จบแล้วงับกับนิยายเรื่องแรกในชีวิต แหะๆๆ ติกันได้นะ ขอบคุณทุกกำลังใจด้วยงับ สวัสดีงับ ~/\~

เหตุผลที่ 16 ปาฏิหาริย์

ชื่อตอน : เหตุผลที่ 16 ปาฏิหาริย์

คำค้น : ดราม่า รัก เสียสละ ขนมเทียน ลูกตาล

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 290

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 07:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เหตุผลที่ 16 ปาฏิหาริย์
แบบอักษร

  ‘โป้ก!!’

  “โอ๊ย!!” ผมเดินเข้าบ้านด้วยอาการใจลอย ชนเข้าประตูกระจกหน้าบ้านอย่างจัง

 “โอ๋ ประตูเป็นไงบ้างลูก” <แม่

  “เดี๋ยวๆ แม่ ลูกชายสุดหล่ออยู่นี่ ไมโอ๋ประตูอ้า”

 “แหม๋ เห็นเดิมลอยมาแต่ไกล ชนแค่นี้ไม่เจ็บหรอก เรียกสติดีออก” แม่หัวเราะชอบใจ ส่วนผมนี่หัวเกือบโน ได้เรื่องแต่เช้าหัววันเลยเรา

“แม่อ้า~ ” ผมค้อนแม่วงโต ใช้ความน่ารักทั้งหมดที่มีอ้อนแม่ยกใหญ่ หลังจากหายไปจากบ้านหลายวัน

“หายไปไหนมา น้องบอกแค่เราไปทำธุระที่โรงพยาบาล”

“เห้อ...” คำตอบไม่ออกจากปาก แต่ถอนหายใจยาวๆ อย่างไม่ปิดบังว่ามีเรื่องทุกข์ใจอยู่ในขณะนี้

ผมเพิ่งกลับมาจากส่งตาลเข้าห้องผ่าตัดเมื่อเช้า วันนี้เป็นวันกำหนดผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูกรักษาลูคีเมีย โอกาสเพียง 5% มันช่างดูห่างไกลจากคำว่าหายเหลือเกิน แต่มันก็ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

“แม่ว่าปาฏิหาริย์มีจริงมั้ยครับ” ผมถามแม่ในขณะที่เดินไปห้องนั่งเล่นใจกลางบ้าน โซฟาใหญ่สีครีมถูกจับจองโดยคุณยาย ทางขวาเป็นพ่อนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟ ผมกับแม่เดินมาหยุดนั่งโซฟาด้านซ้าย

“ถ้าเราเชื่อว่ามี มันก็จะมีจ๊ะ มีอะไรรึเปล่าเทียน”

“คือ...”

หลังจากวันที่ตาลยอมคืนดีกับผม มันก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วันก่อนถึงกำหนดผ่าตัด ผมเลยตัดสินใจดูแลตาลตลอดเวลาจนถึงกำหนดผ่าตัดในวันนี้ จริงๆ ผมก็แอบเครียดอยู่เหมือนกัน กลัวว่าร่างกายตาลจะปฏิเสธการรักษาครั้งนี้เหมือนที่ผ่านๆ ซึ่งมันไม่มีผลอะไรโรคแต่มันมีผลต่อร่างกายตาลค่อนข้างหนัก

“คุณยายครับ ปาฏิหาริย์มีจริงมั้ยครับ” ผมหันไปถามคุณยายหลังเล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง

“ปาฏิหาริย์จะเกิดก็ต่อเมื่อลูกเชื่อว่ามีนะ ยายเคยได้พบปาฏิหาริย์มาครั้งหนึ่งสมัยสาวๆ” คุณยายเล่าว่า สมัยยังเป็นสาวสวย ช่วงนั้นแต่งงานกันใหม่ๆ คุณตากับคุณยายไปเที่ยวด้วยกันที่บนเขาแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ หนทางตรงหน้าเต็มไปด้วยโค้งนับไม่ถ้วน ขาไปยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นถึงที่หมายอย่างใจหวัง แต่ขากลับไม่เป็นไปตามที่อยากให้เป็น คุณตาหลุดโค้งเพราะมีรถตู้เบียดจากถนนเลนขาขึ้น ด้วยความตกใจคุณตาหักหลบกะทันหันทำให้เบรกแตก รถไถลขูดไปกับที่กั้นขอบถนน แต่โชคยังดีที่รถไม่ตกเหว คุณตาอาการสาหัส ส่วนคุณยายหัวแตกเล็กน้อย

คุณตากับคุณยายถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลใกล้ที่ใกล้ที่สุด คุณหมอบอกว่าคุณตาไม่อาจไม่รอดเพราะมีแผลใหญ่หลายจุดทำให้เสียเลือดมาก

“ตอนนั้นยายคิดว่าถ้าไม่มีตา ยายจะทำยังไง ตาเป็นครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่ของยายในตอนนั้น ฟ้ามันมืดไปหมด ยายร้องไห้จนเป็นลมไปเลย มารู้ตัวอีกทีคุณหมอก็มาบอกข่าวร้ายที่สุดในชีวิตของยาย คือคุณตาเสียเพราะหัวใจวายเฉียบพลัน หลังผ่าตัดเสร็จ” คุณยายเล่าต่อว่า หลังจากรับรู้ข่าวร้ายคุณหมออนุญาตให้เข้าไปหาคุณตาได้ คุณยายโผล่เข้ากอดร่างคุณตาที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงผ่าตัด เขย่าร่างกายไร้ลมหายใจแรงๆ น้ำตาไหลเป็นสายแทบขาดใจ เรียกร้องหาทุกสิ่งให้ช่วยดลบันดาลให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นสักครั้ง แค่ครั้งเดียวก็มากพอ คุณยายบอกมาเช่นนั้น

“เทียนรู้มั้ย เกิดอะไรขึ้น... อยู่ๆ เครื่องจับชีพกลับส่งเสียงตามจังหวะการเต้นของหัวใจคุณตาอีกครั้ง ยายนี่รีบวิ่งออกไปทั้งน้ำตาตามหมอด้วยความพร่ามัวสะดุดเก้าอี้ล้มพาดพื้นไปอีกด้วยละ” คุณยายหัวเราะยิ้มเบาบาง  

“กำลังใจสำคัญก็จริง แต่คนข้างกายก็สำคัญนะลูก ” คุณยายพูดไปยิ้มไป ทำให้ผมรู้สึกคลายกังวลลงมาบ้าง

“พ่อว่าเทียนอย่าคิดมากเลยเดี๋ยวทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง”

“ครับพ่อ” ผมตอบรับอย่างว่าง่ายแต่ในใจยังครุ่นคิดไม่ตก ที่เหลือผมคงทำได้แค่รอ...

............................................



=7 วันผ่านไป=


                ช่วงก่อนหน้านี้มีงานด่วนเข้ามา ลูกค้าสั่งขนมเข้างานสัมมนาหลายงานติดกัน ทำให้ผมต้องอยู่ช่วยงานที่บ้านจนวุ่น วันสองวันนี้ก็เพิ่งจะได้ว่าง ผมเอาแต่จ้องมองโทรศัพท์พลางขมวดคิ้วปมแน่น ใจผมเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไร้การติดต่อกลับจากพี่หมอ

“เทียนไปหาเองเลยมั้ยลูก ทำหน้าแบบนี้แม่ละเครียดแทน” แม่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับการกระทำของผม

“…ครับ” ผมตอบรับอย่างเหม่อลอย สายตาทอดยาวไปทางหน้าบ้าน บ้านตรงกันข้ามที่เต็มไปด้วยความทรงจำของผมและตาล

‘Rrrrr~’ แรงสั่นจากโทรศัพท์กระทบโต๊ะกระจกใสตัวเล็กในห้องรับแขกข้างเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่บ่งบอกว่ามีใครบางคนโทรมา

“ครับ” ผมกดรับทั้งที่ไม่ได้ดูหน้าจอ

[สวัสดีค่ะ ดิฉันโทรจากโรงพยาบาลเอกชน L นะคะ ไม่ทราบว่าใช่คุณศดิธร รึเปล่าคะ]

“เอ่อ...ใช่ครับ มีอะไรหรอครับ?” โรงพยาบาลถึงกับโทรมาเอง ที่บ้านผมทุกคนก็ยังอยู่ดีนี่?

[ค่ะ! ดิฉันจะโทรมาแจ้งว่าคุณหมอปรเนตรรบกวนให้เข้ามาพบในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ค่ะ]

“อ่า...ขอบคุณครับ เอ่อ.. ขอโทษนะครับ คุณปริเนตรเป็นยังไงบ้างครับ”

[ขอโทษด้วยค่ะ คุณหมอปรเนตรให้คุณศดิธรเข้ามาพบก่อนแล้วจะแจ้งให้ทราบค่ะ]

“งั้นหรอครับ ขอบคุณครับ”

พี่หมอถึงกับให้พยาบาลโทรมานัดสงสัยจะติดงานวุ่นจริงๆ ผมไม่รู้จะสงสารใครดี น้องชายผมที่ติดเรียนแล้วต้องอยู่ห้องโดดเดี่ยวหรือพี่หมอที่อยู่โรงพยาบาลทำงานหนักทั้งยังต้องดูแลน้องสาว แต่ตอนนี้ผมสงสารตัวเองมากกว่าไม่รู้อาการของตาลจะเป็นไงบ้าง คนรอน้ำตาตกในครับ อีกตั้งสองวันกว่าจะถึงวันนัด

สายตายังคงจดจ้องบ้านตรงข้ามที่หลายวันมานี้เงียบแปลกๆ เหมือนไม่มีใครอยู่บ้านมาสองสามวันแล้ว



นาฬิกาปลุกแจ้งเตือนเวลา 5.00 น. ยังเช้าอยู่มากก็จริง แต่ผมอยากไปถึงโรงพยาบาลไวๆ ก่อนรถติดมันจะยิ่งทำให้ผมอารมณ์เสีย ความกังวลตลอดหลายวันที่ผ่านมาเล่นเอาผมนอนไม่หลับมาสองวันแล้วเหมือนกัน

ผมรีบออกจากบ้านตั้งแต่ 7.00 น. กะให้ถึงโรงพยาบาลสักไม่เกิน 8.30 น. ยังไงโรงพยาบาลเอกชนก็เปิด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว จะไปเวลาไหนก็เหมือนกัน 


............................................



-[โรงพยาบาลเอกชน]-


ลิฟต์ตัวเดิมส่งผมถึงชั้นที่ตาลรักษาตัวอย่างเชื่องช้า นี่ขนาดมาเช้ามากแล้ว คนเข้ามาใช้บริการยังเยอะอยู่ดี ผมรีบพุ่งตัวออกจากฝูงชนในลิฟต์ที่แสนแออัดสำหรับเวลาเช้า เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์พบพยาบาลเข้าเวรนั่งอยู่สองสามคน

“สวัสดีครับ ศดิธรครับ ที่หมอปรเนตรนัดไว้ครับ”

 “สวัสดีค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ”

ผมเดินตามพยาบาลสาวมายังห้องผ่าตัดย่อย พบพี่หมอนั่งพิงเก้าอี้อย่างหมดแรงอยู่ด้านหน้าห้องผ่าตัดย่อย ผมเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวข้างๆ พี่หมอ ดูจากสภาพคงจะยังไม่นอนดี

“พี่หมอครับ ตาลเป็นไงบ้าง” นั้นสิ่งที่ผมอยากรู้อันดับแรก

“อ้าว มาละหรอ โทษที ไม่ว่างโทรไปเลย” พี่หมอสะดุ้งตัวเล็กน้อยตามเสียงเรียก

“ครับ พี่หมอได้นอนยังครับ”

“อืม นิดหน่อย ตาล…” พี่หมอหยุดชะงักไป สีหน้าเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด “การเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกเป็นไปได้ด้วยดี แต่...ยังไม่ฟื้นเลยวะ 1 อาทิตย์แล้ว ตอนนี้อยู่ห้องปลอดเชื้อ ไปมั้ย เดี๋ยวกูพาไป”

“ครับ!...” ผมตอบรับด้วยอาการตื่นตระหนก ใจกระตุกหล่นวูบลงตาตุ่มหลังจากได้ฟังอาการที่เกิดขึ้นกับตาล

ผมเดินตามพี่หมอมาเงียบๆ ก่อนเข้าห้องปลอดเชื้อพี่หมอให้จัดการทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของโรงพยาบาลที่ถูกเตรียมไว้ก่อนแล้ว พร้อมผ้าปิดจมูก ลมหายใจและสารคัดหลั่งทุกชนิดต้องไม่โดนคนไข้ที่อยู่ในห้องนี้ เพราะอาจทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดได้

ก้าวขาเข้าห้องก็พบกับคุณพ่อ คุณแม่ของตาลมาเฝ้าอยู่ก่อนหน้าแล้ว

“สวัสดีครับน้ามะยม น้าเปิล” สองมือพนมโค้งไหว้นิ้วชี้แตะปลายจมูกอย่างนอบน้อม คุณน้ามะยม คุณน้าแอปเปิล คุณพ่อและคุณแม่ของลูกตาล

“จ๊ะลูกเทียน” คุณน้าแอปเปิลตอบรับด้วยน้ำเสียงเศร้า คุณน้ามะยมพยักหน้ารับไหว้สายตายังคงมองดูลูกสาวที่นอนอยู่บนเตียงไม่ห่าง

“พ่อ แม่ ไปพักห้องตัวเล็กก่อน เดี๋ยวทางนี้ปล่อยให้น้องเทียนมาเฝ้าต่อ” พี่หมอพูดขึ้น ดูจากดวงตาที่อิดโรย คงยังไม่มีใครได้นอนดีเท่าไหร่นัก“ฝากด้วยนะลูกเทียน” คุณน้ามะยมพยุงตัวคุณน้าแอปเปิลจูงมือกันค่อยๆ ออกจากห้องไปพร้อมพี่หมอ

เก้าอี้ข้างเตียงว่างลง ผมเขยิบตัวเดินเบาๆ ทิ้งตัวนั่งเก้าอี้พร้อมน้ำตาที่ล่วงลง เอื้อมมือหนาของตัวเองกอบกุมมือบางขาวซีดที่เจ้าของยังคง

หลับใหล รอบตัวเต็มไปด้วยเครื่องไม้เครื่องมือแพทย์ระโยงระยางรอบตัว

“ตาลครับ ตื่นได้แล้ว เทียนมาหาแล้วนะ ขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแล เทียนขอโทษครับคนดี ตื่นมาคุยกับเทียนหน่อยสิครับคนดี เทียนคิดถึงตาล” น้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้ไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย มองภาพคนรักนอนสงบไร้การตอบกลับ

จิตใต้สำนึกผมผุดเรื่องที่ผมมารักษาตัวที่นี่หลังจากเอารถไปอัดกับต้นไม้เข้าอย่างจัง เหตุการณ์คล้ายๆ กัน แค่สลับกันที่ตอนนี้ผมเป็นฝ่ายเรียกหา ตาลคงทรมานมากในตอนนั้น เหมือนกับผมตอนนี้มันช่างทรมานหัวใจผมเหลือเกิน

น้ำตาที่มียังไหลรินต่อเนื่องเปรอะเปื้อนมือบางจนชุ่ม แต่ไร้ซึ่งวี่แววการตอบสนอง ผมยังคงกุมมือบางไว้หลวมๆ ผละตัวออกพิงพนักเก้าอี้อย่างอิดโรย

”คุณตาครับ ปาฏิหาริย์ยังมีจริงมั้ยครับ ผมอยากได้เธอคืน ผมรักเธอ หัวใจดวงเดียวของผมมีแค่เธอครับคุณตา ผมสัญญา ผมจะดูแลเธอให้ดีกว่านี้ จะไม่ยอมปล่อยมือเธอไปง่ายๆ เหมือนที่ผ่านมาแล้วครับ” ผมเรียกหาคุณตาที่ล่วงลับจากการสิ้นอายุขัยด้วยโรคชรา 

นิ้วเรียวบางกระตุกเล็กน้อยอยู่ในมือหนาของผม ผมสะดุ้งตัวแรงกำมือบางหลวมๆ เรียกชื่อเธอซ้ำๆ

“ตาล ตาล ตาลครับ ตาล”

“....” ไร้เสียงตอบกลับ แต่เป็นสัมผัสจากมือบางกุมมือผมตอบกลับด้วยแรงเบาบางที่มีอยู่

“ตาล!” น้ำตาที่ยังไม่หดหาย ไหลย้ำลงมาอีกครั้ง ทั้งความดีใจ ตื่นเต้น ไม่รอช้าผมเอื้อมมือกดปุ่มเรียกพยาบาลย้ำๆ

คนแรกที่วิ่งเข้ามาคือพี่หมอตรงมาดูตาลที่ยังคงกุมมือตอบผมย้ำๆ  และพยาบาลอีกคนที่เข้ามาตรวจถุงเลือด ถุงน้ำเกลือและอื่นๆ

“ตัวเล็ก!” พี่หมอจัดการตรวจชีพจรมือสั่นเล็กน้อยจากอาการเหนื่อยที่ยังไม่ได้นอน ทั้งยังดีใจที่น้องสาวฟื้นจากการหลับใหลหลังผ่าตัดใหญ่

“ทะ...เทียน พะ...พี่” ตาลพยายามเอ่ยเรียกพวกเราทั้งสองคนด้วยเสียงแหบแห้ง

“เทียนอยู่นี่ครับ // พี่อยู่นี่ตัวเล็ก” รอยยิ้มบางเบาปารากฎบนใบหน้าขาวซีดทั้งที่ยังไม่ลืมตา

“ฝะ ฝันดีจังเลย” เสียงแหบพร่าบ่นพึมพำ เหมือนยังไม่ได้สติเต็มที่

“ปล่อยให้นอนต่ออีกสักนิดเถอะ พรุ่งนี้ได้ย้ายไปห้องพักเดิม ขอบใจมากมึง ฝากน้องกูด้วยนะ” ผมพยักหน้าตอบรับ พี่หมอเดินออกไปทำงานต่ออย่างจำใจ

“ฝันดีครับ พรุ่งนี้ตาลต้องตื่นมาคุยกับเทียนนะ เทียนจะอยู่ดูแลตาลเองนะครับคนดี” ผมกระซิบข้างหูแผ่วเบา ปล่อยให้คนป่วยได้พักจนกว่าจะถึงเวลาตื่นจริงๆ อีกครั้ง

ความคิดเห็น