาวุโสชิงไม่อยู่ ถาวจวินหลันเองก็ทำอาหารไม่ได้หลากหลาย ครุ่นคิดแล้วจึงมองไปทางองค์ชายรอง "ตอนนี้หุงข้าวไม่ทันแล้ว ยังมีข้าวเหลืออยู่นิดหน่อย ทำข้าวต้มหรือว่าข้าวผัดได้ กับข้าวนั้นข้าจะทำอย่างง่ายๆ ท่านเห็นว่าอย่างไร?"

องค์ชายรองมององค์ชายเจ็ด

องค์ชายเจ็ดคิดแล้ว จึงเอ่ยว่า "เช่นนั้นเอาข้าวผัดแล้วกัน ทำเยอะๆ หน่อย ข้าหิวจะแย่อยู่แล้ว" แล้วก็ทำหน้าตาดุๆ เหมือนกับเด็กน้อย ทำให้คนรู้สึกเอ็นดูขึ้นมา

ถาวจวินหลันรับคำ แล้วจึงรีบลงมือ หวังหรูเดินตามเข้ามา "ข้าช่วยเจ้าจุดไฟ"

ถาวจวินหลันนั้นไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน นางคนเดียวทั้งทำอาหารทั้งจุดเตา ทำไม่ทันอย่างแน่นอน

นางรีบหยิบผักสดออกมา ครุ่นคิดแล้วเลือกที่นางพอจะทำได้ จากนั้นก็นำไปล้าง แล้วรีบหั่นอย่างรวดเร็ว

ระหว่างที่กำลังหั่นอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงขององค์ชายเจ็ดลอยมา "ดูสิพี่รอง นางหั่นผักเร็วขนาดนั้น จะไม่บาดมือหรือ?"

ถาวจวินหลันกำลังตั้งใจอยู่ ฝีมือการหั่นก็ยังไม่ชำนาญนัก เมื่อวอกแวกไป นิ้วก็รู้สึกปวดขึ้นมาทันที

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว