facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ไม่ว่าอำนาจ ครอบครัว หรือความรัก นางต้องการมันทั้งหมด!

ชื่อตอน : บทที่ 18 สงสัย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.8k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ส.ค. 2561 15:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 18 สงสัย
แบบอักษร

ไม่เหมือน? จะมีตรงไหนที่ไม่เหมือนกันได้เล่า? ถาวจวินหลันได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะออกมา “ก็มีจมูกหนึ่งอัน ตาสองข้างเหมือนกันนั่นแหละ จะมีอะไรที่ไม่เหมือนกันได้เล่า?”

สองพี่น้องพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นเวลาเริ่มเย็นแล้ว ถาวจวินหลันถึงหยุดคุยแล้วรีบลุกขึ้น “ข้าต้องกลับไปแล้ว”

นางออกจากหน่วยงานซักล้างไปด้วยท่าทางอิดออดและรู้สึกลังเลครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็หันหน้าไปอีกทางแล้วรีบเดินออกไป

นางรู้ว่าเวลานี้ควรกลับไปที่วังเต๋ออัน ทว่าเมื่อครู่นี้ที่นางได้พบกับเหวินซิ่งที่หน้าหน่วยงาน เหวินซิ่งก็บอกนางว่าหลี่ว์หลิ่วอยากพบนาง ในเมื่อหลี่ว์หลิ่วต้องการพบนาง หากว่านางสะดวกก็ควรจะไปหา เพราะหลี่ว์หลิ่วทุ่มเทเสียแรงไปมากขนาดนั้น หากนางไม่ตอบกลับไป กลัวว่าความสนิทฉันท์พี่น้องจะไม่เหลือแล้ว

ทว่าในเวลานี้ถาวจวินหลันไม่ได้เป็นห่วงความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องของพวกนางทั้งสองคนต่อจากนี้ ต่อไปหลี่ว์หลิ่วจะได้เป็นพระสนม ส่วนนางนั้นเป็นนางกำนัล ฐานะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่าหลี่ว์หลิ่วอาจจะนับนางเป็นพี่น้อง แต่นางก็ไม่กล้าคิดเช่นนั้นแล้ว


นางกลัวว่าที่หลี่ว์หลิ่วตามหานางคงจะมีเรื่องอะไรอีก


ในตอนนี้หลี่ว์หลิ่วอยู่ที่วังฉู่ซิ่ว ซึ่งจะต้องเข้าไปในวังหลวง ทว่านางนั้นเป็นนางกำนัล ดังนั้นจึงเข้าไปได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องผ่านการตรวจอะไร

แต่ติดแค่อย่างเดียวคือ นางนั้นไม่รู้ทาง กลัวว่าจะไปผิด จึงได้ถามคนข้างทางหลายคน สุดท้ายก็คลำทางมาอยู่ตรงหน้าวังฉู่ซิ่วได้เสียที

วังฉู่ซิ่วเป็นที่อยู่ของบรรดานางสนมที่ยังไม่ได้ถวายการรับใช้ฮ่องเต้ วังนี้ใหญ่มาก บรรจุคนได้จำนวนไม่น้อย แน่นอนว่า เทียบกับวังเต๋ออันที่ขนาดใหญ่โอ่อ่าไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรคนที่วังฉู่ซิ่วนั้นก็ยังไม่นับว่าเป็นพระสนม ดังนั้นจึงยังไม่ได้อยู่ดีเท่ากับพวกองค์ชาย แม้ว่าจะได้เป็นพระสนมแล้ว หากฮ่องเต้ไม่ทรงโปรดปรานก็อาจจะเทียบพวกองค์ชายไม่ได้

ครั้นถาวจวินหลันหาหลี่ว์หลิ่วเจอนั้น หลี่ว์หลิ่วก็กำลังฝึกเดินอยู่ การเดินของพระสนมกับนางกำนัลนั้นแตกต่างกันอยู่แล้ว การเดินของพระสนมจะพิถีพิถันในเรื่องของความงดงาม ส่วนการเดินของนางกำนัลจะต้องดูมั่นคง ดังนั้นเป็นธรรมดาที่หลี่ว์หลิ่วจะต้องเริ่มเรียนใหม่ทั้งหมด

ไม่รู้ว่าฝึกเดินมานานเท่าไรแล้ว แต่ใบหน้าของหลี่ว์หลิ่วนั้นแดงก่ำ บนหน้าผากและปลายจมูกก็เต็มไปด้วยหยดเหงื่อ

ถาวจวินหลันไม่กล้าเข้าไปขัดจังหวะ รอจนหลี่ว์หลิ่วฝึกเดินเสร็จแล้วหนึ่งรอบ จึงได้ส่งเสียงเรียกออกไป

หลี่ว์หลิ่วหันกลับมาอย่างดีใจ ยังไม่พูดอะไรก็ยิ้มจนแก้มปริ “เจ้ามาได้อย่างไรกัน?!”

ถาวจวินหลันก็ยิ้มเช่นเดียวกัน เข้าไปจับแขนหลี่ว์หลิ่วไว้ แล้วส่งผ้าเช็ดหน้าให้นางเช็ดเหงื่อ “ข้าไปหน่วยงานซักล้างมา ได้ยินว่าเจ้าตามหาข้า กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงได้รีบมาหาเจ้า”

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของหลี่ว์หลิ่วก็หายไป กลายเป็นใบหน้าผิดหวังเศร้าใจขึ้นมาแทน แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง “ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าจะได้มาอยู่ข้างกายข้า แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมีบุญวาสนาถึงเพียงนี้ ในเมื่อเจ้ามีบุญเช่นนี้ ข้าได้ยินแล้วก็ดีใจแทนเจ้า ทำงานอยู่ข้างกายองค์ชายนั้น ต่อไปฐานะก็ไม่ได้แย่อะไรมากนัก ถึงอย่างไรก็ดีกว่าอยู่หน่วยงานซักล้างตั้งเยอะ”

พูดถึงเรื่องพวกนี้แล้ว ถาวจวินหลันเองก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นโชคดี "ข้าก็คิดเช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน เรื่องดีเช่นนี้ถึงมาตกที่ข้าได้" ครู่หนึ่งจึงได้หันไปทางหลี่ว์หลิ่วแล้วยิ้มอย่างรู้สึกผิด "ทำให้เจ้าลำบากแล้ว เจ้าเองก็ทุ่มเทเสียแรงไปไม่น้อย ใครจะไปรู้ว่าสุดท้ายแล้วข้านั้นจะอยู่รอไม่ทัน"

"นั่นไม่ใช่ปัญหาหรอก" รอยยิ้มของหลี่ว์หลิ่วนั้นยังคงสดใสเหมือนเดิม "เจ้ามีบุญวาสนาเช่นนี้ก็ดีแล้ว พอดีเลย ข้าก็จะได้เลือกน้องสาวเจ้า ในเมื่อไม่มีทางตอบแทนบุญคุณเจ้าแล้ว ข้าจะปกป้องน้องสาวเจ้าแทน"


ถาวจวินหลันตะลึง แล้วรอยยิ้มหุบลงไปในทันที "เจ้าเลือกซินหลันหรือ?"


หลี่ว์หลิ่วยิ้มแก้มปริแล้วพยักหน้า อีกมือหนึ่งก็เอาผ้าเช็ดหน้าเช็ดหยดเหงื่อที่หน้าผาก ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือการเคลื่อนไหว ก็ไม่เหมือนกับแต่ก่อนอีกแล้ว ให้ความรู้สึกงดงามอ่อนช้อยอย่างบอกไม่ถูก "ใช่สิ ข้าว่าแบบนี้น่ะดีที่สุดแล้ว น้องสาวเจ้าก็ไม่ต้องทนลำบากอยู่ที่หน่วยงานซักล้างนั่น เจ้าว่าอย่างไรเล่า? นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ?"

เห็นหลี่ว์หลิ่วมีท่าทางเช่นนี้ ถาวจวินหลันก็รู้สึกเหมือนกันว่าไม่ใช่หลี่ว์หลิ่วที่นางเคยรู้จัก จึงได้มองดูสีหน้าท่าทางของหลี่ว์หลิ่วอยู่ครู่หหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็ดูออกว่า หลี่ว์หลิ่วก็ยังคงเป็นหลี่ว์หลิ่วคนเดิม ดังนั้นนางจึงยิ้มออกมา "ทว่าซินหลันนั้นยังเด็กนัก เกรงว่าจะดูแลเจ้าได้ไม่ดี และจะยิ่งหาเรื่องวุ่นวายให้เจ้าเสียมากกว่า"

นางดูออกว่า ตอนที่หลี่ว์หลิ่วพูดนั้นมีท่าทางมั่นใจอย่างมาก เกรงว่าเรื่องนี้จะแน่นอนแล้ว คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้

เพียงแต่พูดออกมาจากใจนั้น นางกลับไม่อยากให้ถาวซินหลันมาคอยดูแลหลี่ว์หลิ่ว ถึงแม้ว่า ต่อไปหลี่ว์หลิ่วจะเป็นอย่างไรนั้นใครก็บอกไม่ได้ ตัวนางไม่กลัวว่าถาวซินหลันจะต้องลำบากไปด้วย เพียงแต่กลัวว่าถาวซินหลันเข้าวังหลังมาแล้วจะเกิดเรื่องร้ายอะไรกับนาง ถึงอย่างไรถาวซินหลันก็อายุน้อยเกินไป นิสัยก็ยังนับไม่ได้ว่าว่านอนสอนง่าย

ทว่าหากปฏิเสธในตอนนี้ จะพูดออกมาได้อย่างไรกัน? ถึงแม้ว่าจะพูดออกไปแล้ว หลี่ว์หลิ่วเองก็อาจจะทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงได้แต่ยอมรับไป


แต่ทว่าความรู้สึกไม่สบายใจนั้นยังคงอยู่อย่างแน่นอน


แต่ความรู้สึกว้าวุ่นใจนั้นไม่ได้อยู่กับถาวจวินหลันเพียงแค่เวลาสั้นๆ ตอนที่นางเงยหน้าขึ้น สีหน้าของนางก็เต็มไปด้วยความอ้อนวอน “ขอให้ต่อไปเจ้าได้โปรดคุ้มครองซินหลันด้วย ข้าเองก็จะคอยตักเตือนนางเช่นกัน”

หลี่ว์หลิ่วหัวเราะคิกคักออกมา แล้วยื่นมือออกมาจับไหล่ของถาวจวินหลันไว้ “เจ้าพูดอะไรเช่นนี้กัน ข้าพูดไว้แล้ว ข้าจะให้น้องสาวเจ้าได้มีความสุขอย่างแน่นอน เจ้าวางใจได้”

ถาวจวินหลันไม่มีทางจะสบายใจได้ ทว่าก็ต้องฝืนยิ้มออกมา แล้วทำท่าทางว่าเป็นตามนั้น

หลี่ว์หลิ่วไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก แต่กลับดึงตัวนางไว้ “เมื่อก่อนเจ้าเคยเรียนการเดินอย่างอ่อนช้อยราวย่างก้าวดอกบัวใช่หรือไม่? ข้าฝึกอย่างไรก็ทำไม่ได้สักที เจ้าสอนข้าหน่อย นางกำนัลอาวุโสที่สอนนั้นบอกว่าข้ายังทำได้ไม่ดีพอ ข้าเองก็ไม่กล้าไปหานาง”

ถาวจวินหลันยิ้มฝืนแล้วดันนางออกไป “นั่นเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว ไม่ได้ฝึกตั้งหลายปี ข้าเองก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ปล่อยข้าไปเถอะ”

หลี่ว์หลิ่วกลับไม่ยอม ดึงมือของนางเอาไว้แล้วยิ้มให้นาง “ทำไมหรือ เจ้ากลัวว่าข้าจะโง่จนเรียนไม่ได้ใช่หรือไม่? หรือว่าจะแอบเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ยอมสอนข้า? หากเจ้าไม่ช่วยข้า ข้าจะเป็นเช่นไร? ถ้าหากเจ้าอยากเห็นข้าโดนไล่กลับไปอยู่หน่วยงานซักล้าง เจ้าก็ไปเถอะ”

แน่นอนว่านางนั้นพูดหยอกเย้าเล่น ทว่าถาวจวินหลันกลับรู้สึกได้ว่าเป็นคำขอร้องของนาง สุดท้ายแล้วก็ต้านไว้ไม่ได้ ต้องเดินเป็นตัวอย่างให้นางดู

เมื่อก่อนนั้นบ้านตระกูลถาวเป็นตระกูลใหญ่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคน คนในบ้านล้วนมีการศึกษาที่ดี ลูกสาวบ้านตระกูลถาวนั้นถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมทุกคน ครั้งยังเล็กนางก็ได้เรียนได้ฝึกเรื่องพวกนี้แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เดินเช่นนี้มาหลายปี ทว่าความรู้สึกนั้นยังคงอยู่ เดินเพียงสองก้าวก็เห็นได้ชัดว่าดูงดงาม  ต่างกับหลี่ว์หลิ่วที่เพิ่งจะมาฝึกฝนเอาในตอนนี้ราวฟ้ากับเหว

หลี่ว์หลิ่วที่อยู่ข้างๆ เกือบจะดูเขลาไปเลย จึงบ่นพึมพำออกมาว่า “ไม่แปลกที่นางกำนัลอาวุโสสอนกฎระเบียบบอกว่า พวกข้าเป็นพวกกาในฝูงหงส์ ที่แท้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ วันนี้ข้าถึงได้รู้ว่า เพชรกับกรวดต่างกันอย่างไร”

ถาวจวินหลันได้ยินก็รู้สึกไม่สบายใจ แล้วใบหน้าก็แดงไปหมด “เจ้าเลิกล้อข้าได้แล้ว อีกอย่างหากเจ้าฝึกฝนหลายๆ ครั้งก็จะทำได้เองล่ะ” นางพูดตามประสบการณ์ของตัวเอง แล้วช่วยบอกส่วนที่หลี่ว์หลิ่วต้องแก้ไข

เมื่อหลี่ว์หลิ่วลองเดินดูอีกครั้ง ก็ไม่เหมือนกับเมื่อครู่แล้ว หลี่ว์หลิ่วจึงดีใจจนพูดไม่ออก แล้วกอดแขนถาวจวินหลันไว้แน่น “ข้าไม่อยากให้เจ้าไปเลยจริงๆ รู้อย่างนี้ ข้าน่าจะรีบไปเอาตัวเจ้ามาให้เร็วกว่านี้”

ถาวจวินหลันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ พอเงยหน้ามองท้องฟ้าก็ตกใจ นางควรจะไปได้แล้ว จึงรีบลาออกมาจากวังฉู่ซิ่ว

หลี่ว์หลิ่วก็ออกมาส่งนาง แต่เป็นเพราะไม่อยากออกมาไกล จึงมาส่งได้แค่นิดเดียวแล้วก็กลับไป

หลังจากถาวจวินหลันออกจากวังฉู่ซิ่ว รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางหายไป นางไม่อยากให้ถาวซินหลันตามหลี่ว์หลิ่วมาเลยจริงๆ

คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้ ในใจของถาวจวินหลันนั้นค่อยๆ รู้สึกสับสนขึ้นมา

พอได้สติกลับมาแล้ว นางกลับรู้สึกงุนงงไปหมด ไม่รู้ว่าเดินผิดทางมาทางไหนแล้ว นางเดินมาถึงที่ที่นางไม่รู้จักเลยสักนิดเดียว

ถาวจวินหลันตั้งสติแล้วคิดขึ้นได้ว่า หากมีคนมาเห็นเดินเพ่นพ่านในวังหลวงจะต้องรับโทษเป็นแน่ อีกทั้งเวลาขนาดนี้แล้ว หากนางยังไม่กลับไปวังเต๋ออัน เกรงว่า...แม้ชิวจื่อจะใจดีอย่างไร ทว่ากฎก็คือกฎ นางนั้นไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไรในวังเต๋ออัน ดังนั้นคงจะไม่ลดหย่อนโทษเพื่อนางโดยเฉพาะแน่นอน

ถาวจวินหลันเรียกสติกลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วทำจิตใจให้สงบ เวลานั้นแตกตื่นไปก็ไม่มีประโยชน์ รีบหาวิธีออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดดีกว่า

ดังนั้นถาวจวินหลันจึงย้อนกลับไปทางเดิมที่เดินมา เพียงแต่พอเดินถึงทางแยกแล้ว นางกลับลังเล สรุปแล้วเป็นทางไหนกันแน่นะ?

นางอยากจะถามคนแถวนั้น ทว่ามองไปแล้ว นางกลับไม่เห็นคนเลยแม้แต่คนเดียว

นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจเลือกไปทางหนึ่ง สรุปกลับกลายเป็นว่า เดินไปจนถึงหน้าป่าทับทิมแห่งหนึ่ง

ในเวลานี้ดอกทับทิมกำลังผลิบานสะพรั่งราวกับเปลวเพลิง สีสันสดสวยเย้ายวนอยู่เต็มต้น

ถาวจวินหลันงงงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอนใจออกมา นางจำไม่ได้เลยว่าเมื่อครู่เคยเดินผ่านตรงนี้มา เห็นได้ชัดว่านางเดินมาผิดทาง

ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับนั้น กลับได้ยินเสียงคนเล็ดลอดออกมาจากป่าทับทิม เหมือนเป็นเสียงร่ำไห้เบาๆ

ถาวจวินหลันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางรู้ว่าตัวเองไม่ควรไปสงสัย ยิ่งไม่ควรไปยุ่งเรื่องของคนอื่น ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้หันหลังกลับไปทางเดิม แต่เหมือนโดนสะกดให้ค่อยๆ เดินเข้าไปในป่าทับทิมนั้น

แน่นอนว่าป่าทับทิมไม่ได้มีเพียงแค่ต้นทับทิมเท่านั้น ยังมีวิวทิวทัศน์อย่างอื่นอีก สุดท้ายถาวจวินหลันก็เดินไปถึงหลังกอกุหลาบกอหนึ่ง แล้วเสียงร่ำไห้ที่ได้ยินเมื่อครู่นั้นก็ใกล้เข้ามาทุกที

กอกุหลาบนั้นแน่นมาก ทำให้มองอะไรไม่เห็น ถาวจวินหลันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังทิ้งความรู้สึกสงสัยไม่ได้ จึงได้แหวกกอกุหลาบออกไป ปรากฏว่า นางได้ชนกับคนคนหนึ่งเข้าโดยคาดไม่ถึง

ถาวจวินหลันรู้สึกหัวใจเต้นแรง จนเกือบจะร้องตกใจออกมา แต่ก็ยังเก็บเสียงร้องตกใจนั้นไว้ในลำคอได้

ยังไม่ทันได้สติกลับมา ริมฝีปากก็ร้อนผ่าว นางโดยคนหนึ่งเอามือมาปิดปากเอาไว้ แล้วลากนางออกไปด้วย

คนนั้นใช้แรงกดให้ถาวจวินหลันลงมานั่งยองๆ ตลอดเวลาไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้หัวใจนางเต้นโครมครามจนจะหลุดออกมา ในเวลานั้นเองก็รู้สึกหวาดกลัว แล้วในใจค่อยๆ เต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจที่เข้ามาที่นี่


รู้อย่างนี้ ไม่น่าเข้ามาเลย


ในเวลานี้ถาวจวินหลันอยากจะตบตัวเองสักที รู้อยู่แก่ใจว่าไม่ควรสงสัย แต่ก็ยังอยากรู้อยากเห็นขนาดนั้น น่าโดนตีเสียเหลือเกิน

ทว่านางก็ไม่มีโอกาสได้รู้สึกเสียใจนานนัก รีบหันไปมองข้างๆ อยากจะดูว่า คนที่มาปิดปากนาง ทั้งยังกดให้นางนั่งลงนั้นเป็นใครกันแน่


เมื่อหันไปมอง นางก็ตกใจเล็กน้อย เพราะใบหน้าที่นางเห็นนั้นเป็นของบุรุษผู้หนึ่ง


ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว