ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 16 : ทะเลสาบน้ำแข็ง

ชื่อตอน : บทที่ 16 : ทะเลสาบน้ำแข็ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ส.ค. 2561 18:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 16 : ทะเลสาบน้ำแข็ง
แบบอักษร

หลังจากพลิกตัวหาแทบทั้งแผ่นดิน มีเหยี่ยวข่าวจากประตูทิศใต้ที่คอยเฝ้ามองรอบๆเวียนมาบอกสิ่งที่ต้องการในยามนี้


พบความผิดปกติจากป่าทิศใต้มาหลายวันก่อนจนต้องไปตรวจดูให้ทั่วทุกตาราง พบว่าตัวคุณชายหรงนั้นอาศัยอยู่กลางป่าเขา ส่วนเหยียนเสียนเฟยหาได้อยู่ร่วม นางถูกส่งไปที่ห่างไกล อาจจะบนภูเขาหรืออาจจะไปจนถึงแดนตะวันออก ที่เป็นเมืองท่าผู้คนผาสุขและภักดีต่อบังลังค์และเหวินซาน


เทียนหลงบัดนี้หายตัวไปเสียแล้ว คาดว่าคงตามไปช่วยพี่ชายของตนในสงคราม ยังดีที่ตระกูลหลิ่วมิได้ส่งคนไปด้วยให้อยู่รั้งรอที่เมืองหลวง เพราะยามนั้นที่กวาดล้างตระกูลหวังก็เสียผู้คนไปมากโข


เมื่อทราบแหล่งที่อยู่ชัดเจนแล้วจึงส่งคนไปจับตัวกลับมาวังหลวงเสีย หากแต่อีกฝ่ายก็รู้ตัวรีบหนีไปพร้อมกับทหารองครักษ์ฝีมือดีทีเหวินซานส่งมาดูแล


“เห็นทีข้าคงต้องออกไปด้วยตัวเอง”


มือหนาจับกระชับดาบแล้วกระโดดควบอาชาลงไปประตูทิศใต้ เส้นทางรกทึบที่ไปตามผู้นำทางอีกคน ซึ่งจะแบ่งสองฝั่งมีฝั่งล่าสัตว์และฝั่งป่ารกทึบแต่ป่าจะล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำที่ยาวไกลไหลไปสู่แคว้นฉู่ ในป่านั้นตนส่งทหารมาเป็นจำนวนมากเพื่อให้ครอบคุมพื้นที่ มีสัญลักษณ์บอกตลอดทางว่าตรงไหนมีคนผ่านไปแล้ว


ทหารม้าหลายคนแล่นไปตามทางเพื่อแกะรอย พบว่ายังมีรอยใหม่ๆแล่นผ่านไปจึงตัดสินใจแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ตามรอยเท้า ตามบนเขาหลังป่า และตามแม่น้ำ


ม้าเร็วย่อมดีกว่า..


ทหารองครักษ์ที่มาคอยติดตามพลาดท่าเสียทีฝีมืออันร้ายกาจ พบว่าเสวี่ยม่านมิได้อยู่กับคนผู้นี้ ทางที่เป็นไปได้จึงเหลือสองทางคือทางน้ำและบนเขา


.............................


“หึ.. เจ้าคิดว่าเจ้าจะหนีไปได้ซักกี่น้ำ เห็นทีคงต้องทำให้เข้าใจในสถานะยามนี้เจ้าเป็นเพียงเชลยผู้หนึ่ง เป็นเบี้ยหมากของข้าเป็นเมียข้า”


คนกล่าวอย่างหัวเสีย ตั้งแต่เสวี่ยม่านถูกจับเข้าวังหลวงมาก็หาทางหนีนับครั้งไม่ถ้วน ตอนเจอในป่านั้นกำลังจะข้ามฝั่งแม่น้ำหนีไปต่างแคว้นเสียแล้ว ทหารองครักษ์เสียสละตนหลอกล่อกลุ่มทหารออกไปไกลลับเพื่อให้คนผู้นี้หนี แต่โชคไม่เข้าข้างเอาเสียเลยเพราะตนมาพบก่อน


“เหวินซานไม่ควรมีน้องชายเช่นท่านเลย”


“ถูกของเจ้า ข้าก็ไม่ควรมีพี่เช่นเขา ควรกำจัดทิ้งเสีย อีกอย่างข้าไม่ชอบพอที่ใช้เมียร่วมกับมัน ตายไปซะได้ก็ดี”


ใบหน้าหล่อคมคายติดจะดูอ่อนเยาว์แต่ไม่ได้หล่อคมขนาดเหวินซานเลื่อนเข้ามาใกล้ มือหนาดึงทึ้งสาบเสื้อน่ารำคาญออกจนเผยยอดถันสีชมพูงดงาม ใบหน้าพราวธารน้ำสีใสที่อุ่นร้อนของคนพึ่งร้องไห้ขลับให้ดูน่าย่ำยีมากขึ้น


คนทำยื่นมือไปบีบคลึงยอดถันอย่างชอบพอในสีสัน ไล้จูบไปทั่วอย่างพึงใจ.. ยามนี้ผู้ที่ตนเคยข่มเหงยิ่งดูงดงามขึ้นเรื่อยๆแม้ร่างกายนั้นจะแปดเปื้อนละอองโลกีย์เพียงไรก็ยังดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง


“สบเนตรพระสวามีเสียสิ หลังขึ้นครองราชย์เจ้าจะได้เป็นฮองเฮาของข้าแน่นอน”


“ท่านเป็นอะไร ท่านวิปลาสไปแล้วหรือหลี่เซวียน”


“ขัดขืนอะไรนักหนา เคยร่วมเตียงเคียงนอนกับข้ามาหนึ่งราตรีไม่ดีใจหรือเจ้าจะมีพระสวามีเป็นฮ่องเต้อีกคนและขึ้นเป็นพระแม่แผ่นดินเชียวนะ.. ใครขัดขวางงานแต่งเราข้าจะฆ่าให้หมด”


มือหนาเรียวยาวลูบศีรษะราวจะปลอบคนที่สะอึกสะอื้นอยู่ใต้ร่าง ยามนี้เสวี่ยม่านสวมอาภรถ์ก็ราวกับไม่ได้สวมสิ่งใด ตรงอกถูกกระชากจนขาด ไหนเลยจะเรียวขาที่โผล่พ้นชายผ้าออกมาเพราะถูกเลิกขึ้นจนหมด


จีบสีชมพูสวยโผล่พ้นผ้าออกมาแดงเถือกเล็กน้อยเพราะถูกนิ้วรุกล้ำไปบางส่วน ยามนี้ใบหน้าหล่อคมเลื่อนไปใกล้แล้วแลบลิ้นเลียไปรอบๆสอดเข้าออกจนชุ่มฉ่ำ


ชอบ.. ชอบมากนัก


หลงใหลเรือนร่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด


อยากจะโอบกอดทั้งวันทั้งคืน!!


แต่ผู้ที่ช่วงชิงไปครอบครองไว้ผู้เดียวคือเหวินซาน


รัก.. รักเสวี่ยม่านเหลือเกิน อยากจะแต่งงานและอยู่กินกันตลอดชีวิต แต่เสี้ยนหนามชิ้นเดียวคือเหวินซาน มันครอบครองทั้งบัลลังค์และเสวี่ยม่านไม่แบ่งผู้ใด


เหตุนี้จึงคิดจะแย่งมาทั้งสอง วางแผนล้มบัลลังค์มาหลายปีได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจนสร้างความมั่นคงในจุดยืนตนเองได้


“ข้ารังเกียจเจ้า อย่า.. เข้ามาในกายข้า หยุดเดี๋ยวนี้ไม่งั้นข้าจะกัดลิ้นตาย!!!”


คนฟังไม่ชอบใจในคำพูดนักลิ้นที่พัวพันเลียจูบอยู่รอบจีบชมพูสวยจนพรั่งพร้อมต้องละออกมาอย่างจำใจแล้วสวมกอดเสวี่ยม่านไว้แนบแน่น


“รักเจ้า.. ข้ารักเจ้า ห้ามตายเด็ดขาดเจ้าจะต้องแต่งงานกับข้ามีลูกให้ข้าและอยู่กับข้าจนตาย!!”


“ข้าเป็นบุรุษ!!”


“ตอนที่ข้าขึ้นครองราชย์ข้าจะไปเอาลูกพระสนมคนอื่นมาให้เจ้าเลี้ยงก็ย่อมได้”


แฮ่กๆ.... แฮ่กกก


เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังขึ้น แก่นกายใหญ่แข็งดั่งหินถูไถร่องสะโพกต้องการจะสอดเข้าไปให้สุดแต่คนใต้ร่างร้องระงมขู่แต่ว่าจะฆ่าตัวตายจนอ่อนใจ


หลี่เซวียนรวบสองขาให้ต้นขาเข้ามาชิดกันแล้วสอดความเป็นชายตนผ่านช่องแคบๆที่ต้นขา แม้จะไม่ใช่ช่องทางจีบสวยที่ตนถวิลหาก็รู้สึกสุขสมที่คร่อมขี่อยู่บนร่างกาย


แก่นกายสอดเข้าออกจนถูไถครูดกับความเป็นชายของเสวี่ยม่านที่ยังคงอ่อนนุ่ม หลี่เซวียนเสียวกระสันเกร็งกระตุกความเป็นชายแล้วปล่อยธารอุ่นสีขาวขุ่นพรั่งพรูจนเลอะท้องแบนราบ 


นึกสนุกได้ก็ละเลงน้ำอุ่นๆไปทั่วใบหน้าสวยแล้วยัดเข้าปากไปพร้อมประกบจูบหนักหน่วง..


“ตัวข้ารู้จักเจ้ามาก่อนเหวินซาน ข้าก็เป็นบุรุษทั่วไปที่หาความสำเริงสำราญใจ ไปหาสตรีที่ส่องสุมน่ะหรือก็คงจะไม่เหมาะ หอโคมแดงคือสถานที่รวมสตรีงามล้ำเลิศเพียบพร้อม หากแต่เอกบุรุษผู้เดียวที่ดึงดูดสายตาข้าคือคนที่บรรเลงกู่เจิงอยู่ชั้นดาวดึงส์ของหอโคมแดง”


“ข้าไม่อยากจะฟังอะไรอีกแล้ว!!”


“อืม..แต่ข้าทราบมาว่ายามนั้นมีคนที่ได้เข้าใกล้เจ้าเพียงผู้เดียวคือเหลียงอ๋อง ข้าอยากไถ่ตัวเจ้า มีเงินมากมายอย่างไรก็ไม่อาจจะใกล้ชิดเพราะแขกเพียงคนเดียวที่เจ้ายอมรับคือเหวินเหลียง!!”


ได้แต่คิดว่าชาติก่อนตนไปทำอันใดให้แคว้นต้าหลงงั้นหรือในชาตินี้ถึงต้องทุกข์ทรมานกับผู้สูงศักดิ์แต่ละคนของแคว้นนี้นัก


ร่างกายโดนเคี่ยวกรำทุกสัดส่วน.. เหนื่อยล้าที่ร้องไห้เหนื่อยกายที่โดนใช้รองรับอารมณ์ แม้จะหักห้ามไม่ให้สอดใส่เข้ามาได้ก็ถูกทำอย่างอื่นทดแทนอยู่ดี หากตายไปเสียจะมีความสุขกว่านี้ในชีวิตหลังความตายหรือไม่


เสวี่ยม่านได้เพียงนึกทบทวนไปมาแล้วปิดตาลง แม้จะไม่อยากหลับแต่ก็ไม่อยากนอนสบตากับหลี่เซวียนเท่าใดนัก ยามนี้คนผู้นั้นนอนโอบกอดและมองจ้องใบหน้าตนไม่วางตาแถมยังพูดพร่ำเพื่อเรื่องแต่งงานเรื่องพระโอรสอยู่ผู้เดียว หากไม่ถูกมันมือมัดเท้าคงวิ่งหนีเพราะหวั่นกลัวในความวิปลาสเต็มทน 


.......................................


เพล้ง!! 


ช้อนกระเบื้องคงเคลือบสำหรับข้าวต้มถูกเขวี้ยงหล่นแตก นายทหารผู้หนึ่งตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวว่าหัวจะหลุดจากบ่า


“เหวินซานหล่นหน้าผาหายไปงั้นหรือ แล้วพวกเจ้ายังกล้ากลับมารายงานทั้งที่ไม่พบซากศพ ไม่รู้หรือว่าคนอย่างมันตายยากตายเย็นเพียงไร”


“ยามนั้น เจิ้ง หยางชุน กำลังจะพ่ายแพ้ พวกข้าเลยสวมรอยไล่ต้อนเหวินซานออกมาสังหารสู้กันจนตกหน้าผาไปพะยะค่ะ.. เป็นธารน้ำเชี่ยวกราดยากจะฝืนกำลังว่ายวน ส่วนเหลียงอ๋องและเทียนหลงติดพันในกันการรบ ฝ่าวงล้อมเข้าไปยากนัก อีกไม่นานพวกนั้นคงเร่งรุดกลับมาวังหลวงเมื่อชนะศึกสงคราม”


“อืม ออกไป มีอะไรรายงานเพิ่มเติมมาบอกข้าส่วนเจ้าไปเอาช้อนใหม่มาที”


นางกำนัลรับใช้ที่ก้มหน้าก้มตารีบนำช้อนมาเปลี่ยนคืนทันที หลี่เซวียนตักข้าวต้มร้อนๆมาเป่าแล้วยื่นให้เสวี่ยม่าน


“กินสิ ได้ยินแล้วไม่ใช่หรือว่าพี่ชายข้าตกผาตายไปแล้ว เลิกอาลัยอาวรถ์มันเสีย อย่างไรสามีเจ้าก็อยู่ตรงหน้า”


สองข้อมือถูกมัดกับหัวเตียงคนละฝั่ง ซ้ำยังถูกล่ามข้อเท้าไว้ไม่ต่างจากสัตว์ 


ถุย!


เสวี่ยม่านเหลืออดจึงแสดงกิริยาเช่นนี้ หลี่เซวียนโกรธจนเลือดขึ้นหน้า.. แต่ก็ยั้งมือมิได้ทุบตีเสวี่ยม่านแล้วโยนถ้วยข้าวต้มร้อนๆทิ้งแทน


“ปล่อย.. ปล่อยข้าเถอะนะหลี่เซวียน”


น้ำเสียงออดอ้อนพัวพันที่มิเคยได้ยินเอ่ยขึ้น มือหนาลูบใบหน้าใสสะอ้าน เสวี่ยม่านเอียงหน้าอิงกับมือหลี่เซวียน คนตัวโตรวบรัดเอาเสวี่ยม่านมากอดไว้แนบอก พลันลิงโลดดีใจที่เสวี่ยม่านยอมอ่อนผ่อนปรนกับตนมากขึ้น


“อืม..ข้าจะปล่อยแต่ถ้าข้าบอกอะไรเจ้าต้องฟังข้า”


พันธนาการที่กักขังไว้หายไปทั้งมือและเท้า แต่เสวี่ยม่านไม่ได้หนีไปไหนแต่นั่งเฉยๆเพื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง.. อิสรภาพที่อยู่เพียงเอื้อมมือช่างดูไกลแสนไกล


มือคู่งามคว้าเอาเหิงชุยของตนที่หลี่เซวียนนำมาให้แล้วบรรเลงบทเพลงไปตามอารมณ์ ท้วงทำนองฟังดูหดหู่ จากเพลงเศร้าสร้อยที่ดูน่าภิรมย์ ยามนี้กลับได้ยินแล้วปวดใจ.. 


เหิงชุยคลอเสียงไปตามน้ำแข็งเย็นเยือก ต้นไผ่สั่นไหวเพราะสายลมแรง เสียงเบาลงไปเรื่อยๆจนเสวี่ยม่านหยุดบรรเลงแล้วทุบอกซ้ายตัวเองระบายอารมณ์


“ไหนว่าท่านจะคอยดูแลปกป้องข้า ท่าน..กล่าวว่าท่านจะไม่ทำให้ข้าเสียใจ แต่ในบัดนี้ข้าเจ็บจนมิอาจจะหลั่งน้ำตา ข้าทำได้เพียงแสดงความโศกาผ่านบทเพลง”


เมื่อหยุดเศร้าโศกาดื่มเหล้าหมักรำพึงรำพันผู้เดียว เสวี่ยม่านก็เดินกลับตำหนักตนโดยที่คนของหลี่เซวียนเดินตามไม่ห่าง ซึ่งไม่ได้ไกลกันนักเมื่อยามนี้หลี่เซวียนยึดตำหนักของเหวินซานไปแล้ว


โฮ่ง!! โฮ่ง!!!


เจ้าเสี่ยวหลางที่หลบอยู่ด้านในวิ่งออกมาหา ตอนนี้ร่างกายมันมอมแมมและดูหวาดกลัวนัก.. เสวี่ยม่านหายไปหลายวันไม่มีผู้คอยเล่นกับมัน แต่อาหารการกินอะไรคงจะมีครบเพราะขอหลี่เซวียนไว้ว่าอย่าทำอะไรกระต่ายและสุนัขของตน แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ได้รับอนุญาต


เสี่ยวหลางดีใจลิงโลดวิ่งไปมาทั่วตำหนัก.. คนมองได้แต่อมยิ้มในความไร้เดียงสาของสุนัขป่า เมื่อเล่นกับมันซักพักก็กลับเข้าตำหนักไปอาบน้ำชำระกาย เปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรถ์เป็นของที่เหวินซานมอบให้ทั้งสิ้น


รู้สึกเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำจึงนั่งเขียนบันทึกที่เขียนค้างไว้.. เสวี่ยม่านแทบจะข้ามเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับหลี่เซวียน อธิบายเพียงเล็กน้อย ส่วนมากจะเขียนถึงเหวินซานและเรื่องราวตนส่วนใหญ่


ยามนี้เสี่ยวหลางกลับมาวิ่งซุกซนหายไปจนต้องให้คนไปตาม... 


เมื่อไร้รั้วเหล็กด้านหน้าแล้วเหตุใดจะยอมอยู่ในกรง แต่เส้นทางที่เดินจากไปมิใช่ประตูวังแต่เป็นศาลาบงกซที่คุ้นเคย สองแขนโอบอุ้มกู่เจิงที่ใหญ่และหนักไว้ในอ้อมแขนแนบแน่น เสื้อคลุมขนหมาป่าคลายหนาวถูกถอดออกโดยสวมเพียงชุดสีขาวด้านใน


สองเท้าย่ำลงบนผืนทะเลสาบที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นน้ำแต่ยามนี้กลับกลายเป็นน้ำแข็ง.. สถานที่โปรดปรานที่สุดในวังหลวงที่มักจะมาอยู่ผู้เดียวเสมอและบรรเลงดนตรีไปเงียบๆ


เดินออกไปเรื่อยๆพบว่ามันไม่ได้แข็งเท่ากันสม่ำเสมอ ดาบเงินที่พกติดตัวมาด้วยปักมันลงไปยังพื้นน้ำแข็งให้แตก เสียงรวดร้าวราวเศษแก้วดังกึกก้องไปทั่วอาณาบริเวณ


“หยุดเดี๋ยวนี้!! เสวี่ยม่าน!!!”


เสียงตะโกนไล่หลังมิได้ช่วยให้หยุดความคิดที่หมายจะเป็นอิสระแม้แต่น้อย ดวงตาคู่งามปิดลง กอดกู่เจิงแนบแน่นไว้ในอ้อมอก หนีอย่างไรมิอาจรอดพ้นสู้จากไปเสียมิอาจมีใครตามกลับมาโดยง่าย


“หลี่เซวียนท่านก็ทราบว่าอันตรายแค่ไหน!! อย่าไป”


มิได้ฟังคำคนที่ตะโกนวิ่งตามด้านหลังแม้แต่น้อย ใบหน้างามตรงหน้าไกลห่างอย่างไรก็ดูงดงามเสวี่ยม่านหลับตาพริ้มกอดกู่เจิงแล้วจมหายไปกับรอยแยกของแผ่นน้ำแข็งเย็นเยือกที่แตกออกจากกันเพราะคมดาบ


“เสวี่ยม่าน!!”


จมลงไปแทบไม่เห็นว่าอยู่ส่วนใดของก้นทะเลสาบ ทั้งลึกและมืดมน มีเพียงแสงสว่างจากดวงตะวันส่องผ่านลงไป


ตู้ม!! 


หลี่เซวียนถอดทุกอย่างที่หนักออกไปจากกายแล้วกระโดดตามลงไปทันที ดำว่ายลงไปอย่างไม่รู้ทิศทางเพราะความมืดปกคลุม ว่ายลึกลงไปจึงกระแทกบางอย่างคือกู่เจิง..


แต่เสวี่ยม่านกลับหายไป..


.


.


ข้าดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกของทะเลสาบ ความกลัวที่จะตายของข้า.. มลายไปนานเสียแล้ว

อากาศหายใจของข้าเริ่มหมด สองแขนข้าโอบกอดกู่เจิงไม่ไหวอีกต่อไปจึงต้องปล่อยมันและกอบกุมลำคออย่างทรมาน..

ข้าคิดว่าจมลงมาลึกพอแล้ว..

มากพอที่จะตัดขาดทุกสิ่งหลังจากนี้

.......................................


หลังจากได้รับชัยชนะแต่ผู้ที่ควรจะอยู่ยินดีในยามนี้กลับหายไป.. ไม่มีผู้ใดพบเหวินซานมาสองวันแล้วแผนการยังคงดำเนินต่อไป แม่ทัพอวี้ได้รับสารและล่วงหน้าไปยังวังหลวงก่อน ส่วนทางเหนือที่เหวินเหลียงควบคุมอยู่จะตามไปเสริมทีหลังเมื่อสิ้นศึก


“เราต้องทำตามแผนต่อ ไม่ว่างอย่างไรก็ต้องกลับไปยึดบังลังค์คืน อย่างไรเสียกลุ่มขุนนางหลิ่วก็ทรราช ไม่มีเหตุผลอื่นใดให้ละเว้นโทษตาย กว่าจะยินยอมเผยตัวต้องรอมาหลายปี”


เหวินเหลียงกล่าวอย่างมีเหตุผล เทียนหลงจึงหยุดบุ่มบ่ามใจร้อนและยอมกลับเข้าไปคุมกองทหารตามเดิม ในใจทั้งสองเป็นห่วงเหวินซานแต่ความเก่งกาจเกินมนุษย์ทั่วไปของฮ่องเต้พระองค์นี้ทั้งสองทราบดีว่าไม่มีผู้ใดล้มคนผู้นี้ลงได้โดยง่าย


ไป๋ไห่ทันใช้เวลาเป็นสิบวันกว่าจะถึง ส่วนดินแดนทางเหนือจะใกล้มากกว่าแต่ด้วยเส้นทางวิบากปกคลุมไปด้วยหิมะ ระยะเวลาถึงใกล้กัน ยามนี้จะปล่อยให้พวกทรราชเสวยสุขบนบัลลังค์ไปอีกสิบวันจะเป็นอะไรไป


“แต่ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เหวินซานหายตัว เสวี่ยม่านเองก็อยู่กับทหารแค่หนึ่งคน ข้าพึ่งเร่งรุดมาถึงนี่ ศึกนี้กินเวลานานเกินไปเพราะอากาศหนาวเย็น”


“อืม.. แต่ถ้าอยู่กับหลี่เซวียนเจ้าก็รู้ว่าเขาคงไม่ทำอะไรเสวี่ยม่าน”


“แต่มันเคยข่มขืนเสวี่ยม่านแล้วใส่ความข้า”


“ข้าทราบ.. เพราะเหตุนี้หากเรายังรั้งรอไม่ยอมกลับไปอาจจะเกิดอะไรขึ้นก็ย่อมได้”



TBC..............

ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยค่ะ💕 

ถ้าชอบก็มาเม้นคุยกันได้นะคะ😘💕


//อย่าพึ่งสาบแช่งไรท์... ฮืออแ


ความคิดเห็น