facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

ชื่อตอน : บทที่ 29

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2561 15:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 29
แบบอักษร

หากไม่ใช่การข่มขู่ จะให้เรียกว่าอะไร?

แต่ที่น่ารังเกียจกว่านั้นคือ ท่าทางมั่นอกมั่นใจของแม่นมคนนั้น เหมือนกับมั่นใจว่าองค์ชายรองจะต้องยอมแน่นอน

หากไม่ใช่เป็นเพราะรู้นิสัยองค์ชายรองที่ไม่ชอบให้ใครพูดมาก จิ้งหลิงเองก็อยากจะพูดลองเชิงแม่นมคนนั้นดูเหมือนกัน ดูสิว่าอีกฝ่ายจะหน้าด้านหน้าทนได้ถึงเพียงใด

สีหน้าขององค์ชายรองนั้นไม่นับว่าเรียบเฉย ทว่าดวงตาสีดำคลับคู่นั้นกลับดูสุขุมลุ่มลึกยิ่งขึ้น ส่วนมือที่จับตะเกียบอยู่นั้นก็บีบแน่นขึ้นหลายเท่า

หากจะพูดว่าไม่มีใครสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่อึมครึมภายในห้องนั้น ก็คงจะมีเพียงคนเดียวนั่นก็คือองค์ชายเจ็ดที่มีใบหน้าไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น

ทว่าจิ้งหลิงดูออกว่า องค์ชายเจ็ดนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ถึงจะมีท่าทางมึนงง แต่ถึงอย่างไรองค์ชายเจ็ดก็สิบขวบแล้ว อย่างน้อยก็ต้องฟังอะไรเข้าใจบ้าง อีกทั้ง ที่แม่นมคนนี้พูดมานั้น ก็อาจจะไม่ใช่คำสั่งขององค์ชายเจ็ด

คิดเช่นนี้แล้ว ในใจของจิ้งหลิงยิ่งรู้สึกไม่สงบ เพราะต่อไปองค์ชายเจ็ดก็ต้องมาประทับอยู่ที่วังเต๋ออันแห่งนี้ จนกว่าองค์ชายรองจะย้ายออกไปอยู่จวนอ๋อง พวกเขาก็จะต้องอาศัยอยู่ร่วมวังเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้จะยังอยู่ร่วมกันได้อย่างไร? หรือว่าจะต้องอยู่อย่างอดทน ก้มหัวให้กับคนอย่างนี้หรือ?

ทว่าองค์ชายรองไม่มีท่าทีอะไร ใครต่างก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาทั้งนั้น ทำได้แค่กัดฟันทนไป

ในที่สุดองค์ชายรองก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นมา ไม่รู้ว่าเป็นคำตอบ หรืออย่างไร เมื่อดูท่าทางขององค์ชายรอง ก็เห็นว่ากลับมามีท่าทีอ่อนโยนเหมือนอย่างเดิมแล้ว จากนั้นก็คีบรากบัวชิ้นหนึ่งวางไปในชามขององค์ชายเจ็ด

องค์ชายเจ็ดกล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วแอบมองตาขององค์ชายรอง คิดแล้วจึงพูดออกมาอย่างลังเลว่า "อาหารที่นี่ของพี่รองอร่อยมาก ของข้าไม่จำเป็นต้องเอามาจากที่อื่นหรอก ให้ข้ากินกับพี่รองก็ได้"

องค์ชายรองยิ้ม วางตะเกียบลง จากนั้นก็ลูบหัวองค์ชายเจ็ดอย่างอ่อนโยน แล้วพยักหน้าไปพลาง

องค์ชายเจ็ดเผยรอยยิ้มออกมา มุมปากทั้งสองข้างมีลักยิ้มบางๆ น่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน ทว่าสีหน้าของแม่นมที่นั่งอยู่ข้างๆ นั้นกลับไม่ค่อยพอใจเท่าไร กำลังคิดจะยื่นมือออกไปสะกิดองค์ชายเจ็ด แต่ดันเห็นองค์ชายรองกวาดสายตาอันแหลมคมมาเสียก่อน จึงรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที รีบหดมือกลับไปไม่กล้าขยับ แล้วยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ตรงนั้น

อาหารมื้อนี้ องค์ชายรองไม่มีท่าทางผิดแปลกไปจากปกติเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งองค์ชายเจ็ดเสวยอาหารเสร็จ กลับไปเตรียมตัวเข้าบรรทมแล้ว องค์ชายรองจึงหุบยิ้ม แล้วหันหน้ามามองจิ้งหลิง

จิ้งหลิงรู้สึกไม่สงบ รู้ดีอยู่แก่ใจว่าองค์ชายรองทรงกริ้ว จึงรีบอธิบายออกมาอย่างรวดเร็ว "ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำนะเพคะ อาหารขององค์ชายเจ็ดนั้นยังคงทำตามปกติ แต่คนที่คอยดูแลองค์ชายเจ็ดนั้น ทำไม่ได้จริงๆ บ่าวจึงได้มาปรึกษาพระองค์ว่า อาหารขององค์ชายเจ็ดนั้นทำจากวังเต๋ออัน ส่วนของคนอื่นนั้นให้ยกมาจากห้องครัวใหญ่ของวังหลวง แต่คิดไม่ถึงว่าแม่นมขององค์ชายเจ็ดนั้นจะไม่พอใจขึ้นมา"

คิดแล้ว จิ้งหลิงจึงได้พูดเสริมขึ้นอีก "เวลานี้ดูแล้วต้องทำอาหารสำหรับคนเกือบสิบคน ห้องครัวเล็กคงทำไม่ได้ ชิงกูกูทำคนเดียวไม่ทันจริงๆ แม้ว่าบ่าวจะจัดนางกำนัลไปช่วยอีกคนหนึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เพคะ"

ถึงแม้ว่านางกำนัลอาวุโสชิงกับจิ้งหลิงจะไม่ลงรอยกันนัก ทว่าในตอนนี้จิ้งหลิงก็ยังคิดที่จะเอาคนทางฝ่ายตัวเองไว้เป็นหลัก

หลังจากฟังคำอธิบายแล้ว ก็ไม่รู้ว่าองค์ชายรองคิดจะทำอย่างไรต่อ เพราะองค์ชายรองพูดไม่ได้ ดังนั้นหากไม่แสดงสีหน้าออกมา ก็จะดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่

จนท้ายที่สุดแล้วองค์ชายรองก็ไม่ยอมแสดงสีหน้าท่าทางใดๆ ออกมา จิ้งหลิงเองก็ไม่เข้าใจ ทว่ากลับไม่กล้าซักถามอะไรอีก จึงได้แต่ขอตัวออกมา

แต่ว่าเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันทั่วในวังเต๋ออัน ใครต่างก็รู้เรื่องที่แม่นมขององค์ชายเจ็ดข่มขู่องค์ชายรอง ในพริบตาเดียว เรื่องนี้ก็ได้ทำลายความสงบในวังเต๋ออันไปจนหมด ถึงอย่างไรก็อยู่ร่วมวังเดียวกัน มองไปทางไหนก็ต้องเห็นกัน เมื่อก่อนยังพอปั้นหน้าใส่กันได้ ทว่าหลายวันมานี้กลับมีบรรยากาศแปลกไป

ถาวจวินหลันรู้สึกผิดปกติ จึงลองถามนางกำนัลอาวุโสชิง นางกำนัลอาวุโสชิงหัวเราะอย่างเย็นชา "ก็พวกใช้อำนาจเจ้านายขมขู่ผู้อื่นนั่นแหละ"

คำพูดของนางกำนัลอาวุโสชิงนั้นทำให้ถาวจวินหลันเห็นภาพ ในช่วงไม่กี่วันมานี้เมื่อคนขององค์ชายเจ็ดเห็นคนขององค์ชายรอง ก็จะรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจบางอย่าง คำพูดก็ไม่ดูเกรงอกเกรงใจอย่างเมื่อก่อน แม้กระทั่งตอนที่นางกำลังซักผ้าอยู่ข้างบ่อน้ำ ก็ยังได้ยินนางกำนัลสองคนพูดถึงองค์ชายรองไปหัวเราะไป น้ำเสียงเช่นนั้นทำให้นางรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก จึงได้หอบถังเดินกลับห้องไป

นางรู้ดีแก่ใจ ที่องค์ชายรองโดนดูหมิ่นเช่นนี้ ก็เป็นเพราะองค์ชายรองพูดไม่ได้ ดังนั้นจึงคิดกันไปเองว่าต่อไปองค์ชายรองจะไม่ได้เป็นใหญ่อย่างแน่นอน แม้กระทั่งเรื่องการว่าราชการ ก็อาจจะไม่ได้เข้าร่วม ไม่แน่ว่าก็อาจจะได้เป็นแค่พระอนุชาหรือพระเชษฐาที่ไม่มีตำแหน่งไปตลอดชีวิต ทว่าองค์ชายเจ็ดนั้นไม่เหมือนกัน องค์ชายเจ็ดเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ อีกทั้งพระมารดาขององค์ชายรองนั้นก็ด่วนจากไปนานแล้ว แต่พระมารดาขององค์ชายเจ็ดยังอยู่ และฐานะก็ไม่ได้ต่ำต้อยอีกด้วย

เรื่องเช่นนี้มีให้พบเห็นไม่น้อย แม้แต่ในตระกูลใหญ่ๆ ก็มีให้พบเห็นทั่วไป แต่ถาวจวินหลันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจแทนองค์ชายรอง เป็นคนสูงศักดิ์เพียงนี้ แต่กลับถูกคนมองข้าม และโดนคนรังแก

ไม่รู้ว่าขององค์ชายรองนั้นจะรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่? อย่างไรก็น่าจะมีบ้างไม่มากก็น้อยล่ะมั้ง?

ถาวจวินหลันแอบพูดกับนางกำนัลอาวุโสชิงว่า "หากรู้แต่แรกว่าคนขององค์ชายเจ็ดเลวร้ายเช่นนี้ เราน่าจะใส่เกลือลงไปในอาหารของพวกนางเยอะๆ ต่อจากนี้ไปจะมาขอให้ทำอะไรเราก็จะไม่ทำให้อีกแล้ว"

เยี่ยนเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆก็พูดเสริมขึ้นมา "ก็ใช่ แต่แบบนี้ทำไมไม่เอามาให้ข้ากินแทนเล่า น่าเสียดายจะตายไป"

ได้ยินเช่นนี้ ถาวจวินหลันกับนางกำนัลอาวุโสชิงก็อดขำไม่ได้ เยี่ยนเอ๋อร์พูดเช่นนี้ ช่างน่าขบขันเสียจริง

นางกำนัลอาวุโสชิงจิ้มที่หน้าผากของเยี่ยนเอ๋อร์ "กินๆๆ เจ้าก็คิดอยู่แค่เรื่องนี้" แล้วก็หันหน้ากลับมาคิด อดไม่ได้ที่จะแสดงความโกรธออกมา "แต่ว่าก็ใช่ ต่อไปทำขนมเสร็จแล้วเจ้าก็รีบกิน กินหมดแล้วพวกนั้นก็จะได้จะได้มาหาเรื่องน่ะสิ"

ถาวจวินหลันเห็นเยี่ยนเอ๋อร์เสียใจ กลัวนางจะไม่สบายใจขึ้นมา จึงรีบเข้าไปปลอบ "ชิงกูกูกลัวว่าเจ้าจะกินเยอะเกินไปจนจุกหรือถ้าอ้วนขึ้นมาแล้วจะไม่สวย อีกอย่าง กูกูก็จะพลอยถูกคนอื่นไม่พอใจเอาได้"

เยี่ยนเอ๋อร์ทำท่าโบกมือยกใหญ่ "ไม่เป็นไร กูกูจะมาระบายอารมณ์กับข้าก็ได้ ข้าไม่กลัวเจ็บ ข้าแค่กลัวกินไม่อิ่มเท่านั้น"

ถาวจวินหลันอดไม่ไหว จึงขำออกมาอีกครั้ง แล้วบรรยากาศก็ค่อยๆ กลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม เพียงแต่พอนึกถึงท่าทางของคนข้างกายองค์ชายเจ็ดแล้ว กลับขมวดคิ้วขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว "เพิ่งจะย้ายมาได้ไม่นานยังกล้าทำตัวเช่นนี้ ต่อไปจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร? มองไปทางไหนก็ต้องเจอกัน อีกทั้ง เรื่องนี้ก็ให้มันแล้วต่อกันน่ะหรือ? เช่นนั้นศักดิ์ศรีขององค์ชายพวกเราเล่าไม่มีแล้วหรือ?"

องค์ชายรองเป็นคนที่จิตใจดีอย่างมาก นางจึงรู้สึกเป็นกังวลแทนองค์ชายรอง

แต่นางกำนัลอาวุโสชิงนั้นกลับมีท่าทางไม่กังวลอะไร ได้แต่ยิ้มอย่างเยือกเย็นแทน "เจ้ารอดูเถอะ องค์ชายของพวกเราไม่ใช่รูปปั้น จะปล่อยให้ผ่านไปเช่นนี้ได้อย่างไร? เจ้าเองก็อย่างคิดว่าพระองค์เป็นคนอ่อนแอ ที่จริงแล้ว..."

นางกำนัลอาวุโสชิงไม่พูดอะไร ทว่าความหมายนั้นกลับชัดเจน แต่ถาวจวินหลันกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ในใจยังคงรู้สึกสงสัยอยู่ นางรู้สึกเพียงแต่ว่า องค์ชายรองที่จิตใจดีเช่นนั้น เกรงว่าจะไม่ได้ติดใจเอาความกับเรื่องนี้

ทว่าในความเป็นจริง ผ่านไปไม่นานก็รู้แล้วว่าสิ่งที่ถาวจวินหลันคิดมันผิด แล้วก็เป็นอย่างที่นางกำนัลอาวุโสชิงพูด

องค์ชายรองไม่พูดอะไร แต่กลับไปหาอี๋เฟยด้วยตัวเอง จากนั้นอี๋เฟยจึงได้เรียกตัวแม่นมคนนั้นไป แล้วหลังจากนั้น แม่นมคนนั้นก็ไม่ได้กลับมาที่วังเต๋ออันอีกเลย

สองสามวันแรกทุกคนต่างไม่รู้สึกอะไร ได้แต่คาดเดากันไปเอง ทว่าหลังจากได้ยินข่าวก็รู้ได้ว่า ต่อไปแม่นมคนนั้นจะไม่ได้คอยมาดูแลองค์ชายเจ็ดอีกแล้ว อีกทั้ง ทางด้านอี๋เฟยเองก็บอกว่าแม่นมคนนั้นโรคเก่ากำเริบ จึงได้ส่งออกไปนอกวังแล้ว ทว่าในความเป็นจริงนั้น ไม่มีใครรู้ว่าแม่นมคนนั้น...หายไปไหนกันแน่

อี๋เฟยส่งนางกำนัลใหญ่คนใหม่มา อายุยี่สิบปีเต็ม หน้าตาไม่ได้ดูโดดเด่น แต่กลับดูมีอำนาจและมีความสามารถ จัดการกับนางกำนัลขององค์ชายเจ็ดได้อย่างเรียบร้อย แล้วที่น่าชื่นชมคือ นางนอบน้อมกับทุกคน โดยเฉพาะกับองค์ชายรอง นางให้ความเคารพเป็นอย่างมาก

อีกทั้ง อี๋เฟยยังได้ส่งแม่ครัวมาอีกหนึ่งคน แซ่ฟาง ได้ยินว่าพระชายาอี๋เฟยหามาจากนอกวัง ฝีมือทำอาหารเป็นเลิศ

ถาวจวินหลันเห็นเรื่องพวกนี้ด้วยตาตัวเอง พลางแอบคิดในใจว่า พระชายาอี๋เฟยจัดการได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้จะไม่รู้ว่าองค์ชายรองไปพูดอะไรมา แต่พระชายาอี๋เฟยก็จัดการกับแม่นมคนนั้นให้โดยตรง แต่ทว่าพระชายาอี๋เฟยเองก็ไม่ได้เคารพองค์ชายรองขนาดนั้น มิเช่นนั้นคงจะไม่ส่งแม่ครัวคนใหม่มาหรอก ทำเช่นนี้นับเป็นการบอกองค์ชายรองว่า องค์ชายเจ็ดจะต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าพระชายาอี๋เฟยจะพูดดี แต่ก็เพราะกลัวจะล่วงเกินองค์ชายรองจึงได้ทำเช่นนี้

อันที่จริงแล้ว เรื่องนี้ก็จัดการได้อย่างสวยงามจริงๆ

ดูแล้ว พระชายาอี๋เฟยคนนี้ไม่ใช่ผู้หญิงที่คิดอะไรง่ายๆ เลย

ถาวจวินหลันคิดแบบนี้แล้ว กลับรู้สึกปวดหัวแทนนางกำนัลอาวุโสชิงขึ้นมา นางกำนัลอาวุโสฟางก็เข้ามาใหม่อีกคน ต่อไปนางกำนัลอาวุโสชิงคงจะลำบาก ห้องครัวก็เล็กแค่นี้ แล้วยังต้องเพิ่มคนเข้ามาอีกคน ไม่ใช่แค่แออัดอย่างเดียว อีกทั้งไม่มีใครไว้ใจใคร ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่เป็นเรื่องการทำอาหาร หากใครคิดทำอะไรตุกติกขึ้นมา ก็จับมือใครดมไม่ได้ไม่ใช่หรือ? อีกทั้ง หากอีกฝ่ายเกิดอะไรขึ้น นางกำนัลอาวุโสชิงก็จะพลอยลำบากด้วยมิใช่หรือ

แต่นางกำนัลอาวุโสชิงกลับมีท่าทีเรียบเฉย "ช่างมันเถอะ ไหนๆ ก็มาแล้ว" อันที่จริงแล้วนางกำนัลอาวุโสชิงคงอยากพูดว่า ถึงอย่างไรก็ไล่ออกไปไม่ได้ ก็คงได้แต่ยิ้มต้อนรับ

กลางดึก องค์ชายรองสั่งให้โจวอี้มาบอกว่า "ให้อยู่ด้วยกันไปก่อนระยะเวลาหนึ่ง เดี๋ยวจะทำห้องครัวให้คนของฝั่งองค์ชายเจ็ดใช้ ส่วนเรื่องอาหารนั้นให้ทำรวมกัน อยู่วังเดียวกัน จะแยกกันไม่ได้"

นางกำนัลอาวุโสชิงไม่เกรงใจ ส่งเสียงหึ "องค์ชายของพวกเราก็ใจดีแบบนี้ ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็อยู่วังเดียวกัน จะทำตัวน่าเกลียดไม่ได้"

โจวอี้นั้นรู้นิสัยของนางกำนัลอาวุโสชิงดี จึงหัวเราะ "องค์ชายรองท่านก็ไม่ได้เอามาใส่ใจ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย"

คิดอยู่สักพักแล้วพูดต่ออีกว่า "องค์ชายรองช่วงนี้น่าจะร้อนใน ข้าได้ยินไออยู่หลายวันแล้ว ท่านลองคิดดูว่าพอจะมีวิธีหรือไม่"

นางกำนัลอาวุโสชิงรับปาก "เช่นนั้นข้าจะทำอาหารแก้ร้อนในให้แล้วกัน"

ถาวจวินหลันคิดแล้ว จึงได้เสนอความเห็น "งั้นก็ทำสาลี่น้ำผึ้งดีหรือไม่เจ้าคะ? ข้าจำได้ว่ากินตอนไอจะดีที่สุด น้ำผึ้งก็ใช้จากดอกผีผา***** จะดีที่สุด แต่ว่าสาลี่นั้นช่วงนี้คงจะหายาก"

ถาวจวินหลันไม่ได้พูดไปว่า น้องชายของนางนั้นก็สุขภาพไม่ดี ชอบไออยู่บ่อยๆ นางนั้นคิดค้นอยู่นานถึงหาวิธีนี้ได้ กินไปสักพัก ก็จะเห็นผลอย่างแน่นอน

* ดอกผีผา ใช้เป็นยาแก้ไอ ละลายเสมหะ

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว