จบแล้วงับกับนิยายเรื่องแรกในชีวิต แหะๆๆ ติกันได้นะ ขอบคุณทุกกำลังใจด้วยงับ สวัสดีงับ ~/\~

เหตุผลที่ 11 ต้องเจอ

ชื่อตอน : เหตุผลที่ 11 ต้องเจอ

คำค้น : ดราม่า รัก เสียสละ ขนมเทียน ลูกตาล

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 254

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ส.ค. 2561 03:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เหตุผลที่ 11 ต้องเจอ
แบบอักษร

ถึงการกระทำภายนอกผมจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ลึกลงไปในหัวใจผมยังคงร้องไห้ทุกครั้งที่นึกเรื่องราวที่ผ่านมา


- ความฝันขนมเทียน –


“ถักให้ใครหรอครับ ที่รัก” ผมนั่งมองหญิงสาวร่างบางที่กำลังถักนิตติ้งเสื้อกันหนาวแขนยาวสำหรับผู้ชาย ทำไมผมรู้นะหรอ ก็แพทเทิร์นวางอยู่บนโต๊ะใกล้ตัวของเธอ

“ถักให้เทียนไงคะ จะเข้าฤดูหนาวแล้ว” ยิ้มหวานๆ จากตาลทำให้ผมอบอุ่นหัวใจ

“ขอบคุณครับ ผมมีอะไรมาให้ด้วยละ” ผมเดินออกไปหยิบของที่วางแอบไว้หน้าห้อง

“อะไรคะ?” ตาลทำหน้าตาสงสัย เอียงคอเล็กน้อย มันน่ารักมากๆ เลย

“แกะดูสิครับ”

“ผ้าคลุมไหล่! ซื้อจากที่ไหนคะ สวยมากเลย” ผ้าคลุมไหล่โครเชต์ลายหัวใจ พื้นสีขาว หัวใจสีฟ้าอ่อน ชมพูอ่อน สลับกันสีละแถว เป็นทรงสามเหลี่ยมยาวคลุมถึงประมาณเอวของตาล ถูกหยิบขึ้นจากกล่องกระดาษลายหมีสีน้ำตาล

“ใจร้ายจัง ไม่คิดว่าเทียนถักเองบ้างหรอ”

“อ๋อ... ที่หายไปนาน ไม่ยอมมาหาตาลซุ่มนี่เองสินะ” ตาลวางนิตติ้งที่กำลังถักไว้ข้างตัว ลุกขึ้นเท้าสะเอว ชี้หน้าผมอย่างคาดโทษ

“อิอิ ครับผม!” ผมยิ้มกว้างด้วยความภูมิใจ

“ขอบคุณค่ะเทียน ไหนดูมือซิ เจ็บมั้ย” มือที่เต็มไปด้วยปลาสเตอร์ยาถูกตาลกุมอย่างอ่อนโยน อ่า...มันชั่งคุ้มค่าจริงๆ ครับ



ผมสะดุ้งตัวตื่นพบความเปียกชื้นรอบดวงตารวมถึงข้างขมับ มันคือน้ำตาของผมเอง

ผมมักจะฝันถึงเรื่องราวต่างๆ ระหว่างเธอกับผมบ่อยครั้ง และทุกครั้งมันก็ทำให้ต้องตื่นระหว่างคืน

ความเสียใจยังหลงเหลืออยู่เต็มหัวใจผม แค่ผมต้องเลือกที่จะหลีกเลี่ยงมันให้ได้มากที่สุด แต่ในความฝันผมทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่มองภาพอดีตของตัวเองซ้ำไปซ้ำไป ตื่นมาพบความว่างเปล่า ความรู้สึกหน่วงในอกยังคงตรึงอยู่ มันทำให้ผมรู้สึกแย่ที่ตอนนี้มันไม่เหลืออะไรแล้ว

ผมอยากได้เธอคืนมากแค่ไหนมันก็คงเป็นได้แค่ฝัน และถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็ไม่อยากตื่นมาพบความจริงที่แสนเจ็บปวดนี้

ใครจะว่าผมบ้าผมก็ยอมขอแค่มีตาล แค่ตาลเท่านั้นที่ผมต้องการ ทำไมกัน เวลาไม่ช่วยให้ผมลืมตาลได้จริงๆ เลยสักครั้ง แม้ผมกำลังนอนอยู่กับผู้หญิงคนอื่น แต่ลึกลงไปในใจผม มันเรียกร้องหาแค่ตาลเท่านั้น

เมื่อเช้าที่เจอตาลโดยบังเอิญมันยิ่งทำให้ผมรู้ รู้ว่าผมยังรักเธอ และเธอคือคนที่เอาหัวใจผมไปแล้ว ทำไมโลกนี้ถึงโหดร้ายกับผม

“เทียนคิดถึงตาล คิดถึง...ฮึก...” น้ำตาหยดใสไหลอาบสองแก้มไร้เสียงสะอื่น นานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้ร้องไห้จริงจังขนาดนี้


..............................................



ผมตื่นมาอีกครั้งด้วยความหนักอึ้งที่ดวงตาสองข้าง ไม่รู้ว่าเมื่อเช้าหลับไปตอนไหนตื่นมาอีกทีก็ปาเข้าไปบ่ายโมงแล้ว

‘ติ้ง~’ เสียงแจ้งเตือนแอปพลิเคชันไลน์

แมงมุมชักใย

‘โทรกลับด่วน’ ข้อความเหมือนถูกส่งมาอย่างเร่งเร้าหลังจากผมเปิดเครื่องได้ไม่นาน เมื่อเปิดเข้าไปอ่านพบว่ามีการให้ติดต่อกลับมากกว่าสิบครั้ง

ผมโทรกลับด้วยความงุนงง ปนงัวเงีย ได้ความว่า ไอแมงพี่หลังจากไม่สบายออดแอดๆ อยู่ราวๆ อาทิตย์แต่ก็ไม่หายสักที เมื่อคืนเกิดทรุดหนักไปเล่นดนตรีไม่ได้ เมื่อเช้ามืดเลยถูกไอแมงน้องจับส่งตัวเข้าโรงพยาบาลแอดมิดตั้งแต่ตี 4.44 น. เวลาสวยไปอีกครับเพื่อน ไอแมงน้องบอกให้รีบมาหา

“เออ มึงแวะเอาอิเปื่อยบนหัวเตียงไอพี่ที่คอนโดให้ด้วย แม่ง ไม่ยอมนอนสักที กูจะไปเอาก็ไม่ยอม ประสาทจะแดกแล้ว”

“เออได้ๆ เสื้อผ้ามึงด้วยมั้ย”

“ใช่ๆ เจอกันมึงให้ว่องหน่อยก็ดี ขอบใจมาก”

ผมตัดสายจบลุกขึ้นจัดการอาบน้ำแต่งตัวอย่างว่องตามคำอ้อนวอนกึ่งคำสั่งที่ไอแมงน้องต้องการ เวลาไอแมงพี่ป่วยมันจะงอแงมาก ซึ่งปกติไม่ใช่นิสัยที่มันจะแสดงออกมาสักเท่าไหร่

ถึงคอนโดคว้าคีย์การ์ดเดินขึ้นลิฟต์อย่างเร่งรีบ สแกนลายนิ้วมือเสร็จสรรพ จ้ำอ้าวเก็บเสื้อผ้าทั้งของไอแมงน้อง และชั้นในไอแมงพี่ยัดใส่กระเป๋าเป้ของแต่ละคน ขาดไม่ได้เลยอิเปื่อยสุดรักสุดหวงของไอ้แมงป่อง

ได้ของครบตามต้องการ เช็กของเรียบร้อย กลับออกไปและตรงไปยังโรงพยาบาลที่ผมเคยไปรักษาตัว โรงพยาบาลเอกชน L

ผมหวังแค่จะไม่ต้องเจอคนที่ผมไม่อยากเจอก็พอ...



- [โรงพยาบาลเอกชน] -


ฉายาอิเปื่อยนี่เปื่อยจริงๆ นะครับ มันอยู่มายาวนานกว่า 10 ปี เป็นตุ๊กตาตัวแรกที่ไอแมงน้อยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดชิ้นแรกและชิ้นเดียว

ระหว่างรอลิฟต์ ความหวังของผมเป็นอันล้มเหลวที่ต้องมาเจอไอ้คุณหมอ...

“สวัสดีครับคุณศดิธร มาทำอะไรที่นี่หรอครับ”

“ไม่เกี่ยวกับคุณหมอนี่ครับ ดูแลคนไข้ไปเถอะครับ” ผมตอบด้วยเสียงที่แข็งกร้าว เห็นหน้าไอ้คุณหมอแล้ว ภาพของหญิงสาวที่ผมเคยรักและยังคงรักแวบเข้ามาในหัวทันที ความเจ็บเล็กๆ ประโคมเข้ากัดกินใจผมอีกครั้ง แต่มันไม่มีผลกับใจทั้งดวงเท่าไหร่ เพราะความด้านชามันมีมากกว่าความรู้สึกใดๆ

“ตอบใจร้ายจังครับ คุณศศิธรสบายดีมั้ยครับ”

“ก็ดีครับ คนไข้คุณหมอละครับ เป็นไงบ้าง” ถามถึงน้องชายผมทำไมวะครับ แต่ช่างมันเถอะ แล้วนี่ผมจะถามถึงเธอให้ได้อะไรขึ้นมา

“คนไหนละครับ ผมมีคนไข้ในการดูแลเยอะซะด้วยสิ” ไอหมอน้ำเสียงมึงกวนตีนกูไปนะครับ

“งั้นก็เรื่องของคุณเถอะครับ ขอตัว” จบประโยคเลิกต่อความยาวสาวความยืด ไอ้คุณหมอเกือบทำผมหัวเสียทั้งๆ ที่ยังเช้าขนาดนี้

ผมเดินหงุดหงิดเล็กน้อยมาถึงห้องไอแมงพี่ พร้อมสัมภาระที่ติดมาด้วย

“อะอิเปื่อยมาแล้ว จะได้นอนสักที ร้องอยู่นั้นกูปวดหูหมดแล้ว” ไอแมงน้องร้องทักผมอย่างหงุดหงิด

“กูละสงสารมึงไอแมงน้อง มันโวยวายนักบอกหมอโบกยานอนหลับแม่งเลยเชื่อกู” ความหงุดหงิดเมื่อครู่หายไป พอผมเห็นไอแมงพี่ที่เอาแต่ร้องไห้ทรมานจากพิษไข้ไม่พอยังจะติดอิเปื่อย คนป่วยกับคนเฝ้าผมต้องสงสารใครก่อนดีครับ

“ผัวมาหากูด้วยไม่งั้นกูจะกินหัวมึง” ไอแมงพี่โวยวายก่อนจะหลับไป เมื่ออิเปื่อยถึงอ้อมกอดโดยสวัสดิภาพ

“เออ รู้แล้ว กูกลับก่อนนะมึง” เวลาไอแมงพี่ไม่สบายมันชอบให้คนอยู่ใกล้ตัวโดยเฉพาะไอแมงน้อง ถ้าตื่นมาไม่เจอถึงขั้นอาละวาดมาแล้ว เพราะงี้แหละไอแมงน้องถึงห่างไม่ได้เลย 

“กลับดีๆ มึง เจอกัน”

“เออ” ผมตอบรับคำสั้น เดินออกจากห้องพักผู้ป่วยพิเศษ กะจะไปสูบบุหรี่ข้างสวนหย่อมโรงพยาบาลก่อนกลับ

“พี่หมอ ตาลอยากกลับบ้านเมื่อไหร่จะพากลับสักที” ชื่อและเสียงที่คุ้นเคย กระทบเข้าโซนประสาทหู

“ก็รอหน่อยสิ อาการตัวเล็กยังน่าเป็นห่วงอยู่เลย”

‘หึ! แล้วกูจะมายืนแอบฟังทำไมวะครับ’ คิดได้อย่างนั้นขากำลังจะก้าวออกต้องชะงักตามเสียงเรียกของไอ้คุณหมอเจ้าเดิม

“คุณศดิธรจะกลับแล้วหรอครับ” เสียงกึ่งตะโกนกึ่งเรียกก่อกวนประสาทผมเข้าอย่างจัง ทำให้ผมต้องเอี่ยวตัวกลับตอบคำถามอย่างเคยๆ

“ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณหมอเหมือนเดิมครับ” ผมยกยิ้มเหยียดเล็กๆ ส่งให้งามๆ

ผมเหลือมองสีหน้าหญิงสาวร่างบางในชุดพยาบาลบนวีลแชร์สีชมพูอ่อน ตอนนี้ใบหน้าเธอซีดเซียว สีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด คงไม่อยากเจอผมจนตัวสั่น รังเกียจอะไรผมนักหนา

“หึ! ขอตัวนะครับ เชิญดูแลกันตามสบาย .. อ้อ ..คุณผู้หญิงก็หายไวๆ นะครับ โชคดีครับ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแสดงถึงความเฉยชา

ผมก้าวเท้ายาวเดินออกมาจากเหตุการณ์น่าอึดอัดข้างส่วนหย่อมโรงพยาบาลตรงกลับมาที่รถบีเอ็มคู่ใจเตรียมตัวจะขับกลับบ้าน

“โถ่เว้ย!!” ด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ ผมทำได้แค่ทุบพวงมาลัยรถสองสามที ก่อนสงบสติอารมณ์ ประคองตัวเองกลับบ้านอย่างหัวเสีย

ความคิดเห็น