ขอบคุณที่ติดตามนิยายของไรท์นะคะ แม้จะมาอัพช้าแต่ก็ขอบคุณจริงๆที่ยังรอ ไรท์เป็นแค่มือสมัครเล่น อาจจะไม่สนุกสำหรับบางคน แต่ก็ดีใจที่มีคนชอบนิยายของไรท์ #1คอมเม้นเท่ากับ1ล้านกำลังใจนะค้าา รักรีดเดอร์ค่ะ ❤🎬

ตอนที่ 41 : บทส่งท้าย (100%) END

ชื่อตอน : ตอนที่ 41 : บทส่งท้าย (100%) END

คำค้น : ตอนที่ 41 ดอกฟ้ากับช่างกล ตอนจบ เปรม คิม วาคิน บทส่งท้าย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 22.6k

ความคิดเห็น : 107

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2561 16:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 41 : บทส่งท้าย (100%) END
แบบอักษร

41

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า สิ่งใดที่เป็นของเรา สิ่งนั้นจะวิ่งมาหาเราเองโดยที่เราไม่ได้ร้องขอ 


ตอนนี้เด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้าไม่อาจทำให้คิมละสายตาไปไหนได้ ตอนนี้ตาใสแป๋วกำลังจ้องมองมาที่เขาในฐานะคนแปลกหน้าคนหนึ่ง



วาคิน…” คำพูดเหล่านั้นจะออกมาจากปากโดยไม่ได้ตั้งใจ หัวใจเต้นสั่นระรัว… กลัวเหลือเกินว่าพ่อของเด็กน้อยจะตามมาเห็น


แต่นี่คือสิ่งที่เขาต้องการตลอดมาไม่ใช่หรือ…



พี่ชายฮะ พ่อเปรมไปไหน…” คำถามเดิมย้ำขึ้นอีกครั้งเตือนสติของคิมที่กำลังเตลิดในภวังค์



คิมสะดุ้งน้อยๆ ยิ้มอ่อนๆแล้วเดินไปย่อตัวนั่งลงตรงหน้าเด็กน้อยที่ขึ้นชื่อว่าลูก แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ก็ตาม...แต่แม่คนนี้รู้ดี



ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่รู้จักพ่อเปรมของเขาและไม่แม้แต่จะใส่ใจด้วยซ้ำว่าคนๆนั้นคือใคร แต่สำหรับคิม เขารู้ดี…



“หลงกับพ่อหรอครับ” คิมเอ่ยถามเสียงนุ่ม นี่คือบทสนทนาครั้งแรกระหว่างแม่กับลูกที่ไม่เคยพบกันมาก่อน…



“ฮะ...น้องวาคินมาตามหาพ่อเปรม” เด็กน้อยพยักหน้างึกงักอย่างไร้เดียงสา น้ำตาที่เริ่มเอ่อออกมาบ่งบอกว่าเด็กน้อยกำลังกลัวสิ่งที่อยู่รอบตัวเมื่อไร้ผู้เป็นพ่ออยู่ข้างๆ ดูๆแล้วคุณพ่อคงเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของวาคิน ซึ่งคิมที่คิดดังนั้นได้แต่รู้สึกน้อยใจอยู่ลึกๆแต่ก็ไม่สามารถพูดหรือเรียกร้องอะไรได้



แม่ผิดเองที่ไม่ได้อยู่กับลูกในวันนั้น ผิดเองที่ให้หนูอยู่กับพ่อเพียงลำพังแค่สองคน… ไม่มีสิ่งใดลบล้างความเห็นแก่ตัวที่เป็นตราบาปนี้ได้



“ไม่ร้องนะครับ แม่...เอ่อ พี่ชายจะพาน้องวาคินตามหาพ่อเปรมเอง” คิมพยายามทำเสียงให้ปกติที่สุดแม้จะอยากร้องไห้และอยากดึงร่างเล็กๆเข้ามากอดเต็มที มือบางยกขึ้นมาประคองแก้มใสของวาคินแล้วเกลี่ยเบาๆจนเด็กน้อยค่อยๆไหวตัวออกทีละนิดเพราะไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า



คิมยิ้มอ่อนโยนและภูมิใจลึกๆกับท่าทีของเด็กน้อยตรงหน้า ไม่ยอมให้ถูกตัวง่ายๆแบบนี้ แน่นอนว่าคนเป็นพ่อต้องใส่ใจและสอนมาดี



วาคินครับ...วาคิน” เสียงนั้นดังอยู่ไม่ไกลและคิมรู้ดีว่าเจ้าตัวกำลังเดินมาทางนี้ “วาคินลูกอยู่ไหนครับ วาคิน!” ขายาวจ้ำเท้าไปยังบริเวณที่เพ่งเจอลูกชาย วาคินละความสนใจจากคิมหันขวับไปยังต้นเสียง



“พ่อเปรมม” ร่างเล็กวิ่งไปกอดพ่อแน่น สองพ่อลูกกอดกันไม่สนด้วยซ้ำว่าใครอยู่ตรงนี้



“หายไปไหน..พ่อขอโทษที่ทำให้เป็นแบบนี้ ขอโทษนะครับวาคิน พ่อรักวาคินนะ อย่าหายไปแบบนี้อีกนะ” เปรมกอดลูกชายแน่นพูดกระซิบข้างหู ถอนหายใจอย่างโล่งใจที่วาคินไม่ได้เป็นอะไรมาก เขาไม่อาจดุหรือโทษลูกที่หายออกมาแบบนี้ ต้องโทษตัวเองที่ดูแลไม่ดี



คงรู้สึกผิดไปอีกนาน…



คิมมองภาพตรงหน้าอยู่เงียบๆก็รู้สึกร้อนแผ่วรอบขอบตา… รู้สึกเอ็นดูสองพ่อลูกที่กอดกันกลม เปรมทำหน้าที่พ่อได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ



คิมค่อยๆยืนขึ้นเต็มความสูงเป็นจังหวะเดียวกับที่เปรมค่อยๆเงยหน้าสังเกต



เมื่อหมดความจำเป็นแล้วก็ยังไม่พร้อมที่จะบอกทุกอย่าง คิมยังรู้สึกกลัว… กลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธ กลัวว่าคนรักจะเกลียด



ร่างโปร่งหันหลังทำท่าจะเดินเข้าไปในงานแต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงหนึ่งของพ่อของลูกทักขึ้น



ขอบคุณนะครับ


คิมชะงักไปเพียงน้อยนิด ความคิดที่ว่าจะหันหลังกลับไปหรือจะเดินออกมาเงียบๆมันตีกันจนรวนไปหมด



แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้มันค้างคา ในเมื่อได้มาเจอกันแล้วก็อยากให้รู้ไปเลยถึงอีกฝ่ายคงรู้สึกแย่ที่ต้องมารู้อะไรทีหลังแบบนี้…



ขอโทษนะเปรม...เราทำเปรมเสียใจอีกแล้ว



คิมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ายอมรับความผิดที่ตนได้โกหกอีกฝ่ายอย่างไม่น่าให้อภัย



“ไม่เป็นไรครับ…” ร่างโปร่งค่อยๆหันกลับไปทีละนิด



ทั้งสองสบตากัน…



วินาทีนั้นเหมือนทุกอย่างกำลังถูกแช่แข็งเอาไว้ เหมือนเวลาได้หยุดเดิน…



แววตาวูบไหวของเปรมมันทำให้คิมรู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมายังไงอย่างงั้น ถ้าไม่ใช่…



“แล้วก็ขอโทษแทนเจ้าตัวเล็กด้วยนะครับไม่รู้ว่ารบกวนอะไรรึเปล่า” อีกฝ่ายยิ้มให้เหมือนคนไม่รู้จัก…



เกือบจะดีแล้วเชียว นี่ลืมกันแล้วจริงๆหรอเนี่ย…



คิมที่อึ้งไปชั่วครู่ตั้งสติแล้วยิ้มบางๆ ภายใต้ความโชคร้ายยังมีความโชคดี บางทีถ้าเปรมจำได้…คิมอาจจะโดนเกลียด



“ไม่รบกวนเลยครับ โชคดีที่วาคินเดินมาเจอผมพอดี” คิมพูดอย่างวางมาดแต่ต้องชะงักเมื่อเผลอเอ่ยชื่อเด็กน้อยออกไป เปรมยิ้มนิดๆทำเอาคิมแปลกใจ...ปกติถ้าเป็นแบบนี้อีกฝ่ายต้องขมวดคิ้วอยากรู้อยู่แล้วว่ารู้ชื่อลูกชายได้ยังไง…



“งั้นก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ผมขอตัว..” ว่าจบเปรมก็อุ้มวาคินขึ้นทำท่าจะเดินออกไปแต่คิมก็เรียกไว้เสียก่อน



ดะ..เดี๋ยวสิครับ ในงานวุ่นวายจะตาย พาลูก...เอ่อลูกชายมานั่งสูดอากาศตรงนี้เถอะครับ” คิมพูดผิดพูดถูกเนื่องด้วยความตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก เปรมหันมายิ้มแต่ก็พยักหน้ารับ




..


“ลูกชายน่ารักดีนะครับ” หลังจากที่คุยกันหลายเรื่องคิมก็เข้าเรื่องวาคิน จะเรียกว่าตีเนียนก็ได้



“ครับ เหมือนแม่เขาน่ะ” เปรมตอบยิ้มๆก้มหน้ามองร่างเล็กๆที่นั่งขดในอ้อมกอดของพ่อกำลังหลับตาพริ้ม ตัวแสบหมดฤทธิ์แล้วสินะ…



คิมชะงักกับคำตอบที่ได้… แต่ก็พยายามไม่แสดงสีหน้าออกมาให้อีกฝ่ายรู้สึกแปลกๆ



“แต่ผมว่าเขาก็มีส่วนคล้ายคุณมากกว่าแม่อีกนะ” คิมพูดกลั้วหัวเราะมองลูกน้อยที่ไม่ได้อยู่ในอ้อมแขนของตนอย่างเอ็นดู



อยากกอด...อยากหอมแก้มให้ช้ำเลย…



“คุณพูดเหมือนเคยเห็นแม่เขายังไงยังงั้น” เปรมแสร้งเลิกคิ้วขึ้นข้างนึง คิมยิ้มกว้างตอบอย่างที่เคยยิ้มเมื่อหลายปีก่อน...มันคือยิ้มกว้างครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา รอยยิ้มที่สดใสของชายหนุ่มผู้ไร้เดียงสา



รอยยิ้มของดอกฟ้าที่เปรมตกหลุมรักตั้งแต่อีกคนเข้ามาในชีวิต


“คิคิ ผมว่าเขาเหมือนคุณนะ ทั้งขายาวๆจมูกโด่งๆ ถอดแบบมาจากคุณล้วนๆ…” คิมพูดหัวเราะคิกคักแบบไม่รู้ตัว เปรมมองรอยยิ้มที่เขาโหยหามาโดยตลอดอยู่อย่างนั้น



ทำไมเปรมจะจำไม่ได้… ถึงอะไรๆจะเปลี่ยนไปแต่ไม่ได้ความจำเสื่อมสักหน่อย น้ำเสียงที่ตั้งใจจะวางมาดขรึมๆมันน่ารักจนอยากจะโผเข้ากอดแต่เปรมมีสติพอที่จะไม่ทำอะไรโผงผาง



คิมยังไงก็คือคิม ถึงแม้ตอนนี้จะดูทันคนมากกว่าเมื่อก่อน...แต่สำหรับเปรมตอนนี้ก็ยังคิดว่าคิมยังใสซื่อ



ถามว่าโกรธมั้ยเรื่องที่เคยร้องไห้ในวันที่วาคินเกิดมา… โกรธ แต่ภายใต้ความโกรธมันมีแต่ความคิดถึง


เปรมเคยร้องไห้… เคยสูญเสีย… ทั้งแม่ พี่ชาย และไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขาเข้าใจว่าได้เสียคนรักไปตลอดกาล

เปรมเคยนั่งจมน้ำตาหน้าห้องเด็กอ่อน เคยร้องไห้เกือบทุกครั้งที่เห็นหน้าลูกแล้วคิดถึงคิม



เมื่อวาคินยังแบเบาะเปรมทำงานหนักทุกวัน ทั้งดูแลลูกชายโดยไม่รู้สึกท้อแท้ ถึงแม้จะไม่มีเงินทองมากมายเหมือนคนอื่นแต่ก็มีสองมือที่พร้อมจะอุ้มชูเลี้ยงดูลูกชายตัวน้อยให้ดีที่สุดเท่าที่คนๆนึงจะทำได้อย่างไม่ขาด และทำงานหาเงินเก็บมาเรื่อยๆ เวลาเหนื่อยจะมีอุ้งมือเล็กๆคอยกุมมือเขาเอาไว้...วาคินคือกำลังใจสำคัญที่ทำให้เขาผ่านมาได้จนวันนี้เขามีทุกอย่าง



ปัญหาที่เขาเคยผ่านมา ถ้าเทียบกับเรื่องของคิมแล้ว...มันเป็นปัญหาเล็กน้อย แค่ใช้เหตุผลและรับฟัง เปรมคิดว่ามันคงดีกว่าที่ต้องมานั่งโกรธโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ



เปรมอยากจะเข้าไปกอด ไม่เคยโทษคิมที่ทำให้เขากัดฟันสู้เพื่อลูก แต่อยากขอบคุณสำหรับการกลับมา… แต่ตอนนี้ร่างสูงยังทำแบบนั้นไม่ได้ เปรมเลือกที่จะใจเย็น เขายังคงอยากรู้เหตุผลว่าทำไมคิมถึงทำแบบนั้น



คุณเกลียดคนโกหกมั้ยครับ” จู่ๆเปรมก็เปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา คิมที่กำลังยิ้มกว้างชะงักก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มเจื่อนๆแทน



แววตารู้สึกผิดมันถูกปิดไม่มิดซึ่งเปรมดูออก



“ผมไม่เกลียดนะถ้าคนๆนั้นมีเหตุผลจำเป็นที่จะต้องโกหกคนๆนึง...เขาก็คงจำเป็น… เขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอก” คิมพูดไม่เต็มเสียง ตาสวยได้แต่เบนไปทางอื่นไม่ยอมสบตากับคนตรงหน้าเพราะฟังดูอาจจะเข้าข้างตัวเองมากไป



“ผมแค่ถามแค่นี้ทำไมเหงื่อตกขนาดนั้นล่ะครับ” เปรมกลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ก็หลุดขำออกมากับสีหน้าและเหงื่อที่ไหลเป็นทางลงกรอบหน้าเรียวของคิม



“อ๋อ...ก็อากาศที่เมืองไทยร้อนเป็นบ้าเลยล่ะครับ...เอ่อ…” คิมชะงักและแสร้งแถไป ก่อนจะหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทแล้วยื่นให้เปรม “นี่นามบัตรผมครับ”



“ผมเป็นแค่แขกมาแทนคุณมายะที่ติดธุระน่ะครับ จะดีหรอครับ”



“ดีสิ ดีมากๆเลย ถ้าว่างๆไม่มีเพื่อนชวนผมออกนั่งเล่นเป็นเพื่อนก็ได้นะ อีกอย่างอยากเจอลูก..ลูกชายของคุณ” คิมยิ้มเจื่อนๆ เปรมรับมาแล้วเก็บเข้ากระเป๋า



คิมยังไงก็คือคิม… แม้กาลเวลาจะเป็นแต่ไม่เปรมเคยมองเป็นใครอื่น



คำของหาญวันนั้นลอยเข้ามาใจหัว…ไม่อยากจะคิดว่าเรื่องที่หาญโทรมาบอกเขามันจะเกินจริงยิ่งกว่าฝัน… ไม่ใช่คนหน้าเหมือนสักหน่อย แต่ใช่เลยต่างหาก



************************************************



“วันนี้อารมณ์ดีจังนะมึง” เสียงของเพชรเอ่ยทักเปรม เปรมหันมองแล้วยิ้มบางๆแต่ก็ไม่ตอบอะไร เขาเก็บของเข้ากระเป๋าแล้วกล่าวลาเพื่อน



“กูไปล่ะ”



“มึงจะรีบไปไหนวะนี่เพิ่งบ่ายเองโรงเรียนหลานกูยังไม่เลิกหนิ” เอ็มถามขึ้นบ้างอย่างแปลกใจ อีกอย่างใบหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดีมันน่าสงสัยจนเพื่อนทั้งสองคนต้องเลิกคิ้ว



“เป็นเหี้ยอะไรกัน” ถามแบบนั้นแต่ก็ยังยิ้มๆอยู่



“ถ้ามีสัญญาณโทรศัพท์ต่อไปบนสวรรค์ได้ กูจะโทรฟ้องเมียมึงว่าไอ้เปรมยิ้มแบบนี้ มีเมียใหม่แน่ๆ” เพชรกวนตีนขึ้นแต่เอ็มก็หันไปเอ็ดเพราะกลัวว่าเปรมจะหงอยขึ้นมาอีก เพชรก็ขำกับความลืมตัวของตนเองก่อนที่ทั้งสองจะหันมองเปรมที่ไม่ได้มีอาการแบบเมื่อก่อนแล้ว



“ไร้สาระหน่า กูไปล่ะ” ว่าจบก็เดินออกไปทิ้งให้เพื่อนทั้งสองยังทำหน้างงไม่หาย



“ไอ้สัสถ้ากูไม่เต็มกูจะคิดว่าไอ้คิมตายแล้วฟื้น” เอ็มพูดกับเพชรพร้อมมองตามแผ่นหลังของเปรม



“ปกติก็ไม่เต็มนะ”



“สัส!!”




..

วันนี้คงต้องอาศัยการคาดเดาและถือวิสาสะมาหาพี่หมอแบบไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าแล้วล่ะ ด้วยความที่หวังว่าคาดว่าจะเจอ



เปรมเปิดประตูเข้ามาก็เห็นหมอหนุ่มกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโต๊ะ



“สวัสดีครับ” เปรมเอ่ยทักทาย มายะพยักหน้ารับ



“อืมๆ นั่งก่อน”



เปรมมองไปรอบห้องทำงานของมายะ จนคนอายุมากกว่าขมวดคิ้วเข้าหากันเพราะในมือของเปรมถือถุงขนมไทยมาด้วย


ไอ้เปรมนี่นะกินขนมชั้น ฝอยทอง ทองหยิบทองหยอด แค่คิดก็ขำแล้วว่ะ...มายะคิดในใจ



“พอดีเลยกำลังหิว” มายะแสร้งพูดขึ้น เปรมเดินมานั่งเก้าอี้ตรงข้ามมายะ แล้ววางของไว้บนโต๊ะ ก่อนจะมองไปทางประตูเหมือนกำลังมองหาและรอใครบางคน “มองหาใครวะ?” มายะถามขึ้น



“วันนี้พี่จะออกไปข้างนอกรึเปล่า...” เปรมไม่ตอบหากแต่เอ่ยถามกลับยิ้มๆ



“ไม่นะ” มายะตอบนิ่งๆแล้วมองเปรมอย่างจับผิดสังเกต “ยิ้มอะไรวะ หรือไปเจอของดีในงานเลี้ยงมารึไง” มายะพูดถึงงานเลี้ยงที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วัน ก็พอจะรู้ข่าวจากปากคิมที่เล่าให้ฟังว่าได้คุยกับเปรมบ้างแล้ว ถึงแม้คิมจะพูดแบบเนือยๆว่าเปรมจำเขาไม่ได้…



“ยิ้มอะไรล่ะครับ ผมยังไม่ได้คิดบัญชีเรื่องที่พี่โกหกผมตอนนั้นนะครับ ผมรู้แล้วนะ เพราะวันนั้นเจอมันแล้ว...” เปรมพูดเสียงเรียบ หรี่ตามองคนอายุมากกว่าจนมายะต้องหุบยิ้มเมื่อรู้ว่าสิ่งที่เปรมพูดหมายถึงอะไร




“นึกว่าจะจำไอ้คิมไม่ได้แล้วซะอีก” หมอหนุ่มไม่แก้ตัวที่โกหก เปรมถอนหายใจแต่ก็ไม่ได้กล่าวโทษให้หมอหนุ่มรู้สึกผิด “คิมคงมีเหตุผลของคิม แต่ก็ขอโทษเพราะพี่ไม่มีทางเลือกจริงๆ ตอนที่คิมขอให้นายออกไปข้างนอกก็เพราะต้องการร้องขอให้พี่ทำแบบนี้ คิมคงคิดว่าจะไม่ได้มาเจอนายกับลูกอีก…อีกอย่างพี่จะกล้าผ่าคลอดพลาดไปได้ยังไง คิมเป็นน้องพี่ แต่ก็ขอโทษจริงๆ พี่เข้าใจความรู้สึก”



“ผมจะลืมไปซะ คิดซะว่าพี่ไม่เคยทำแบบนั้นกับผม...อย่างน้อยผมก็ต้องขอบคุณที่พี่เป็นคนทำให้ลูกผมเกิดมา และดีกับผมกับวาคิน”



“อืม… แล้วขนมนี่ตั้งใจจะฝากให้คิมสินะ” มายะพูดขึ้นแล้วยักคิ้วไปยังถุงขนมไทยที่วางอยู่บนโต๊ะ



“ผมซื้อมาเผื่อพี่หมอด้วยนะกินได้เลย” เปรมพูดแล้วแยกอีกถุงยื่นให้มายะ เจ้าตัวส่ายหน้ายิ้มๆ



“พี่ไม่กินขนมหวาน ไว้จะเรียกคิมมาเอาล่ะกัน”



“ครับ” เปรมพยักหน้าแล้วนึกอะไรออกพลางหยิบนามบัตรของคิมขึ้นมา “อ้อ...ผมได้นามบัตรคิมมาด้วย”



“ติดต่อไปสิ”



“ได้ไงเล่า ผมยังหาเหตุผลจะไปพบเจ้าตัวไม่ได้เลย”



“ต้องมีเหตุผลอะไรวะ สารภาพไปซะสิว่าจำได้และไม่โกรธไม่เกลียดกัน”



*************************************************************



“คุณคิมคะ นี่โครงการรีสอร์ทที่ภูเก็ตค่ะ” เลขาสาวนำเอกสารมาวางกางไว้บนโต๊ะ คิมปรายตาอ่านแล้วเซ็นอนุมัติลงไป เลขาก็เก็บเอกสารแล้วไม่ลืมเอ่ยถาม “กาแฟสักแก้วมั้ยคะ?”



“ช่วงนี้รู้สึกผมดื่มกาแฟหนักไปหน่อย ขอเป็นโกโก้ร้อนแล้วกันนะครับคุณชม” คิมพูดยิ้มๆเป็นจังหวะเดียวกับที่มีสายเข้า



คิมหยิบมาดูพบว่าเป็นสายที่ไม่รู้จัก คุณชมเลขาออกไปแล้วคิมจึงกดรับสาย

.

“สวัสดีครับ คิมครับ” คิมเอ่ยโทนเสียงปกติ แต่ก็ต้องแปลกใจเพราะไม่มีเสียงจากปลายสายเลย “ฮัลโหล…”



(“เอ่อ...คิม… นี่กูเอง”) เสียงอึกอักจากปลายสายทำเอาหัวใจของคิมเต้นถี่แรง ฟังจากเสียงรู้ทันทีว่าเป็นเบอร์ของเปรมที่โทรเข้ามา...



“...”




...

..

รถสปอร์ตคันหรูเลี้ยวเข้าซอยหมู่บ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ หลังจากที่รปภ.หน้าหมู่บ้านได้ทำการยกที่กั้นขึ้นคิมก็ขับเข้าไปตามทางในหมู่บ้านตามที่อยู่ที่เปรมส่งมาให้ 


คิมยกยิ้มรู้สึกมีความสุขเมื่อเห็นบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไปอยู่ตรงหน้า อันที่จริงก็เคยเห็นในรูปตามที่เคยสั่งคนมาตามสืบแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปข้างใน…



ร่างสูงของเปรมเดินมาเปิดประตูรั้วต้อนรับเมื่อเห็นว่าคิมมาถึงแล้ว คิมจอดรถลานเล็กๆหน้าบ้าน เรียวขาก้าวลงรถแล้วมองรอบๆยิ้มๆ เขารู้สึกมีความสุขกับความก้าวหน้าของคนรัก



มันไม่ได้ใหญ่เท่าบ้านของคิมแต่ก็ดูอบอุ่นดี คิมสังเกตเห็นว่ามีบิ๊กไบค์จอดอยู่ด้วย1คัน สนามหญ้าที่อยู่ข้างบ้านคงเป็นที่วิ่งเล่นของวาคิน หัวมุมสนามหญ้ามีต้นไม้ใหญ่ที่มีชิงช้าของวาคินแขวนอยู่ด้วย ใต้ต้นไม้มีโต๊ะเก้าอี้ไม้สีขาวดูอบอุ่นและร่มรื่น



“ขอโทษนะที่เรียกมาทานข้าวกะทันหันแบบไม่ได้ตั้งตัว” เปรมที่กำลังปิดประตูรั้วอยู่หันมาพูดกับคิม



“ไม่เป็นไร ว่าแต่บ้านน่าอยู่จัง” คิมพูดยิ้มๆ ยืนรอเปรมปิดประตูรั้วเสร็จทั้งสองก็เดินเข้าไปในบ้าน เปรมเดินนำเข้าไปในห้องอาหารเล็กๆ ทั้งห้องตกแต่งได้อบอุ่นสมกับเป็นบ้านหลังเล็กของสองพ่อลูก



เท่าที่คิมสังเกต รูปถ่ายอัดกรอบมีวางไว้ทุกมุมของบ้านทำให้รู้สึกอบอุ่นได้ไม่ยาก ลึกๆในใจคิมอยากให้มีรูปของเขาบ้าง ตามประสาสามคนพ่อแม่ลูก วางไว้ทุกมุมบ้านเช่นกัน



กลิ่นอาหารที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆทำให้คิมยิ้มออกมา…


เปรมทำอาหารได้หลากหลายขึ้นตามกาลเวลา… รู้สึกอิจฉาลูกที่ได้ทานกับข้าวฝีมือเปรมทุกวัน…



เปรมเลื่อนเก้าอี้โต๊ะทานข้าวให้คิมนั่งลงแล้วไปนั่งฝั่งตรงข้าม



“กินสิ จะได้กลับไปทำงานต่อ” เปรมพูดยิ้มๆ คิมมองอาหารบนโต๊ะแล้วเงยหน้ามองเปรมด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข...ซึ่งเปรมก็นั่งมองคิมไม่วางตา



“ทำไมวันนั้นต้องแกล้งทำเป็นลืมกันด้วย” คิมถามเสียงสั่นกลั้นน้ำตาแทนความรู้สึกตื้นตัน เปรมยิ้มบางๆแล้วยื่นมือไปคว้ามือคิมมากุมบนโต๊ะเงียบๆ



“กลับมานานรึยัง” เปรมไม่ได้ตอบคำถามแต่ยิงคำถามให้คิมเสียงอ่อนโยนจนคนฟังรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งใจ



“ก็อาทิตย์นึงได้…” คิมตอบเสียงอู้อี้ มองอาหารบนโต๊ะที่ยังไม่มีใครลงมือกินมันสักที “เปรม…”



“กินก่อนดีกว่าแล้วค่อยคุยกัน”


คิมกำลังจะเปิดหัวข้อเรื่องที่จะขอโทษเปรม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเปรมบอกออกมาก่อน



ทั้งสองก้มหน้าก้มตาทานส่วนของตัวเองไป คิมไม่ลืมเอ่ยปากชมในความพัฒนาฝีมือของเปรม 


ถึงจะไม่มีอะไรมากแต่ก็มีความสุขกับการทานข้าวด้วยกันในรอบสี่ปี


เมื่อทานเสร็จคิมเป็นคนล้างจาน ก่อนที่ทั้งสองจะมานั่งบนโซฟาในห้องโถงเพื่อเข้าเรื่องที่คิมจะกล่าวต่อไปนี้



เปรม… เรา… เราไม่รู้จะพูดยังไงดี มันฟังดูเห็นแก่ตัว แต่เราไม่มีทางเลือก…” คิมเปิดประเด็น พูดไปน้ำตาก็ไหลออกมา เขารู้สึกผิดจนพูดไม่ออก



ไม่รู้จะพูดยังไงก็ไม่ต้องพูด… กูไม่รู้หรอกนะว่าเหตุผลของมึงคืออะไร แต่ให้เดาก็คงเรื่องคุณหญิง มึงแค่ทำในสิ่งที่ถูกต้องคือการตอบแทนพระคุณท่าน แต่ที่มึงทำไม่ถูกคือการที่มึงโกหกกูนะไอ้คิม… กูไม่มีเหตุผลที่จะโกรธมึงแล้วทำให้เรื่องมันใหญ่โต กูอยากให้เราอยู่ด้วยกันแบบที่ทุกอย่างลงตัว อยากให้ฝันร้ายของกูกับลูกมันจบลงสักที...” เปรมพูดเสียงแผ่ว เขาพูดออกมาโดยที่ไม่มีความโกรธหรือขุ่นเคืองคิมสักนิด ทั้งๆการกระทำของคิมไม่ได้หลอกเขาเพียงคนเดียว แต่มีหลายคนที่เข้าใจว่าคิมตายไปแล้ว ทั้งเพื่อน พ่อ น้องชาย และที่สุดคือวาคิน… คิมทำให้ลูกคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว 


กูจะไม่พูดให้มึงรู้สึกผิดไปมากกว่านี้ กูจะไม่ทำให้มึงรู้สึกว่ามันคือตราบาป



“เปรม…”



“กูให้อภัยมึงนะคิม ไม่ต้องร้องไห้” เปรมคว้ามือของคิมมากุมไว้แล้วสบตาคิม เมื่อมองลึกเข้าไปในตา เปรมสัมผัสถึงความกังวลที่คิมมี น้ำตาเม็ดใสไหลอาบแก้มเนียนเหมือนภาพเดิมที่เขาเคยเห็นเป็นประจำเมื่อหลายปีก่อน



แม้เทียบกับตอนนี้ ภายนอกคิมดูแข็งแกร่งแต่ภายในคิมมีแต่ความอ่อนแอและความกังวล เปรมดึงคิมเข้ามากอดแนบอกซึ่งคิมก็กอดเปรมอย่างโหยหาเช่นกัน



มันคือกอดครั้งแรกในรอบหลายปีเช่นกัน…



“วาคินจะเกลียดเราไหม…” คิมพูดเสียงอู้อี้ในอ้อมกอดของเปรม ซึ่งเปรมลูบหัวคนรักอย่างแผ่วเบาแล้วก้มลงจูบผมนุ่มเป็นเชิงปลอบ



“มันจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี…”




50%......



ตลอดทั้งวันเปรมนั่งเหม่อลอย คิดคำพูดว่าจะคุยกับวาคินยังไงดี ถึงแม้วาคินแต่ยังเป็นเด็กแต่เขาฉลาดและพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร



วาคินเคยร้องไห้แล้วบอกเปรมว่าคิดถึงแม่ ซึ่งปกติเด็กวัยนี้ทั่วไปคงไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องนี้นอกจากเล่นสนุกไปวันๆ นั่นยิ่งทำให้เปรมเป็นกังวลว่าเด็กคนนี้จะคิดอะไรไปเรื่อยเพราะวาคินค่อนข้างเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเอง…



“ไอ้เปรม...ไอ้เปรม!!” เพชรที่เอ่ยเรียกเปรมซ้ำๆแต่เจ้าตัวก็ยังไม่หันจำเป็นต้องตะโกนขึ้นเสียงดังจนนักศึกษารอบๆหันมามอง เปรมไม่ว่าอะไร ใบหน้าคมหล่อเหลาค่อยๆหันมองเพื่อนตัวเองอย่างเนือยๆจนทั้งเอ็มและเพชรต่างก็พากันสังเกตถึงความผิดปกติ



“มึงเป็นอะไรรึเปล่าวะ นั่งเหม่ออยู่ได้ ข้าวนี่จะแดกมั้ย เขี่ยอยู่นั่น” เพชรเอ่ยถามและมองข้าวในจานของเปรมที่พร่องไปเพียงน้อยนิด



ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง พวกเขาต้องรีบทานข้าวในเวลาอันน้อยนิดก่อนจะเข้าเรียนต่อ ซึ่งวันนี้เปรมคาดว่าน่าจะเลิกเย็นๆ ส่วนเรื่องวาคินปกติเวลาเปรมมีเรียนถึงช่วงเย็นมายะจะมารับไปดูแลให้



ซึ่งตอนแรกเปรมเกรงใจ บอกว่าจะรับวาคินมาที่มหาลัยก็ได้ แต่มายะก็หาข้ออ้างมาว่า นี่คือหลานของเขาอีกอย่างวาคินจะได้ไม่ต้องมาอยู่ในที่ที่น่าอึดอัดและไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเปรมด้วย เปรมถึงต้องยอมรับปาก



“พวกมึง...พวกมึงเชื่อกูมั้ยวะ” เปรมพูดขึ้นด้วยสีหน้าแววตาเลื่อนลอย เขาแทบไม่ต้องคิดคำสวยหรูเอามาพูดกับเพื่อนของเขาเลย เพียงแค่บอกความจริงออกไปเท่านั้น “พวกมึงอย่าตกใจล่ะ ...เมียกูยังไม่ตาย



“ห่ะ!!/เชี่ย...!!” เสียงนี้ดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย มันดังพอที่จะทำให้นักศึกษาคนอื่นที่นั่งทานข้าวใกล้ๆหันมามองเป็นตาเดียว เปรมถอนหายใจ



“...”



“แต่ก็นะ...มันเป็นเรื่องที่มึงควรคิดนานแล้ว ทำไมมึงคิดไม่ถึงส่วนนี้วะ” เอ็มทำสีหน้ากำลังครุ่นคิดแม้จะตกใจไม่น้อย “งานศพก็ไม่มี มึงไม่เห็นแม้กระทั่งโลงศพ”



“ก็จริงอย่างที่ไอ้เอ็มพูด แต่มันผ่านมาแล้ว นี่กูยังขนลุกไม่หาย ไม่ใช่อะไรนะ เพราะกูตกใจนี่แหละ คิดว่าเขาตายแล้วแต่เขายังไม่ตายหัวใจกูจะวาย” เพชรพูดเสริม



“อืมกูรู้หน่าว่ากูคิดน้อยไป แต่สิ่งที่กูคิดตอนนี้คือกูไม่รู้จะบอกวาคินยังไงดี ลูกกูดันไม่เหมือนลูกชาวบ้านตรงที่ชอบคิดโน้นคิดนี่...วาคินเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นของตัวเองว่ะ จนบางที...กูก็กลัวว่าเขาจะโกรธขึ้นมา” เปรมพูดแล้วลูบหน้าตัวเองไปด้วย



“ไอ้แสบอ่ะนะ แค่เอาขนมมาล่อก็หายโกรธแล้ว” เพชรพูดแล้วตบบ่าเพื่อนรักตัวเอง



“แล้วมึงเจอเมียมึงแล้วหรอวะ” เอ็มถาม เปรมพยักหน้า



“มึงไม่รู้สึกโกรธหรอวะ หลอกกันขนาดนี้ นี่กูเลี้ยงลูกจนโตถึงโผล่มา เป็นกูนี่โกรธตายห่า” เพชรพูดตามความคิด แต่เท้าหนักๆของเอ็มก็ถีบลงที่หัวเข่าเป็นเชิงปรามว่ามึงพูดหมาๆอีกแล้วนะ



“กูไม่ใช่มึงนี่… ถ้ามึงเป็นกูมึงจะเข้าใจโดยแท้ว่าโทสะไม่ได้ชนะทุกสิ่ง เหตุผลและความเข้าใจต่างหากที่จะทำให้เรามีความสุข” เปรมพูดอย่างใจเย็น เพื่อนทั้งสองคนก็มองหน้ากันแล้วหันมามองเปรมอีกครั้ง เพชรตบหน้าตัวเองเป็นเชิงเล่นมุขว่านี่กูไม่ได้ฝันไป



“ผีที่ไหนเข้าสิงแม่งวะ แต่ก็ดีที่คิดได้” เอ็มพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าเปรมตอนนี้ไม่เหมือนเปรมเมื่อก่อนก็ทำให้เขาได้แต่นึกขำในใจ…



ตอนนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปหมด… ทุกวันนี้เห็นเด็กช่างยกพวกตีกัน พวกเขาก็ได้แต่เอือมระอาในใจ มันเหมือนเห็นเงาตัวเองในเมื่อยังเป็นวัยรุ่นที่ต้องการประกาศศักดาให้สถาบันอื่นรู้ว่าโรงเรียนตัวเองเจ๋ง...แต่มองจากมุมมองของผู้ใหญ่มันคือสิ่งไร้สาระ เห็นทีไรก็อยากตั้งคำถามว่าทำเพื่ออะไร ?


ทำแล้วคิดว่าเท่รึเปล่า ? ทำแล้วชีวิตมีสีสันสนุกสนานงั้นหรือ ?


แต่คนที่อยู่เบื้องหลังคงไม่สนุกกับเรา ต้องมาคอยกังวลว่าวันนี้ลูกตัวเองจะปลอดภัยไหมนะ… ตอนนี้ทั้งเปรมและเพื่อนของเขาต่างคิดได้และใช้ชีวิตโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่หาเรื่องใครนอกจากตั้งใจเรียน…


นอกจากอายุที่บรรลุนิติภาวะแล้ว เหตุผลที่ทำให้เปรมเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ก็คือลูกชายตัวน้อย… อยากขอบคุณที่ทำให้พ่อรู้ว่าควรรักชีวิตตัวเองเพราะคนที่เลี้ยงเรามาเป็นห่วงเราแค่ไหน กว่าจะเลี้ยงดูฟูมฟักมาได้ขนาดนี้ มันไม่ง่ายเอาเสียเลย…



****************************************************


1 เดือนผ่านไปแล้วที่เปรมและคิมต่างติดต่อกันทางโทรศัพท์ แม้เวลาจะไม่ค่อยตรงกันนัก แต่ทั้งสองก็จะหาเวลาว่างออกมาเจอกันเสมอ…



ตอนนี้วาคินเริ่มสนิทกับคิม ทั้งคู่ค่อยๆเข้าหากันทีละนิด...ทีละนิด


‘คิมฮะสอนการบ้านเค้าหน่อย…’ เสียงใสแจ๋วที่ได้ยินทุกวันดังเข้ามาในโสตประสาทในเวลาบ่ายของวัน


คิมปิดแฟ้มเอกสารแล้วนำไปเรียงกับกองที่เซ็นไปแล้ว มือเรียวยกขึ้นมากุมขมับ ….ชีวิตวัยทำงานมันไม่ง่ายเลย การนั่งเรียนทั้งวันยังรู้สึกว่าหลากหลายกว่าการที่จะต้องมานั่งอ่านเอกสารจนปวดหัวแบบนี้ทั้งวัน มันเพลียและน่าเบื่อเป็นที่สุด


แต่ทุกอย่างมันแทบจะหายเป็นปริดทิ้งเมื่อใบหน้าใสแจ๋วของเด็กน้อยลอยเข้ามาในความคิด จนคิมยกยิ้มออกมาบางๆ



เมื่อเซ็นเอกสารเสร็จเรียบร้อยคิมตัดสินใจจะแวะไปหาคนรักเพราะกำลังว่างพอดี แต่ก่อนจะออกไปร่างโปร่งก็อยากจะลงไปเดินสำรวจพนักงานในบริษัทว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีรึเปล่า…



ร่างบางเดินผ่านแต่ละแผนกพร้อมมีบอดี้การ์ดเดินตามมาห่างๆสองคน พนักงานที่เดินสวนกันไปมาดูวุ่นวาย บางคนนั่งทำงานเงียบๆ บางคนถืองานกองโตไปถ่ายเอกสารในสภาพหัวฟูๆ ทำให้คิมได้แต่ถอนหายใจ เข้าใจความรู้สึกมนุษย์เงินเดือนที่เขาว่ากันว่าสบายๆ นั่งทำงานแต่ในแอร์ พอเห็นแล้วก็ทำให้รู้ว่ามันไม่ง่ายเหมือนกัน



ตอนนี้หลายสายตามองมาที่คิมเป็นตาเดียวแล้ว คิมรู้สึกประหม่าแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเก้อเขินนอกจากเดินดูพนักงานไปเรื่อยๆอย่างสุขุม แม้จะรู้ว่าพนักงานสาวๆกำลังซุบซิบแต่เขาก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ



“สวัสดีครับทุกคน เหนื่อยกันรึเปล่า” คิมกล่าวทักทายพี่ๆแผนกที่เขาเคยมาฝึกงาน ทุกคนกำลังอึ้งไม่กล้าสบตา แต่คิมก็เลือกที่จะเดินเข้าไปถามไถ่อย่างไม่ถือตัว



“เหนื่อยมั้ยครับพี่ผิง” เสียงหวานเอ่ยถามรุ่นพี่ผู้หญิงที่เคยสอนเขาทำอะไรต่างๆในตอนที่ฝึกงาน ผิงทำสีหน้าไม่ถูกแต่ก็ยิ้มให้คิมอย่างเกรงใจ



“เอ่อ...คุณท่านคะ คะความจริงข้างล่างนี้วุ่นวายมาก…”



“ฮึฮึ…”

ผิงที่พูดเกร็งๆชะงักเมื่อเห็นคิมยกมือป้องปากแล้วหัวเราะเบาๆ



“คุณท่านอะไรกันล่ะครับ เรียกผมว่าน้องคิมเหมือนเดิมน่ะดีแล้ว”



“คุณคิมนี่เป็นกันเองจังเลยนะคะ” เสียงรุ่นพี่พนักงานที่นั่งโต๊ะข้างๆเอ่ยขึ้นอย่างเอ็นดูผู้บริหารคนใหม่ “อย่างที่ผิงบอกน่ะค่ะ ข้างล่างวุ่นวายจะตายทำไมคุณคิมถึงลงมาล่ะคะ” เธอพูดยิ้มๆ



“ผมชอบที่นี่มากกว่าเพราะข้างบนมันเงียบน่ะครับ” คิมพูดยิ้มๆก่อนจะเอ่ยถาม



ทุกคนในแผนกมองมาอย่างเอ็นดูยกเว้นสายตาริษยาจากหญิงสาวที่นั่งไม่ห่างจากโต๊ะของผิงสักเท่าไหร่ แม้คิมจะรู้สึกถึงสายตาที่มองมาแต่ก็ไม่อยากใส่ใจอะไรมากนัก อย่างน้อยตอนนี้เธอก็ไม่ได้มาหาเรื่องคิม…



คิมเดินทักทายทุกคนที่รู้จักในแผนกเสร็จ ก่อนจะออกไปร่างบางก็หันมากระซิบบอดี้การ์ดทั้งสอง


“ผมวานโทรสั่งคาปูชิโน่สำหรับพนักงานในบริษัททุกคนนะครับ ฝากด้วย แล้วก็เวลาเสิร์ฟอย่าให้รบกวนคนทำงาน อย่าให้วุ่นวายเด็ดขาด” ว่าจบร่างบางก็เดินออกไปโดยที่ไม่มีบอดี้การ์ดตามออกไป เนื่องจากต้องจัดการสั่งของตามที่เจ้านายสั่ง



ไม่นานคาปูชิโน่จากร้านดังก็ถูกบอดี้การ์ดนับสิบนำไปเสิร์ฟให้ทุกคนทุกแผนก โดยมีพนักงานจากทางร้านเดินเสิร์ฟเงียบๆปะปนกันไปอย่างเป็นระบบโดยไม่ส่งเสียงดังรบกวน


ทางร้านส่งพนักงานมาบริการดีขนาดนี้แน่นอนว่าราคาไม่ธรรมดา



เสียงฮือฮาก็ดังขึ้น หลายคนรู้สึกดีกับผู้บริหารคนใหม่โดยที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน น้อยครั้งนักที่คนระดับสูงๆจะมาทำแบบนี้ มันแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกเลยก็ได้


..

“ฮัลโหลเปรม เลิกเรียนกี่โมง” คิมเอ่ยถามคนปลายสาย เสียงรอบๆทำให้คิมรู้ว่าตอนนี้เปรมกำลังง่วนอยู่กับการทำโปรเจค เพราะจากที่รู้มานี่ใกล้จะสอบแล้ว ร่างสูงต้องพรีเซนต์ก่อนสอบด้วย



หลายวันมานี้คิมแวะไปหามายะทุกวัน เหตุผลหนึ่งเดียวก็คือจะได้เจอวาคินด้วย แม้จะคุ้นเคยกันแล้ว แต่มันน่าเศร้าที่ก็ยังไม่ได้เปิดใจคุยสักที… วาคินครับรอแม่ก่อนนะ



(“น่าจะสองสามทุ่ม”) เสียงเนือยๆของเปรมบ่งบอกว่าเขาคงเพลียกับการทำโปรเจคเป็นอย่างมาก ซึ่งนั่นทำให้คิมเป็นห่วงไม่น้อย… แล้วไหนจะลูกอีก



ทั้งๆที่คิมอยากดูแลวาคินแทบแย่ แต่ก็ยังทำไม่ได้เพราะเปรมยังไม่ได้พูดกับวาคินสักทีเนื่องจากยังไม่ว่างสักเท่าไหร่ ทำให้คิมต้องถอนหายใจเพราะเป็นห่วงทั้งลูกทั้งคนรัก



“ถ้าดึกขนาดนี้เราว่าเดี๋ยวให้เราไปรับลูกดีกว่านะ ไม่อยากรบกวนพี่หมอแล้ว” คิมพูดขึ้น เปรมต้องจำยอมจริงๆเพราะช่วงนี้รบกวนมายะแทบตลอดทั้งเดือน รู้สึกเกรงใจไม่น้อยเลย



(“อืมเดี๋ยวกูโทรบอกพี่หมอว่ามึงไปรับแล้ว”)



เมื่อมาถึงโรงเรียนคิมเดินไปที่ประจำอย่างสนามเด็กเล่น เคยมารับอยู่สองสามครั้งกับเปรม แต่วันนี้คิมมาคนเดียวเป็นครั้งแรก…



“วาคินฮะ” คิมโบกมือเรียกเด็กน้อยที่วิ่งจนเส้นผมนุ่มๆเปียกชื้นเหงื่อน้อยๆ วาคินหันมาตามสัญชาตญาณแล้วยิ้มกว้างให้ร่างโปร่งก่อนจะวิ่งโร่เข้าไปหาคิม



“คิมฮะะ เย้!วันนี้คิมมารับเค้าด้วย!” เสียงใสๆพูดขึ้นอย่างร่าเริงแล้วกระโดดกอดคิมที่ย่อตัวรออยู่แล้ว คิมกอดร่างน้อยๆที่ตนได้กำเนิดมาแล้วรู้สึกอุ่นใจไม่น้อย กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มหอมละมุลมันกลายเป็นกลิ่นประจำตัวของวาคินไปแล้ว อดใจไม่ได้ที่จะหอมแก้มฟอดใหญ่ๆ



ฟอด…

จมูกโด่งรั้นกดเข้าไปที่แก้มนุ่มนิ่มของลูกรัก พี่เลี้ยงเด็กส่งยิ้มมาอย่างอ่อนโยนจนคิมหันไปยิ้มให้



“นี่ถ้าไม่เคยเห็นคุณพ่อของน้องวาคิน ฉันอาจจะคิดว่าคุณคิมเป็นพ่อของน้องวาคินซะอีกนะคะเหมือนกันขนาดนี้” พี่เลี้ยงเด็กแซวยิ้มๆ ที่เธอรู้ชื่อคิมเพราะคิมเคยมารับวาคินสองสามรอบแล้ว



คิมไม่ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มรับ วาคินชะเง้อมองไปรอบๆแล้วมองหน้าคิมตาแป๋ว



“คิมฮะพ่อเปรมอยู่ไหน…” วาคินเอ่ยถามเสียงสั่นๆเหมือนกำลังจะร้งไห้ ใจของคิมกระตุกวาบแต่ก็ยิ้มแล้วลูบหัวลูกน้อยเบาๆ



“พ่อเปรมไม่ว่างฮะ วันนี้กลับกะเค้าก่อนนะ” คิมพูดพลางลูบหัววาคินไปด้วยแววตาอ่อนโยน



แววตาคู่โศกมองสบตาคิมเมื่อกำลังผิดหวัง คิมได้แต่ยิ้มอ่อนๆ



...ไม่แปลกที่วาคินจะต้องการเปรมมากขนาดนั้น เป็นเพราะตั้งแต่เกิดมาหรือกระทั่งทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็เจอเปรมเป็นคนแรก… คิมได้แต่คิดในใจ 

หวังว่าสักวันเขาจะได้เป็นคนที่วาคินรักและคิดถึงตลอดเวลา…



“แต่ไม่เป็นไรนะ วันนี้เราจะทำข้าวกล่องไปฝากพ่อเปรมกัน” คิมยิ้มอ่อนๆ ซึ่งวาคินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาทันควัน ลืมความผิดหวังจากเมื่อสักครู่ก่นจะกระโดดโลดเต้นดีใจ



“เย้เย้เย้ จริงหย๋อฮะ! งั้นไปกันเล้ย”


70%.....

รถสปอร์ตของคิมเลี้ยวเข้ามาในรั้วบ้านหลังใหญ่ ซึ่งเด็กน้อยมองอย่างตื่นตาเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน


“บ้านของคิมใหญ่กว่าบ้านเค้าอีก เค้าชอบจัง” วาคินพูดขึ้นอย่างไร้เดียงสา ซึ่งคิมก็ยิ้มขำกับความน่ารักธรรมชาติของลูก


“ถ้าชอบบ้านหลังใหญ่ๆก็ย้ายมาอยู่สิ”



“ถ้าเค้าย้ายมาพ่อเปรมจะอยู่กะใครล่ะฮับ…ใครจะดูแลพ่อเปรมฮื่ม~” เสียงใสเอ่ยเสียงเศร้าๆ ซึ่งคิมก็ยิ้มขำออกมาเบาๆ


พ่อเปรมต่างหากที่ดูแลวาคิน...



เมื่อจอดรถทางเข้าประตูหน้าบ้าน คิมก็ลงรถส่งกุญแจให้เด็กรับใช้เอารถไปเก็บ แล้วอ้อมไปอุ้มร่างเล็กๆของวาคินเข้าไปในบ้าน



“หูวบ้านคิมสวยจังเลยฮะะ” เมื่อเข้ามาในห้องโถงกว้างวาคินก็พูดขึ้นพร้อมมองรอบๆอย่างตื่นเต้น


“ก็บ้านของวาคินด้วยไงฮะ” คิมพูดเสียงนุ่ม



“จริงหย๋อฮะ นี่บ้านของเค้าหย๋อ”


“อื้ม~”



เหล่าเด็กรับใช้ต่างหันมาทางนี้เป็นตาเดียว มองเด็กน้อยที่คุณคิมของพวกเขาอุ้มเข้ามาในบ้านอย่างแปลกใจ คุณคิมพาเด็กที่ไหนมานะ



หากแต่พวกคนเก่าคนแก่ ต่างมองว่ามันน่าประหลาดใจตรงที่เด็กคนนี้เหมือนคุณคิมตอนเด็กๆน่ะสิ



“อ้าวคุณคิมคะวันนี้กลับไวจังค่ะ” ป้าศรีเดินเข้ามาเอ่ยถามคุณชายของเธอ



“พอดีงานเสร็จไวครับ...ว่าแต่คุณตากับคุณยายล่ะครับ” คิมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มซึ่งต่างจากทุกวันที่มักจะทำหน้าขรึมๆ ซึ่งป้าศรีก็แปลกใจ



“คุณท่านอยู่ในห้องหนังสือน่ะค่ะ เอ่อ..แล้วนี่..” หญิงวัยกลางคนเบนสายตามองเด็กน้อยที่คิมอุ้มอยู่กำลังยิ้มแป้นให้เธอ



“ซาหวัดดีฮับบ” มือเล็กๆยกขึ้นประกบทำท่าสวัสดีป้าศรี ทำเอาเหล่าแม่บ้านที่อยู่แถวนั้นรวมทั้งป้าศรีเองรู้สึกเอ็นดูแล้วรับไหว้



“เดี๋ยวก็รู้เองล่ะครับว่าเป็นใคร หึหึ” คิมพูดขึ้นอย่างไม่คิดอะไร หากแต่ก็ทิ้งปมให้คนฟังได้แต่เลิกคิ้วเพราะความอยากรู้



คิมหัวเราะเบาๆแล้ววางวาคินลง



“น่าเอ็นดูจังเลยนะคะคุณคิม แต่ป้าตกใจนิดหน่อยที่คล้ายคุณคิมตอนเด็กๆยังไงยังงั้น” ป้าศรีพูดยิ้มๆ ส่วนวาคินก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องผู้ใหญ่พูดมากนัก


ในขณะที่คิมกำลังคุยกับป้าศรีเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ร่างเล็กก็ซุกซนอยากรู้อยากเห็นเดินไปมุมนั้นมุมนี้จนเหล่าแม่บ้านและเด็กรับใช้พากันยิ้มขำ



“ไม่ดื้อไม่ซนนะคะคุณหนู อย่าทำแตกเชียวนะคะเดี๋ยวคุณคิมจะดุเอาน๊า” เสียงสาวใช้เอ่ยขึ้นข้างๆเด็กน้อยที่กำลังยืนมองแจกันใบใหญ่ที่วางประดับอยู่มุมหนึ่งของห้องโถงอย่างพิจารณา วาคินหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะ…



“ชู่ววว~ ไม่เสียงดังสิฮับ น้องวาคินจะเล่นซ่อนแอบกะคิม” ว่าจบก็เข้าไปนั่งขดตัวหลังแจกันที่มันใหญ่พอจะบังร่างเล็กๆได้มิด ไม่ลืมชะโงกหน้าออกไปมองคนกำลังจะถูกแกล้งอย่างคิมที่กำลังคุยกับป้าศรีอยู่ “คิคิ ชู่ววว…” เด็กน้อยหันไปชู่วใส่สาวใช้ข้างๆเป็นเชิงบอกให้เงียบๆ ซึ่งเธอก็ยิ้มขำกับความซนของเด็กน้อย



“พอดีวันนี้จะทำข้าวกล่องไปทานข้างนอกน่ะครับก็เลยกลับมาทำที่บ้านกับเจ้าตัวแสบ…อะ อ้าว” คิมที่กำลังพูดยิ้มๆก้มลงมองรอบๆปรากฎว่าเด็กน้อยจอมซนหายไปไหนเสียแล้ว “หายไปไหนแล้ว”


ว่าแล้วก็มองหาทันที วาคินที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองหาก็เอามือปิดปากกลั้นเสียงหัวเราะคิกคักของตัวเอง



คิมมองไปยังแจกันใบใหญ่ มันเป็นของสะสมของคุณหญิงแม่ที่เอามาวางประดับตกแต่ง ราคานี่ไม่ต้องพูดถึงเลย… ชายเสื้อที่โผล่ออกมาจากหลังแจกันใบใหญ่ทำให้คิมต้องยิ้มกว้าง


วาคินนะวาคิน...แสบนักนะ



“ถ้าไม่ออกมาเค้าจะจับตีก้นให้ลายเลย หึหึ” ร่างบางหุบยิ้มแล้วแกล้งเอ่ยเสียงเหี้ยมๆ



“อุต๊ะ!! ออกแล้ววเค้าออกมาแล้วว คิมไม่ตีเค้านะงื้ออ” เด็กน้อยรีบวิ่งตาตื่นออกมาจากหลังแจกัน กระโดดเข้ากอดขาคิมเพราะกลัวจะถูกตีจนก้นลายจริงๆ ซึ่งคิมแกล้งทำหน้านิ่งจนวาคินต้องเปะปากทำตาออดอ้อน “ไม่ทำแล้วคร้าบ… คิมหายงอนเค้าน้า เกี่ยวก้อยกัน” ว่าขึ้นพร้อมกับยกนิ้วก้อยเล็กป้อมชูขึ้น คิมกั้นขำแล้วยอมเกี่ยวก้อยกับวาคินด้วยใบหน้าที่ไม่ได้มีรอยยิ้มแต่อย่างใด


“ไหนใครทำคิมของเค้า ก้มลงมานี่มา...ก้มลงมาสิฮะคิม..” เด็กน้อยเขย่าแขนของคิม เสียงอ้อนๆมันทำให้คิมแอบหลุดยิ้มได้ไม่ยาก


ร่างโปร่งย่อเข่าลงตรงหน้าลูกชาย ซึ่งวาคินก็ยกแขนป้อมๆทั้งสองข้างขึ้นมากอดคอคิมหลวมๆก่อนจะ…



จุ๊บ...ฟอด…

เด็กน้อยจุ๊บหน้าผากของคิมก่อนจะหอมแก้มอีกหนึ่งที คิมชะงักไปแล้ว อดจะยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อถูกลูกชายขโมยจุ๊บหน้าผากและหอมแก้ม


“เจ้าเล่ห์จริงๆเลยนะ” คิมพูดยิ้มๆยกมือขึ้นยีหัวทุย วาคินก็ยิ้มแป้นจนตอนนี้คิมลืมไปว่าไม่ได้อยู่กันแค่สองคน


ป้าศรีรวมทั้งเด็กรับใช้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าก็ยิ้มอย่างเอ็นดูคุณชายของบ้านและเด็กน้อยคนนี้เสียเหลือเกิน


เค้าไม่ได้เจ้าเล่ห์ซะโหน่ย ก็พ่อเปรมชอบง้อเค้าแบบนี้ เค้าเลียนแบบมาเป๊ะเล้ยยคิคิ


คำพูดตรงๆของวาคินทำให้คิมหน้าแดงจนเก็บอาการไม่มิด รู้สึกเขินแต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้นอกจากยิ้มให้เด็กน้อยด้วยความเอ็นดู




ใช้เวลาไม่นานอาหารธรรมดาๆก็ถูกบรรจุเข้ากล่องสามกล่อง…


“เสร็จสักที” หลังจากทำข้าวกล่องเสร็จคิมก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อ



มันเป็นอาหารง่ายๆที่เปรมชอบกินประจำสมัยตอนอยู่คอนโดกับคิม


มันคือ ผัดกะเพรา… ส่วนของตัวเองและลูก คิมทำเป็นไข่เจียวหมูสับ อุตส่าห์เข้าครัวเองเขาจึงเลือกเมนูง่ายๆที่พอทำได้และเคยทำกินเองบ้างตอนที่อยู่ต่างประเทศ…


อายุที่มากขึ้นมันทำให้เขาฝึกทำอาหารทานเองระหว่างอยู่เมืองนอก สิ่งแรกคือเมนูง่ายๆอย่างผัดกะเพรา ถึงจะทานเผ็ดไม่ได้ แต่คิมก็ทำรสชาติที่ตัวเองทานได้… ที่ชอบทานบ่อยๆเพราะมันคือเมนูที่ชวนให้คิดถึงใครบางคน



“ขอโทษนะฮะวาคิน เค้าทำได้แค่นี้” คิมพูดบอกวาคินที่กำลังชะเง้อมองข้าวกล่องบนเคาน์เตอร์ห้องครัว วาคินรีบหันมาส่ายหน้าทันที



“หือออ ไม่เห็นเป็นไรเล้ย พ่อเปรมก็ทำไข่เจียวให้เค้ากินบ่อยๆ” เสียงใสพูดขึ้นแล้วยิ้มกว้างให้คิมจนคิมต้องยื่นมือไปหยิกแก้มนุ่มเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว


..

หลังจากนั้นคิมก็พาวาคินขึ้นไปอาบน้ำข้างบนเนื่องจากเจ้าตัวแสบยังไม่ได้เปลี่ยนชุดนักเรียนออกตั้งแต่เลิกเรียนแล้ว


ด้วยความที่คิมเป็นคนนึกถึงลูกตลอด เวลาไปซื้อของเมื่อเห็นชุดเด็กผู้ชายน่ารักๆเขาก็จะซื้อกลับมาตลอด จนวันนี้ถึงได้สวมใส่ให้ลูกสักที


กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย เวลาก็ปาไปหกโมงเย็นกว่าๆ



เปรมวางมือจากงานโปรเจคตรงหน้าก่อนจะเดินออกมาหลังจากที่รับสายคิม แล้วทราบว่าคนรักมาอยู่หน้าตึกคณะแล้ว



“พ่อเปรม!! ทางนี้ฮับบ ทางนี้” เด็กน้อยโบกมือหยอยๆเมื่อเห็นร่างสูงของพ่อเดินมาแต่ไกล เขาและคิมกำลังนั่งรอเปรมที่ม้าหินอ่อน บนโต๊ะมีน้ำส้มคั้น 3 แก้ว และข้าวกล่องเปิดรอแล้ว



เปรมเดินมาถึงก็อุ้มร่างน้อยๆขึ้นแล้วหอมแก้มทั้งสองข้างอย่างคิดถึงโดยที่มีคิมนั่งมองยิ้มๆ



“คิดถึงจังเลยครับ ขอโทษนะวันนี้พ่อไม่ได้ไปรับอีกแล้ว” เปรมพูดแล้ววางลูกลงบนตักคิม ก่อนจะนั่งลงข้างๆ



“อ้าวเปรม ไหงมาเบียดแบบนี้ไม่ไปนั่งตรงข้ามล่ะ” คิมว่าขึ้นเบาๆ


“อยากอยู่ใกล้ๆไม่ได้รึไง” ว่าแล้วก็มองข้าวกล่องบนโต๊ะแล้วยกยิ้ม “มึงทำ?” เปรมเอ่ยถาม



“อื้ม เห็นแบบนี้ก็ทำเป็นล่ะกัน ชิมดูสิ” คิมพูดเชิญชวนให้คนข้างๆชิมกับข้าวที่เจ้าตัวคิดว่าอร่อยที่สุดแล้ว เปรมตักคำแรกเข้าปากไปแล้ว ซึ่งคิมมองอย่างลุ้นๆว่าอีกฝ่ายจะอร่อยไหม


“จืด” เปรมว่าอย่างนั้นแต่ก็ตักคำแล้วคำเล่าเข้าปาก ปล่อยให้คิมนั่งยู่ปากอยู่อย่างนั้น



วาคินที่นั่งบนตักคิมก็เงยหน้ามองทั้งสองตาแป๋ว…


“ส่วนนี่ของวาคินนะฮะ” คิมละความสนใจจากเปรม หันมาสนใจลูกชายแทน



“คิมป้อนเค้าหน่อยซี…” เด็กพูดเสียงอ้อนๆจนคิมหัวเราะออกมาเบาๆ แม้แต่เปรมเองก็หลุดขำ เพราะตั้งแต่วาคินโตมากขึ้นพอที่จะทำอะไรเป็น เปรมก็ไม่เคยป้อนข้าวอีกเลย นี่คิดยังไงอยากให้คิมป้อนล้ะเนี่ย…



“แหน่ะๆ กินเองเลยตัวแสบ ทีพ่อยังไม่ได้ป้อนวาคินเลยนะครับ” เปรมพูดล้อๆแล้วผลักหัวทุยเบาๆอย่างหยอกเย้า วาคินเองก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ผู้เป็นพ่อแล้วหันมาสนใจเจ้าของตักนุ่มๆที่เขากำลังนั่งอยู่



“นะๆป้อนเค้า คิมป้อนเค้า...นะ” เด็กหน้าทำเสียงออดอ้อนจนคิมหันไปมองหน้าเปรมแล้วยิ้มขำ


“ทำไงดีล่ะคุณพ่อตกกระป๋องซะแล้ว ฮึฮึ” ว่าไปก็หัวเราะไป เจ้าตัวตักข้าวในกล่องใส่ปากเล็กๆของวาคิน ซึ่งเด็กน้อยจอมเจ้าเล่ห์ก็เคี้ยวตุ่ยๆ ไม่ลืมหันไปยกยิ้มใส่พ่อตัวเอง จนเปรมต้องเลิกคิ้วขึ้นแล้วยกยิ้มขึ้นมา


“จะยอมแค่ครั้งนี้แล้วกัน แต่ต่อไปพ่อขอยึดคิมนะครับ หึหึ” เปรมพูดแหย่ลูกชาย ซึ่งเด็กน้อยก็แยกเขี้ยวใส่ผู้เป็นพ่ออย่างน่าเอ็นดู


คิมมองภาพตรงหน้าแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ… มันคงดีกว่านี้ถ้าเขาอยู่ตรงนี้ในฐานะแม่..ในสายตาวาคิน


เด็กน้อยหันตัวเข้าหาคิมแล้วกอดเหมือนเด็กหวงของ ซึ่งคิมก็ยิ้มออกมาอย่างสุขใจ


ทั้งสามนั่งทานข้าวกันอย่างคึกคักเพราะมีวาคินอยู่ด้วยจึงมีการหยอกล้อกันตลอด


….

เมื่อทานข้าวเสร็จ เปรมก็ยื่นกุญแจบ้านให้คิม คิมตกใจมองหน้าเปรมอย่างไม่เข้าใจ


“พาลูกนอนหน่อย 2ทุ่มครึ่งวาคินต้องหลับ” ร่างสูงพูดอธิบายขยายความ ซึ่งคิมก็พยักหน้า รู้สึกตื่นเต้นเพราะไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน ถึงจะอ่านคู่มือบ่อยๆก็เถอะ


“อื้ม… แล้วเปรม…”


“เดี๋ยวสามทุ่มกูก็กลับแล้ว มีกุญแจสำรองอยู่”


“มานี่เลยตัวแสบ แกล้งอาหรอห่ะ” เพชรที่ออกมาพร้อมๆกับเอ็มกำลังจะไปกินข้าวแต่ก็ถูกวาคินวิ่งเข้าไปหาแล้วก็แกล้งกันไปมาอย่างที่เห็น


“ว้ายยย!! อาเอ็มช่วยน้องวาคินด้วยยย ฮื้อออม่ายย” ร่างเล็กๆที่ถูกเพชรคว้าตัวได้ก็โดนอุ้มขึ้น เพชรเอาหน้าถูให้หนวดโดนแก้มใสของวาคินเบาๆ เด็กน้อยก็ดิ้นเพราะจักจี๊ไม่น้อย “ฮื้ออจั๊กจี้ คิกคิก…”


“ไอ้เพชรเลิกแกล้งหลานได้แล้วเพิ่งกินข้าวเสร็จ เดี๋ยวอ้วกพอดี” เอ็มพูดเอ็ดเพื่อน แต่ก็เอ็นดูเด็กน้อยที่ทำท่าอยากให้เอ็มเป็นคนอุ้ม


ซึ่งเพชรก็หัวเราะออกมา แต่ก็ยื่นตัวแสบให้เอ็มเป็นคนอุ้ม วาคินไม่ลืมหันไปแลบลิ้นใส่เพชรเมื่ออยู่ให้อ้อมกอดที่ไม่มีวันโดนแกล้ง


เพราะอาเอ็มเป็นคนใจดีไม่เคยแกล้งวาคิน…



“แหน่ะๆเดี๋ยวเถอะนะไอ้ตัวแสบ” เพชรพูดทำท่าจะเข้ามาคว้าตัววาคินกลับไปอุ้มอีกครั้ง เจ้าตัวก็รีบกอดคอเอ็มไว้แน่นทันที


“ฮื้ออไม่เอาฮับ วาคินไม่เล่นกับอาเพชรแย้ว โป้ง!”


“อ้าวงอนเฉยเลย”




เปรมกับคิมยืนมองทั้งสามคนอยู่ห่างๆ เปรมละสายตาจากสามคนนั้นแล้วหันกลับมามองใบหน้าสวยที่ยิ้มกว้างยืนมองลูกน้อยกำลังหันหน้าหนีไม่คุยกับเพชร


มือหนาคว้ามือเรียวของคิมขึ้นมาจับแล้วลูบเบาๆ คิมสะดุ้งและหันกลับมามองคนตัวสูงที่มองหน้าเขาอยู่ก่อนแล้ว


“หื้ม มีอะไรหรอเปรม”


“ยังกังวลอยู่ไหม”


“...”


“เชื่อกูไหมว่าลูกจะไม่โกรธมึง… วาคินจะไม่โกรธมึง กูเชื่อว่ามึงทำได้”


“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง…”


“..........”


*********************************


หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน วาคินเป็นคนเดินนำคิมเข้าไปข้างใน ร่างเล็กๆปีนขึ้นโซฟาไปแล้ว


“วาคิน ถึงเวลาอาบน้ำนอนแล้วนะฮะ” คิมพูดขึ้น ซึ่งหน้าตาน่ารักของวาคินก็ยู่ปากขึ้นทันที


“พรุ่งวันเสาร์ เค้าอยากดูการ์ตูนฮะคิม...นะ”



อีกแล้ว...สายตาอ้อนๆนี่ อีกแล้ว…

แม้จะอยากยอมใจอ่อนแต่ก็ต้องแข็งใจอีกครั้ง เพราะสุขภาพของลูกต้องมาก่อน



“ไม่ได้ฮะ พรุ่งนี้ค่อยดูนะ เค้าจะอ่านนิทานให้ฟังด้วย” คิมพูดเมื่อสังเกตรอบๆแล้วเห็นชั้นหนังสือที่วางอยู่มุมหนึ่ง ซึ่งวาคินก็พยักหน้าด้วยสีหน้าหงอยๆ แต่มันก็ยังน่ารักอยู่ดี


“แล้วคิมจะนอนกับเค้าไหมฮะ คิมนอนกับเค้านะ พักนี้น่ะ พ่อเปรมไม่นอนกับเค้าเลย” เด็กน้อยพูดเสียงอ้อนๆ คิมพยักหน้าเบาๆ ย่อตัวลงให้ส่วนสูงเสมอกับร่างเล็กแล้วยกมือขึ้นประกอบแก้มขาวทั้งสองข้างเบาๆ


“ได้ฮะ วันนี้เค้าจะนอนกับวาคิน เราจะนอนด้วยกัน…” คิมเอ่ยอย่างอ่อนโยน



“ดีจังเลยฮะคิม เค้าดีใจที่สุดเย้ย” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่เสียงของเด็กน้อยมันเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาคู่โศกมันเผยออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อาจจะด้วยความที่วาคินยังเป็นเด็กมันเลยปกปิดไม่มิด



คิมตกใจกับสายตาที่วาคินมองมา เขาเองก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เด็กน้อยที่ใบหน้าสดใสร่าเริงเป็นแบบนี้ แววตาเศร้าๆมันบดบังความสดใสจนแทบมลายหายไปจนหมด



“วาคิน… ไม่สบายรึเปล่าฮะ กินยาไหม เดี๋ยวคิมไปหยิบมาให้” คิมพูดขึ้นพลางเกลี่ยแก้มนิ่มเบาๆ เด็กน้อยส่ายหน้าช้าๆ ผละตัวออกจากคิมแล้วเดินนำขึ้นไปข้างบน ทิ้งความรู้สึกบางอย่างให้คิมเป็นคนคิดว่าอะไรทำให้เด็กน้อยเป็นแบบนี้



คิมอาบน้ำให้วาคินอีกรอบเพราะวิ่งเล่นจนเหงื่อออกท่วมตัว ตลอดเวลาที่อยู่ในห้องน้ำทั้งสองก็คุยกันปกติ แต่คิมก็รู้สึกว่าภายใต้ความสดใสน่ารักของวาคิน มันมีอะไรมากกว่านั้น…



‘เรากลัวว่าวาคินจะไม่ต้องการเราอีกแล้ว… เรากลัวมากๆเลยเปรม’


เดี๋ยวมึงก็รู้ว่าลูกต้องการมึงมากแค่ไหน กูอยู่กับลูกตั้งมาตั้งแต่เขาเกิดมา ทำไมกูจะไม่รู้...กูเองก็ทรมาณ กูเจ็บทุกครั้งที่เห็นลูกเพ้อตอนหลับแทบทุกครั้งที่ไปนอนด้วย แต่พอตื่นขึ้นมาวาคินกลับทำเหมือนไม่มีอะไร ...มีอยู่ครั้งหนึ่ง จู่ๆลูกก็ร้องไห้ออกมา ร้องไห้จนหลับ พอตื่นขึ้นมาลูกก็ทำเหมือนไม่เคยร้องไห้ คนเป็นพ่ออย่างกูทำได้เพียงรู้สึกแย่ กูรู้สาเหตุ แต่ไม่รู้จะหาแม่ที่ไหนมาให้เขา...แต่ตอนนี้มึงอยู่ตรงนี้แล้ว

‘...’


คำพูดของเปรมลอยเข้ามาในหัว คิมที่เหม่อไปชั่วขณะสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงแรงสะกิดเบาๆที่แขน



“คิมฮะ เป็นอะไรรึเปล่า” เด็กน้อยถามเบาๆ คิมส่ายหน้านิดๆแล้วยิ้มบางๆ



ร่างเล็กๆถูกวางบนเตียง คิมค่อยๆนำผ้าห่มนุ่มๆขึ้นมาคลุมถึงอกวาคิน



“เค้าอาบน้ำก่อนนะฮะ รอแปบนึงนะ...จุ๊บ” คิมก้มลงบอกลูกน้อยก่อนจะจุ้บหน้าผากใสไปหนึ่งที ซึ่งวาคินก็ยิ้มกว้างพยักหน้าให้คิม



หลังจากที่คิมอาบน้ำเสร็จ คิมเดินเข้าห้องเปรมเพื่อไปหาเสื้อผ้ามาใส่ ถึงแม้เปรมจะบอกก่อนมาว่า เสื้อผ้าในห้องเขาใส่ได้ทุกตัว แต่คิมก็ยังเกรงใจอยู่ดี



“ขออนุญาตนะครับ…” คิมพูดขึ้นเบาๆ เรียวขาก้าวไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะเปิดออก เสื้อของเปรมส่วนมากจะเป็นเสื้อยืด มีสีขาวและดำซะส่วนใหญ่ มันถูกแขวนอย่างเป็นระเบียบจนคิมเองอดชื่นชมไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายรักษาความสะอาดได้ดีเยี่ยม



เสื้อตัวหนึ่งที่คิมคุ้นเคยมันสะดุดตา คิมชะงักแล้วนำออกมาจากตู้เสื้อผ้า… เขายังจำได้ดี



เสื้อตัวนี้เขาเคยซื้อให้เปรม… เปรมยังเก็บไว้และยังสวมใส่มันอยู่แม้จะผ่านไปนานหลายปี แต่เหมือนว่ามันยังถูกรักษาอย่างดี…



“คิมฮะเสร็จรึยังเค้าง่วงแย้วว” เสียงใสแจ๋วที่ดังขึ้นข้างหลัง มันทำให้คิมรีบหันไปมองก็เห็นวาคินยืนหาวหวอดๆอยู่ เข้ามาตอนไหนก็ไม่รู้ ตาปรือๆบ่งบอกว่าเด็กน้อยกำลังง่วงนอนสุดขีด



“เอ่อ ขอโทษฮะ เค้ากำลังหาเสื้อใส่อยู่”



“พ่อเปรมบอกเค้าว่า เสื้อตัวนั้นน่ะ คุณแม่ซื้อให้พ่อเปรม” เด็กน้อยพูดแล้วชี้มาที่เสื้อตัวที่คิมกำลังถืออยู่ ร่างโปร่งชะงักเล็กน้อยแต่ก็หันไปยิ้มอ่อนๆให้ลูกชาย



“วาคินไปนอนรอเค้านะฮะ อีกแปบเดียวเค้าตามไป” คิมพูดพลางแขวนเสื้อเก็บที่เดิม เด็กน้อยพยักหน้ายิ้มๆแล้วกลับไปนอนรอที่ห้องของตัวเอง



“หลังจากที่ลูกแกะได้เจอแม่ เจ้าแกะทั้งสามพ่อแม่ลูกก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข…” คิมปิดหนังสือนิทานที่อ่านจบไปแล้ว ก้มมองวาคินในอ้อมกอดที่หลับปุ๋ยไปแล้ว



ใบหน้าที่ดูละม้ายคล้ายกับตนมันทำให้คิมยิ้มออกมา ไม่ลืมก้มลงหอมแก้ม ก่อนจะหันไปปิดโครมไฟที่โต๊ะข้างเตียงแล้วผล็อยหลับไปด้วยกัน…




..

“ฮึก… ฮึก…” เสียงอื้นดังขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว คิมที่ยังไม่หลับสนิทดีลืมตาตื่นขึ้นมา



ร่างเล็กๆในอ้อมกอดกำลังสั่นเทิ้ม คิมหันไปเปิดโครมไฟก็เห็นน้ำตาที่ไหลเป็นสายอาบแก้มเนียนและเปื้อนเสื้อของคิม



แม่ ...ฮึก”


เสียงนี้มันทำให้หัวใจของคิมแทบแตกสลาย เสียงของลูกที่เรียกหาแม่มันดังพร้อมกับเสียงสะอื้น



“ฮึก… ฮึก..”


คิมรีบกระชับกอดลูกชายให้แน่นกว่าเดิมพร้อมกับก้มลงจูบผมนุ่มไปด้วย


“ชู่ววว… ไม่ร้องนะคนเก่ง” คิมพูดไปน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ใครกันมันจะทนได้ เห็นลูกเจ็บปวดขนาดนี้หัวอกคนเป็นแม่ย่อมเจ็บยิ่งกว่าหลายเท่า



เด็กน้อยที่รู้สึกถึงแรงกอดรัดก็ลืมตาตื่นขึ้นมาเนื่องจากความอึดอัดที่บีบรัดตอนนี้ ตากลมค่อยๆปรือขึ้นมา ความเจ็บปวดจากฝันร้ายยังคงมีอยู่ถึงจะเลิกสะอื้นไปแล้ว



แม่จะไม่ทิ้งไปไหนแล้ว ฮึก...แม่อยู่ตรงนี้ แม่กำลังกอดวาคินอยู่...อย่าร้องไห้ อย่าอ่อนแอนะลูก…


เสียงที่ดังขึ้นท่ามกลางความมืดมันดังเข้าสองหูของเด็กน้อยโดยที่คิมไม่รู้เลยว่าตอนนี้ร่างเล็กในอ้อมกอดกำลังกระพริบตาปริบๆ



ได้ยินแล้ว...ได้ยินทั้งหมดแล้ว


“สักวันแม่จะมาอยู่กับหนู จะมีเราสามคน พ่อ..แม่..แล้วก็วาคิน ชู่ววว” คิมยังก้มกระซิบข้างหูลูกชายเบาๆ พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไว้อย่างสุดกำลังที่มี เพราะไม่อยากให้เด็กน้อยสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนี้



เสียงสะอื้นของลูกชายที่หายไปมันทำให้คิมก้มลงมองหน้าวาคินชัดๆ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นตากลมจ้องมองสบตาของคิม…


กึก…

แม่


เสียงใสๆมันดังก้องกังวานในหูของคิม ร่างโปร่งของผู้ให้กำเนิดเด็กน้อยมาสะอื้นอย่างหนักอย่างห้ามไม่อยู่


เมื่อกี้… วาคินเรียกเราว่า ‘แม่’


แม่ร้องไห้ทำไมฮะ… แม่คิมของวาคิน…” เด็กน้อยพูดขึ้นเบาๆ แต่เสียงนั้นกลับดังไปทั่วหัวใจของคิม..

คิมยิ้มทั้งน้ำตา รู้สึกแย่ที่ต้องมาร้องไห้ต่อหน้าลูก…


เด็กน้อยขยับตัวเล็กน้อย เขารั้งใบหน้าของคิมให้ไปซบที่อกเล็กๆแล้วกอดไว้แน่น มือเล็กป้อมลูบผมคิมเบาๆอย่างปลอบโยน


คิมรู้สึกอุ่นวาบไปทั้งใจ สัมผัสนุ่มๆที่ลูบผมของคิมอยู่ ทั้งอ้อมกอดเล็กๆนี้มันอบอุ่นเหลือเกิน…



“วาคิน…” คิมยกมือขึ้นกอดลูกน้อยอย่างรักใคร่และตื้นตันกับความรู้สึกนี้ที่อยากได้มานาน…



คิมมีความสุขที่สุด… มีความสุขที่ได้เติมเต็มให้วาคินมีความสุข


แม่ขอโทษที่หายไป… ขอโทษที่ไม่ได้เรื่องเลย ขอโทษที่ทำให้ลูกรู้สึกขาดแบบนี้…



เจ้าลูกน้อย แม่เฝ้าคอย อยู่เสมอ

ได้พบเจอ ตัวเจ้า สุขเพียงไหน

ตัวเจ้านั้น แม่รัก สุดหัวใจ

นานแค่ไหน แม่ไม่เคย จะลืมเลือน

..

ส่วนลูกนั้น เฝ้ารอคอย เสมอมา

วันเวลา ได้นำพา แม่มาหา

ตัวลูกนั้น อยากขอบคุณ ช่วงเวลา

ที่นำพา แม่กลับมา ผูกสัมพันธ์


“ทานผักเยอะๆนะลูก จะได้โตไวๆ อ่ะนี่ยายตักให้” คุณหญิงนภานำช้อนกลางตักกับข้าวใส่จานของเด็กน้อยที่นั่งระหว่างคิมกับเปรมยิ้มๆ วาคิมยกมือขึ้นประกบกันเป็นการขอบคุณ



“ขะ..ขอบคุณฮับคุณยาย…” ว่าคินพูดอย่างตื่นเต้น ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน



ครอบครัวของคุณยายแตกต่างจากครอบครัวของคุณปู่ที่พ่อเปรมมักจะพาไปเยี่ยมบ่อยๆ



วันนี้วาคินได้กลับมาบ้านหลังใหญ่ที่จำได้ว่าคิมเคยพามาทำข้าวกล่องที่นี่ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ได้มาที่นี่นานเป็นเดือนเลย



ครั้งนี้มีการต้อนรับจากผู้ใหญ่หลายคนจนวาคินรู้สึกเกร็งๆ ไม่ต่างจากพ่อเปรมที่ตอนนี้ดูท่าทางจะเกร็งเช่นกัน



วาคินได้พบกับคุณยายที่ดูเรียบนิ่งใบหน้าไม่มีรอยยิ้มดูเย็นชาและน่ากลัว แต่ถึงอย่างนั้นเด็กน้อยก็หวังเล็กๆว่าคุณยายจะไม่ดุเหมือนหน้าตา… และอีกสองคนคือ คุณยายทวด กับคุณตาทวด ท่านเป็นผู้อาวุโสที่สุดในบ้าน อีกทั้งใบหน้ายิ้มแย้มยังทำให้ลดอาการเกร็งของวาคินกับเปรม



ซึ่งก่อนจะเข้าบ้านคุณยายได้เอ่ยทักคุณพ่อว่าแป๊ะ ซึ่งวาคินก็ไม่เข้าใจว่าที่คุณยายทวดพูดหมายถึงอะไร จำได้แค่ว่าตอนนั้นคุณแม่คิมหัวเราะร่วนเลยล่ะ คุณพ่อเปรมเอ่ยขอโทษคุณยายทวดยกใหญ่



‘ผิดไปแล้วครับ ที่จริงผมไม่ได้เป็นอะไรกับลุงบุญเลย…และไม่ได้ชื่อแป๊ะ’ คุณพ่อพูดบอกคุณยายทวดก่อนจะหันไปมองแม่คิมเหมือนกำลังไม่พอใจ ซึ่งคุณยายทวดท่านก็ไม่ได้โกรธอะไร

ส่วนคุณแม่น่ะหรอ...ขำจนหน้าแดงหมดแล้ว ขำอะไรฮะน้องวาคินไม่เข้าใจ



หลังจากที่ผู้ใหญ่พูดคุยเจรจากันด้วยสีหน้าเครียดๆ พ่อเปรมจับมือแม่คิมไว้แน่น คุณยายหน้าโหดของน้องวาคินถอนหายใจแล้วหันมายิ้มให้วาคินบางๆ จะว่าไปคุณยายยิ้มแล้วก็น่ามองเหมือนกันนะ…



‘แม่เข้าใจลูกๆ เหตุผลที่พวกเธอทั้งสองไม่บอกเรื่องหลานแม่… และเปรม ต่อไปนี้เรียกฉันว่าแม่… แม่ยอมรับว่าเคยพูดกระทบความรู้สึกของเปรม แต่ตอนนี้แม่รู้แล้วว่าใครที่รักคิมจริง...แม่จะไว้ใจให้เธอดูแลคิมแทนแม่ หลานก็น่ารักน่าชังดี...วาคินมาหายายซิลูก’

ว่าแต่..เขาคุยเรื่องอะไรกันหว่า น้องวาคินไม่เข้าใจอีกแล้ว



มือเหี่ยวๆอ้ารอรับตัวเด็กน้อย ซึ่งวาคินก็เดินเข้าไปหาพร้อมมองหน้าคิมอย่างลังเล คิมพยักหน้ายิ้มๆให้ความมั่นใจกับลูกชาย วาคินจึงเดินเข้าไปหาคุณหญิงนภา



เธอกอดหลานอย่างรักใคร่ ทั้งเปรมและคิมต่างหันมองหน้ากันยิ้มๆพร้อมจับมือกันแน่น



กลับมาที่ปัจจุบัน บนโต๊ะอาหาร..


“เปรม ไม่ต้องเกรงใจนะ ทำตัวตามสบาย” คุณหญิงนภาพูดบอกลูกเขยเสียงนุ่ม เปรมชะงักก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ



“ครับ”

ยังไงก็เกร็งอยู่ดี เนื่องจากยังคงงุนงงกับเหตุการณ์อยู่ ร่างสูงยังปรับตัวไม่ทัน ...คนที่เคยเกลียดเขามากที่สุด ตอนนี้กลับกลายเป็นคนละคน คงต้องใช้เวลาพักใหญ่ๆในการปรับตัว



“คุณหญิงแม่อยากทานกับข้าวฝีมือเปรมไหมล่ะครับ” คิมพูดขึ้นยิ้มๆ คุณหญิงนภาและคุณตาคุณยายต่างเงยหน้ามองอย่าสนใจ



“จริงหรือตาคิม” คุณตาเอ่ยถามหลานชายพร้อมมองหลานเขยอย่างเอ็นดู เปรมตอนนี้ก็เกร็งไปแล้วเรียบร้อย



“จริงสิครับคุณตา อร่อยสุดยอดดดอย่าบอกใครเชียว ฮึฮึ” คิมพูดอย่างออกรสแล้วขำออกมา ยกนิ้วโป้งชูให้รู้ว่าสุดยอดจริงๆ



“เอาสิ คราวหน้าก็มาทำได้เลย แม่ก็อยากชิมเหมือนกัน” คุณหญิงนภาพูดยิ้มๆ เปรมรู้สึกใจชื้นขึ้นมาก็ยิ้มบางๆ “ว่าแต่ทำอาหารเป็นได้ยังไงล่ะเนี่ยหื้ม”



“ผมฝึกทำจากกูเกิ้ลครับ จริงๆก็พอทานได้ ไม่ได้อร่อยมากขนาดนั้น แล้วอีกอย่าง...ปกติจะทำให้ลูกชายทานด้วยครับ เลยต้องเข้าครัวบ่อยๆ” เป็นครั้งแรกที่เปรมพูดยาวๆ



“พ่อเปรมทำอร่อยสุดๆต่างหากฮับบ”


“ถูกต้องเลยฮะลูกก”


วาคินและคิมต่างพากันเอ่ยชมจนเปรมรู้สึกหน้าร้อนขึ้นมา



“สุดยอดจริงๆเลย” คุณหญิงเอ่ยชมเปรมอีกครั้ง



หลังจากนั้นทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาทานส่วนของตัวเองไปเรื่อยๆ



….

“คุณแม่คิมฮะ วาคินหิวจัง” เด็กน้อยที่นั่งเล่นบนโซฟาในห้องทำงานของคิมจนเบื่อเดินมาหาแม่ที่โต๊ะทำงาน ร่างเล็กปีนขึ้นมานั่งตักผู้เป็นแม่ที่กำลังเซ็นเอกสารอยู่ คิมชะงักวางปากกา แล้วรีบคว้าร่างเล็กไว้เพราะกลัวจะตก



ช่วงนี้เป็นช่วงที่โรงเรียนของวาคินปิดเทอม ซึ่งเด็กน้อยจะอยู่ในความดูแลของคิมตลอดเวลาที่เปรมติดเรียน



“หิวแล้วหรอ แต่งานแม่ยังไม่เสร็จเลย..อืมมม งั้นเดี๋ยวแม่โทรบอกคุณชมไปซื้อข้าวต้มหมูสับมาให้นะฮะ” คิมเอ่ยขึ้นแล้วหอมแก้มลูกชายฟอดใหญ่



“ฮับบ”



“เดี๋ยวบ่ายสามคุณพ่อจะมาแล้ว ดีใจมั้ยฮะ” คิมเอ่ยถามลูกรัก ซึ่งวาคินก็พยักหน้าแล้วยิ้มกว้าง



ก๊อกๆ

“ข้าวต้มได้แล้วค่ะคุณหนูข๋า” คุณชมเปิดประตูเข้ามาถือถาดข้าวต้มหอมกรุ่นมาวางบนโต๊ะหน้าโซฟา



“คุณชมครับไม่มีกุ้งใช่มั้ย” คิมเอ่ยถามเลขา ซึ่งเธอก็หันมารับปากยิ้มๆ



“ไม่มีค่ะ”

เมื่อเธอยืนยันเสร็จแล้ว คิมจึงให้คุณชมกลับไปทำงานต่อ แล้วตัวเองก็นั่งเซ็นเอกสารยิกๆต่อไป




แค่กๆ!! อุแหวะ!!

“วาคิน!!” คิมที่นั่งทำงานอยู่รีบวางมือทันที สองขาวิ่งเข้าไปหาลูกที่กำลังสำลักอาหารพร้อมกับอาเจียนออกมาเต็มโต๊ะ “ใครก็ได้ช่วยด้วย!! ฮึก วาคินฮะเป็นอะไร… คุณชม!! คุณชม! ฮึก!!”



“อ่ะ..ว้ายตายแล้วคุณหนู!” ประตูที่เปิดออกพร้อมกับร่างเลขาวิ่งเข้ามาอย่างตกใจ คิมร้องไห้อย่างหนักได้แต่ลูบหลังลูกชายให้อาเจียนออกมาอย่างน่าสงสาร



อุแหวะ!!


“วาคินลูก..ฮึก คุณชมโทรเรียกรถพยาบาลเร็ว!” คิมที่กำลังสติแตกหันไปบอกเลขาที่ตอนนี้สติแตกไม่ต่างจากคิมเท่าไหร่นัก



ตอนนี้วาคินอ้วกจนหมดสติไปแล้ว ผู้เป็นแม่หัวใจแทบแตกสลายกอดร่างเล็กๆแนบอกแน่น




รถพยาบาลแล่นด้วยความเร็วมาหยุดหน้าโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง พยาบาลนำร่างของเด็กน้อยขึ้นเตียงผู้ป่วยแล้วเข็นไปยังห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว



“วาคิน...ฮึก ลูกต้องไม่เป็นอะไร…” มือเรียวลูบผมชื้นเหงื่อของลูกที่ตอนนี้หน้าซีดจนน่าใจหาย บวกทั้งผื่นที่เริ่มขึ้นตามใบหน้าและตัว แดงเป็นจ้ำๆ


หน้ากากออกซิเจนถูกนำมาสวมใส่ให้เด็ดน้อย พยาบาลก็ทำการบีบถูกลมเรื่อยๆ


เมื่อมาถึงหน้าห้องฉุกเฉิน คิมถูกกันออก


เตียงคนไข้หายเข้าไปในห้องฉุกเฉินพร้อมกับหัวใจของคิมที่มันแหลกสลาย



ร่างบางทรุดลงกับพื้น เสื้อผ้ามีคราบอาเจียนของวาคินหากแต่คิมก็ไม่คิดจะรังเกียจ คิมกลับเสียใจที่มัวแต่ทำงานจนละเลยลูกจนเป็นแบบนี้



“คิม!” มายะรีบก้าวยาวๆมาหาคิม ร่างสูงย่อตัวลงแล้วคว้าร่างบางเข้ามากอด



“พี่หมอผมเป็นห่วงลูก ฮึก! ผมผิดเอง” คิมพูดทั้งน้ำตา แขนไร้เรี่ยวแรงยกขึ้นกอดมายะ



“สติคิม! เวลานี้คิมต้องตั้งสติ ไหนบอกพี่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”



คิมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด



“ฮึก วาคินกินข้าวต้มหมูสับเข้าไป.. แล้วจู่ๆก็สำลัก แล้วอาเจียนออกมา ฮึก… มีผื่นด้วยนะพี่หมอ วาคินมีผื่นขึ้นด้วย ลูกผมเป็นอะไร...ฮึก”



“ใจเย็นๆ นั่นไงเปรมมาแล้ว” มายะพูดปลอบ พลางเงยหน้าขึ้นก็เห็นร่างสูงของเปรมกำลังเดินมาทางนี้



มายะคลายกอดออก ซึ่งคิมก็ลุกขึ้นเดินไปกอดคนรักแน่น เปรมลูบหลังคิมเป็นเชิงปลอบ เขาเองก็ใจหายเช่นกันแต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้นอกจากรอหมอออกมาบอกอาการของลูกชาย


“ฮึก! เปรมเราผิดเอง”



“วาคินเป็นอะไรวะคิม” เปรมเอ่ยถามคนรักด้วยหัวใจที่กระวนกระวาย ความทรงจำเมื่แหลายปีก่อนวนกลับมา ตอนนั้นเคยเจ็บเพราะคนรัก ตอนนี้กลับเจ็บปวดเพราะลูก… ครั้งที่สองแล้วที่ต้องมารอแบบนี้..


เปรมหวังว่าลูกชายจะไม่เป็นอะไรมาก สองมือก็กอดคิมที่ร้องไห้ไม่หยุด



“วาคินสำลักข้าวต้ม แล้วอ้วกออกมาจนเป็นลม มีผื่นขึ้นเต็มตัวเลย ฮึก..ฮือ” คิมเล่าเสียงอู้อี้ ใบหน้าซบอกแกร่งอย่างหาที่พึ่งสุดท้าย เปรมรับฟังเงียบๆขณะกอดคนรักไว้แน่น


.

.

คุณหมอเดินออกมาจากห้องฉุกเฉินแล้วชี้แจงว่าวาคินเป็นคนแพ้กุ้งขั้นรุนแรง และวันนี้ได้ทานกุ้งเข้าไป… คิมชะงักกึก กำหมัดแน่น เขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครที่มันกล้าดีทำเลวกับลูกเขาได้ขนาดนี้



คิมกับเปรมนั่งมองลูกที่กำลังหลับบนเตียงคนไข้ในห้องพิเศษ หัวอกของคนเป็นพ่อแม่มันรับไม่ได้ที่เห็นเข็มน้ำเกลือเจาะทะลุผิวลูกตัวเอง



“เจ็บไหมลูก…” คิมลูบหัวของวาคินที่หลับตาอย่างน่าสงสาร ทั่วใบหน้ามีผื่นเป็นจ้ำๆให้ผู้เป็นพ่อแม่ช้ำใจเล่น



ถึงหมอจะบอกว่าพ้นขีดอีนตรายแล้ว อีกไม่นานก็หาย แต่มันก็ไม่คุ้มเลยที่ลูกเขาต้องเป็นแบบนี้...ต้องรู้ให้ได้ว่าใครมันบังอาจทำแบบนี้..



แกร๊ก…

ประตูเปิดออกพร้อมปรากฏร่างคุณหญิงนภาที่มากับพ่อและเปลวน้องชายของเปรม เปรมประหลาดใจที่ทั้งสองมาด้วยกันแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม



เปลวเดินเข้ามากอดคิมแล้วร้องไห้ออกมา คิมลูบหลังปลอบบุคคลที่เปรียบเสมือนน้องชายของเขาเช่นกัน



“วาคินปลอดภัยแล้ว” คิมพูดขึ้นเสียงแผ่ว ซึ่งเปลวก็พยักหน้าเบาๆแล้วคลายกอดออก


“ฮะ เดี๋ยวเปลวไปดูไอ้ตี๋ก่อน” เปลวพูดขึ้นก่อนจะเดินไปหยุดที่ขอบเตียงคนป่วย



คิมหันไปสวัสดีพ่อของเปรม ซึ่งชายวัยกลางคนก็รับไหว้ยิ้มๆ



“คุณหญิงแม่ ผมมีธุระต้องไปสะสาง ขอตัวก่อนนะครับ ...คุณพ่อสวัสดีครับ” คิมไม่ลืมหันไปสวัสดีพ่อของเปรมเพื่อลาอีกครั้ง คุณหญิงนภาเลิกคิ้วขึ้น ไม่เข้าใจที่ลูกชายพูด



“มึงจะไปทำอะไรคิม” เป็นเปรมเอ่ยถามขึ้นมาบ้างเพราะเขาเองก็เป็นห่วงคิมไม่น้อย



“กลับบริษัท” คิมตอบสั้นๆ



“กลับไปทำไม กูไปด้วย”



หลังจากที่ทั้งสองตกลงกันเสร็จ เปลวอาสาจะเฝ้าวาคินให้ คุณหญิงนภาและพ่อของเปรมเห็นอย่างนั้นก็อาสาเฝ้าวาคินด้วยเช่นกัน สรุปทั้งสามคนจึงเฝ้าวาคิน รอให้เปรมและคิมกลับมาถึงจะกลับ



“คิมไปรถกูดีกว่า จะได้รวดเร็ว เวลาเย็นๆแบบนี้รถมันติด” เปรมพูดขึ้นแล้วคว้ามือของคิมจูงไปหามอไซค์บิ๊กไบค์ที่จอดอยู่



เปรมนำหมวกกันน็อคมาสวมใส่ให้คิมเนื่องจากมีแค่ใบเดียว คิมชะงักแล้วรีบทักท้วง



“แล้วของเปรมล่ะ”



“มีแค่ใบเดียว มึงใส่ไปเถอะกูไม่เป็นไร”



ว่าจบร่างสูงก็ขึ้นคร่อมรถตามด้วยคิมที่ขึ้นซ้อนท้าย ก่อนจะออกตัวขับออกไป วงแขนเล็กกอดเอวแกร่งไว้แน่น… หวังว่าช่วงเวลาทุกข์ทรมาณแบบนี้จะผ่านไป และคนผิดมันต้องถูกลงโทษ



บิ๊กไบค์ขับเข้ามาในบริษัทเรียกสายตาพนักที่มองมาอย่างตกใจที่เห็นผู้บริหารซ้อนท้ายมอไซค์อย่างไม่สนภาพพจน์ เสื้อผ้าเปื้นอาเจียนยิ่งทำให้ดูไม่เหมาะกับลุคผู้บริหารสักเท่าไหร่



“ไอ้คิมกูว่ามึงถอดเสื้อสูทออกก่อนเถอะ” เปรมว่าขึ้น คิมก็ทำตามอย่างว่าง่าย คิมถอดสูทออกเหลือเพียงเสื้อเชิ้ตกับเนกไทเท่านั้น ถึงจะดูไม่เหมาะแต่มันก็ยังดีกว่ามีกลิ่นอ้วกแหละนะ



ร่างบางของคิมเดินออกมาจากลิฟต์ส่วนตัว เขาเดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะทำงานคุณชมที่ตั้งอยู่หน้าห้องทำงาน คุณชมที่นั่งอยู่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เธอตกใจที่เห็นคิมยืนอยู่ตรงหน้าและเปรมที่เดินตามมา



“ผมจะถามคุณแค่ครั้งเดียว ถ้าคุณโกหก ผมไล่คุณออกแน่! ...ทำไมถึงมีกุ้งในชามข้าวต้ม ? เป็นฝีมือของใคร ?” คิมพูดด้วยแรงอารมณ์ ซึ่งเปรมก็ยืนมองเหตุการณ์นิ่งๆ ถึงจะอยากห้ามคิมว่าอย่าตวาดแบบนั้น แต่เขาก็อยากรู้ว่าใครเป็นคนทำข้าวต้มใส่กุ้งให้วาคินกิน



“ฮึก...ชมเป็นคนซื้อมาและเทใส่ชาม ฮึก ตรวจดูเรียบร้อยแล้วมันไม่มีจริงๆค่ะ ...” เธอร้องไห้ออกมา ทั้งเป็นห่วงคุณหนูวาคิน ทั้งกลัวว่าจะโดนไล่ออก



“แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง คนทั้งบริษัทรู้หมดว่าลูกผมแพ้กุ้ง ผมกำชับอย่างดีแล้วไม่ใช่รึไง!!” คิมพูดอย่างหัวเสีย



เพราะเหตุนี้ที่ทำให้คิมต้องหาตัวคนผิดให้ได้



มีพนักงานหลายคนเอ็นดูวาคินไม่น้อย จึงมักจะซื้ออะไรมาให้กินเสมอ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คิมต้องกำชับเสมอว่าวาคินแพ้กุ้ง!



ถ้าจะมีใครแอบเอากุ้งมาใส่ชามจริงๆก็คงเป็นพวกไม่หวังดี

อีกอย่างคิมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมวาคินถึงไม่บอกคิมว่ามีกุ้ง เขากินเข้าไปทำไม ?


ซึ่งตอนนี้คิมกำลังจะหาคำตอบอยู่



ร่างโปร่งเดินเข้ามาในห้องทำงานของตัวเอง ก่อนจะหัวเสียอีกครั้ง เพราะห้องถูกทำความสะอาดไปเรียบร้อยแล้ว แล้วแบบนี้จะหาหลักฐานได้ที่ไหน…



“คุณชม! เปิดกล้องวงจรปิดให้ผมดู” คิมเดินออกมาแล้วพูดบอกเลขาอีกครั้ง ซึ่งเธอก็ทำตามอย่างไม่อิดออด



แล้วทั้งหมดก็ชัดเจน… แทบไม่ต้องบอกให้ใครตามสืบเพราะหลักฐานจากกล้องวงจรปิดมันชัดเจนมากพอแล้ว

//ภาพที่คุณชมกำลังวางชามข้าวต้มบนเคาท์เตอร์ในห้องครัวในบริษัท มีหญิงสาวที่ทำท่าทางลับๆล่อๆเดินเข้ามา เธอนำกุ้งออกมาจากตู้เย็นแล้วนำเข้าเครื่องปั่นจนมันละเอียด ก่อนจะตักใส่ชามข้าวต้มที่วางอยู่ แล้วคนให้เข้ากันจะได้ไม่มีใครสงสัย ก่อนจะเดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สักพักคุณชมก็เดินกลับมาแล้วยกข้าวต้มชามนั้นออกจากห้องครัว//



เปรมมองภาพในจออย่างตกใจ ไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับผู้หญิงคนนี้อีก


คิมกำหมัดแน่นทันทีที่รู้ตัวคนทำและสาเหตุที่วาคินไม่ได้ทักท้วงเพราะไม่รู้ว่ามีกุ้งอยู่ในชามนั่นเอง



คุณชมมองภาพตรงหน้าก็ร้องไห้ออกมา เธอไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ด้วยความที่ไม่คิดว่าจะมีใครทำอะไรแบบนี้จึงไม่ได้ระวัง



“ชมวางไว้เพราะมันร้อน กลัวคุณหนูจะทานไม่อร่อย..ฮึก”



“เอาเป็นว่าคุณไม่ได้ทำ” เปรมที่เงียบมานานพูดขึ้นเสียงเรียบ




คิมที่รู้ว่าใครเป็นคนทำก็เดินมายังแผนกที่แวะมาบ่อยๆ พนักงานที่กำลังเก็บของใส่กระเป๋าหันมามองคุณคิมที่วันนี้ไม่ได้สุขุมหรือยิ้มหวานอย่างทุกวัน สายตาของคิมมันทำให้ไม่มีใครกล้าสบตา



คิมเดินเข้าไปหาผิงที่กำลังเก็บของ


“พี่ผิง พี่น้อยหน่ากลับแล้วหรอครับ” คิมปรับเสียงให้ปกติที่สุด ผิงหันมายิ้มให้แล้วตอบกลับ



“ยังเลยค่ะ น่าจะไปเข้าห้องน้ำ” ผิงตอบยิ้มๆ คิมจึงยิ้มกลับแต่ไม่ตอบอะไร ก่อนจะเดินไปทางห้องน้ำทันที



เสียงนินทาก็ดังขึ้นเซ็งแซ่เกี่ยวกับสีหน้าและท่าทางของคุณคิมที่วันนี้ดูแปลกไป



หึ...ในเมื่อมันกล้าทำแบบนี้ ชีวิตมันต้องพัง อย่าหวังเลยว่าจะได้มีอนาคต!



ที่ผ่านมาคิมยอมให้อภัยตลอด ทั้งๆสิ่งที่หญิงสาวทำกับคิมนั้นมันร้ายแรงแค่ไหน...คิมไม่เคยโกรธ แค้น แต่สำหรับที่ทำวันนี้มันเกินไปจริงๆ



มือเรียวคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาใครบอดี้การ์ดที่ทำงานให้เขาตลอด


“ล้อมมันไว้ และปิดห้ามให้ใครเข้าไป”



พูดจบก็วางสาย เปรมหันขวับมองหน้าคิมอย่างใจไม่ดี ถึงแม้เขาจะโกรธหญิงสาวแต่คิมไม่ควรจัดการด้วยตัวเอง คิมควรแจ้งตำรวจ..



“คิมมึงคิดจะทำอะไร”



“เราไม่ฆ่ามันหรอก..หึ”




หญิงสาวที่ยืนส่องกระจกอยู่ยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ เธอเห็นรถพยาบาลขับเข้ามาในบริษัทก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น… หึ


เธอไม่ชอบคิม...เธอเกลียดคิมที่มีทุกอย่างดีกว่าเธอ เกลียดตั้งแต่ตอนนั้น… เกลียดที่เปรมรักมัน อีกอย่างน้อยหน่าเกลียดเด็กผู้ชายคนนั้นที่เป็นลูกของมัน…



“ดูไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยนะ” น้ำเสียงเย็นเอ่ยขึ้นพร้อมกับคิมที่ปรากฎในห้องน้ำหญิง ซึ่งเธอตกใจมากที่เห็นคิมมองเธอด้วยสายตาเกลียดแค้นขนาดนี้


หากแต่หญิงสาวก็กรีดยิ้มมุมปากใส่คิมที่ยืนกำหมัดแน่น ตาวาวโรจน์มองหน้าเธอดั่งแทบจะกินเลือดกินเนื้อ



“ก็จะให้ทุกข์ร้อนอะไรล่ะ...อ้อ อีกอย่างน่ะ ชั้นรู้นะว่าเธอน่ะมันระดับผู้บริหารแล้ว อย่าใช้ฐานะตัวเองมากดขี่ข่มเหงผูเหญิงตัวเล็กๆอย่างชั้น! และอีกอย่างฉันเกิดก่อน ช่วยให้เกียรติด้วย!” เธอตวาดใส่คิมเสียงดัง ซึ่งคิมยกยิ้มมุมปากอย่างเอือมระอาหญิงสาวเต็มทน



“ให้เกียรติงั้นหรอ ผู้หญิงอย่างพี่ผมควรให้เกิยตริงั้นหรอครับ ? นี่ไม่รู้ตัวจริงๆหรือแกล้งไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป” คิมกอดอก เดินเข้าไปยืนปะจันหน้ากับเธอ



พรึ่บ!

หญิงสาวผลักคิมออกทันที ร่างของคิมเซไปข้างหลังเป็นขณะเดียวกันที่เปรมเดินเข้ามา แผ่นหลังของคิมจึงชนกับอกแกร่งของเปรม



น้อยหน่าตกใจไม่น้อยที่เห็นอดีตคนรักเดินเข้ามา เธอทำสีหน้าไม่ถูกแต่ก็รู้สึกโกรธเคืองคิมมากขึ้นไปอีก



“อย่าทำอะไรเมียผมนะ…” เปรมพูดเสียงแข็งกัดฟันกรอด เขาไม่ชอบที่หญิงสาวจ้องจะทำลายคนในครอบครัวของเขา ยิ่งมาทำกับลูกของเขามันยิ่งไม่น่าให้อภัย และสิ่งที่ทำให้เปรมโกรธตอนนี้ก็คือการที่น้อยหน่าผลักคิมเมื่อสักครู่



“รักกันดีจริงๆ! เหอะ!”



“เรื่องนั้นเก็บไว้ก่อนครับ มาคุยเรื่องนี้ดีกว่า… ใครเป็นคนเอากุ้งใส่ชามข้าวต้มลูกชายผม” คิมถามเสียงเรียบ น้อยหน่าชะงักตกใจ หมดคำจะมาเถียงจนทำตัวไม่ถูก



“พูดเรื่องอะไรของแก!” เธอคะตอกใส่หน้าคิม ก่อนจะเดินออกไปอย่างกระฟัดกระเฟียด



แต่ก็ต้องชะงักเมื่อมีชายชุดดำยืนล้อมไว้หมดแล้ว



“หนีไม่พ้นหรอก..หึ!” คิมพูดขึ้นพร้อมเดินไปดึงแขนลากน้อยหน่าเข้ามาคุยให้รู้เรื่อง



พรึ่บ!

น้อยหน่าสะบัดแขนอย่างแรง คิมยอมปล่อยแต่โดยดี



“อย่าทำเหมือนบริษัทนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดสิ”



เพี๊ยะ!!

“แกใส่ร้ายฉัน!!” ฝ่ามือเรียวฟาดเข้าที่ใบหน้าคิมอย่างแรง เธอโกรธที่คิมพูดความจริงออกมาจนเธอไม่สามารถแก้ตัวได้



“นี่พี่ทำอะไร พี่น้อยหน่า!” เป็นเสียงของเปรมที่ตวาดขึ้น เขาเดินเข้าไปหาคิม เป็นห่วงว่าจะเป็นอะไรไป หากแต่คิมปัดมือของเปรมออกเบาๆ



ร่างบางยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่ไหลลงมุมปาก


“เราเคลียร์เอง”



“ไม่ไอ้คิมมึงจะเจ็บตัวเปล่าๆ” เปรมพูดอย่างไม่ยอมเพราะเป็นห่วงคนรัก แม้คิมจะสูงกว่าน้อยหน่าแต่ร่างบางๆก็น่าห่วง มันดูไม่เหมือนผู้ชายกำลังสู้กับผู้หญิงเลย



“ออกไป!!” คิมผลักเปรมออกเบาๆก่อนจะเดินเข้าไปหาหญิงสาวที่พยศไม่เลิก จริงๆถ้ายอมคุยดีๆแต่แรกก็จบแล้ว... “ส่วนแก...มานี่!!!”



พรึ่บ!!

ตุบ!


คิมเดินเข้าไปกระชากผมของน้อยหน่าอย่างแรงแล้วเหวี่ยงแรงๆจนร่างของเธอเสียหลักล้มลงไปนั่งบนพื้นกระเบื้อง



“โอ๊ย!! ฉันเจ็บนะ!!”



********************************



เรียวขาที่ประดับด้วยรองเท้าส้นสูงหนังราคาแพงก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม ร่างบางที่ประดับไปด้วยเสื้อผ้าราคาแพง คอระหงส์ที่ประดับไปด้วยสร้อยมุกกำลังเดินเข้าไปในตัวบริษัทที่มีพนักงานเดินพลุกพล่านเต็มไปหมด



หลายสายตาจดจ้องมาที่หญิงวัยกลางคนแต่ยังคงความสง่างามอยู่ เสียงซุบซิบก็ดังขึ้นหากแต่เธอก็ไม่สนใจอยากรู้



ขาเรียวเพียงเดินเชิ่ดหน้าหลังตรงไปยังจุดที่มีคนมุงมากที่สุด นั่นก็คือทางเข้าห้องน้ำ



พนักงานที่พยายามจะแทรกบอดี้การ์ดเข้าไปถูกกันออก บ้างก็มียกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป..



“เก็บโทรศัพท์และลบคลิปเดี๋ยวนี้.. อย่าหาว่าฉันไม่เตือน ไม่งั้นพวกเธอจะไม่มีงานทำ”



ทันทีที่เสียงทรงอำนาจดังขึ้น ทุกอย่างก็หยุดชะงักลง เหล่าพนักงานที่กำลังถ่ายคลิปรีบปิดกล้องและกดลบอย่างรวดเร็ว ทุกคนกลับไปที่โต๊ะและแผนกตัวเองเหมือนผึ้งแตกรัง



**********************************



“คุณเจ็บ!! ผมรู้...แต่ลูกผมเกือบตาย..” คิมกัดฟันกรอด ร่างบางเดินเข้าไปหาหญิงสาวแล้วกระชากแขนเธอบังคับให้ลุกขึ้น แล้วผลักไปที่อ่างล้างหน้า “ผมไม่เคยทำอะไรพี่! ฮึก!! จำวันนั้นได้ไหม… วันนั้นที่พี่เคยสั่งให้ใครไม่รู้มาข่มขืนผม!! ถ้าเปรมไม่ช่วย ชีวิตผมก็พัง!! ฮึก” คิมพูดทั้งน้ำตา ความเจ็บปวดที่คิมมีตอนนี้มันย้อนกลับมาทำให้เขากลัวอีกครั้ง



“ปล่อยฉันนะ!!”



“ผมเคยปล่อยพี่ไปแล้ว!! ฮึก ไม่แจ้งตำรวจตอนนั้นก็ดีแค่ไหนแล้ว… จริงๆไม่ต้องหรอก ผมเอาเรื่องพี่ได้อย่างถึงที่สุดแน่แค่ผมเอ่ยปากบอกคุณหญิงแม่ แต่ผมไม่ทำเพราะไม่คิดว่าคนๆนึงจะเลวได้ขนาดนี้… พูดเลยถ้าผมไม่ให้โอกาส ชีวิตพี่พังตั้งแต่ตอนนั้นแน่..” คิมพูดเสียงเย็น เขาไม่เคยใช้อำนาจแม่ตัวเองมาพูดข่มคนอื่นเลยสักครั้งจนกระทั่งวันนี้ เป็นครั้งแรกที่คิมดูถูกคน แม้จะรู้สึกผิดที่ต้องทำแบบนี้แต่ผู้หญิงคนนี้มันเหลืออดจริงๆ “พูดตามตรง ชีวิตพี่กระจอกกว่าผมเยอะเลย รู้อะไรมั้ย...แค่กระดิกนิ้วทีเดียวก็ทำชีวิตพี่พังได้แล้วนะ ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ความรุนแรงอะไร…”



“ถุ้ย!” หญิงสาวถุยน้ำลายใส่หน้าคิม เธอรู้สึกโกรธที่คิมดูถูก คิมตาลุกวาวทันที ก่อนจะ...




หมับ!

มือเรียวของคิมกดหัวของน้อยหน่าลงอ่างล้างหน้า ก่อนจะเปิดก๊อกน้ำ ปล่อยให้น้ำจากก๊อกไหลอาบหน้าเธออยู่อย่างนั้น



ผมที่ยาวสลวยตอนนี้กลับเปียกชุ่มไม่สลวยอีกต่อไป ใบหน้าที่เคลือบด้วยเครื่องสำอางไม่มีความสวยอีกแล้ว มีแต่ความน่าสมเพชที่คิมเห็นตอนนี้



แค่กๆ!!

น้อยหน่าไอออกมาเนื่องจากสำลักน้ำที่ไหลเข้าปาก



คิมกระชากเธอขึ้นมาก่อนจะกดลงไปอีก



“พอคิม ไอ้คิมพอ!” เปรมที่ยืนนิ่งอยู่นานเดินเข้ามาดึงคนรักออก คิมทำท่าจะไม่ยอม น้ำตาของคิมไหลอาบแก้มด้วยความโกรธ ซึ่งเปรมรู้ดี แต่เขาคิดว่าแค่นี้มันก็เพียงพอแล้วสำหรับความผิดของน้อยหน่าที่เคยกระทำไว้ ที่เหลือให้เป็นหน้าที่ของตำรวจแทน



เปรมที่ดึงคิมออกมาได้ ก็พาคนรักออกมาให้ห่างจากน้อยหน่า



มึงทำกู กูทนได้! ฮึก...แต่อย่ามาทำลูกกู!!” คิมไม่วายตะคอกด่าหญิงสาวที่ตอนนี้ร่างกายอ่อนปวกเปียกเนื่องจากสำลักน้ำเป็นอย่างมาก เธอทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง



เปรมคว้าคิมเข้ามากอดแน่น เขาก้มลงจูบผมของคนรักเป็นเชิงปลอบคนที่ร้องไห้อย่างหนัก



“มึงสมควรตายไปซะไอ้คิม!! ควรตายๆไปตั้งแต่วันนั้นถ้ารู้ว่าโตมามึงจะเหี้ยจนทำร้ายผู้หญิงได้ขนาดนี้!!!” น้อยหน่าที่ยืนทรงตัวลูกขึ้นมาได้ตวาดด่าทอคิมกลับมา



ซึ่งคำที่เธอพูดออกมามันทำให้เปรมรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก คิมสะอื้นออกมาอย่างหนักซึ่งเปรมก็กระชับกอดแล้วลูบหัวเบาๆ



“อย่าไปฟังมันนะคิม ตำรวจกำลังมาแล้ว…” เปรมก้มลงกระซิบร่างบางในอ้อมกอดที่ตอนนี้ตัวสั่นระริก



พรึ่บ!

เพร้ง!!!


แจกันดอกไม้ที่วางประดับอ่างล้างหน้าในห้องน้ำถูกเขวี้ยงมาโดยฝีมือของน้อยหน่า ด้วยความที่เปรมเป็นความความรู้สึกไวจึงหมุนเบี่ยงหันหลังอย่างรวดเร็ว



นั่นจึงทำให้แจกันใบนั้นเขวี้ยงมาโดนไหล่ของเปรมแทนที่จะโดนหัวคิม



แจกันใบนั้นแตกและหล่นลงพื้นไม่เหลือสภาพ เลือดของเปรมซึมออกมาผ่านรอยแยกของเนื้อติดเสื้อนักศึกษา ดูแล้วต้องเย็บหลายเข้มแน่นๆ



หากแต่ร่างสูงไม่สนใจ...ผู้หญิงแบบนี้ไม่ควรเข้าไปยุ่ง นอกจากใช้กฎหมายมาจัดการ...อีกไม่นานตำรวจจะมาแล้ว



“น้ำเน่า! ฉันเกลียดพวกแก!! ทำไมไอ้เด็กคนนั้นถึงไม่ตายๆไปซะ…”



“เธอนี่มันชักจะมากเกินไปแล้วนะ...กล้าดียังไงมาแช่งหลานฉัน” เสียงทรงอำนวจของบุคคลมาใหม่ดังขึ้นทำให้หญิงสาวหยุดชะงัก



เธอหน้าซีดทำตัวไม่ถูกเมื่อเจอคุณหญิงนภาอดีตผู้บริหารกำลังยืนกอดอกมองเธอด้วยสีหน้าเรียบนิ่งหากแต่ก็น่ากลัวในเวลาเดียวกัน



หญิงวัยกลางคนปรายตามองเศษแจกันบนพื้นก่อนจะเบนสายตามองหญิงสาวไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเหยียดยิ้มออกมา



“น่าสมเพชดีนะ… ฉันได้ยินว่าเธอเคยจ้างคนมาข่มขืนลูกฉัน…” น้ำเสียงเหี้ยมๆของคุณหญิงดังขึ้น เธอเดินเข้าไปหาหญิงสาวอย่างสง่า มือเรียวจับปลายคางของหญิงสาวให้เงยหน้าสบตาทรงอำนาจของเธอก่อนจะยกยิ้มมุมปาก “ไม่รู้ใช่ไหมว่าฉันน่ะ เลี้ยงลูกมาอย่างถนุถนอมขนาดไหน..นี่เธอถูกเลี้ยงมาแบบไหนถึงเป็นคนแบบนี้”




เพี๊ยะ!!

ใบหน้าของน้อยหน่าหันไปตามแรงตบเน้นๆ มันแรงมากพอที่จะทำให้เลือดกลบปากหญิงสาวเลยทีเดียว แม้จะอยากตอบโต้แต่เธอรู้ดีว่าต้องแพ้อำนาจของคนตรงหน้า



“แค่นี้ยังน้อยไป… แต่ฉันจะไม่ยอมเปลืองแรงกับคนอย่างเธอ ต่อไปนี้ผลกรรมทั้งหมดที่เธอทำ เธอต้องชดใช้… ขอให้สนุกกับชีวิตวันข้างหน้าในคุกนะจ๊ะ” คุณหญิงกรีดยิ้มออกมาก่อนจะหันไปพูดกับบอดี้การ์ด “ให้ตำรวจเข้ามา”




เปรมมองเหตุการณ์ตรงหน้ากอดร่างบางแน่น ที่ผ่านมาอาจจะมีหลายครั้งที่เปรมไม่ชอบคุณหญิง แต่วันนี้เขากลับรู้สึกอยากขอบคุณจากใจจริง…



คิมที่ยืนสะอึกสะอื้นได้หอบหายใจหนักๆก่อนจะทรุดลงด้วยร่างกายที่หมดสติ โชคดีที่เปรมพยุงไว้ได้ทัน




“คิม!”



“คิมลูก!” คุณหญิงที่เห็นว่าลูกของตนกำลังทรุดฮวบลงก็วิ่งเข้ามาดูอาการ เปรมตัดสินใจอุ้มร่างบางในท่าเจ้าสาวทันที 

“พาคิมไปโรงบาลนะลูก ลุงบุญจอดรถรอหน้าบริษัทแล้ว เดี๋ยวทางนี้แม่จัดการเอง”





{{.............บทส่งท้าย...............}}



4 ปีผ่านไป…

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ทั้งสามพ่อแม่ลูกพากันมายังบ้านพักริมทะเลที่เปรมและคิมไม่ได้มาหลายปี



ตอนนี้วาคินอายุ 8 ขวบ ร่างเล็กเดินตรงกลางระหว่างพ่อและแม่ท่ามกลางลมทะเลที่พัดมา



เดินไปเรื่อยๆได้ไม่นานบ้านหลังเล็กก็ปรากฎตรงหน้า



“พ่อเปรมเดี๋ยววาคินไขบ้านเอง” เด็กน้อยหันมาขอกุญแจบ้านก่อนจะวิ่งนำทั้งสองไปหยุดอยู่หน้าบ้านแล้วไขประตูเข้าไปใบหน้าแล้ว



ร่างสูงหันมองคนรักที่ตอนนี้หน้าซีดเหมือนจะเดินไม่ไหว



“จะถึงบ้านแล้วอดทนหน่อย” เปรมพูดเสียงนุ่มแล้วพยุงคนรักที่ตอนนี้กำลังเดินและแบกท้องนูนป่องเดินเข้าบ้าน



ใช่...คิมกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง ซึ่งมีกำหนดคลอดเดือนหน้า…



“คุณแม่ค่อยๆนะฮะ”


เมื่อมาถึงหน้าบ้านเด็กน้อยก็รีบวิ่งมาจับมือคิม พาผู้เป็นแม่เข้ามาข้างในจนกระทั่งคิมค่อยๆย่อตัวนั่งลงบนโซฟา



บ้านทั้งหลังอยู่ในสภาพดีเพราะจ้างคนมาทำความสะอาดและปรับปรุงทุกปี นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมกลับมาครั้งนี้ถึงไม่ได้ทำความสะอาด



เมื่อมาถึงบ้าน คิมกับลูกพากันนั่งดูหนัง เปรมเดินไปดูของในตู้เย็นว่าพอมีอะไรให้ทำกับข้าวได้บ้าง



ทั้งสามเลือกที่จะพักผ่อนในบ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยออกไปเปิดหูเปิดตาเล่นน้ำทะเลข้างนอก



หนังฝรั่งถูกฉายขึ้นซึ่งคิมก็นั่งดูกับวาคินอย่างตั้งใจ ต่างจากเปรมที่เข้าครัวไปทำอาหารมื้อเที่ยง



“คุณแม่ฮะ ถ้าน้องออกมา น้องจะน่ารักเหมือนหมาตัวนั้นมั้ย” วาคินเอ่ยถามคิมแล้วชี้ไปที่สุนัขในจอทีวี คิมหัวเราะออกมาอย่างนึกขำ



“นี่วาคินฮะ น้องไม่ใช่หมานะ” คิมพูดกลั้วหัวเราะ ขำกับความคิดของเด็กน้อย “ตอนแม่ท้องวาคิน รู้มั้ยว่าแม่ก็มาอยู่ที่นี่”



“ดีจังเลยฮะ วาคินนึกว่าได้มาที่นี่ครั้งแรกซะอีก ที่ไหนได้ครั้งที่สองหรอเนี่ย” วาคินพูดแล้วทำตาโต ซึ่งคิมก็ยีหัวทุยอย่างอ่อนโยน คิมมองหน้าลูกรักแล้วคิดอะไรในหัวเล่นๆ...




ทุกวันนี้เปรมมีธุรกิจส่วนตัวเป็นของตัวเอง...ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความพยายามของเขาเอง ความฝันของเปรมสำเร็จ… ทุกวันนี้เงินของเปรมสามารถซื้อทุกอย่างได้… เขาสามารถหาอะไรก็ได้มาให้คนรักและลูก เพียงแค่เอ่ยปากขอมา ซึ่งในขณะเดียวกัน คิมเองก็ทำงานในบริษัทที่ตกทอดมารุ่นต่อรุ่น


ในอนาคตอาจจะเป็นวาคินที่จะดำรงตำแหน่งผู้บริหารต่อจากคิม ส่วนธุรกิจส่วนตัวของเปรมก็จะมีเจ้าตัวน้อยในท้องเป็นคนช่วย...นี่คือสิ่งที่คิมวาดฝัน



คิมลูบท้องเบาๆแล้วยิ้มออกมา จากผลอัลตร้าซาวด์ เขาได้ลูกชายอีกคนด้วยนะ



ชื่อน้อง ภคิน…

“ภคินค้าบบ นี่พี่วาคินนะ...เดี๋ยวอีก1เดือนจะเจอกันแล้วน๊าา” วาคินพูดกับน้องในครรภ์ ร่างเล็กกอดท้องของคิมอยู่อย่างนั้น



ดูท่าน่าจะหวงน้องน่าดู…



คิมก้มลงมองแหวนแต่งงานในมืออย่างสุขใจ… คิมแต่งงานกับเปรมแล้วนะ เมื่อสามปีก่อน จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่มีความสุขที่สุดเลยล่ะ



ไม่คิดเลยว่าการที่ตัดสินใจฝ่าฟันอุปสรรคมันจะมีความสุขขนาดนี้ แม้จะมีทะเลาะกันบ้าง แต่ทั้งคู่ก็ปรับความเข้าใจและไม่เคยคิดจะหยุดรักกัน



วันไหนที่เบือนหน้าหนีใส่กัน ก็จะมีลูกที่คว้ามือทั้งสองมาจับมือกันไว้แน่น…



คิมและเปรมเคยอดทนในวันที่ลำบาก ทั้งสองผ่านอะไรมาด้วยกันมากมาย คิมไม่มีวันลืมสิ่งเหล่านั้น…



อย่าหลงรักใครเพราะเขารวย อย่าเกลียดใครเพียงเพราะเขาจน เรื่องฐานะมันสร้างกันได้ จงใช้ชีวิตด้วยความขยันและความมุมานะของตัวเอง… นี่คือสิ่งที่คิมพูดบอกวาคินเสมอ



“กับข้าวเสร็จแล้วค้าบบ วาคินอุ้มคุณแม่มาทานข้าวหน่อยครับ” เปรมพูดล้อๆ ซึ่งวาคินก็เบะปากทันที



“หูยย ไม่เอาครับพ่อเปรม คุณแม่อ้วนอ่ะ วาคินอุ้มไม่ไหวหรอก”



“เอ๊ะเด็กคนนี้… แม่ไม่ได้สอนให้พูดแบบนี้สักหน่อย!” คิมพูดอย่างนั้นแต่ก็ยิ้มขำออกมาด้วยความสุขใจ





ดอกฟ้ากับช่างกล The Ending..

................(100%)

***************************************


จบแล้วค่าา กว่าจะจบได้ ฮ่าๆ😂 จัดการน้อยหน่าให้แล้วนะคะ จริงๆก็วางพล็อตไว้แบบนี้แต่ทีแรก เนื้อเรื่องอาจจะไม่ถูกใจสำหรับบางคน อาจจะดราม่ามากเกินไปไรท์ก็ขออภัยด้วยนะคะ

แล้วก็เรื่องที่จะสารภาพ  ...ขอโทษที่หายไปนานเป็นเดือน เป็นปี เป็นแสนนนนล้านนนปีนะคะรีดเดอร์😭 พูดแล้วจาร้องไห้ ไรท์หาโอกาสไม่ได้สักที คือที่ว่าไม่ว่างนี้คือไม่ว่างจริงๆค่ะ จนมีครั้งนึงที่คิดว่าท้อ แต่ก็ฮึ๊ดกลับมาเขียนเรื่อยๆ ไรท์หวังว่าวันข้างหน้าจะมีเวลาว่างเยอะๆมาอัพนิยายเรื่องใหม่ที่จะเปิดเรื่องในเร็วๆนี้

ด้วยความที่ฝีมือของไรท์ไม่ได้ดีมาก ไรท์ขอบคุณทุกคนจากใจจริงที่เข้ามาอ่านนิยายของไรท์ ขอบคุณที่สนุกไปกับนิยายของไรท์ทั้งๆที่นักเขียนคนนี้ไม่ได้เขียนเก่งแต่อย่างใด

มีบางตอนที่ไรท์แต่งไปร้องไห้ไป แต่ไรท์ไม่รู้ว่าจะสื่อออกมาให้รีดเดอร์รู้สึกไปกับมันได้มากแค่ไหน ไรท์ต้องอภัยในส่วนนี้ด้วยค่ะ


ไรท์จะทำการรีไรท์ทุกตอน แก้คำผิดทุกตอนค่ะ


ขอบคุณค้าาาา

จบแยกกกกก


รักรีดเดอร์ทุกคนค่า 💟💓🎬



ความคิดเห็น