facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

บทที่ 20 ตกใจเกินเหตุ

ชื่อตอน : บทที่ 20 ตกใจเกินเหตุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.1k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 09:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 20 ตกใจเกินเหตุ
แบบอักษร

ครั้นมาถึงวังเต๋ออันนั้น ถาวจวินหลันก็รู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวไร้เรี่ยวแรง ราวกับจะปลิวไปตามสายลมที่พัดผ่านมา

จากนั้นเมื่อนางเงยหน้าขึ้น ก็เห็นจิ้งหลิงยืนอยู่ตรงหน้าประตู ดูจากเวลาแล้วก็รู้ได้ทันทีว่า จิ้งหลิงกำลังรอองค์ชายรองอยู่อย่างแน่นอน

จิ้งหลิงก็มองเห็นนางเช่นกัน

สีหน้าของจิ้งหลิงนั้นดูตกตะลึงไม่น้อย

ถาวจวินหลันออกปากทักทายด้วยเสียงแข็งทื่อ "พี่จิ้งหลิง"

จิ้งหลิงราวกับถูกเสียงของนางเรียกสติกลับมา จากนั้นจึงเก็บท่าทางตกตะลึงก่อนหน้านั้นเอาไว้ เพียงแต่สายตาที่มองนางนั้นกลับดุดันและขุ่นมัว

จากสายตาของจิ้งหลิงที่มองมาเช่นนี้ ทำให้ถาวจวินหลันสะดุ้งเล็กน้อย จึงรีบก้มหน้าไม่กล้าสบตากับอีกฝ่าย นางคิดว่า จิ้งหลิงคงจะรู้สึกว่า นางหาเรื่องเดือดร้อนมาให้วังเต๋ออันเป็นแน่ ถึงอย่างไรเจ้านายที่อยู่ข้างๆ นางท่านนี้...

ขณะที่ถาวจวินหลันกำลังกังวลว่าจะอธิบายเรื่องนี้กับจิ้งหลิงอย่างไรดี ก็ได้ยินเสียงของจิ้งหลิงทักขึ้นด้วยสีหน้าเปื้อนรอยยิ้ม "องค์ชายรองเพคะ"

ถาวจวินหลันหันกลับไปมองข้างหลังโดยไม่รู้ตัว ทว่าด้านหลังของนางนั้นกลับไม่มีใครสักคน จึงหันหน้ากลับมาอย่างช้าๆ หลังจากมองดูแผ่นหลังของบุรุษที่สวมชุดสีน้ำเงินข้างหน้านั้น นางถึงกับต้องตกตะลึงจนตัวแข็ง ยืนนิ่งสติหลุดอยู่ที่เดิมเป็นเวลานาน

เมื่อครู่จิ้งหลิงพูดว่าองค์ชายรอง

อีกฝ่าย คือองค์ชายรองเองหรือ เจ้านายของนางเองน่ะหรือ

แบบนี้นับว่าเป็นการทำผิดแล้วโดนจับได้อย่างจังใช่หรือไม่? ทว่าที่น่าขันว่านั้นคือ เมื่อครู่นางยังแอบอ้างชื่อขององค์ชายรองเพื่อเอาตัวรอดอยู่เลย หารู้ไม่ว่า อีกฝ่ายก็คือองค์ชายรองนั่นเอง

ไม่แปลกที่เมื่อครู่อีกฝ่ายไม่ได้ทำอะไร นอกจากให้นางเดินตามมาข้างหลัง

ถ้าหากเป็นตัวนางเองนั้น ก็เกรงว่าจะทำเช่นเดียวกัน อย่างไรก็เป็นคนของตัวเอง จะจัดการอย่างไร กลับมาแล้วค่อยว่ากันก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรีบทำในตอนนั้น

ถาวจวินหลันรู้สึกว่าในใจหนาวเหน็บและว่างเปล่าไปหมด ไม่มีความอุ่นใจเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้สึกว่า เรื่องนี้ช่างน่าขันเสียจริง

ครู่หนึ่งถาวจวินหลันก็ฝืนยิ้มออกมา หากอีกฝ่ายไม่ใช่องค์ชายรอง นางก็ยังพอจะพอมีโอกาสอยู่บ้าง ทว่าในตอนนี้...นางรู้ผลที่จะตามมาแล้ว

เวลานี้นางไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไร นางเพียงแค่เป็นห่วงถาวซินหลัน หากไม่มีนางก็ไม่รู้ว่าถาวซินหลันจะเป็นอย่างไร หากไม่มีนาง ถาวซินหลันออกจากวังหลวงไปแล้วจะเป็นอย่างไร?

อาจเพราะนางสิ้นหวังอย่างมาก จึงไม่รู้ตัวว่าองค์ชายรองกับจิ้งหลิงเดินออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนนี้เหลือแต่นางที่ยืนงงงันอยู่หน้าประตูคนเดียว ในหัวนั้นสับสนไปหมด เหมือนกับตอนที่เกิดเรื่องขึ้นในหน่วยงานซักล้างครั้งก่อนอย่างไรอย่างนั้น

ผ่านไปพักใหญ่ก็มีคนมาผลักนางเข้าให้

พอมองไปถึงได้เห็นว่าเป็นชิวจื่อ

ชิวจื่อกำลังมองนางอย่างประหลาดใจ ท่าทางดูตกใจเล็กน้อย "ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้? ยืนเหม่อลอยอยู่นั่น ข้าเรียกเจ้าตั้งหลายครั้ง เจ้าก็เหมือนไม่ได้ยินอย่างนั้น"

ถาวจวินหลันค่อยๆ ฝืนยิ้มออกมา ขานเรียก "พี่ชิวจื่อ"

เหมือนว่า ชิวจื่อจะยังไม่รู้เรื่องเมื่อครู่ จึงลากนางไปบ่นว่า "ไม่ได้บอกให้เจ้ากลับมาเร็วๆ หรอกหรือ? ตอนนี้องค์ชายรองท่านเสด็จกลับมาแล้ว ยังดีที่ไม่เห็นเข้า รีบเข้ามากับข้าเถอะ ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว กินเสร็จแล้วยังมีงานรอให้ทำอีกตั้งเยอะแยะ"

ถาวจวินหลันฟังที่ชิวจื่อพูด แล้วค่อยๆ ได้สติและสงบขึ้นมาบ้าง แต่ในใจนั้นยังคงสบสนวุ่นวายอยู่ จากนั้นก็เดินตามชิวจื่อไปด้วยท่าทีหมดอาลัยตายอยาก

ตอนกินข้าวนั้น ถาวจวินหลันใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แม้แต่กินอะไรเข้าไปตัวเองก็ยังไม่รู้ เพียงแค่ยัดๆ ข้าวเข้าไปเท่านั้น จนกระทั่งกัดปากตัวเองไปสองครั้ง เหมือนเนื้อจะหลุดออกมาทั้งก้อน นางเจ็บเสียจนน้ำตาไหลออกมา

นางกำนัลอาวุโสชิงเห็นท่าทางของนางก็อดหัวเราะไม่ได้ "ข้าวมีพอกิน เจ้าไม่ต้องรีบกินหรอก หรือว่าเจ้าอยากกินเนื้อ? พรุ่งนี้ข้าทำเนื้อผัดน้ำแดงดีหรือไม่?"

หากเป็นปกติล่ะก็ ถาวจวินหลันจะต้องโดนนางกำนัลอาวุโสซุนแซวจนเขินอายหน้าแดงหูแดงไปหมด ทว่าวันนี้นางกลับใจลอยไม่สนใจ แล้วพูดออกมาอย่างฝืนๆ ว่า "กูกูอย่าล้อข้าเล่นเลยเจ้าค่ะ"

นางกำนัลอาวุโสชิงก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงมองถาวจวินหลันแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาดูเป็นกังวล

นางกำนัลอาวุโสชิงลังเลอยู่สักพัก มองดูเยว่จู สุ่ยปี้และซิ่วหลิงที่อยู่ข้างๆ แล้วจึงถามว่า "เจ้าเป็นอะไรไปหรือ? ท่าทางดูจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับน้องสาวเจ้า?"

เพราะอยู่ห้องเดียวกัน ทำให้เยว่จูกับถาวจวินหลันค่อนข้างสนิทกัน เยว่จูเป็นห่วงนางจึงเอ่ยว่า  "ใช่แล้ว เจ้ามีอะไรลำบากใจก็พูดออกมาได้นะ เผื่อพวกข้าจะพอช่วยอะไรได้"

ถาวจวินหลันได้สติคืนมา แล้วส่ายหน้าเบาๆ "ไม่มีอะไรหรอก" พูดแล้วก็วางชามกับตะเกียบลง "พี่ชิวจื่อยังมีงานอีก ข้ากินอิ่มแล้ว ข้าขอไปช่วยงานก่อนนะ"

ถาวจวินหลันรู้ดีว่าไม่ควรทำเช่นนี้ แต่กลับควบคุมตัวเองไม่ได้ นางรู้สึกกลัวจนอยู่ไม่เป็นสุขเลยจริงๆ นางกลัวว่าจะต้องตายอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ กลัวว่าถาวซินหลันจะพลอยโดนไปด้วย

แม้กระทั่งอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงวันที่บ้านตระกูลถาวเกิดเรื่องขึ้น ท่านพ่อโดนจับ และถูกตัดสินโทษอย่างรวดเร็ว ท่านแม่ก็...ส่วนนางกับน้องชายน้องสาวนั้น เหมือนกับจอกแหนที่ลอยคลออยู่ในน้ำ ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีทางเลือกและน่าเวทนานัก

ใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนกระทั่งเห็นจิ้งหลิงปรากฏตัวขึ้น

เมื่อจิ้งหลิงเข้ามาในห้องก็พิจารณาดูนางตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อน แล้วจึงพูดขึ้นอย่างสงบว่า "มากับข้า องค์ชายรองเรียกเจ้าไปพบ"

แม้จะดูเหมือนไม่มีอะไร ทว่าถาวจวินหลันก็ฟังออกว่าจิ้งหลิงมีน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจนัก เพียงแต่นางเองก็ไม่มีอารมณ์มาใส่ใจว่าจิ้งหลิงไม่พอใจเรื่องอะไร ได้แต่ก้มหน้าก้มตาตอบรับ แล้วเดินตามจิ้งหลิงไป

ในตอนที่ได้ยินว่าองค์ชายรองเรียกตัวนางนั้น นางกลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย นางคงจะกระวายกระวาย และกลัวไปเองอยู่อย่างนั้น เมื่อตอนนี้จะรู้ผลแล้ว นางก็รู้สึกสงบขึ้นไม่น้อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องวิตกกังวลใจอีก

นับว่าเป็นครั้งแรกที่ถาวจวินหลันได้เข้าพบองค์ชายรองในห้องหลัก หากไม่นับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่นางได้เข้าเฝ้าเจ้านายของตัวเอง

ถาวจวินหลันคิดไม่ถึงเลยว่า จะได้เจอกับองค์ชายรองครั้งแรกในสถานการณ์เช่นนั้น

แน่นอนว่านางไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ทว่ายิ่งกว่านั้นยังมีความกลัวและความกระวนกระวายด้วย ดังนั้นนางจึงรู้สึกอึดอัดและเกร็งไปหมด

จิ้งหลิงพานางเข้าไปในห้อง แล้วพูดขึ้นว่า "ทูลองค์ชายรอง บ่าวพาคนมาแล้วเพคะ"

ถาวจวินหลันรีบถวายคำนับ "ถวายบังคมเพคะองค์ชายรอง" นางไม่กล้าเงยหน้า แล้วทำท่าทางนอบน้อมตามกฎ จนดูเกร็งเกินไป แม้แต่น้ำเสียงก็สั่นเล็กน้อย

ถาวจวินหลันไม่มีเวลามานึกขันความขี้ขลาดของตัวเอง ในเวลานี้นางรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

แต่องค์ชายรองกลับไม่กล่าวอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

บรรยากาศภายในห้องวังเวงเป็นอย่างยิ่ง หัวใจของถาวจวินหลันจึงยิ่งเต้นอย่างบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ

ในห้องนั้นไม่ร้อนเลยสักนิด ยิ่งกว่านั้นยังมีลมเย็นๆ พัดเข้ามาจากทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ทว่าบนหน้าผากของถาวจวินหลันกลับมีเหงื่อไหลออกมาชุ่มไปหมด

แล้วก็ไม่รู้เพราะเหตุใด จิ้งหลิงจึงกลับออกไปโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียง ซ้ำยังลงกลอนประตูอีกด้วย

ถาวจวินหลันกระวนกระวายขึ้นมาทันที องค์ชายรองสั่งให้นางอยู่คนเดียว แน่นอนว่าจะต้องพูดอะไรหรือทำอะไรกับนางแน่นอน ทว่าเรื่องอะไรนั้น...ไม่ต้องบอกทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้ว

ดังนั้นเพราะแบบนี้ ถาวจวินหลันจึงรู้สึกกลัวจนสงบใจไม่ได้

องค์ชายรองเคาะโต๊ะเบาๆ นิ้วที่กระทบกับโต๊ะไม้เกิดเป็นเสียงกังวาลขึ้นมา

ถาวจวินหลันกลับไม่กล้าเงยหน้าขึ้น

แล้วบรรยากาศภายในห้องก็เงียบสงบลงอีกครั้ง

ถาวจวินหลันยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้น ไม่กล้าแม้แต่จะชำเลืองตามอง นางยืนตัวแข็งอยู่อย่างนั้น ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น แน่นอนว่า ยิ่งกระวนกระวายไปกันใหญ่

เวลาผ่านไปพักใหญ่ ทันใดนั้นก็มีกระดาษสีขาวมาอยู่ตรงหน้า

ถาวจวินหลันตกตะลึง มองแล้วก็รู้สึกสับสนงุนงงไปหมด ครั้นได้เห็นตัวอักษรบนนั้นชัดเจนก็รู้สึกตกใจ

เงยหน้าขึ้นมองหน้าขององค์ชายรองโดยไม่รู้ตัว ในใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกใจสงสัย ทำไมองค์ชายรองจะต้องเขียนหนังสือแทนการพูดกันโดยตรงด้วยเล่า?

ทว่าเมื่อเห็นแววตาอันสุขุมลุ่มลึกขององค์ชายรองก็ทำให้นางเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ นางแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตอบกลับคำถามในกระดาษขององค์ชายรอง “ทูลองค์ชายรอง บ่าวเข้าวังมาในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว เมื่อก่อนทำหน้าที่อยู่ที่หน่วยงานซักล้าง เพิ่งมาอยู่วังเต๋ออันได้ไม่นาน วันนี้บ่าวได้เข้าไปในวังหลวง แล้วเกิดเดินหลงทางจนไปถึงตรงนั้น ก่อนหน้านั้นบ่าวได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่สนิทสนมกันเหมือนพี่น้องที่วังฉู่ซิ่วมาเพคะ”

ลายพระหัตถ์ขององค์ชายรองนั้นงดงามมาก มีเขียนตวัดเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ทว่าดูแล้วกลับมีชีวิตชีวา เห็นได้ชัดว่าได้รับการฝึกฝนมาไม่น้อยตั้งแต่ยังเล็ก

ทว่าในเวลานี้ถาวจวินหลันกลับไม่ได้มีอารมณ์มาชื่นชมตัวอักษรอะไรมากมายนัก แม้ว่าเมื่อก่อนนางจะชอบวิเคราะห์ลายมือที่ไม่เหมือนกันก็ตาม

องค์ชายรองจ้องถาวจวินหลันเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเก็บกระดาษไป ทว่าหลังจากนั้นกลับหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนอีกหนึ่งคำถาม

เห็นอักษรพวกนี้แล้ว ถาวจวินหลันก็รู้สึกว่าเหงื่อที่หลังแตกพลั่ก เพราะเรื่องที่องค์ชายรองถามก็คือ ‘เรื่องในป่าวันนี้ เห็นอะไรบ้าง? ได้ยินอะไรบ้าง?’

ถาวจวินหลันรีบส่ายหัว และอธิบายออกมาทันที "เรื่องในป่าวันนี้บ่าวเองก็เพิ่งเข้าไป ยังไม่ทันได้เห็นอะไรก็เจอกับท่านเข้าเสียก่อน ที่เห็นนั้นก็แค่ครู่เดียว แล้วก็โดนท่านเอามือมาปิดตาไว้..." คิดถึงเหตุการณ์ตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะอับอายหรือร้อนใจดี นางรู้สึกแค่ว่าใบหน้านั้นร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา

ท้ายสุดนางเกรงว่าองค์ชายรองจะไม่เชื่อ จึงได้อธิบายเพิ่มลงไปอีกว่า “บ่าวขอเอาชีวิตเป็นประกันว่าเป็นความจริง หากที่บ่าวพูดไปนั้นมีคำโกหกแม้แต่นิดเดียว ขอให้บ่าวตายภายในสามวันเจ็ดวัน!”

ทว่าองค์ชายรองกลับยิ้มเยาะราวกับไม่เชื่อนางสักนิด

ถาวจวินหลันยิ่งร้อนใจ “จริงเพคะ บ่าวขอรับรอง! บ่าวเห็นเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น!”

องค์ชายรองหุบยิ้ม แล้วจ้องถาวจวินหลันเขม็ง จากนั้นจึงหลบสายตาไป พร้อมทั้งยกพู่กันขึ้นเขียนอีกว่า ‘เจ้าว่า ข้าควรจัดการกับเจ้าเช่นไรดี?’

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว