ขอบคุณทุกกำลังใจ กำลังเริ่มติดเหรียญแล้วนะคะ ใครยังไม่อ่านรีบอ่านก่อนติดเหรียญนะคะ

ตอนทึ่ 25 บอกลาท่านพี่อี้เทียน

ชื่อตอน : ตอนทึ่ 25 บอกลาท่านพี่อี้เทียน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ส.ค. 2561 20:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนทึ่ 25 บอกลาท่านพี่อี้เทียน
แบบอักษร

อากาศหนาวเย็นเริ่มปกคลุมเมืองหลวงแล้ว หากเป็นเมื่อก่อนยามที่ข้าอยู่จวนตระกูลตู้ ข้าต้องแบกดาบเดินฝ่าหิมะไปลานฝึกยุทธแล้ว แต่ยามนี้ข้ากำลังนั่งอยู่บนเตียงนอนอันอบอุ่น มองดูตวนมู่เฉินที่กำลังแต่งตัวเตรียมเข้าวังแต่เช้า

“เจ้าก็นอนต่ออีกสักนิดเถิด วันนี้ข้าจะพยายามรีบกลับ ยามนี้อากาศหนาวเย็นยิ่งนักเจ้าก็ระมัดระวังด้วยเล่า ประเดี๋ยวจะเจ็บไข้เอาได้” เข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าอบอุ่นเช่นเดิม

“ท่านไปเถิด ท่านเองก็ดูแลตนเองด้วยเช่นกันนะ” ข้าเอ่ยด้วยสีหน้าขัดเขิน ด้วยยามนี้ยังเช้าอยู่มาก การแต่งเนื้อแต่งตัวของข้ายังไม่เรียบร้อยเท่าใดนัก ให้มานั่งมองเขาซึ่งยามนี้แต่งตัวครบชุดก็อดกระดากอายมิได้

“งั้นข้าไปก่อนนะ” เอ่ยจบเขาก็เดินมาก้มลงหอมแก้มข้าแลัวเดินจากไป ทิ้งให้ข้านั่งหน้าแดงอยู่บนเตียงเพียงผู้เดียว คนบ้าผู้นี้ชอบทำให้ข้าเขินอายอยู่เรื่อย

ข้าแต่งเข้าจวนตระกูลตวนมู่มานานนับเดือนแล้ว ยามนี้ข้ากำลังพยายามปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งฮูหยินท่านราชครู โชคดีที่ท่านแม่สามีเมตตาคอยดูแลและแนะนำข้าอยู่เสมอ ข้าจึงต้องพยายามปรับเปลี่ยนตนเองมิกล้าทำสิ่งใดให้นางและจวนตระกูลตวนมู่ต้องเสื่อมเสียอีก

ยามสายข้าตรงไปยังเรือนของท่านแม่สามีเพื่อคารวะนางเหมือนเช่นทุกวัน แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนทิศทางเมื่อกุ้ยฮัวเดินมาแจ้งว่าท่านแม่สามีต้องออกไปรับรองแขกที่หน้าห้องโถง อีกทั้งนางอยากให้ข้าออกไปรับรองแขกที่ด้านหน้าด้วย เมื่อข้าไปถึงโถงรับรองก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อพบว่าแขกของท่านแม่คือท่านพี่หวังอี้เทียน แม้ในใจจะยินดีที่ได้พบเขาอีกครั้ง แต่เหตุการณ์หน้าจวนในวันนั้นทำให้ข้าอดรู้สึกกังวลมิได้

“ชิงชิงเจ้าเข้ามาสิ นายน้อยตระกูลหวังมาคารวะขอขมาพวกข้า และอยากขอพบเจ้าด้วย” ท่านพ่อสามีเอ่ยเรียกเมื่อเห็นว่าข้าหยุดชะงักตรงหน้าประตู ท่านแม่สามีส่งยิ้มให้กำลังใจมาให้ข้า พลางส่งสัญญาณให้ข้าเข้าไปข้าจึงจำต้องเดินเข้าไปแต่โดยดี

“คารวะท่านพี่อี้เทียนเจ้าคะ” แม้ว่าข้าจะยังคงเรียกเขาแบบสนิทสนมเช่นเดิม แต่การคารวะของข้าเป็นการคารวะผู้ใหญ่แบบเต็มพิธีการ ข้าเห็นแววไหววูบในดวงตาของท่านพี่อี้เทียนแวบหนึ่ง ข้าก็ได้แต่ก้มหน้าหลบตาด้วยความรู้สึกผิด แต่เหตุใดจึงรู้สึกผิดข้าก็ไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้ รู้แต่ว่ายามนี้ข้าอยากหายตัวออกไปจากห้องนี้เหลือเกิน

“ข้ามาวันนี้เพื่อมาขอขมานายท่านใหญ่และฮูหยินตวนมู่ อีกทั้งตั้งใจมาอธิบายเรื่องระหว่างข้าและเจ้าให้พวกเขาเข้าใจด้วย เจ้าจะได้ไม่ถูกตระกูลตวนมู่เข้าใจผิด” เขาเอ่ยเช่นนี้ในใจข้ายิ่งรู้สึกหดหู่เข้าไปอีก

“เรื่องนี้นายน้อยตระกูลหวังมิต้องเป็นกังวล พวกข้าเข้าใจความสัมพันธ์ของพวกท่านดี อีกทั้งชิงชิงเอง พวกข้าก็เห็นนางมาตั้งแต่นางยังเล็กนางเป็นเช่นไรมีหรือพวกข้าจะไม่รู้” ท่านแม่สามีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ข้าได้แต่ส่งยิ้มขอบคุณไปให้กับนาง

“ข้าได้แต่โทษตนเองอยู่หลายครั้งที่วันนั้นข้าใช้อารมณ์ชั่ววูบกระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียมาถึงตระกูลตวนมู่ อีกทั้งได้ล่วงเกินพวกท่านไปข้ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก วันนี้ข้าจึงมาคุกเข่าขอขมาด้วยใจจริงขอพวกท่านได้โปรดอภัยให้ข้าด้วย” เขาเอ่ยพลางสะบัดชายเสื้อลงคุกเข่าตรงหน้าท่านพ่อและท่านแม่

“ท่านลุกขึ้นเถิด เรื่องหนุ่มๆสาวๆพวกข้าไม่ติดใจถือโทษหรอก เพียงแต่คราวหน้าท่านทำอะไรให้คิดถึงชื่อเสียงของชิงชิงให้มากถึงอย่างไรนางก็เป็นหญิงสาว มีเรื่องราวนิดหน่อยก็กลายเป็นคำติฉินที่อาจเป็นบาดแผลในใจได้ในอนาคต” ท่านพ่อสามีเอ่ยพลางพยุงท่านพี่อี้เทียนให้ลุกขึ้น เขาจึงยอมลุกแต่โดยดี

“ข้าจึงมาในวันนี้เพื่อขอโทษนาง ชิงชิงข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย” เขาเอ่ยพลางมองหน้าข้าด้วยแววตาแสนเศร้า ข้าจึงอดหลั่งน้ำตาออกมามิได้

“ข้าไม่โกธรท่านหรอก ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่ข้าไม่เป็นอันใดจริงๆ อีกอย่างข้าอยู่ที่นี่ด้วยความสะดวกสะบายท่านมิต้องเป็นห่วงข้าหรอก” ข้าเอ่ยยืดยาวด้วยหวังว่าเขาจะเข้าใจและมิต้องเป็นห่วงข้าอีก

“เช่นนั้นข้าคงต้องขอลา อีกไม่กี่วันข้าจะต้องไปทำการค้าที่แคว้นฉินและอาจจะต้องอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร ข้าจึงมาขอขมาและขอลาพวกท่าน ชิงชิงข้าคงต้องขอลาเจ้าตรงนี้” เขาเอ่ยพลางคารวะท่านพ่อท่านแม่แบบเต็มพิธีการ ข้าอดใจหายมิได้เมื่อได้ยินว่าเขาจะไปอยู่ต่างแคว้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูแล้วข้าเองก็ไม่เหมาะที่จะพบกับท่านพี่อี้เทียนอีกแล้ว นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบกัน ข้าอดมองหน้าพี่อี้เทียนด้วยความใจหายมิได้ เขาส่งยิ้มอันฝืดเฝื่อนมาให้ข้า ข้าจึงคารวะลาเขาแบบเต็มพิธีการ มิกล้าเอ่ยสิ่งใดต่อเขาอีกด้วยรู้ว่าเป็นการไม่เหมาะสม เขาคุยกับท่านพ่อสามีอีกสามสี่คำแล้วจึงลากลับ ข้าอดรู้สึกเศร้าใจมิได้จึงขอลาท่านพ่อท่านแม่สามีเพื่อกลับเรือนตนเอง

เมื่อกลับถึงเรือนข้าอดร้องไห้ออกมามิได้จริงๆ ด้วยไม่เคยคิดว่าระหว่างข้าและท่านพี่อี้เทียนจะต้องจากลากันด้วยเหตุการณ์เช่นนี้ แต่เมื่อนั่งทบทวนดูแล้วด้วยฐานะของข้ายามนี้คือฮูหยินจวนราชครู ไม่ว่าจะทำสิ่งใดผู้คนล้วนจับตามอง จะกลับไปคบหากับท่านพี่อี้เทียนฉันมิตรเช่นเดิมอีกต่อไปมิได้แล้ว จูเหลียนเจ้ามาเอ่ยปลอบข้าจึงให้นางออกไปมิให้นางมารบกวนข้าอีก ข้านั่งซึมในเรือนอยู่ผู้เดียวจนถึงยามเย็นจึงได้รู้ตัวว่าวันนี้มิได้กินอันใดมาทั้งวัน อีกทั้งใกล้ได้เวลาตวนมู่เฉินจะกลับแล้ว จึงชวนจูเหลียนไปที่โรงครัวตุ๋นน้ำแกงให้ตวนมู่เฉินและท่านพ่อท่านแม่สามีด้วยตนเอง น้ำแกงยังไม่ทันได้ที่ตวนมู่เฉินก็เดินมาหาข้าที่โรงครัวด้วยตนเอง

“เจ้าทำอันใดอยู่หรือ” เขาเอ่ยถามพลางสังเกตุสีหน้าข้า

“ท่านกลับมาเร็วจัง ข้ากำลังตุ๋นน้ำแกงให้ท่าน มาชิมสิรสชาดแบบนี้ท่านชอบไหม” ข้าเอ่ยถามเขาพลางตักน้ำแกงใส่ช้อนส่งให้เขา เขาไม่ยื่นมือมารับช้อนแต่กลับก้มลงมาชิมน้ำแกงในช้อนโดยที่มือของข้ายังถือช้อนคาอยู่ ข้าอดเหลือบมองผู้คนในโรงครัวด้วยความเขินอายมิได้

“อื้ม รสมือเจ้าใช้ได้นี่นาเคยเห็นแต่เจ้าจับกระบี่กระบอง มิเคยรู้เลยว่าเจ้าจะเข้าครัวทำอาหารได้” เขาเอ่ยชมข้าด้วยรอยยิ้ม ข้าอดหน้าแดงมิได้

“เช่นนั้นท่านไปรอที่เรือนเถิด น้ำแกงเสร็จเมื่อใดข้าจะยกไปให้ที่เรือน” ข้าเอ่ยกับเขาด้วยรอยยิ้ม เขาพยักหน้าให้ข้าและเดินจากไปทันที ข้าอดถอนหายใจมิได้ แผนใช้น้ำแกงซื้อใจเช่นนี้ถือว่าได้ผล มิเช่นนั้นยามนี้ข้าคงต้องผจญกับอารมณ์ที่ยากจะคาดเดาของตวนมู่เฉินเป็นแน่ เรื่องที่ท่านพี่อี้เทียนมาที่จวนเขาต้องรู้แล้วเป็นแน่มิเช่นนั้นไม่กลับจวนเร็วเช่นนี้ ข้าได้แต่ถอนใจพลางแบ่งน้ำแกงให้คนยกไปที่เรือนของท่านพ่อท่านแม่ แล้วจึงตักน้ำแกงอีกชามหนึ่งยกไปที่เรือนของข้าด้วยตนเอง

ผ่านพ้นช่วงเวลามื้อเย็นไปได้ด้วยดี จูเหลียนช่วยอาบน้ำและแต่งตัวให้ข้าเพื่อเตรียมตัวเข้านอน ยามนี้ตวนมู่เฉินไปคุยงานกับคนของเขาที่ห้องหนังสือ ข้าจึงมีโอกาสได้ผ่อนคลายตนเองบ้าง ตลอดเวลาที่กินข้าวแม้เขามิได้เอ่ยถามแต่เหมือนสายตาเขาจะจับจ้องปฏิกิริยาของข้าตลอดเวลา จนข้าอดอึดอัดในใจมิได้ ข้านั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวโดยไม่รู้เลยว่าจูเหลียนออกไปเมื่อใด มารู้สึกตัวอีกทีก็ยามที่ตวนมู่เฉินเดินเข้ามาสวมกอดข้าจากทางด้านหลัง

“คิดถึงเรื่องใดอยู่หรือ หมกมุ่นจนใจลอยไปถึงไหนต่อไหนแล้ว” เขาเอ่ยถามพลางวางคางลงบนบ่าของข้า

“ข้าแค่กำลังคิดถึงเรื่องทั่วไปนั่นแหละ เป็นท่านเองที่ย่องเข้ามาจนข้ามิรู้ตัวต่างหาก” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน

“ไม่ได้ย่องนะข้าเดินตามปกติเป็นเจ้านั่นแหละที่ครุ่นคิดหมกมุ่นจนไม่สนใจข้า” เขาเอ่ยเช่นนี้ข้าจึงหันไปมองหน้าเขาเพื่อสำรวจอารมณ์แล้วจึงตัดสินใจพูดตามตรงมิให้เขาคิดไปเองจนเข้าใจผิดใหญ่โต

“เรื่องที่ท่านพี่อี้เทียนมาที่นี่ท่านคงรู้บ้างแล้ว วันนี้เขามาลาข้าด้วย ข้าอดใจหายมิได้” ข้าเอ่ยเช่นนี้สีหน้าของตวนมู่เฉินก็ตั้งเค้าความอึมครึมทันที

“ข้ารู้แล้ว รู้แม้กระทั่งว่าฮูหยินของข้าถึงกับไม่ยอมกินข้าวกินปลาทั้งวันอีกด้วย” เมื่อเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหาเรื่องข้าเช่นนี้ข้าจึงรีบอธิบายทันที

“ข้าเพียงแต่ใจหายที่จะมิได้พบเขาอีกเท่านั้น ถึงอย่างไรเขาก็ดีต่อข้ามาก” ข้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ถึงอย่างไรก็ห้ามทรมานตนเองรู้ไหม ข้าไม่ชอบที่เห็นว่าเจ้าไม่ดูแลตนเองให้ดียามที่ข้าไม่อยู่” เขาเอ่ยพลางจูงมือข้าเดินไปที่เตียง

“เช่นนั้นก็ให้ข้านอนพักผ่อนดีหรือไม่ เพื่อสุขภาพที่ดีข้าต้องนอนเร็วเป็นอย่างยิ่ง” ข้าเอ่ยขัดคอเขาทันที หนอยบอกให้ข้าดูแลตนเอง แต่การที่เขามาพัวพันข้าขนาดนี้ต่อให้ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่าคืนนี้ข้าต้องถูกเคี่ยวกรำอีกเป็นแน่

“เจ้าได้พักผ่อนแน่นอน แต่ต้องตามใจข้าก่อนนะ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแตกพร่าพลางดึงร่างข้าลงไปบนเตียง ข้าก็ได้แต่ตามใจเขาเท่านั้นเอง เห็นใบหน้ายิ้มแย้มเช่นนี้แต่ยามโกธรขึ้นมาข้าไม่ได้อยู่อย่างเป็นสุขแน่ เฮ้อ ผู้ใดใช้ให้ข้ามาลุ่มหลงความงามของเขากันเล่า

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว