facebook-icon Twitter-icon

ความคิดเห็น (comment) จากผู้อ่านคือกำลังใจที่ดีที่สุดของนักเขียน อย่าลืมคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจนักเขียนมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไปนะ :)

ตอนที่ 50 : Flashback10 - พื้นที่ปลอดภัย

ชื่อตอน : ตอนที่ 50 : Flashback10 - พื้นที่ปลอดภัย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 39.8k

ความคิดเห็น : 113

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ส.ค. 2561 19:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 50 : Flashback10 - พื้นที่ปลอดภัย
แบบอักษร

ตอนที่ 50 : Flashback10 - พื้นที่ปลอดภัย


ไป๋ยังคงนั่งอยู่ตรงมุมห้องอย่างปรับตัวไม่ถูก

ในขณะที่เขาเดินไปตรงตู้เก็บอุปกรณ์กีฬาหารื้อเอาเบาะปูสำหรับฝึกความยืนหยุ่นของนักกีฬาออกมาปูรองนอน อิฐพยายามหาทำเลที่แอร์ไม่ค่อยลง แอร์ในห้องนี้เก่ามากและปรับอุณหภูมิไม่ได้แล้ว ตอนกลางคืนอากาศอาจจะหนาว เพราะพวกเขาไม่มีผ้าห่มสำหรับคืนนี้


เหลือบมองนาฬิกาตรงข้อมือก็เกือบจะสองทุ่มแก่ๆ แล้ว

อิฐตัดสินใจลากเบาะที่มีอยู่อันเดียวนั่นมาหาที่ปูตรงมุมห้องฝั่งที่ไม่ค่อยโดนแอร์ เขาทิ้งตัวลงนอนบนเบาะอย่างว่าง่าย ประสบการณ์การเก็บตัวในค่ายนักกีฬานับครั้งไม่ถ้วนทำให้การนอนในห้องเรียนถือเป็นเรื่องปรกติของเขามาก ปรกติการแข่งขันกีฬาตามต่างจังหวัด โรงเรียนก็ไม่มีหอพอจะรองรับนักกีฬาได้อย่างเพียงพอหรอก พวกเขาก็อาศัยนอนเอาตามห้องเรียนนี่แหละ

“ถ้านอนเร็วก็จะผ่านคืนนี้ไปได้เร็วนะ” อิฐพูดเปรยกับอีกคนในห้อง

“นี่เราต้องค้างที่นี่จริงๆ เหรอวะ” อีกฝ่ายยังถามกลับมาแบบไม่มั่นใจในสถานการณ์

“มึงคิดวิธีอื่นออกไหมหละ กูก็ไม่อยากมานอนคุดคู้อยู่ในนี้นักหรอก”

“อือ” ไป๋ไม่ตอบแต่พยักหน้ายอมรับความจริงแบบจำยอม


“ถ้าจะมานอนก็ปิดไฟเลยนะ เดี๋ยวกูจะชูนาฬิกาข้อมือไว้ เข็มมันเรืองแสง มึงจะได้เดินมาถูก”

อิฐพูดพลางชูนาฬิกาเป็นสัญญาณ อีกฝ่ายเห็นดังนั้นจึงเดินไปปิดไฟที่อยู่ไม่ห่างจากที่ตัวเองนั่งเท่าไหร่นัก พอปิดไฟ ห้องก็กลายเป็นมืดสนิท 950 เป็นห้องที่ไม่มีหน้าต่างเลยทึบสนิท อีกฝ่ายค่อยๆ คลำทางมาตามความมืดโดยมีแสงเรืองแสงจากนาฬิกาข้อมือของเขาเป็นเครื่องนำทาง

“อิฐ”

อีกฝ่ายพูดเป็นสัญญาณเมื่อเดินเข้ามาใกล้ เขางึมงำตอบให้รู้ยืนยันอีกครั้งว่าเขาอยู่ตรงไหน มันจะไม่เผลอเดินมาเหยียบเขาที่กำลังนอนอยู่

“กูอยู่นี่”

“เถิบไปหน่อยสิ” มันพูดพลางค่อยๆ ย่อตัวลงเอามือมาคลำหาขอบเขตของเบาะที่มีอยู่อันเดียว

“ได้แค่นี้แหละ เบาะมันแคบ ก็พอนอนสองคนพอดี”

เขากระเถิบตัวไปชิดขอบอีกฝั่ง แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก พื้นที่เหลืออยู่ค่อนข้างจำกัด แต่ก็มากพอจะให้อีกฝ่ายเอนหลังได้อย่างไม่ลำบาก


“เชี่ย”

ไอ้ไป๋อุทานขึ้นมาอย่างตกใจเมื่อจังหวะที่มันย่อตัวลงมานั้นมือของมันกวาดสะเปะสะปะมาเจอหน้าท้องของเขาอย่างเต็มรัก ฝ่ามือที่แตะต้องตัวเขาอย่างไม่ตั้งใจนั้นราวกับจะมีความสามารถพิเศษในการถ่ายทอดความร้อนมายังผิวกายเขาได้

“นี่ตรงนี้”

อิฐเอามือคว้ามือของอีกฝ่ายก่อนจะดึงเบาๆ พามือของอีกฝ่ายไปแตะพื้นที่ข้างตัวที่ว่างอยู่ไว้สำหรับอีกฝ่ายนึง เขาตั้งใจจะทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าพื้นที่ว่างในความมืดนี้อยู่ตรงไหน

“โอ๊ย”

ติวเตอร์ของเขาร้องขึ้นมาเบาๆ เมื่อเสียหลักล้มลงบนเบาะอย่างไม่ได้ตั้งใจ เหมือนไป๋จะเอามือข้างหนึ่งยันพื้นไว้ตอนค่อยๆ ย่อตัวลง พอเขากวาดไปเจอและดึงมือนั้นมาก็ทำให้อีกฝ่ายเสียหลักจนล้มมาปะทะร่างของเขาด้วยแรงไม่น้อย

ใบหน้าอีกฝ่ายประทับเข้ากับแผ่นอกของเขาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

หน้าของมันซบอยู่บนตัวเขาอย่างที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีคำพูด เขารู้สึกเหมือนเวลา ณ ขณะนั้นค่อยๆ หมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่รู้ว่าอิฐคิดไปเองว่าไป๋แช่ตัวเองอยู่พักหนึ่ง หรือว่าไป๋ทิ้งตัวอยู่อย่างนั้นนานจริงๆ ทุกอย่างดำเนินไปความเงียบ เขารู้สึกเหมือนอุณหภูมิในตัวของเขาร้อนขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ และเขาก็คาดว่าอีกฝ่ายก็คงจะรู้สึกในสิ่งที่ไม่แตกต่างกัน


ไป๋ผละตัวออกจากหน้าอกเขาและเริ่มควานหาพื้นที่บนเบาะอย่างจับทิศทางได้

สุดท้าย มันก็ทิ้งตัวลงนอนโดยสวัสดิภาพในที่สุด อีกฝ่ายนอนแข็งแกร็งอยู่ติดกับตัวเขาราวกับเป็นท่อนไม้ มันนอนตรงทื่อและนิ่งเงียบราวกับว่าลืมวิธีการพูดไปเสียแล้ว


“มึงจะสอบเข้าคณะอะไรเหรอ” เขาเอ่ยถามขึ้นทำลายความเงียบ

“หมอมั้ง”

อีกฝ่ายตอบ ระยะเสียงนั้นห่างไปแค่เอื้อมมือเท่านั้น ไอ้ไป๋ที่เขาเคยเกลียดขี้หน้าในวันนั้น นอนตัวติดกับเขาอยู่ในระยะแค่นี้เอง

“บ้านมึงเป็นหมอนี่นะ”

“อืม”

หลังจากประโยคนั้นจบ ห้องกว้างก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ราวกับอีกฝ่ายจะลืมวิธีต่อล้อต่อเถียงกับเขาไปหมดแล้ว มันเอาแต่นอนนิ่งๆ ราวกับจะกลายร่างเป็นก้อนหินไปให้ได้


ห้อง 950 เจ้ากรรมตกอยู่ในความเงียบนานเท่าไหร่ที่เขาก็ไม่คาดนับ

เวลาไหลไปเรื่อยๆ อย่างอ้อยอิ่ง เขาเองนอนไม่หลับ และเขาก็รู้สึกเหมือนกันว่าอีกฝ่ายก็ยังคงนอนไม่หลับเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างยังคงรักษามโนสติอยู่ในความมืด ราวกับคนทั้งคู่จะใช้ความเงียบสงบไร้เสียงในการเจรจาต่อรองกันอย่างใดอย่างนั้น


“หนาวเหรอ”

อิฐเอ่ยถามขึ้นเมื่อรู้ว่าคนข้างๆ ตัวสั่นมาครู่หนึ่ง แอร์ห้องนี้หนาวและปรับอุณหภูมิไม่ได้ ช่วงกลางวันยังพอไหว เพราะทบกับความร้อนจากภายนอกแล้วก็ถือว่าหนาวไม่มาก แต่เมื่อตกกลางคืนที่ข้างนอกก็หนาวแล้ว ข้างในห้องก็ยิ่งหนาวไปกันใหญ่ เขาพยายามเลือกที่ที่แอร์ไม่ลงแล้วแต่ก็ช่วยไม่ได้มาก เขายกมือขึ้นทดสอบลมที่ตกลงมาก็รู้สึกว่าตรงเขาทั้งคู่ก็มีระดับความหนาวไม่ต่างกัน สลับที่กันไปก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้

“อืม”

อีกฝ่ายตอบมาอย่างพยายามควบคุมอาการ แต่ก็ปกปิดเสียงฟันกระทบกันไว้ไม่มิด ดูเหมือนไอ้ไป๋จะหนาวกว่าที่เขาคิดไว้มากทีเดียว


“ดีขึ้นไหม”

“เชี่ย”

อิฐตัดสินใจเอื้อมแขนทั้งสองข้างไปดึงคนตรงหน้ามาอยู่ในอ้อมกอด เมื่อร่างกายตรงหน้าสัมผัสกับวงแขนของเขา ไป๋ก็อุทานออกมาอย่างตกใจ รู้ตัวอีกทีใบหน้าของมันก็มาอยู่แถวหน้าอกของเขาแล้ว

“กูคิดออกแค่วิธีนี้แหละ”

เขาพูดออกไปตรงๆ พวกเขาต่างก็ใส่เสื้อยืดบางๆ คนละตัวทั้งคู่ จะให้เขาถอดเสื้อให้อีกฝ่ายก็คงแทบไม่ช่วยอะไร เพราะเสื้อเขาก็บาง แถมเขาอาจจะกลายเป็นฝ่ายที่หนาวจนสั่นในคืนนี้ไปเสียอีก สิ่งเดียวที่อิฐคิดออกก็คือกอดคนตรงหน้าเข้ามาไว้ อย่างน้อย อ้อมกอดของเขาก็น่าจะพอช่วยให้อุณหภูมิของทั้งสองคนเพิ่มสูงขึ้นบ้าง

“อือ”

อีกฝ่ายตอบด้วยเสียงในระดับกระซิบบริเวณแถวแผ่นออกของเขา ไป๋ยอมตกอยู่ในอาณัติอ้อมกอดของเขาโดยง่าย อากาศสั่นที่มีเมื่อครู่ของคนในอ้อมกอดเขาค่อยๆ ลดลงจนอยู่ในภาวะปรกติ


ร่างกายของพวกเขาต่างแนบชิดซึ่งกันและกันแบบที่ต่างก็ไม่มีใครทักท้วง

อิฐเอี้ยวตัวขึ้นนอนหงายเมื่อไม่ให้เมื่อยเวลาถูกทับแขนตอนจะนอน สภาพตอนนี้จึงเหมือนไป๋ที่กำลังนอนคว่ำ เบี่ยงตัวมาอาศัยแผ่นอกของเขาต่างหมอนและอ้อมกอดของเขาต่างเครื่องนอน หน้าของมันซบอยู่บนตัวเขาจนเขารู้สึกได้แม้กระทั่งระดับลมหายใจที่เข้าออกอย่างแผ่วเบา


หากตัดองค์ประกอบภายนอกอื่นไปนี่ก็คงจะได้ฉากรักของนิยายหวานสักเรื่องหนึ่ง

ต่างฝ่ายต่างแบ่งปันอ้อมกอดกันในคืนที่มืดมิด ราวกับพวกเขาจะสื่อสารกันด้วยความเงียบที่ก้องกังวาลไปทั่วดินแดนรโหฐานนี้ สัมผัสของต่างฝ่ายราวกับจะบอกเล่าและทบทวนเรื่องราวซึ่งกันและกันที่ต่างฝ่ายแบ่งปันอ้อมกอด โดยไม่ได้ถามถึงความคงอยู่ของสถานะและสิ่งใด

ราวกับจะมีอณูความหวานแบบเฝื่อนปร่ากระจายทั่วห้อง 950 แห่งความทรงจำนี้

อ้อมกอดของฝ่ายหนึ่งราวกับจะดังขึ้นเป็นคำถาม และเสียงลมหายใจตรงแผ่นอกหนาก็ราวกับจะแสดงสถานะเป็นคำตอบ จากสถานะคนที่เคยแข่งขันกันเป็นเรื่องเป็นราว เคยไม่ชอบหน้า เคยไม่ถูกชะตา วันนี้กลับกลายเป็นคนที่มาอยู่ในอ้อมกอดเขาเสียแล้ว


อิฐเองก็นิยามความรู้สึกของอ้อมกอดนี้ไม่ถูกเหมือนกัน

ไป๋ไม่ใช่อะไรที่เขาคาดว่าจะมาอยู่ในวงโคจรของชีวิตเขาเลย พวกเขาทั้งคู่ต่างกันมาก ฐานะ การศึกษา ครอบครัว รสนิยม อนาคต รวมไปถึงแทบทุกอย่างที่เขาพอจะคิดและนับนิ้วออกมาได้

แต่ถ้าจะให้นิยามคนในอ้อมแขนเขาในเวลาด้วยคำหนึ่ง เขาขอเลือกใช้คำว่า “ปลอดภัย”

ชีวิตเขาไม่ค่อยมีความปลอดภัยเท่าไหร่นัก ไม่ใช่ด้านร่างกาย แต่เป็นเรื่องของความรู้สึก แม่ที่เขารักจากเขาไปนานแล้ว พ่อที่มีก็เหมือนไม่มี เพื่อนสนิทก็เป็นผู้ชายห่ามๆ ที่ไม่ค่อยได้มานั่งคุยเปิดอกเล่าเรื่องชีวิตอะไรเท่าไหร่นัก ไป๋จึงแทบจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่เดียวในชีวิตของเขา

มันคือคนเดียวที่เขากล้าพูดว่าชีวิตเขาต้องการอะไร มันคือคนเดียวที่เขากล้าพูดว่าเขาอยากมีอนาคตแบบไหน คงจะดีถ้าเขาสามารถรักษาพื้นที่ปลอดภัยได้ต่อไป แต่เมื่อหันมามองความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างก็ดูตีบตันและเป็นไปได้ยากมากเกินทน

ไป๋รวยมาก มันเป็นลูกชายเจ้าของโรงพยาบาลในตลาดหุ้น เงินทั้งชีวิตของเขายังเทียบไม่ได้กับสมบัติเสี้ยวเดียวของมันเลยมั้ง ถ้าสักวันหนึ่งเขา “ดี” มากกว่านี้ก็คงจะดี ใครก็อยากมีพื้นที่ปลอดภัยในชีวิตทั้งนั้น พื้นที่ที่สามารถล้มตัวลงเอนหลังแบบปราศจากความวิตกกังวลอื่นใดทั้งปวง




“ไป๋”

“อือ” อีกฝ่ายตอบกลับมาในความเงียบสงบ

“มึงยังจำเรื่องการแข่งขันแย่งห้องชมรมได้ไหม” อิฐเอ่ยถาม

“ได้สิ กูแพ้นี่”

“ใช่ มึงแพ้”

“ถึงเวลาที่ชมรมกูต้องย้ายออกจากห้องนี้แล้วใช่ไหม” ไป๋พูดแบบเรียบๆ

“ไม่ต้องย้ายออกหรอก อยู่กันแบบวันคู่วันคี่แบบนี้ก็ได้ ดูต่างฝ่ายต่างก็อยู่กันได้นะ” เขาเอ่ยเสนอ

“ขอบคุณ”


“แต่เรื่องที่มึงแพ้ไม่เกี่ยวกันนะ” อิฐเอ่ยพูดต่อ

“หือ”

“กูชนะมึง ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนของเดิมพัน แต่กูก็ควรได้อะไรสักอย่างสิ” ถ้าไป๋สามารถมองทะลุผ่านความมืดมาได้ อีกฝ่ายคงจะเห็นใบหน้ายิ้มร่าของเขาชัดอยู่ทีเดียว


“กูให้มึงสั่งอะไรกูได้อย่างนึงแล้วกัน ถือว่าชดเชยเรื่องที่ชมรมกูจะได้ใช้ห้องนี่ต่อ” อีกฝ่ายพูดออกมาในที่สุด หลังจากที่เงียบไปอึดใจหนึ่ง

“เห็นด้วย” อิฐตอบ

“อืม จะสั่งอะไรก็ว่ามา” อีกฝ่ายพูดอย่างว่าง่าย

“ตอนนี้กูยังคิดไม่ออก แต่กูจะไม่ทิ้งสิทธิ์คำสั่งนี้แน่ๆ”

“อ้าว”

“วันหนึ่งกูจะมาทวงสัญญา”

“เออ”

“แต่ตอนนี้กูขอตัวประกันไว้ก่อน ตัวประกันที่จะเป็นตัวแทนของสิทธิ์คำสั่งของกู”

“ตัวประกัน?” คนในอ้อมแขนเขาเอ่ยทวนคำขึ้นเป็นคำถาม


“กูขอยืมกาวน์สีฝุ่นของมึงเป็นหลักประกันไว้ก่อน”

“...”

“วันไหนที่กูมาทวงสัญญา วันนั้นกูจะเอากาวน์สีฝุ่นอันนั้นมาคืน”




นายพินต้า

ฝากเฟสและทวีตด้วย นายพินต้า ninepinta และแฮชแทค #อิฐไป๋ นะ

พาแม่ไปเที่ยวมาเสร็จรีบกลับมาอัพตอนสุดท้ายของ flashback ให้ก่อนเลย กำไทม์แมชชีนกันให้ดี เพราะตอนหน้าเราจะพาทุกคนกลับไปเจอความสัมพันธ์ของอิฐไป๋หลังจากสารภาพรักกันไปแล้ว

ถ้าเมนต์ให้เยอะ ไทม์แมชชีนก็จะทำงานเร็ว อาจมาตั้งแต่พรุ่งนี้เลย แต่ถ้าเมนต์น้อย ไทม์แมชชีนก็ทำงานอ้อยอิ่ง อาจมาสักวันพุธนะ 555555 ผมใช้คอมเมนต์เป็นแรงใจในการทำงาน เมนต์น้อยก็แรงน้อย ไม่มีบทใหม่ๆ นะ

ดังนั้น เมนต์ให้ด้วยนะ นะนะนะ นะครับนะ เมนต์ให้ผมหน่อยนะครับ (ทำเสียงแบบโฟค)

ความคิดเห็น