facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

บทที่ 19 หวาดกลัว

ชื่อตอน : บทที่ 19 หวาดกลัว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 8.2k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ส.ค. 2561 09:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 19 หวาดกลัว
แบบอักษร

ใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นเกลี้ยงเกลา คิ้วทรงสวยได้รูป ใต้คางไร้ซึ่งหนวดเครา ดูแล้วอายุไม่น่าจะเกินสิบแปดสิบเก้าปี

ความรู้สึกแรกคือ อีกฝ่ายน่าจะเป็นขันทีในวังหลวง ทว่าเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นสีน้ำเงิน* บนชุดของอีกฝ่าย ซึ่งไม่ได้เป็นอย่างที่นาคิดเอาไว้ ขันทีในวังหลวงใส่ชุดเช่นนี้ไม่ได้ ขันทีและนางกำนัลจะต้องมีรูปแบบชุดที่ใส่เหมือนกัน เพื่อใช้แยกฐานะ

ทว่าในวังหลวงนี้นอกจากขันทีแล้ว จะยังมีผู้ชายอีกสักกี่คนกันเชียว...

ถาวจวินหลันรู้สึกหัวใจเต้นเร็วและลนลานยิ่งขึ้น

นอกจากจะรู้สึกเสียใจแล้ว นางยังรู้สึกว่าตัวเองนั้นโชคร้าย ต้องมาเจอกับสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งยังต้องมาเจอกับคนเช่นนี้อีกด้วย

ถาวจวินหลันขัดขืนเล็กน้อย แล้วอีกฝ่ายก็ยิ่งออกแรงมากขึ้น ไม่ยอมให้นางเอามือเขาออกจากปากไปได้

ถาวจวินหลันเพียงแค่ลองทดสอบดูเท่านั้น เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย จึงไม่กล้าขัดขืนอะไรอีก หากทำให้อีกฝ่ายโกรธขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แล้วก็แอบพิจารณาดูอีกฝ่ายอีกครั้ง กลับเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นขมวดคิ้ว และปรากฏท่าทางไม่ยินดีอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นถาวจวินหลันจึงไม่กล้าขัดขืนอะไร แล้วก็ไม่กล้ามองอีกฝ่ายอีก จึงหลบสายตากลับมา

และในเวลานี้ เสียงร้องของผู้หญิงก็ดังขึ้นมาอีก เป็นเสียงเดียวกับที่นางได้ยินเมื่อครู่ และยังแสดงออกถึงความเจ็บปวดเล็กน้อย แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร พอได้ยินเสียงนั้นแล้ว กลับทำให้ถาวจวินหลันรู้สึกปวดหูขึ้นมา

ถาวจวินหลันมองตามต้นตอของเสียงนั้นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ และกอกุหลาบหน้านางนั้นก็มีช่องสายตาให้นางมองลอดไปได้พอดี

ถาวจวินหลันจึงเห็นคนสองคนกอดกันอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยยุ่งเหยิง ผู้หญิงที่โดนกดไว้ด้านล่างหลับตาปี๋ บนใบหน้านั้นบอกไม่ได้ว่าเจ็บปวดหรือมีความสุขกันแน่ ส่วนมือทั้งสองข้างก็คล้องอยู่ที่คอของผู้ชายที่อยู่บนตัวนาง และขาทั้งสองข้างที่กางออกกว้างก็มาเกี่ยวไว้ที่รอบเอวของผู้ชายคนนั้น นางเห็นหน้าของผู้ชายคนนั้นไม่ค่อยถนัด เห็นเพียงแต่ร่างกายของเขาซึ่งกำลังขยับไม่หยุด

ถาวจวินหลันรู้สึกว่าสมองนั้นตื้อไปหมด ทั้งตัวนางนั้นร้อนราวกับไฟเผา แล้วหัวใจก็เต้นโครมครามไม่หยุด บอกไม่ถูกว่ารู้สึกตกตะลึง เขินอาย หรือว่ากลัวกันแน่

ถาวจวินหลันอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นออกมาเล็กน้อย แล้วทั้งตัวของนางนั้นก็แข็งเป็นหิน ตาเบิกโพลงไม่กระพริบ จากนั้นก็จ้องไปที่สองคนนั้นแน่นิ่งไม่ขยับ

แล้วผู้ชายข้างนางก็ยื่นมืออีกข้างมาปิดตาของนางไว้ ถึงทำให้นางค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา ทว่าไม่รู้ทำไม ทั้งร่างกายกลับยังสั่นเทาอยู่ ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลย

ถาวจวินหลันเพิ่งเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก ทำให้นางรู้สึกตกใจจนเกินจะรับไหว หลังจากตกใจแล้วก็รู้สึกมึนงง หลังจากมึนงงแล้วก็รู้สึกแปลกใจสงสัย เรื่องเช่นนี้เมื่อก่อนนั้นนางไม่เพียงแค่ไม่เคยเห็น แม้แต่ได้ยินนางเองก็ไม่เคยได้ยิน

ทว่าหลังจากได้สติกลับมาแล้ว นางก็ไม่กล้ามองไปอีกแม้แต่น้อย ร่างกายที่สั่นเทานั้นหยุดลง เวลานี้แม้แต่จะขยับก็ไม่กล้า อันที่จริงแล้วหากเป็นไปได้ นางอยากจะอุดหูของตัวเองใจจะขาด เพราะเสียงร้องของผู้หญิงคนนั้นกับเสียงทุ้มของผู้ชายคนนั้นช่างชัดเจนเหลือเกิน! ชัดเสียจนตัวนางเองอยากจะเป็นคนหูหนวกไปเลยเดี๋ยวนี้!

ทันใดนั้นมือที่ปิดปากนางไว้นั้นก็ได้คลายออก แล้วมาจับที่คอของนางไว้

ถาวจวินหลันเพิ่งได้สติคืนมา ก็เห็นว่าอีกฝ่ายนั้นมองมาที่นาง จากนั้นก็ยกคางขึ้น แล้วค่อยๆ ชี้ไปยังทางที่นางเดินเข้ามา

เวลานี้ถาวจวินหลันรู้สึกสับสนเล็กน้อย หลังจากเรียกสติกลับมาสักพัก นางถึงเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย จึงรีบพยักหน้าอย่างรีบร้อน แล้วค่อยๆ ย่องออกไป

ผู้ชายคนนั้นก็เดินตามหลังนางมา

ในใจรู้สึกสับสนตลอดทางที่ออกมาจากป่าทับทิม กลับมาถึงทางเล็กๆ ก็โดนลมเย็นของช่วงหัวค่ำพัดมาถูกตัวอย่างช้าๆ ถาวจวินหลันถึงได้สงบใจและควบคุมตัวเองได้

ครั้นแอบมองผู้ชายท่าทางสุขุมที่ยืนอยู่ข้างๆ นางกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีก แล้วในใจก็รู้สึกกระวนกระวายไปหมด ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายนั้นไม่ใช่ผู้ชายธรรมดา มาเดินอยู่ในวังหลวงได้เช่นนี้ ก็มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น หากไม่เป็นพระญาติของฮ่องเต้ ก็ต้องเป็นคนที่พักอยู่ในวังหลวงนี้อย่างแน่นอน ถ้าหากเข้าวังมาแบบอย่างแรกนั้น ก็จะต้องมีคนคอยนำทางตามมาด้วย ถาวจวินหลันจึงแน่ใจว่า อีกฝ่ายนั้นจะต้องเป็นอย่างหลังแน่นอน อีกฝ่ายยังอายุน้อย คงไม่ใช่ฮ่องเต้เป็นแน่ เช่นนั้นก็คงเป็นองค์ชาย เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นองค์ชายองค์ที่เท่าไรกัน...

เพราะอะไรอีกฝ่ายถึงมาแอบดูได้ แล้วทำไมไม่พาคนติดตามข้างกายมาด้วย? สุดท้ายแล้วอีกฝ่ายเลือกที่จะปิดปากนางหรือไม่?

คิดเช่นนี้แล้ว ถาวจวินหลันก็รู้สึกเย็นเยือกขึ้นมา ทั้งๆ ที่อากาศดี ทว่ากลับทำให้นางรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว

ในใจนั้นทั้งหวาดกลัวทั้งกระวนกระวาย ถาวจวินหลันยืนชะงักแน่นิ่งอยู่ที่เดิม แม้แต่การคำนับก็ลืมไปจนหมดแล้ว

กระทั่งอีกฝ่ายนั้นกระแอมออกมา ถาวจวินหลันจึงนึกถึงฐานะของตัวเองและฐานะของอีกฝ่าย ก็รีบคำนับในทันที “ข้าน้อยคำนับท่านเจ้าค่ะ” ไม่รู้ฐานะของอีกฝ่ายแน่ชัด จึงใช้คำว่าท่านแทน

แต่อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร

ถาวจวินหลันใจไม่สงบ จึงแอบเหลือบตาขึ้นมามองอีกฝ่าย

เห็นแต่ท่าทางเรียบเฉยของอีกฝ่าย ซึ่งไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย นัยน์ตาสองข้างดำสนิท ดูลึกราวกับปากเหวขนาดใหญ่ คล้ายกับจะดูดคนลงไปอย่างไรอย่างนั้น

ถาวจวินหลันรู้สึกหนักอึ้งและเย็บวาบไปหมด ความรู้สึกนี้เหมือนกับตอนที่นางซักผ้าในฤดูหนาวครั้งยังอยู่หน่วยงานซักล้างอย่างไรอย่างนั้น สองมือต้องแช่อยู่ในน้ำเย็นจัด ความเย็นค่อยๆ กัดกินจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง ชาจนไร้ซึ่งความรู้สึก เย็นราวกับว่าจะหาความอุ่นไม่ได้อีกแล้ว

ในตอนที่ถาวจวินหลันรู้สึกเย็บวาบไปทั้งใจนั้น ความรู้สึกโชคดีกลับค่อยๆ เกิดขึ้นในใจ คิดได้แล้ว นางจึงกัดฟันแล้วเอ่ยว่า “ข้าน้อยเป็นคนของวังองค์ชายรอง ไม่ทราบว่าท่านมีคำสั่งอื่นอีกหรือไม่ หากไม่มีแล้ว ข้าน้อยขอทูลลา องค์ชายสองยังรอให้ข้าน้อยกลับไปคอยรับใช้อยู่เจ้าค่ะ”

นางเลือกที่จะเปิดเผยฐานะของตัวเองในเวลานี้ ทั้งยังตั้งใจยกตำแหน่งของตัวเองในวังเต๋ออันให้สูงขึ้น เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายทำอะไรจนไปกระทบถึงองค์ชายรอง

ถึงอย่างไร องค์ชายรองก็เป็นองค์ชาย นางกำนัลที่องค์ชายรองให้ความสนใจนั้นจะหายไปโดยไม่มีใครรู้ไม่ได้ ถึงเวลานั้นจะต้องเดือดร้อนเป็นแน่ หากอีกฝ่ายอยากปิดปากนางเพื่อที่จะได้ไม่เดือดร้อน กับปิดปากนางไปจริงๆ แล้วต้องเดือดร้อนเหมือนกัน ก็ดูแล้วกันว่าอีกฝ่ายจะเลือกอย่างไหน

ถาวจวินหลันคิดแล้วก็กุมมือตัวเองไว้แน่น จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างกล้าหาญ แล้วมองตาของอีกฝ่ายอย่างอ้อนวอน “เมื่อครู่ ข้าไม่ได้ยินได้เห็นอะไรทั้งสิ้นเจ้าค่ะ”

อีกฝ่ายยังคงไม่มีการตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่ใช้แววตาสุขุมลุ่มลึกมองหน้านางเท่านั้น สายตาอันเฉียบคมราวกับมองทะลุลึกลงไปในใจของนาง เหมือนกับจะมองความคิดของนางออกอย่างไรอย่างนั้น

ถาวจวินหลันรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีท่าทีน่าเกรงขาม จึงไม่กล้าขยับตัว สุดท้ายแล้วเหงื่อก็ค่อยๆ ไหลออกมาเต็มไปหมด เมื่อโดนลมพัดก็รู้สึกเย็บวาบเล็กน้อย

สุดท้ายถาวจวินหลันก็ได้ยินเสียงที่ไม่ค่อยชัดเจนจากอีกฝ่าย “อืม” นางรู้สึกราวกับพ้นผิดครั้งใหญ่ โล่งใจจนไม่อาจกลั้นอาการดีใจเอาไว้ได้ ราวกับตายแล้วเกิดใหม่ก็ว่าได้

จากนั้นอีกฝ่ายก็ยิ้มออกมา ริมฝีปากเผยอขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มบางๆ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายนั้นดูเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ไปเลย

ไม่เหลือความเย็นชาอยู่แม้แต่น้อย เวลานี้กลับดูอบอุ่นขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว

ถาวจวินหลันถูกการเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ตกใจเล็กน้อย ทว่าครั้งนี้นางควบคุมสติไว้ได้เป็นอย่างดี จึงไม่ได้แสดงอาการออกมาอีก

ถาวจวินหลันใจลอยไปเพียงแค่ครู่เดียว แล้วก็รีบเรียกสติกลับมาอย่างรวดเร็ว ก้มหน้าลงแล้วคำนับอย่างตั้งใจ “หากท่านไม่มีอะไรแล้ว ข้าน้อยขอทูลลา”

พูดแล้ว นางก็รีบหมุนตัวเดินออกมา ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายจับข้อมือไว้

ถาวจวินหลันตัวแข็ง แล้วเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยความตกใจ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าท่านยังมีอะไรจะสั่งข้าอีกหรือเจ้าคะ?”

ในเวลานี้ถาวจวินหลันคิดว่า หรือว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ? จะฆ่าปิดปาก?

สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ถาวจวินหลันรู้สึกกระวนกระวายไปหมด

ยังดีที่อีกฝ่ายส่ายหัว ทำให้หัวใจที่เต้นโครมครามของถาวจวินหลันกลับมาสงบอีกครั้ง ทว่าก็ยังรู้สึกกระวนกระวายอยู่เล็กน้อย ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร? เรียกนางไว้เช่นนี้ ทว่ากลับไม่พูดอะไรเลย...ทำเอาตกอกตกใจหมด

จากนั้นอีกฝ่ายก็ปล่อยมือ พร้อมเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว แล้วหันกลับมามองถาวจวินหลัน

ถาวจวินหลันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับ แล้วมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย

อีกฝ่ายมองนางอย่างสงบ แล้วยื่นมาออกมากวัก

ถาวจวินหลันเข้าใจในทันที “ท่านจะให้ข้าน้อยตามท่านไปหรือเจ้าคะ?”

อีกฝ่ายพยักหน้าเบาๆ แม้จะไม่ได้แสดงท่าทางอะไรอีก แต่ก็ไม่ได้เดินต่อ กลับหยุดรอนางอยู่อย่างนั้น ท่าทางเช่นนี้ทำให้ถาวจวินหลันไม่กล้าทำอะไรอีก จึงได้แค่เดินตามไปอย่างนั้น

ถาวจวินหลันรู้สึกจิตใจไม่สงบ หัวใจเต้นราวกับมีกระต่ายตัวหนึ่งโดดไปมาในนั้น

อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรเลย ทว่าก็ไม่ได้แสดงท่าทีข่มขู่อะไร อีกทั้งยังเดินไปยังที่ที่มีคนพลุกพล่านมากยิ่งขึ้น...ทางเดินก็เป็นทางที่นางเคยเดินผ่าน อีกทั้งใช้เวลาไม่นานก็ออกมาจากวังหลวงได้ แล้วมุ่งไปยังวังที่พวกองค์ชายอยู่กัน

ทว่าเพราะแบบนี้ ในใจของถาวจวินหลันถึงยิ่งไม่สงบมากขึ้น ยิ่งอีกฝ่ายไม่พูดไม่ทำอะไร นางก็ยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะคาดเดาความประสงค์ของอีกฝ่าย

หรือว่า มาดูว่านางโกหกหรือไม่? ก็เลยจะพานางไปยืนยันที่วังเต๋ออัน? หรือว่าจะเข้าไปจัดการเรื่องนี้ในวังเต๋ออันด้วยตัวเอง...

ถาวจวินหลันเข้าใจดีว่า นางเป็นเพียงนางกำนัล ในสายตาของเจ้านายแล้วยังเทียบไม่ได้กับสัตว์เลี้ยงเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นนางจะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับคำพูดของเจ้านาย

อีกทั้งนางยังไม่ใช่คนที่องค์ชายรองไว้ใจให้รับใช้ข้างกาย เป็นเพียงนางกำนัลที่แม้แต่หน้าตาขององค์ชายรองยังไม่เคยเห็นเลยด้วยซ้ำ วังเต๋ออันขาดนางไปก็ไม่ได้มีผลอะไรเลยสักนิดเดียว

อันที่จริงแล้วนางไม่มีคนคอยปกป้องเลย หากอีกฝ่ายรู้ถึงจุดนี้แล้วล่ะก็...

ถาวจวินหลันเงยหน้าขึ้น แอบดูด้านหลังของอีกฝ่าย แล้วมองตามร่างสูงในชุดสีน้ำเงินข้างหน้าไป นางรู้สึกเพียงแค่ว่าแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้านั้นกลายเป็นสีมืดครึ้มไปหมด

ครั้นเห็นวังเต๋ออันอยู่ไม่ไกล ความกลัวและความไม่สงบในใจของถาวจวินหลันก็มาถึงขีดสุด


*สีน้ำเงิน เป็นสีเสื้อของเชื้อพระวงศ์และขุนนาง

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว