facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

ชื่อตอน : บทที่ 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 09:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 21
แบบอักษร

คำถามนี้ทำให้ถาวจวินหลันถึงกับนิ่งชะงัก

ตามความคิดของถาวจวินหลันแล้ว การทำเหมือนเรื่องนี้ไม่เคยขึ้น แล้วปล่อยผ่านไปโดยไม่ต้องทำอะไรถึงจะดีที่สุด ทว่าองค์ชายรองกลับไม่ยอมทำตามนั้น

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ องค์ชายรองก็ไม่ควรมาถามนาง

ดังนั้นถาวจวินหลันจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบไม่พูดอะไร

องค์ชายรองเองก็เป็นคนที่มีความอดทน เขามองถาวจวินหลันไม่วางตา แล้วก็ไม่ได้เร่งหรือรีบร้อนอะไร ได้แต่เพียงนั่งรออย่างสงบ

ทว่าแววตาอันลุ่มลึกเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ถาวจวินหลันกระวนกระวายใจ ถาวจวินหลันรู้สึกว่า ที่จริงองค์ชายรองไม่ได้เป็นคนโอบอ้อมอารีอย่างที่พวกชิวจื่อพูดกัน กลับกันองค์ชายรองดูเป็นคนที่น่าเกรงขามอย่างมาก แม้จะไม่พูด แต่กลับทำให้คนอื่นรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน

เหงื่อเริ่มซึมออกมาจากหลังของนาง แล้วค่อยๆ เปียกชื้นติดเสื้อผ้าของนาง หลังจากนั้นแผ่นหลังของถาวจวินหลันก็ยิ่งเย็นยะเยือกขึ้น เย็นจนทำให้ถาวจวินหลันเกือบจะทนไม่ไหว

สุดท้ายแล้วก็เป็นถาวจวินหลันที่เอ่ยปากออกมาก่อน นางพยายามพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ "ทูลองค์ชายรอง ท่านอยากจะจัดการกับบ่าวเช่นใด บ่าวก็มิกล้าขัดแม้แต่น้อย หากองค์ชายรองกังวลว่ามือของท่านจะสกปรก บ่าวก็สามารถปลิดชีพตัวเองได้ บ่าวขอความเมตตาจากองค์ชายรองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ได้โปรดดูแลคนในครอบครัวของบ่าวด้วยเพคะ"

คำพูดนี้เป็นการลองใจ ทว่าก็มีความจริงใจปนอยู่ด้วย หากองค์ชายรองอยากจะให้นางตายจริงๆ นางก็ขัดขืนอะไรไม่ได้ ในเมื่อขัดขืนไม่ได้ นางจึงทำได้เพียงแค่ยอมรับอย่างหนักแน่น อย่างน้อยนางก็ได้สละชีวิตเพื่อให้คนในบ้านได้สบาย ก็ถือว่าไม่ขาดทุน

ทว่านี่เป็นแผนสำรอง หากมีทางเลือก ถาวจวินหลันก็ไม่อยากจะเลือกเช่นนั้น

เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจและแน่วแน่ ถาวจวินหลันถึงกับคุกเข่าลงอย่างช้าๆ และก้มหัวลงไปติดกับพื้น แสดงท่าทางต่ำต้อย

องค์ชายรองยังคงไม่พูดอะไร ได้แต่มองดูอยู่อย่างนั้น ราวกับกำลังพิจารณาอยู่ แล้วยังเหมือนกับกำลังตัดสินอยู่ด้วย ดูว่าในใจของถาวจวินหลันนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่

ถาวจวินหลันเองก็ไม่กล้าขยับตัว

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร จนถาวจวินหลันรู้สึกว่าขานั้นชาไปหมด ในที่สุดองค์ชายรองก็ขยับตัวเคาะโต๊ะเบาๆ รอจนถาวจวินหลันเงยหน้าขึ้น จึงได้ยกมือยกขึ้นช้าๆ

ครั้งนี้ถาวจวินหลันเข้าใจความหมายขององค์ชายรองได้ทันที นี่เป็นการสั่งให้นางลุกขึ้น

เนื่องจากคุกเข่าอยู่นาน ครั้นถาวจวินหลันจะลุกขึ้นยืนจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ทว่าดีที่ยังลุกขึ้นเองได้

เวลานี้องค์ชายรองน่าจะตัดสินใจได้แล้ว ถาวจวินหลันรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้สึกกระวนกระวายเหมือนตอนแรกที่เข้ามา ถึงอย่างไรไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นเช่นไร ในตอนนี้นางก็ยอมรับได้ทั้งนั้น

ทว่าที่ทำให้นางตกตะลึงก็คือ องค์ชายรองแค่สั่งให้นางกลับออกไปเท่านั้น ไม่ได้จัดการอะไรกับนาง เพียงแค่ชี้ไปที่แจกันทรงปากแคบที่วางอยู่บนชั้นวางโบราณเท่านั้น

ถาวจวินหลันรู้สึกมึนงงกับท่าทางนั้น จนกระทั่งกลับมาถึงห้องของตัวเองนางถึงค่อยๆ เข้าใจความหมายขององค์ชายรอง นั่นก็คือสั่งให้นาง ปิดปากเงียบ

ถาวจวินหลันยิ้มแหยๆ จากนั้นถึงเข้าใจได้ทันทีว่า ในเมื่อต้องการให้ปิดปากให้เงียบ ก็หมายความว่าจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ไม่คิดที่จะจัดการอะไรกับนางอีกแล้ว

จนถึงตอนนี้ถาวจวินหลันถึงได้รู้สึกว่า จิตใจที่สิ้นหวังไร้ชีวิตชีวานั้น เริ่มกลับมามีแสงอาทิตย์และความอบอุ่นอีกครั้ง จึงค่อยๆ ใจชื้นขึ้นมา นางอดไม่ได้ที่จะถอนใจอย่างโล่งอก รู้สึกสบายใจราวกับยกภูเขาออกจากอก

แล้วยังรู้สึกว่า พวกชิวจื่อไม่ได้หลอกนาง องค์ชายรองนั้นเป็นคนโอบอ้อมอารีจริงๆ ถึงอย่างไร ก็ไว้ชีวิตนางครั้งนี้มิใช่หรอกหรือ?

ความดีใจเช่นนี้ยังคงไม่หายไป จนโดนเยว่จูทักเข้า "กลับมาจากห้ององค์ชายรองก็ยิ้มแย้มตลอดเชียวนะ หรือว่ามีเรื่องอะไรดีๆ อย่างนั้นหรือ?"

ถาวจวินหลันหุบยิ้มลงทันที นางรู้สึกได้ถึงความหยั่งเชิงและความไม่ค่อยพอใจในคำพูดของเยว่จู และอาจมีความอิจฉาปนอยู่เล็กน้อย แต่นี่มีเพียงแค่เยว่จูเองเท่านั้นที่รู้ว่าในใจคิดอะไรอยู่กันแน่

ถาวจวินหลันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย หลังจากนั้นถึงเข้าใจว่าทำไมเยว่จูจึงแสดงอาการเช่นนี้ ถึงแม้จะเป็นนางกำนัลในวังเต๋ออันที่คอยรับใช้องค์ชายรองเหมือนกัน ทว่าหากได้คอยรับใช้ใกล้ชิด เช่นนั้นฐานะก็ต่างกันแล้ว ไม่เพียงแค่ได้เป็นนางกำนัลใหญ่ ด้านอื่นๆ ก็จะดีขึ้นไปด้วย เช่น ได้รางวัลจากองค์ชายรอง หรือว่าองค์ชายรองรับไว้คอยถวายงาน เป็นต้น

หากองค์ชายรองรับไว้ให้คอยถวายงานแล้วล่ะก็ ถึงแม้จะมีตำแหน่งสู้พระสนมไม่ได้ ทว่าก็ถือว่าได้เป็นเจ้านายแล้ว หลังจากพวกองค์ชายแต่งงานก็จะต้องออกจากวังหลวง และถูกแต่งตั้งเป็นอ๋อง เมื่อไปอยู่ในวังอ๋อง แน่นอนว่าไม่ได้อยู่ในฐานะนางกำนัลอีกแล้ว แต่จะได้อยู่ในฐานะอนุภรรยาอะไรพวกนี้ เช่นนี้ย่อมแตกต่างไปจากอนุภรรยาของคนทั่วไปอย่างแน่นอน

แบบนี้ก็จะได้เปลี่ยนฐานะจากกาเป็นหงส์

อีกทั้ง ในสายตาของพวกชิวจื่อนั้น องค์ชายรองเองก็เป็นคนที่โอบอ้อมอารี และรับใช้ง่ายที่สุด

พูดได้เลยว่า อยู่กับองค์ชายรองเป็นหนทางที่ดี

จิ้งหลิงน่าจะมีความคิดเช่นนี้ตั้งนานแล้ว มิเช่นนั้นคงจะไม่สนใจองค์ชายรองถึงเพียงนั้น นางคอยกันคนอื่น จนถึงกระทั่งไม่อนุญาตให้คนอื่นได้เข้าใกล้องค์ชายรองเลยแม้แต่น้อย

แล้วทำไมเยว่จูจะเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นไม่ได้เล่า?

ถาวจวินหลันอดไม่ได้ที่จะมองดูเยว่จู เยว่จูนั้นก็เหมือนกับนาง ทว่าโอกาสที่จะได้เจอกับองค์ชายรองนั้นยากเหลือเกิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องรับใช้ใกล้ชิดเลย แล้วทำไมถึงได้มีความคิดเช่นนี้กัน?

ทว่าท่าทางที่เยว่จูแสดงออกมาก็เป็นเช่นนั้น จะโต้แย้งก็ไม่ได้เลย ถาวจวินหลันจึงค่อยๆ อธิบายออกไป "หากเป็นเรื่องดีก็ดีสิ เป็นเพราะวันนี้ข้าไปชนองค์ชายรองเข้า ท่านจึงเรียกข้าเข้าไปตักเตือนก็เท่านั้น"

เยว่จูเหมือนจะเชื่อแต่ก็เหมือนจะไม่เชื่อ ทำหน้าสงสัยถามว่า "จริงหรือ เป็นแบบนั้นหรือ?"

ถาวจวินหลันพูดเสริม "ก็ใช่น่ะสิ ข้ากับองค์ชายรองไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน มิเช่นนั้นแล้วจะยังมีเรื่องใดได้อีกเล่า?" พูดแล้วก็หันไปยิ้มให้เยว่จู "เมื่อครู่ข้าคุกเข่าเสียจนปวดเข่าไปหมด ข้าขอยืมน้ำมันนวดของเจ้าหน่อยได้ไหม?"

พูดไปถาวจวินหลันก็ถกขากางเกงของตัวเองไป เผยให้เห็นหัวเข่าสีแดงช้ำทั้งสองข้าง

เยว่จูเห็นรอยแดงบนหัวเข่า ใบหน้าก็คลายความสงสัยเมื่อครู่ไปจนหมด แล้วยิ้มออกมา "เช่นนั้นเจ้าก็ช่างโชคร้ายเสียเหลือเกิน ข้าเพิ่งเคยได้ยินว่าองค์ชายรองเรียกคนไปกล่าวตักเตือนก็ครั้งแรก เมื่อก่อนพี่จิ้งหลิงทำแจกันโบราณแตก องค์ชายรองก็แค่ยิ้มเล็กน้อยมิได้เอาความอันใด แล้วเจ้าไปทำผิดอะไรถึงทำให้องค์ชายรองกริ้วได้ถึงเพียงนี้หรือ?"

สำหรับปัญหานี้ ถาวจวินหลันเองก็ได้คิดคำตอบเตรียมไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำเป็นพูดบ่นไป "เป็นเพราะข้างี่เง่าเอง เห็นองค์ชายรองแล้วกลับไม่รู้ ซ้ำยังชนเข้ากับองค์ชายรองอีก จึงทำให้เสื้อผ้าของท่านสกปรก"

เยว่จูมีสีหน้าเห็นใจ พร้อมทั้งดูโกรธเล็กน้อย พลางลูบหลังถาวจวินหลันเบาๆ "ทำไมเจ้าไม่รู้จักระวังเช่นนี้?!"

ครั้นถาวจวินหลันเห็นว่าผ่านประเด็นเรื่องนี้ไปได้แล้วจึงถอนใจด้วยความโล่งอก นางไม่กลัวว่าเรื่องนี้จะรั่วไหลออกไป ถึงอย่างไรเยว่จูก็ไปถามองค์ชายรองไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่นางจะพูดหรือ?

ก่อนนอน ถาวจวินหลันเอายาคืนให้เยว่จู แล้วกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณยาของเจ้ามาก"

เยว่จูปัดๆ มือ "แค่ยาเล็กน้อย ครั้งที่แล้วเจ้าทำถุงหอมให้ข้าตั้งเยอะ แค่นี้ไม่เท่าไรหรอก" สักพักก็กัดริมฝีปาก แล้วขยับมาใกล้อย่างมีลับลมคมใน จากนั้นก็กระซิบเตือนนางหนึ่งเรื่อง "ข้าจะเตือนเจ้าไว้นะ ช่วงนี้คอยหลบหน้าพี่จิ้งหลิงไว้หน่อยแล้วกัน มิเช่นนั้นอาจจะโดนลงโทษเอาได้"

ถาวจวินหลันส่งเสียง ‘อืม’ คิดว่าเยว่จูจะพูดอะไรต่ออีก ที่ไหนได้เยว่จูกลับเอนตัวนอนลงไป

เวลานี้ถาวจวินหลันไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทว่านางก็คิดทบทวนดีแล้ว จิ้งหลิงไม่ใช่คนน่าคบหาอะไร ในตอนนี้เยว่จูมาเตือนนางเช่นนี้ เป็นเพราะนางได้เข้าใกล้องค์ชายรอง จิ้งหลิงจึงจะมาหาเรื่องนางหรือ?

นี่ไม่ใช่เรื่องดี

ผ่านมาครู่หนึ่ง ถาวจวินหลันก็เข้าใจได้ว่า ในวังเต๋ออันแห่งนี้ นอกจากองค์ชายรองแล้ว ก็มีจิ้งหลิงนี่แหละที่มีอำนาจ เรื่องทุกอย่างในวังเต๋ออันล้วนอยู่ในความดูแลของจิ้งหลิงทั้งหมด หากไม่นับที่องค์ชายรองรับไว้คอยถวายงานแล้ว ก็ดูท่าทางเหมือนกับเป็นนายหญิงอย่างไรอย่างนั้น แม้แต่นางกำนัลใหญ่เหมือนกันอย่างชิวจื่อยังเทียบกับจิ้งหลิงไม่ได้เลย

แน่นอนว่า องค์ชายรองเองก็โปรดจิ้งหลิงอยู่มาก

นี่จึงยิ่งเสริมสร้างอำนาจให้กับจิ้งหลิงมากขึ้น ดังนั้นหากจิ้งหลิงจะหาเรื่องนางขึ้นมา นางคงรับมือไม่ได้ มีทางเดียวคือ ต้องหนีหน้าเท่านั้น

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว การจะหลบหน้าจิ้งหลิงในวังเต๋ออันแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งยังมีโอกาสที่จิ้งหลิงจะมาตามหานางเองด้วย

และแล้วเมื่อองค์ชายรองเสวยอาหารเช้าเสร็จไปออกเข้าเรียนแล้ว จิ้งหลิงก็ได้เรียกนางไปพบ

จิ้งหลิงมีห้องพักเป็นของตัวเอง แม้จะไม่ใหญ่ แต่ก็มีหน้ามีตา

จิ้งหลิงกำลังกินอาหารเช้าอยู่ ของจิ้งหลิงนั้นแตกต่างจากนางกำนัลทั่วไปอย่างพวกนางตรงที่ นางกำนัลอาวุโสชิงจะเก็บอาหารของจิ้งหลิงเอาไว้ก่อน เมื่อส่งองค์ชายรองออกไปแล้วก็จะยกเข้ามาส่งให้ถึงในห้องของจิ้งหลิง

บนโต๊ะนอกจากจะมีผัดผัก หมั่นโถวไส้ผัก อันเป็นของที่พวกนางกำนัลทั่วไปไม่ได้แล้ว ยังมีเกี๊ยว ไข่ไก่ผัดกุ้ยฉ่าย และยำแตงกวา ซึ่งพวกนี้เป็นอาหารที่เมื่อเช้ายกเข้าไปที่ห้องขององค์ชายรอง เห็นได้ชัดว่า...

จิ้งหลิงเห็นถาวจวินหลันมองอาหารบนโต๊ะ จึงยิ้มออกมาเล็กน้อย "องค์ชายรองท่านประทานให้"

ถาวจวินหลันได้ยินก็ยิ้ม "องค์ชายรองท่านเห็นความสำคัญของพี่จิ้งหลิง จึงได้ประทานของพวกนี้ให้ คนอื่นไม่ได้มีบุญวาสนาเช่นนี้" นางรู้สึกถึงความโอ้อวดของอีกฝ่ายในน้ำเสียงเมื่อครู่นั้น จึงรีบพูดยกยอปอปั้น

มุมปากของจิ้งหลิงยิ่งยกสูงขึ้นไปอีก

เห็นได้ชัดว่าได้ผลไม่เลว ถาวจวินหลันรู้สึกสดชื่นขึ้นมาก หากจิ้งหลิงอารมณ์ดี คงจะไม่หาเรื่องนางมากหรอกกระมัง?

เพียงแต่จิ้งหลิงไม่ได้เป็นอย่างที่นางคิดเอาไว้ ถึงแม้จะยิ้ม ทว่าครู่เดียวก็ได้ถามถึงเรื่องนั้นขึ้นมาว่า "เมื่อวานองค์ชายรองเรียกเจ้าเข้าเฝ้าเนื่องด้วยเหตุใดกันหรือ? ข้าจำได้ว่า เมื่อวานเจ้ากับองค์ชายรองกลับมาที่วังเต๋ออันพร้อมกัน"

ถาวจวินหลันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงก้มหน้าอธิบายด้วยเสียงเบาๆ "ไม่ได้มีอะไรมากหรอก เพียงแค่ตักเตือนข้าเท่านั้น เป็นเพราะข้าไม่ระวังไปชนองค์ชายรองเข้า โทษใครไม่ได้ ขอบคุณพี่จิ้งหลิงมากที่เป็นห่วง"

สรุปแล้วจิ้งหลิง ‘เป็นห่วง’ ใคร ถาวจวินหลันรู้ดีแก่ใจ เพียงแต่พูดให้ดูน่าฟังขึ้นเท่านั้น

"อย่างนั้นเหรอ? ปกติองค์ชายรองของพวกเราไม่ค่อยชอบเรียกใครมาตักเตือนเท่าไรน่ะ" ดูท่าแล้วจิ้งหลิงจะไม่พอใจกับคำอธิบายนี้เท่าไรนัก

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว