facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

บทที่ 22 คำเตือน

ชื่อตอน : บทที่ 22 คำเตือน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 09:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 22 คำเตือน
แบบอักษร

ถาวจวินหลันรู้สึกปวดหน้าผากตุบๆ ที่จิ้งหลิงพูดนั้นแม้จะใช้น้ำเสียงอ่อนโยนคำพูดอ่อนหวาน ทว่ากลับแสดงถึงความสงสัยออกมา แม้ว่าใบหน้าจะมีรอยยิ้มบางๆ ทว่าเหมือนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่าง

‘ที่จริงก็ไม่ได้นับว่าเป็นการว่ากล่าวตักเตือน เพียงแค่ตำหนิไม่กี่คำเท่านั้น’ ถาวจวินหลันถอนใจ มองไปที่จิ้งหลิงอย่างซื่อๆ "เกรงว่าต่อไปองค์ชายรองคงจะไม่พอพระทัยในตัวข้า พี่จิ้งหลิงคิดว่าองค์ชายรองจะส่งข้ากลับไปหน่วยงานซักล้างหรือไม่?"

จิ้งหลิงไม่พูดอะไร ได้แต่อมยิ้มแล้วมองดูถาวจวินหลัน แม้ว่าใบหน้าจะมีรอยยิ้ม ทว่าจริงๆ แล้วแววตาของนางกลับไม่ได้ดูอ่อนโยนเลยสักนิดเดียว กลับให้ความรู้สึกที่ทิ่มแทงหลายเท่านัก

เห็นได้ชัดว่า จิ้งหลิงไม่เชื่อที่ถาวจวินหลันพูด

ถาวจวินหลันแน่นิ่งไม่ขยับ ยังคงจ้องมองจิ้งหลิงด้วยสายตาเช่นนั้นต่อไป เพื่อรอให้จิ้งหลิงคลายความสงสัยไปเอง แล้วในใจก็ไม่กล้าคิดไม่ซื่อเลยแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่าจิ้งหลิงจะจับได้

สุดท้าย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจิ้งหลิงเชื่อจริงๆ หรือเป็นเพราะไม่รู้จะถามอะไรต่อ จึงไม่ได้ซักไซ้อีก จากนั้นก็อมยิ้มแล้วพูดว่า "องค์ชายรองของเราเป็นคนใจกว้าง เจ้าเองก็ไม่ต้องกังวลมากนัก เพียงแค่อย่าทำความผิดซ้ำขึ้นอีก หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก แม้องค์ชายรองจะไม่ถือโทษเจ้า ทว่าข้านั้นไม่ยอมเป็นแน่!"

เพียงแค่ ‘ของเรา’ สองคำนี้ ก็เพียงพอที่จะแสดงถึงความสนิทสนมกันแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง คำพูดประโยคสุดท้ายเลย

หากไม่รู้มาก่อนก็คงจะคิดว่า เจ้านายของวังเต๋ออันแห่งนี้ ก็คือจิ้งหลิง

ทว่าถาวจวินหลันไม่มีสิทธิ์ที่จะไปซักไซ้อะไรต่อ อันที่จริงแล้วนางเองก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว จึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี "เจ้าค่ะ พี่จิ้งหลิง" ด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมนอบน้อม

จิ้งหลิงพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วก็กล่าวขึ้นมาด้วยเสียงเบาอีกว่า "วังเต๋ออันของพวกเรามีกฎระเบียบ อย่าได้คิดทำอะไรนอกเหนือจากหน้าที่ของตัวเอง มิเช่นนั้นวังเต๋ออันแห่งนี้ก็จะไม่ต้อนรับเจ้า"

คำพูดที่ดูอ่อนโยนกลับถูกจิ้งหลิงพูดออกมาอย่างข่มขู่

ถาวจวินหลันเองก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เพียงแต่รับคำอย่างนอบน้อม จิ้งหลิงถึงได้หยุดตักเตือนนาง แล้วปล่อยให้นางกลับไปได้

ครั้นออกจากห้องของของจิ้งหลิง ถาวจวินหลันได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สบายใจขึ้นมาได้เสียที ที่จริงตอนที่ยังอยู่ในห้องนั้นนางก็ได้เข้าใจแล้วว่า ยอมตักเตือนตัวเองดีกว่าต้องโดนจิ้งหลิงตักเตือน และพยายามอยู่ให้ห่างองค์ชายรองเข้าไว้ มิเช่นนั้นจิ้งหลิงคงไม่จำเป็นต้องพูดข่มเรื่องที่องค์ชายให้ความสำคัญกับนาง และตำแหน่งที่ไม่เป็นสองรองใครของนางในวังเต๋ออันหรอก

ในสายตาของจิ้งหลิงนั้น องค์ชายรองเปรียบเสมือนอาหารอันเลิศรสที่ไม่ว่าใครก็อยากลิ้มลอง ทว่าในสายตาของถาวจวินหลันนั้น กลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเลย

ตั้งแต่นางเข้าวังมา สิ่งที่นางคิดหวังมาโดยตลอดคือการได้ออกจากวังอย่างสงบ แล้วก็มีชีวิตอย่างมั่นคง ไม่ว่าองค์ชายรองจะดีอย่างไร จะเป็นที่ต้องการของผู้ใดถึงเพียงไหน นางก็ไม่อยากไปแก่งแย่งชิงดีด้วยทั้งนั้น อีกทั้งหากได้เป็นผู้หญิงขององค์ชายรอง อาจไม่ได้สุขสบายไปตลอดก็ได้ พระชายาขององค์ชายในอนาคตนั้น จะต้องคอยจัดการกับคนที่ดูแลอยู่ข้างกายองค์ชาย ทั้งยังต้องเห็นการมีสนมเป็นเรื่องปกติ? แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่ทนไม่ได้ เมื่อเวลานั้นมาถึงผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ไม่มีผู้ใดรู้ได้

สิ่งที่มั่นคงที่สุดก็คือ ก้มหน้าก้มตาทนทำงานจนถึงเวลาได้ออกจากวังหลวงไป

ยังดีที่ผ่านด่านของจิ้งหลิงในวันนี้ไปได้ ส่วนองค์ชายรองเองก็ไม่ได้ติดใจเอาความ เท่ากับว่าเรื่องนี้ได้ผ่านไปแล้ว

ถาวจวินหลันนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในห้องหนังสือขององค์ชายรอง แล้วรู้สึกว่าช่างโชคดีเหลือเกิน นางต้องยอมรับว่า ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะโชคดี ก็อาจจะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้ โชคดีที่ สุดท้ายแล้วองค์ชายรองไม่คิดฆ่านาง โชคดีที่นางผ่านเรื่องนี้มาได้อย่างปลอดภัย

ทว่าหลังจากผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว ถาวจวินหลันก็เข้าใจเรื่องเรื่องหนึ่งได้อย่างถ่องแท้ นั่นก็คืออยู่ในวังหลวงนี้ ห้ามมีความคิดสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องในครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะความสงสัยอยากรู้ นางจะมาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร? ยังดีที่สุดท้ายแล้วโชคยังดีอยู่บ้าง จึงไม่ได้กลายเป็นเรื่องใหญ่อะไร ทว่าไม่ใช่จะโชคดีเช่นนี้ได้ทุกครั้งไป ดังนั้นจึงต้องรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลม นั่นก็คือตัดความสงสัยอยากรู้ไปให้หมดสิ้น

เพียงแต่บางครั้งที่คิดถึงเหตุการณ์ในตอนนั้นขึ้นมา กลับรู้สึกว่าใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรง มีความรู้สึกประหลาดอยู่เล็กน้อย

ก่อนหน้านี้นางไม่เคยรู้ว่าหญิงชายสามารถทำเรื่องเช่นนั้นกันได้ เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงทำให้นางรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าอย่างไรก็ลืมไม่ลง

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ นางจึงอดคิดถึงตอนที่องค์ชายรองเอามือมาปิดปากของนางไว้ไม่ได้ อีกทั้งดวงตาคู่นั้น ช่างงดงามเสียจนยากจะลืมเลือน ราวกับสลักลงไปในใจของนางอย่างไรอย่างนั้น

นั่นเป็นครั้งแรกที่ถาวจวินหลันได้เห็นใบหน้าขององค์ชายรองอย่างชัดเจน ทว่าหลังจากนั้นนางไม่กล้าแม้แต่จะใช้หางตามองไปยังองค์ชายเลย

ชีวิตในวังเต๋ออันนั้นช่างสงบเสียเหลือเกิน ส่วนเรื่องที่ถาวจวินหลันถูกเรียกเข้าไปในห้องหนังสือนั้น หลังจากเป็นที่ลือกันในวังเพียงแค่ไม่กี่วันก็เงียบหายไปในที่สุด วันเวลาที่สงบสุขกลับคืนมาดังเดิม ทุกคนยังคงทำหน้าที่ของตัวเอง

ถาวจวินหลันชอบวันเวลาเช่นนี้เป็นอย่างมาก ไม่ต้องคอยกังวลและหวาดกลัว ไม่ต้องคอยระแวดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา บางครั้งยังได้มีเวลาว่าง เพียงแต่นางไม่กล้าออกไปจากวังเต๋ออันอีก กลัวว่าจะเป็นการขัดต่อข้อห้ามขององค์ชายรอง ทั้งยังกลัวว่าองค์ชายรองจะติดใจเรื่องนี้ขึ้นมาอีก แล้วถาวซินหลันจะพลอยโดนไปด้วย

แม้นางจะไม่กล้าออกไปเอง ทว่าก็ได้วานให้นางกำนัลที่มารับเสื้อผ้าเอาของไปส่งให้ถาวซินหลัน

ไม่นานถาวซินหลันก็ได้ย้ายออกจากหน่วยงานซักล้างไป เวลานี้นางสองพี่น้องได้ห่างกันราวกับอยู่คนละฟ้าคนละแผ่นดิน จะไปมาหาสู่หรือถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของกันและกันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก

ถาวจวินหลันรู้สึกผิดหวังขึ้นมาจึงได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อันที่จริงไม่เจอกันก็ดี คนอื่นจะได้ไม่คิดว่าพวกนางสองคนสนิทสนมกันเกินไป ต่อไปอาจจะทำให้ถาวซินหลันเดือดร้อนไปด้วย ถึงอย่างไรนางก็ยังมีเรื่องนี้เป็นชนักติดหลังอยู่ ทำให้เกรงกลัวอยู่เล็กน้อย

หลังจากเกิดเรื่องนั้นขึ้น จิ้งหลิงยิ่งคอยจับตาดูองค์ชายรองหนักขึ้น นับวันยิ่งคอยกันคนอื่นไม่ให้เข้าใกล้องค์ชายรอง โดยเฉพาะถาวจวินหลัน

ยังดีที่หลังจากนั้นดูเหมือนว่าองค์ชายรองจะลืมถาวจวินหลันไปแล้ว จึงไม่ได้กล่าวถึงหรือนึกถึงอีก ดังนั้นจิ้งหลิงเองก็ค่อยๆ วางใจลงได้

เนื่องจากท่าทีของจิ้งหลิงที่คอยกันคนอื่น ทำให้วังเต๋ออันมีเสียงบ่นไม่พอใจมากมาย ทว่าเรื่องทั้งหมดชิ่วจื่อก็ปกปิดเอาไว้เป็นอย่างดีไม่ให้ไปถึงหูของจิ้งหลิงได้

ผ่านไปเพียงพริบตาเดียวก็เข้าสู่ช่วงที่ร้อนที่สุดของปี แม้ว่าเสื้อผ้าที่ใส่จะแสนบาง ทว่ากลับยังห้ามเหงื่อไม่ให้ไหลออกมาไม่ได้

ในเวลานี้งานเย็บปักก็ต้องหยุดพักไว้ก่อน ฝ่ามือมีเหงื่อไหลเต็มไปหมดทำให้เข็มลื่นและยังทำให้เส้นด้ายสกปรกได้ง่ายอีกด้วย

ชิวจื่อหยุดงานเย็บปักลงทั้งหมด บอกแค่รอให้อากาศเย็นขึ้นกว่านี้ก่อนค่อยเริ่มทำงานต่อ ดังนั้นถาวจวินหลันจึงมีเวลาว่างไม่น้อยเลยทีเดียว

ทว่าเวลาว่างเช่นนี้ก็ไม่ได้มีนานนัก เนื่องจากองค์ชายรองไม่ต้องไปเรียนแล้ว...ห้องทรงพระอักษรจะไม่มีการเรียนการสอนทุกช่วงฤดูหนาวที่หนาวที่สุด และช่วงฤดูร้อนที่ร้อนที่สุด เป็นการหนีอากาศร้อนจัดและอากาศหนาวจัดไปในตัว

ดังนั้นในช่วงนี้องค์ชายรองจึงได้แต่ประทับอยู่ในวัง อากาศร้อนใครก็ไม่อยากขยับตัวไปไหน ร้อนขนาดนี้จะออกไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ไม่ได้เช่นกัน

องค์ชายรองจึงไม่ได้ออกไปไหน ทำให้งานในวังเต๋ออันมีเพิ่มขึ้นเท่าตัว อย่างแรก ข้างกายขององค์ชายรองจะต้องมีคนคอยรับใช้ อย่างน้อยก็ต้องมีสักหนึ่งคน เช่นนั้นกำลังคนก็หายไปแล้วหนึ่งคน ทั้งยังต้องเตรียมถังน้ำเย็น ตะกร้าผลไม้ ทำความสะอาด ซักผ้าตากผ้า และเตรียมน้ำเตรียมชาทุกวัน พวกนี้จะต้องมีการเตรียมอย่างรอบคอบ จึงเป็นการเพิ่มงานขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งองค์ชายรองยังมีรับสั่งให้ใช้โอกาสนี้เอาหนังสือออกมาตากอีก

การตากหนังสือนั้นไม่ใช่งานง่าย ตรงกันข้ามเป็นงานที่ต้องใช้แรงอย่างมาก วันนั้นที่ถาวจวินหลันเข้าไปในห้องหนังสือก็ได้รู้ว่า องค์ชายรองเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก เพราะบนชั้นหนังสือมีหนังสือวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

หนังสือมากมายขนาดนั้น อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลากว่าสิบวันหรือครึ่งเดือนถึงจะตากเสร็จ

เนื่องจากคนอื่นมีงานรัดตัวกันหมด ชิวจื่อจึงให้ถาวจวินหลันรับผิดชอบหน้าที่ตากหนังสือ ทว่าไม่ได้ให้นางเป็นคนยกไปยกมาอยู่คนเดียว ยังได้จัดขันทีไว้สองคนคอยช่วยนางยกหนังสืออีก สองคนนี้ เป็นขันทีที่ติดตามข้างกายองค์ชายรอง คนหนึ่งชื่อหวังหรู อีกคนชื่อโจวอี้ ชื่อของทั้งสองคนรวมกันก็เป็น**หรูอี้*** พอดี

หวังหรูและโจวอี้มีอายุพอๆ กับองค์ชายรอง ทว่าหวังหรูนั้นมีใบหน้าเหมือนกับตุ๊กตา มองแล้วเหมือนกับน้องชายอย่างไรอย่างนั้น เห็นใครก็จะเรียกพี่สาวอยู่ตลอด

ถาวจวินหลันโดนเรียกแบบนี้ก็รู้สึกเขินอาย ใบหน้าแดงก่ำ "ไม่ต้องเรียกข้าว่าพี่สาวหรอก มันรู้สึกแปลกๆ"

หวังหรูยิ้ม "ขอโทษด้วย เรียกเช่นนี้มาหลายปีจนชินเสียแล้ว"

ได้ยินเช่นนี้แล้วไม่รู้ว่าทำไมในใจของถาวจวินหลันถึงได้รู้สึกเจ็บปวด ครั้นเห็นหวังหรูและโจวอี้ขนย้ายหนังสือด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อจึงยิ้มพลางเอ่ยไปว่า "ชิงกูกูต้มถั่วเขียวต้มเอาไว้ พวกเจ้าสองคนไปกินเถอะ อากาศร้อนขนาดนี้จะเป็นลมแดดเอา หนังสือพวกนี้เดี๋ยวข้าดูเอง"

เวลานี้ก็เหลือแค่พลิกหนังสือออกมาตากเท่านั้น อย่างมากก็แค่ออกแรงเปิดพลิกหนังสือ นางทำคนเดียวก็เกินพอแล้ว

หวังหรูได้ยินเช่นนั้นจึงยิ้มแฉ่งทันที "ฝีมือของชิงกูกูนั้นไม่ต้องพูดถึง ถั่วเขียนต้มที่ข้าเคยกินยังไม่มีที่ใดสู้ฝีมือของชิงกูกูได้เลย" พูดไปก็เดินไปทางห้องครัว ทว่าโจวอี้กลับไม่ขยับ ได้แต่พูดว่า "เจ้าไปตักมาก็พอแล้ว"

หวังหรูตอบรับ จากนั้นโจวอี้หันกลับมานั่งลงใต้เงาต้นไม้ แล้วมองดูหนังสือพวกนั้นด้วยแววตาเคร่งขรึม

โจวอี้ไม่ร่าเริงเท่าหวังหรูและพูดน้อย ถาวจวินหลันจึงไม่ค่อยได้พูดกับโจวอี้เท่าไรนัก ไม่รู้จะพูดคุยกับเขาเรื่องอะไร ดังนั้นบรรยากาศภายในสวนจึงเงียบสงัด

แม้ว่าจะนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ทว่ากลับยังรู้สึกร้อนอบอ้าวมาก ถาวจวินหลันจึงโบกพัดในมือเบาๆ นางเริ่มมีอาการมึนเล็กน้อย กลัวว่าตนเองจะเผลอหลับไปจึงรีบลุกขึ้นไปพลิกหนังสือพวกนั้น เมื่อได้เห็นคัมภีร์ซานไห่จิงที่ข้างบนมีภาพสีอยู่ก็มองไม่วางตา รีบคุกเข่าลงตรงนั้นแล้วใช้พัดบังแสงแดดบนหัว ค่อยๆ เปิดพลิกดูทีละหน้า

ได้ดูแล้วก็เหมือนหลุดเข้าไปในหนังสือ ครั้นได้ยินเสียงตะโกนของหวังหรูก็ได้สติคืนมา "พระองค์ออกมาได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ?"

ถาวจวินหลันตกใจรีบละสายตาจากหนังสือ ครั้นเห็นเงาของตัวเองแปลกไป จึงได้เงยหน้าขึ้นไปมอง ถาวจวินหลันถึงกับตกตะลึง เพราะองค์ชายรองมายืนอยู่ข้างหลังของนาง และกำลังจ้องนางไม่วางตา!

***** หรูอี้ แปลว่า สมความปรารถนา

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว