facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

ชื่อตอน : บทที่ 25

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.8k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ส.ค. 2561 16:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 25
แบบอักษร

ตั้งแต่ฮ่องเต้องค์ใหม่สถาปนาราชวงศ์นี้ขึ้นก็มีกฎเข้มงวดเรื่องค่าใช้จ่าย ดังนั้นในวังหลวงจึงมีกฎเรื่องการใช้จ่ายของเจ้านายทุกคนอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น อาหารการกินก็ไม่ได้เหมือนกับราชวงศ์ก่อนที่มีเป็นสิบๆ อย่าง ไม่ต้องพูดถึงราชวงศ์ก่อน เพียงแค่เอามาเทียบกับตระกูลค้าขายที่ร่ำรวย อาหารในวังก็อาจจะเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ

ทว่าเช่นนี้กลับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง เพราะทำให้ในทุกปีประหยัดค่าใช้จ่ายของวังหลวงไปได้มาก

นางกำนัลอาวุโสชิงตัดสินใจจะทำอาหารทั้งหมดสิบห้าอย่าง เริ่มจากอาหารเรียกน้ำย่อย อาหารผัด อาหารนึ่ง และซุปต่างๆ ก็เป็นอันครบถ้วน

ถาวจวินหลันชี้ไปที่เห็ดหูหนูท่าทางอร่อยแล้วพูดว่า “ทำอันนี้เถิดเจ้าค่ะ อากาศร้อนถึงเพียงนี้ พวกเจ้านายคงไม่ค่อยอยากอาหารสักเท่าใดนัก หากได้อาหารเรียกน้ำย่อยเช่นนี้ก็คงดีไม่น้อย”

นางกำนัลอาวุโสชิงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างมาก “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”

“ซุปก็เอาเป็นซุปหน่อไม้หนังไก่ก็ได้เจ้าค่ะ” ถาวจวินหลันคิดไปถึงเมื่อก่อน ในฤดูร้อนนางจะชอบกินซุปนี้อย่างมาก จึงได้ออกความเห็นเช่นนี้ “ตักน้ำมันที่ลอยอยู่บนซุปออกให้หมด กินแค่ถ้วยเดียวคงจะไม่พอ ในซุปนอกจากหน่อไม้แล้ว ก็เพิ่มหมูชิ้น ผักกวางตุ้งและเห็ดหอมลงไปด้วย”

นางกำนัลอาวุโสชิงหันมามองถาวจวินหลันอย่างแปลกใจ “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเคยกินอาหารหลากหลายและรู้เรื่องอาหารการกินมากถึงเพียงนี้”

ถาวจวินหลันฝืนยิ้มออกมา ไม่อยากพูดอะไรมาก “เมื่อก่อนที่บ้านข้าเคยทำ รู้สึกว่าอร่อยมากจนข้าลืมไม่ลงเลยเจ้าค่ะ”

นางกำนัลอาวุโสชิงเห็นสีหน้าของถาวจวินหลันแล้ว ก็เก็บความรู้สึกสงสัยไว้ในใจ พยักหน้าแล้วไม่ได้ถามอะไรต่ออีก

จากนั้นก็พูดถึงอาหารอย่างอื่นต่อ ทั้งหมดต่างเป็นอาหารที่รสชาติไม่จัดจ้านและอร่อย ทั้งยังตุ๋นซุปบ๊วยไว้ดับร้อนอีกด้วย ส่วนขนมที่ทำก็คือขนมดอกฝูหรง เวลานี้ดอกบัวบานอยู่เต็มไปหมด จึงมีวัตถุดิบมากมายไม่ขาด

หลังจากตัดสินใจแล้ว นางกำนัลอาวุโสชิงก็เริ่มยุ่งขึ้นมา เดินหมุนไปหมุนมาจนเหมือนลูกข่างที่หยุดหมุนไม่ได้ ถาวจวินหลันเองก็เช่นกัน แต่ก็นับว่าดีกว่านางกำนัลอาวุโสชิงนิดหน่อย ที่น่าสงสารที่สุดก็คือเยี่ยนเอ๋อร์ อากาศร้อนขนาดนี้ยังต้องอยู่หน้าเตาไฟคอยเติมฟืน ทำให้เหงื่อไหลออกมาไม่ขาดสาย

เมื่อถึงเวลากลางวัน ชิวจื่อก็ได้มาบอกให้เตรียมยกอาหารไปวางได้แล้ว

ถาวจวินหลันได้จัดเตรียมอาหารไปส่งที่หน้าห้องเสวย แล้วสุ่ยปี้ก็มารับอาหารไปวาง โดยที่ถาวจวินหลันไม่จำเป็นต้องเข้าไปในห้องเสวยเลย

ทั้งๆ ที่แดดร้อนถึงเพียงนี้ แต่ยังต้องวิ่งไปวิ่งมาตั้งหลายรอบ ทำให้ถาวจวินหลันรู้สึกปวดไปทั้งขา ร่างกายก็ยังมีเหงื่อไหลออกมาจนชุ่มเสื้อผ้า ส่วนใบหน้าตากแดดจนแสบร้อนไปหมด

ทว่าเวลานี้ไม่มีใครว่างมาสนใจเรื่องนี้ ครั้นวางอาหารจานสุดท้ายไปแล้ว ถาวจวินหลันถึงค่อยถอนใจโล่งอกออกมาได้ อาหารทุกอย่างวางไปหมดแล้ว ก็เท่ากับว่าหมดหน้าที่ในห้องครัวแล้ว พวกนางจึงได้นั่งพักกัน

นางกำนัลอาวุโสชิงเหนื่อยเป็นอย่างมาก ขณะที่ถาวจวินหลันเดินกลับมาที่ห้องครัวนั้น นางกำนัลอาวุโสชิงก็กำลังนั่งดื่มชาเช็ดเหงื่ออยู่ ส่วนเยี่ยนเอ๋อร์ก็เอาน้ำมาให้นางกำนัลอาวุโสชิงล้างหน้า

ถาวจวินหลันเองก็ได้ใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาของตัวเอง ปรากฎว่าเมื่อผ้าเช็ดหน้าโดนเข้ากับใบหน้าก็เกิดเป็นเสียง ‘แซ่’ ออกมา

นางกำนัลอาวุโสชิงหันกลับมาดู แล้วก็ซูดปาก “โดนแดดเผาจนหน้าเจ้าแดงก่ำเลย”

ถาวจวินหลันยิ้มแหยๆ “ก็ไม่ได้ทำอะไรมากสักหน่อย ทำไมถึงโดนแดดได้ถึงเพียงนี้นะ” นางเดาว่า คงเป็นเพราะเมื่อก่อนโดนแดดน้อย ผิวจึงได้บอบบางมากเช่นนี้

“ข้ามียา เดี๋ยวข้าจะไปหามาให้ แล้วเจ้าลองทาดูว่ามันดีขึ้นหรือไม่”

คำพูดของนางกำนัลอาวุโสชิงนั้นแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจ “เสียดายผิวดีๆ ของเจ้า เกรงว่าจะต้องใช้เวลาสักพักถึงจะหายดี”

“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ” ถาวจวินหลันไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้ว “ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ได้ไปเจอผู้ใด คอยหลบแดดไม่กี่วันก็คงจะหายดี”

นางกำนัลอาวุโสชิงไม่ได้พูดอะไรอีก ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า “วันนี้กว่าพวกนั้นจะได้กินข้าวก็คงอีกนาน พวกเรากินกันก่อนเถอะ” พูดแล้วก็เปิดตู้หยิบถ้วยกับข้าวออกมา มียำเห็ดหูหนู หมูน้ำแดง ผัดหมูแผ่น และซุปหน่อไม้หนังไก่อย่างละถ้วย

ถาวจวินหลันรู้สึกประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่านางกำนัลอาวุโสชิงจะเก็บอาหารนี้ไว้ให้เป็นพิเศษ

นางกำนัลอาวุโสชิงเห็นท่าทีของถาวจวินหลันก็ยิ้มออกมา “คนครัวไปที่ไหนก็ไม่มีวันอด คำพูดนี้ก็มีเหตุผลเช่นนี้ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นของเหลือ คงเทียบกับของที่เจ้านายกินไม่ได้ แต่ก็ยังพอได้ลิ้มรส”

ถาวจวินหลันพยักหน้า เพียงแค่คิดถึงรสชาติของซุปหน่อไม้หนังไก่ ก็ทำให้น้ำลายไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

เยี่ยนเอ๋อร์เองก็ทั้งแปลกใจทั้งดีใจ รีบเดินไปตักข้าว

ถาวจวินหลันตักซุปมากินก่อน เมื่อได้สัมผัสกับรสชาติที่คุ้นเคย นางก็รู้สึกพูดไม่ออก แล้วก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย รู้สึกเสียดายที่ถาวซินหลันไม่ได้มาชิมด้วย เมื่อก่อนพวกนางสองพี่น้องชอบซุปนี้เป็นอย่างมาก

นางกำนัลอาวุโสชิงเห็นสีหน้าของถาวจวินหลันที่ไม่ได้แสดงอาการดีใจเท่าไร ทั้งยังมีอาการเสียใจออกมาเล็กน้อยก็พอจะเดาได้ จึงได้พูดปลอบใจ “หากต่อไปมีโอกาส ข้าจะแอบทำให้เจ้าเอาไปให้น้องสาว ให้นางได้ลองกินบ้าง”

ถาวจวินหลันได้สติกลับมา มองนางกำนัลอาวุโสชิงอย่างซาบซึ้ง “ขอบคุณกูกูมากเจ้าค่ะ” นางกำนัลอาวุโสชิงนั้นเป็นคนดีเหลือเกิน คนมีน้ำใจเช่นนี้หาได้ยากในวังหลวงแห่งนี้

นางกำนัลอาวุสชิงปัดๆ มือ ส่งเสียง ‘เฮ้อ’ ออกมา “เข้ามาอยู่ในวังหลวงนี้ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก พวกเราจะต้องคอยดูแลช่วยเหลือกันถึงจะถูก อีกทั้งนี่ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร”

กินซุปไปหนึ่งถ้วยและข้าวอีกครึ่งถ้วย ถาวจวินหลันก็รู้สึกอิ่ม กับข้าวนางกินไปแค่ยำเห็ดหูหนูกับผัดหมูแผ่นเท่านั้น ถึงแม้เนื้อน้ำแดงจะดูมันวาวดึงดูดใจเป็นอย่างมาก แต่มันเลี่ยนจนเกินไป อากาศร้อนขนาดนี้นางไม่ค่อยอยากกินจริงๆ

ทว่าเนื้อน้ำแดงชามใหญ่ก็ถูกเยี่ยนเอ๋อร์กินคนเดียวจนเกลี้ยง ถาวจวินหลันสังเกตเห็นว่า เยี่ยนเอ๋อร์นั้นชอบกินเนื้อเป็นพิเศษ เหมือนว่าไม่รู้สึกเลี่ยนเลยสักนิด กลับกินอย่างพออกพอใจ

นางกำนัลอาวุโสชิงเห็นถาวจวินหลันมองอย่างใจลอย จึงได้หัวเราะออกมา “ครั้งยังเล็ก เยี่ยนเอ๋อร์เคยเกือบจะหิวตาย ตอนที่หิวจนทนไม่ไหว ก็ต้องกินรากหญ้าหรือเปลือกไม้แทน ก่อนที่จะเข้าวังมานั้น นางไม่เคยกินเนื้อเลยสักครั้งเดียว”

ถาวจวินหลันคิดไม่ถึงว่าเมื่อก่อนเยี่ยนเอ๋อร์จะน่าเวทนาถึงเพียงนี้ ได้ยินเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี ผ่านไปครู่ใหญ่จึงได้ถอนใจออกมา “คนเราเกิดมาต้องทนทุกข์ใช้กรรม คำพูดนี้ช่างถูกต้องเสียจริง”

“เจ้าพูดถูก” นางกำนัลอาวุโสชิงแววตาล่องลอย แล้วหัวเราะเยาะออกมา “แม้แต่เจ้านายที่ดูสูงศักดิ์ ก็ไม่ใช่ว่าจะมีความสุข”

เรื่องนี้เป็นที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดใจ สุดท้ายจึงไม่มีใครพูดอะไรต่อ ทว่าหลังจากนั้นมา ถาวจวินหลันก็รู้สึกเมตตาเด็กที่ชื่อเยี่ยนเอ๋อร์มากขึ้น

ตอนบ่ายขณะที่องค์ชายใหญ่และคนอื่นๆ เสด็จออกจากวังนั้น ถาวจวินหลันได้มองดูอยู่ไกลๆ ก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะมองจากมุมไหน องค์ชายใหญ่ก็สู้องค์ชายรองไม่ได้เลย หากองค์ชายรองทรงพูดได้ ก็เกรงว่าคงจะดูดีมีสง่าราศรีกว่าองค์ชายใหญ่เสียอีก แต่น่าเสียดายที่...

โดยรวมแล้ว งานเลี้ยงในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้ยินว่าองค์ชายรองทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะซุปหน่อไม้หนังไก่ ตอนเย็นจึงรับสั่งให้ทำอีกครั้ง

ถาวจวินหลันก็พลอยได้ลาภปากไปด้วย

แต่ที่น่าเสียดายก็คือ จิ้งหลิงดันเป็นไข้แดด ยุ่งอยู่ทั้งวันไม่ว่าใครก็ไม่มีเวลาได้ดื่มน้ำ จะเป็นไข้แดดก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องประหลาด

เพราะเหตุนี้ จิ้งหลิงจึงต้องพักสองวัน ในเวลานี้ชิวจื่อจึงต้องคอยดูแลข้างกายองค์ชายรองแทน พอถึงวันที่สาม เกรงว่าจะยังไม่หายดี จิ้งหลิงก็ฝืนลุกขึ้นมาทำหน้าที่ตามเดิม

ถาวจวินหลันเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกว่ามันไร้เหตุผล ทำไมจะต้องทำเช่นนี้? ฝืนตัวเองต่อไปก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...หากสำเร็จสมดั่งใจหวังก็ดีไป แต่หากไม่เล่า?

ถาวจวินหลันไม่ใช่จิ้งหลิง จึงไม่รู้ว่าในใจของจิ้งหลิงคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้คุ้มค่าหรือไม่ ดังนั้นความคิดนี้จึงเหมือนกับลมเบาๆ ที่พัดมาในฤดูร้อน ครู่เดียวก็พัดผ่านหายไป

เทียบกับเรื่องนี้แล้ว นางกลับสนใจอีกเรื่องหนึ่งมากกว่า เยว่จูที่ยืมต่างหูของนางไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เอามาคืน นางไม่ได้จะคิดเล็กคิดน้อยอะไร แต่ว่าของชิ้นนั้นมีความหมายบางอย่าง เพราะมันเป็นของที่ระลึก

ทว่าเมื่อไปถามเยว่จู เยว่จูกลับพยายามหลีกเลี่ยง

ถาวจวินหลันรู้สึกหนักใจขึ้นมา จึงพูดด้วยสีหน้าที่ดูไม่สู้ดีเท่าใดนัก “เยว่จู ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เจ้าก็ต้องบอกข้ามาสักหน่อย ถึงแม้ต่างหูนี้จะไม่ได้มีราคานัก แต่ก็ถือว่าเป็นของของข้า อยู่ดีๆ จะหายไปเช่นนี้ได้อย่างไร?” ดูท่าทางของเยว่จูแล้ว หากไม่ใช่เพราะไม่อยากคืน ก็คงจะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นอย่างแน่นอน

เยว่จูกัดฟันแสดงท่าทางรู้สึกผิด แล้วพูดกับถาวจวินหลันอย่างระวังว่า “ต่างหูคู่นั้นราคาเท่าไร? ถือว่าข้าขอซื้อได้หรือไม่?”

ถาวจวินหลันส่ายหัวเบาๆ “ของชิ้นนี้เป็นของที่ระลึก จะขายไม่ได้”

สีหน้าของเยว่จูนั้นดูไม่สู้ดีขึ้นมาทันที “พูดกันตามจริงแล้ว ตั้งแต่เจ้าเข้ามาที่วังเต๋ออันแห่งนี้ ก็ถือว่าข้าคอยดูแลเจ้ามาตลอด เจ้าจะให้ต่างหูเพียงคู่เดียวมาทำให้เราผิดใจกันอย่างนั้นหรือ?”

หลังจากได้ยินเช่นนี้ ถาวจวินหลันจะไม่เข้าใจความหมายอย่างไร? แน่นอนว่า คำพูดของเยว่จูนั้นก็มีเหตุผล ถึงอย่างไรนางกับเยว่จูก็อยู่ห้องเดียวกัน หากเกิดเรื่องบาดหมางกันขึ้นก็คงจะไม่ดี

ในใจของถาวจวินหลันเต็มไปด้วยความแคลงใจ สุดท้ายก็พูดออกไปว่า “หากไม่มีอะไร ข้าไม่เอาคืนก็ได้ แต่เพราะต่างหูคู่นี้...”

เยว่จูเคืองขึ้นมาทันที รู้สึกว่าถาวจวินหลันบังคับกันเกินไปหน่อย จึงพูดออกมาอย่างไม่พอใจว่า “หากข้าคืนให้เจ้าได้ ข้ายังจะต้องพูดเช่นนี้หรือ? ข้าจะไม่ปิดบังเจ้า ต่างหูของเจ้า ข้าไม่ระวังจนทำหล่นหายไปข้างหนึ่ง ข้าคงคืนให้เจ้าไม่ได้จริงๆ”

เยว่จูไม่สบายใจ ถาวจวินหลันเองก็ไม่สบายใจเช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายแล้วนางก็กดอารมณ์โกรธเอาไว้ แล้วพูดไปแค่ว่า “เช่นนั้นก็เอาอีกข้างที่ยังอยู่คืนให้ข้าก็พอ”

เยว่จูเอาต่างหูออกมา เหลืออยู่แค่ข้างเดียวจริงๆ

ถาวจวินหลันหยิบมาอย่างระวัง จากนั้นจึงใส่ไว้ในตู้ของตัวเองแล้วล็อกกุญแจ

เยว่จูเห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป รู้สึกว่าถาวจวินหลันทำเช่นนั้นเพื่อป้องกันนาง จึงได้ส่งเสียงหึออกมา แล้วสะบัดหน้าออกไป

ถาวจวินหลันรู้สึกแปลกใจ ทั้งๆ ที่เป็นความผิดของเยว่จู ทำไมเยว่จูยังจะต้องมาชักสีหน้าเช่นนี้ใส่นางอีก!

หลังจากวันนั้นมา เยว่จูก็ไม่พูดอะไรกับถาวจวินหลันอีก ถาวจวินหลันเองก็ไม่ได้ไปประจบประแจงเยว่จูแต่อย่างใด เพียงแต่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วทำหน้าที่ของตัวเองไป แต่ในใจก็รู้สึกโกรธ จึงพยายามไม่อยู่กับเยว่จู ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา จึงใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องครัวกับนางกำนัลอาวุโสชิงและเยี่ยนเอ๋อร์

แล้ววันนี้ตอนบ่าย เยี่ยนเอ๋อร์ก็ลากถาวจวินหลันไป โดยที่ในมือถือชามใหญ่เอาไว้แล้วยิ้มแฉ่ง “พี่จวินหลัน เราไปเก็บองุ่นกันเถิด”

ถาวจวินหลันตกใจเบิกตาโพล่ง “ไปเก็บที่ใดหรือ?”

“ที่สวนดอกไม้ ข้ารู้ว่าอยู่ตรงไหน” เยี่ยนเอ๋อร์มีท่าทางเหมือนกับน้ำลายจะไหลออกมา “องุ่นเป็นสีม่วงกันหมดแล้ว หากยังไม่ไปเก็บก็จะถูกพวกนกแย่งไปกินเสียก่อน น่าเสียดายจะตาย” ในวังเต๋ออันมีสวนดอกไม้เล็กๆ อยู่ที่หนึ่ง

แล้วถาวจวินหลันก็ถูกเยี่ยนเอ๋อร์ลากมาสวนดอกไม้อย่างงวยงง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว