ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 15 : เริ่มแผน

ชื่อตอน : บทที่ 15 : เริ่มแผน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ส.ค. 2561 18:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 15 : เริ่มแผน
แบบอักษร

“ถอนตำแหน่งกุ้ยเฟยละโทษประหารและส่งตัวหวัง ลี่จูไปยังชายแดนห้ามกลับมาเมืองหลวงตลอดชีวิต ออกบวชเพื่อไถ่โทษที่กระทำความผิดร้ายแรง ส่วนตระกูลหวังผู้ที่ไม่รู้เห็นนั้นจะถูกยึดทรัพย์ทั้งหมดรวมและส่งไปเป็นทาสตามหัวเมืองต่างๆถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีโทษประหารโดยตัดคอเสียบประจานหน้าประตูวังเจ็ดวัน และเจิ้ง หยางชุน.. ข้าจะไปนำตัวมันมาสำเร็จโทษเอง”


ตระกูลหวังถูกเปิดโปงทั้งหมดโดยตระกูลหลิ่ว หลักฐานแน่นหนาที่ไม่ทราบว่าแทรกตัวเข้ามาสืบเรื่องราวตั้งแต่เมื่อใด รู้แม้กระทั่งแหล่งกบดานของเจิ้ง หยางชุน


แต่สิ่งเดียวที่ขุนนางหวังมิเข้าใจสักนิดคือ การแท้งครรภ์ของธิดาตน.. นางมิมีทางจะฆ่าลูกในไส้ตัวเองอีกทั้งยังมาจากบุคคลที่ลูกตนเทิดทูนยิ่งชีวิต


ตังกุยพวกนั้นไม่เคยอยู่ในแผนการ.. เหตุใดพวกขุนนางหลิ่วจึงหาใบสั่งเหล่านั้นมาได้ ทั้งที่ไม่เคยสั่งตังกุยเพียงสักนิด


เว้นเพียงแต่.. ผู้เดียวที่สามารถปลอมแปลงสิ่งนี้ขึ้นมาอย่างแนบเนียน ผู้เดียวที่หวังกุ้ยเฟยไว้เนื้อเชื่อใจและยอมทำทุกอย่างเพื่อคนผู้นั้น


ยังมิทันจะเริ่มต้นใดก็พ่ายแพ้เสียแล้ว..


ชะล่าใจเกินไปกับการที่ฮ่องเต้ส่งเหวินเหลียงไปแดนเหนือ แท้จริงแล้วเพราะทราบว่า เจิ้ง หยางชุนแอบซ่อนที่นั่นกับเหล่ากบฎที่ลอยนวลและขุนนางทรราชที่ถูกเนรเทศ


“หึ.. แผนการฝ่าบาทนับว่ามิธรรมดาเลยสักนิด”


ขุนนางหวังเอ่ยขึ้นพร้อมประจักษ์ว่าพระพักตร์เรียบเฉยแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดมานานหลายปี.. แต่ตนกลับอยู่เบื้องลึกเบื้องหลังทุกอย่าง


“สิ่งเหล่านี้เรามิเคยถามไถ่ หากแต่ผู้ที่นำมามอบให้เราคือขุนนางหลิ่ว.. ผู้ภักดีต่อบังลังค์เราเสมอมา”


ก่อนที่จะจับตัวขุนนางหวังได้นั้นอีกฝ่ายไปตัวทันและหนีไปตั้งกองทัพในชายป่านอกวัง จนต้องพาทหารของตนบางส่วนรวมถึงเหล่าทหารขุนนางหลิ่วมาช่วยรบจนสำเร็จ


เหวินซานกล่าวแต่ใบหน้าดูมิมีความปรีดาแม้แต่น้อย ชุดเกราะสีทองและหมวกเหล็กสวมประทับลง เหวินซานกระโดดขึ้นขี่บนหลังอาชาคู่ใจตน บัดนี้สิ้นคำสั่ง ..ศีรษะของขุนนางหวังขาดกระเด็นฉับพลันจนเลือดสาดกระเซ็นไปทั่ว


 จากนั้นฮ่องเต้หนุ่มจึงควบอาชาคู่ใจออกไปพร้อมกองทัพจำนวนหลายพันที่รวมกับของขุนนางหลิ่วมาด้วยเช่นกันหวังจะปราบกบฎแดนเหนือให้สิ้น


...............................


“เหตุใดแม่ทัพอวี้ถึงล่าช้าเพียงนี้ พวกเราจะตายกันหมด”


“เราจะต้านพวกชนเผ่าไม่ไหวแล้ว อาหารขาดแคลน อากาศก็หนาวเหน็บ”


กลุ่มทหารคุยกันท่ามกลางหิมะสีแดงฉาน บนพื้นนองไปด้วยโลหิตสีสด.. ขุนนางบู๊บุ๋นที่ถูกส่งมาแดนเหนือเพื่อทำความไถ่โทษเรื่องครานั้น.. กำลังไปได้สวยงามแต่กลับต้องมาเสียกำลังทหารเพราะพวกชนเผ่าและแม่ทัพอวี้ที่คอยออกรบพิทักษ์ชายแดนยามนี้ต้องไปช่วยที่ไป๋ไห่ทัน


สารบางอย่างถูกส่งตรงมายังหัวหน้าหน่วย ไม่นานสายตาก็สอดส่องมองหาบุคคลที่ถูกหมายหัวให้กำจัด


หยาง เหวินเหลียง

เป้าหมายสำคัญท่ามกลางการรบ หากกำจัดสำเร็จให้ทิ้งเมืองถอยทัพเข้าป่าไปสมทบกับ เจิ้ง หยางชุน


ลูกศรอาบยาพิษถูกยิงส่งไปแต่กลับถูกปัดได้ทั้งหมด.. การต่อสู้ประชิดตัวจึงเริ่มขึ้น


กระบวนท่าที่สามสิบผ่านไปยังมิโดนฟันแม้สักดาบ เหวินเหลียงจึงอาศัยทีเผลอกระโจมเข้าประชิดแล้วล้วงมีดสั้นปักกางอกขณะที่อีกคนปัดป้องกระบี่อยู่นั้นจึงพลาดท่าเสียที


“อ๊ากกกก!!”


เลือดสีสดไหลย้อนทะลัก เหวินเหลียงคว้านมีดปักขั้วหัวใจแล้วถอนออกมา เมื่อทราบว่าเหตุร้ายได้ลามมาถึงตน เพราะอีกฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้วจึงกลับไปที่จวนเพื่อรับคนผู้หนึ่ง


“มากับข้าเฟิงหลิน”


 ใบหน้างดงามแต่มิได้หวานหยดย้อยเช่นเสวี่ยม่านซึ่งยังคงความเป็นบุรุษไว้และส่วนสูงสมส่วนที่เกือบจะเท่าตนทำให้ดูสง่าผ่าเผยมิน้อย


“ท่านพ่อข้าอย่างไรก็คือกบฎ เหวินซานมิมีทางปล่อยข้าลอยนวล”


“ความจริงมิอาจเปลี่ยนแปลงว่าพ่อเจ้าคือกบฎ แต่เจ้ามิใช่ จงไว้ใจข้าและมากับข้า”


เหวินเหลียงไม่รีรออะไรรีบคว้าข้อมือที่บางกว่าตนมากำแน่นจับกระโดดขึ้นอาชาตัวใหญ่สูงสง่า พอจะรับน้ำหนักบุรุษสองคนได้


“อย่ามาแตะต้องตัวข้า!”


เฟิงหลินคิดจะดิ้นหนีแต่ก็ถูกล็อคตัวไว้แน่นก่อนจะควบอาชาออกไป.. เรื่องในครานั้นตนมิมีวันลืมเลือน เหวินเหลียงกระทำบางสิ่งที่มิอาจจะอภัย!!


อย่างไรเสียคนที่อยู่ในใจตนเรื่อยมาก็มิเคยเป็นเหวินเหลียงและมิมีทางจะเป็น..


เฟิงหลินเป็นคนยึดมั่นในอุดมการณ์ของตนเองอย่างหนักแน่นเรื่อยมาไม่มีทางที่จะเปลี่ยนใจในสิ่งที่ตนเองเลือกไปแล้ว


“แค่ครั้งนี้เท่านั้นที่ข้าจะยอมให้ท่านโดนตัว”


.


.


เหล่าทหารบางส่วนที่มิภักดีต่อบังลังค์ได้เคลื่อนกำลังมาร่วมยังชายป่าที่กลุ่มของ เจิ้ง หยางชุนรวมตัวอยู่และไม่ได้ทราบแม้แต่น้อยว่าแผนที่ตนวางไว้พลิกผันไปหมด ยามนี้เมืองหลวงเกิดเหตุใดมิอาจทราบ เพราะสารล่าสุดจากขุนนางหวังมีเพียงแค่ จัดทัพ


“เราต้านไม่ไหวแล้วจึงขอหลบกองทัพกลับมาร่วมกับท่าน”


ในป่าลึกปกคลุมสีขาวมีป้อมปราการใหญ่พอควร รวมถึงกระโจมขนาดกลางๆนับร้อย การเข้ามาร่วมของทหารเหล่านี้เสริมให้ตนมีทหารในกองอยู่เกือบหมื่น ไหนเลยจะคนของขุนนางหวัง เช่นนี้หากเหวินเหลียงถูกสังหาร กำลังสำคัญอีกหนึ่งของเหวินซานก็จะขาดไป


เพราะก่อนหน้านั้นก็ได้ทราบมาว่าเทียนหลงหายตัวไป จึงทำให้น่ายินดีไม่น้อย ทั้งที่ไม่ทราบถึงเรื่องในวังเลยว่าเป็นไปเช่นไร


.

“ฝ่าบาท อีกไม่กี่วันก็จะถึงดินแดนเหนือแล้วพะยะค่ะ โปรดทรงรักษาวรกายพระองค์ด้วย ยามนี้หนาวจนสะท้านกระดูกจนความเย็นจะเข้าแทรกได้”


หัวหน้ากองทหารม้าเอ่ยขึ้นแล้วชื่นชมเหวินซานที่ยามศึกยังคงดูสง่าผ่าเผยและเก่งกาจในสงคราม


ขบวนทหารตั้งค่ายท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ กองไฟใหญ่หลายกองถูกก่อขึ้นเพื่อสร้างความอบอุ่น


อาหารง่ายๆในกองถูกปรุงแต่งขึ้นเป็นรสชาติที่พอกินได้แต่ไม่ได้อร่อยอะไร เหวินซานเองก็ใช่จะเลือกกิน มีอะไรในยามนี้ก็ต้องกินร่วมกันกับทหารในกอง เห็นเหวินซานนอนกลางดินกินกลางทรายจึงไม่มีผู้ใดกล้าบ่นอันใดนัก


'อยู่เหนือผู้คนทั้งแผ่นดิน'

อีกสามวันเราจะถึงดินแดนน้ำแข็งและกำจัดกับพวกกบฎให้หมดสิ้น จงเตรียมตัวให้พร้อม เราจะกลับไปจัดการทรราช


เหวินซานส่งม้าไวพร้อมคนส่งสารไปด้วย เรื่องสำคัญเช่นนี้จำเป็นต้องส่งถึงมือโดยผู้คุ้มกันติดตามไปด้วยอีกสอง


แม้จะเหลือเพียงมือดีไม่กี่คนแต่ฝีมืออย่างเหวินซานใช่ว่าล้มได้โดยง่าย


................................


“มากับข้าเสวี่ยม่าน เจ้าต้องอยู่ที่ปลอดภัยก่อนจะเกิดการชิงบังลังค์”


เสวี่ยม่านที่อยู่ในตำหนักจู่ๆก็ถูกอุ้มมาขึ้นหลังม้า ใบหน้างดงามกลับดูน่าพิสมัยมากขึ้น คนโดนบังคับทำตัวไม่ถูกได้แต่เอนพิงเพราะกลัวจะหล่นจากหลังอาชาสูง ปกติเสวี่ยม่านแทบจะไม่อยากให้ชายใดแตะเนื้อต้องตัว


แต่คนผู้นี้เห็นได้ชัดว่าสวมใส่เสื้อผ้าของเหวินซานที่กลิ่นหอมอ่อนของใบชาที่เป็นกลิ่นประจำกายติดมาด้วย


“นี่เจ้าหายไปไหนมานานจนข้าลืมไว้แล้วว่ายังมีชีวิตอยู่!”


หากไม่ใช่คนคุ้นเคยและกลิ่นที่คุ้นชินของเหวินซานเสวี่ยม่านคงจะหนีอย่างเต็มที่แต่คนผู้นี้คอยช่วยเหลือตนเสมอ แม้ครั้งหนึ่งเคยจะพยายามมาข่มขืนถึงเตียงก็ตาม


“ก็เสด็จพี่น่ะสิ ใช้งานข้าอย่างหนักหน่วง”


คนพูดก็ควบอาชาออกไปโดยที่ไม่หันกลับมามองเบื้องหลัง ยามนี้เหวินซานไม่อยู่วังหลวง ย่อมต้องมีผู้คิดการใหญ่ ขุนนางหวังเองก็ล่วงลับไปเสียแล้ว ทั้งตระกูลล่มสลาย


“นี่เจ้ามีกลิ่นรัญจวนน่าเชยชมขึ้นมากนัก”


จู่ๆเทียนหลงก็โน้มศีรษะลงมาสูดดมไปทั่วทั้งเรือนผม ซอกคอ หรือแม้แต่ลาดไหล่ จนถูกเสวี่ยม่านทุบตีไม่ยั้งมือ จึงส่งผลให้ต้องละออกไปจากกายหอม


“เจ้าลองสัมผัสข้าดูอีกสิ ข้าจะฆ่าเจ้า”


“ข้าควรฆ่าเสด็จพี่แล้วทำให้เจ้าเป็นของข้าดีไหม”


เทียนหลงกล่าวทีเล่นทีจริงจึงถูกเสวี่ยม่านทุบตีไปอีกครา ทำเอาร้องโอดครวญขอความเป็นธรรมแต่ก็มิได้อันใดตอบรับกลับมาจึงควบอาชาไปต่ออย่างขันแข็ง


เมื่ออาชาสีดำทมิฬเคลื่อนมาจนสุดปลายทางก็หยุดลง บ้านหลังไม่ใหญ่โตนักอยู่ในป่าทางทิศใต้ออกมาไกลวังหลวง ซ่อนเร้นผู้คนพอสมควร


“อีกไม่กี่ชั่วยาม เหลียนฮวาจะมาถึงและคอยดูแลเจ้า นางมาพร้อมกับองครักษ์เกราะทองที่เคยไปไป๋ไห่ทันด้วยหนึ่งคน ข้าไม่สามารถรั้งรออยู่นานไปกว่านี้ได้แล้วเพราะต้องกลับไปวังหลวงเพื่อคุ้มกันพระชายาเสียนเฟย”


“ข้ารบกวนอีกแล้ว”


“ข้าทำเพราะหวังร่างกายเจ้าต่างหาก”


เสวี่ยม่านยังไม่ได้โต้ตอบอันใดแต่ตั้งท่าจะตีอีกรอบ ดังนั้นคนกล่าวสวมชุดดำพร้อมผ้าปิดหน้ามิดชิด หลังจากส่งเสวี่ยม่านและกำชับให้อยู่แต่ในบ้านเมื่อพักให้ม้าดื่มน้ำกินหญ้าและรีบควบม้าต่อทันที


..........................................


อีกด้านภายในวังหลวงมีผู้คนถกเถียงเรื่องการยึดครองบังลังค์เฉกเช่นทรราช กลุ่มนักฆ่าฝีมือดีถูกส่งตัวไปนับสิบเพื่อหวังจะสังหารคนเพียงผู้เดียวที่อยู่สูงสุดของแผ่นดินต้าหลง.. หยาง เหวินซาน


“ฮ่องเต้นั้นบาดเจ็บหนักและตายในสงคราม ควรแต่งตั้งผู้ดูแลบัลลังค์นี้ชั่วคราว”


ขุนนางหลิ่วเอ่ยขึ้นเพื่อหวังจะโน้มน้าวให้หลายคนเห็นดีเห็นงามด้วย หลายส่วนที่สนับสนุนตนก็ย่อมออกเสียงเข้าข้าง บางฝ่ายขึ้นตรงต่อฝ่าบาทก็คัดค้านและบางส่วนรอพิสูจน์ความจริง หากไม่เห็นศพย่อมเป็นคำลวง


“ผู้ใดเล่าจะเหมาะสม”


“หึ.. งั้นหรือ เสด็จพี่ข้าตายหรือเจ้ากำลังคิดแผนชั่วช้าบางอย่าง”


“องค์ชายสอง เทียนหลง..งั้นหรือ”


เสียงคุยกระซิบกระซาบดังขึ้นขณะที่เทียนหลงเดินมานั่งบังลังค์อย่างถือวิสาสะ


“องค์ชายถูกฮ่องเต้ขับไล่ออกจากวังหลวงแล้วมิใช่หรือ เหตุใดจึงได้กลับมา”


ขุนนางหลิ่วเอ่ยขึ้นพลันมองจ้องไปยังเทียนหลง 


“หึ.. ท่านกล่าวเช่นนี้ราวกับทราบเรื่องดี ทั้งที่ควรจะมีคนทราบเรื่องนี้เพียงสอง..”


เทียนหลงกล่าวลองเชิงจนคนถามเงียบปาก


แต่ไม่นานนัก.. ทหารเกราะเงินเข้ามาล้อมรอบพร้อมจับตัวผู้ที่ภักดีต่อเหวินซานและกักขังผู้ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่มีหรือเทียนหลงจะยอมอยู่เฉยๆ การต่อสู้ปะทะกันเริ่มต้นขึ้น ด้านเทียนหลงเองก็มีทหารองครักษ์มาร่วมช่วยด้วย กลุ่มสุดท้ายที่ยังไว้ใจและคอยรับใช้เหวินซาน


“องค์ชายหยุดขัดขืนและยอมจำนนเถิด อีกไม่นานฝ่าบาทก็จะตายเพราะข้าส่งนักฆ่ามีฝีมือไปนับสิบ”


“หึ!  เผยความชั่วเจ้าออกมาจนได้นะตาเฒ่าเจ้าเล่ห์”


เทียนหลงรีบจัดการผู้ที่ขวางทางตนอยู่แล้วใช้วิชาตัวเบาพยุงตัวลอยหนีออกไป เสียนเฟยยามนี้สำคัญต่อเหตุการณ์นี้นัก หากนางถูกจับตัวพร้อมกับที่ทรงครรภ์ อำนาจต่อรองฝ่ายนั้นจะยิ่งสูง เหวินซานยังไม่อยากจะเสียลูกเพียงผู้เดียวของตนที่กำลังจะเกิดมาแม้จะยังไม่ทราบเพศ


เทียนหลงกระโดดขึ้นไปตามหลังคาตำหนักต่างๆจนมาหยุด ณ วังหลัง แล้วปรี่ตัวเข้าไปตำหนักเหยียนเสียนเฟยช่วงนี้ไม่ควรที่จะกระเทือนรุนแรงมากนักเพราะอันตรายต่อเด็กในครรภ์


รถม้าคันเล็กจอดเทียบท่ารอด้านหน้าอยู่แล้วจึงกระโจนเข้าไปพร้อมเร่งจังหวะหนี


เมื่อทราบว่าเทียนหลงหนีไปได้พร้อมกับพระชายา อย่างไรเสียต้องมีวิถีทางอื่นรับรอง และคงมิพ้นคนผู้เดียวที่เป็นที่รักใคร่ของเหวินซาน


“ท่านพบคุณชายหรงหรือไม่” ขุนนางหลิ่วกล่าว


“ข้าได้ส่งคนไปติดตามแล้ว สายสืบข้าทั่วเมืองจะต้องหาตัวเจอในไม่ช้า”


.


.

TBC........

ฝึกงานวันแรกและวันที่สองเหนื่อยมากค่ะ ไรท์มาต่อนิยายให้แล้วนะคะกลัวมีคนรอ😭😭

ปล.ตอนนี้สั้นหน่อยนะคะ ไว้ตอนหน้าจะต่อยาวๆให้อ่านกันเลยค่ะ ถ้าว่างจริงๆจะรีบอัพภายในสองวันน้า💕💕

//ชอบก็เม้นให้เค้าด้วยน้าา💕 เห็นคนอ่านแล้วมีกำลังใจในการอัพค่ะ😘

ความคิดเห็น