facebook-icon

สวัสดีผู้เยี่ยมชมทุกท่านค่ะและขอบคุณทุกกำลังใจและการติดตามนะคะ

ตอนที่ 12 เมื่อพยัคฆ์เริ่มคำราม

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 เมื่อพยัคฆ์เริ่มคำราม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 50.8k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ก.ค. 2561 23:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12 เมื่อพยัคฆ์เริ่มคำราม
แบบอักษร

ตอนที่ 12 เมื่อพยัคฆ์เริ่มคำราม


ปึก!!

เสียงหนังสือกระทบพื้นอย่างรุนแรงตามอารมณ์ของคนปา วีรกิจขบกรามอย่างโกรธเกรี้ยว เขาว่าไว้แล้วเชียวว่ามันต้องไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดาๆอย่างที่เขาเคยคิดไว้แต่แรก มันเล่นเอาคนของเขาตายหมดไม่มีเหลือ

“ขอโทษครับนายที่ทำพลาด”

“มึงยิ่งกว่าพลาด!! คนของกูถูกมันฆ่าตายไปเกือบสิบ เจ็บใจจริงๆ” ชายวัยกลางคนตะเบ็งเสียงดังจนคนสนิทเองยังหัวหดลง

“มันไม่ใช่เล่นๆเลยนาย จากที่เกิดเหตุกระสุนเจาะเข้าหัวทุกคนเลย มีรายงานว่ามันกลับกันแค่สามคน คนขับรถของมันแล้วก็มีมันและเมียมัน แต่เป็นไปได้ยังไงที่สองคนจะมือไวขนาดยิงเร็วโดยไม่พลาดสักนัด”

“เสียแต่ว่ามันเคยเป็นอะไรมาก่อน มึงสืบหาข้อมูลของไอ้สิงหราชมา ”

“ครับนาย”

“กูอยากจะรู้นักว่ามันซ่อนอะไรไว้เบื้องหลัง”


โกดังขนาดใหญ่ท้ายไร่พยัคฆ์คำรามบัดนี้สว่างไสวไปด้วยแสงไฟทั้งนอกและในโกดัง ชายหนุ่มปริศนาไม่ได้ถูกมัดมือมัดเท้าอย่างที่เขาคิด เข้มเพียงพาไปนั่งบนเก้าอี้เฉยๆโดยปล่อยให้เจ็บแผลอยู่เช่นนั้น ไม่นานนักพยัคฆ์ก็เดินเข้ามาสมทบอย่างใจเย็นไม่ทุกข์ร้อนอะไร คนเจ็บขามองหน้านายใหญ่ของไร่อย่างตกตะลึง เพิ่งเคยพบตัวจริงก็วันนี้เอง

 “ยังไงกูก็ไม่มีวันบอก” มันรีบแสดงเจตจำนงทันทีที่ร่างสูงนั่งลงที่ตรงข้าม

“กูก็แค่อยากมาคุยกับมึงเฉยๆ ไม่ได้มาบังคับอะไรทั้งนั้น” มือหนาหยิบปืนจากด้านหลังมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อให้มือวางเพลิงวางใจ

“แล้วทำไมมึงไม่ปล่อยกูไป” เขามองนายใหญ่ของไร่อย่างระแวง

“กูบอกมึงไปแล้วว่ากูอยากจะคุยกับมึง ถ้าไม่อยากคุยกูคงปล่อยไปนานแล้ว” เสียงของพยัคฆ์ยังคงเรียบเสมอต้นเสมอปลายตามันทำให้คนตรงข้ามขนลุกไม่ใช่น้อย “เดี๋ยวคุยกันเสร็จกูจะปล่อยมึงก็แล้วกัน”

“หึ มึงจะปล่อยกูเหรอ ไม่มีทาง” เขาแค่นหัวเราะ

“อยากกินอะไรไหม”

“หึ!!”

“โอเค งั้นเข้าเรื่อง” ร่างสูงยกขาไขว้ห้างท่าทีสบายๆ “มึงเป็นเด็กใคร”

“กูไม่บอก!!” ชายปริศนายังคงจ้องตรงมายังเขาเขม็ง

“เออ ไม่บอกไม่เป็นไร กูก็พอเดาออก”

“มึงไม่รู้ แต่ก่อนจะมา”… “เขาว่านายใหญ่ไร่นี้มันโหดเหี้ยมน่ากลัว แต่พอมาเจอตัวจริงก็งั้นๆ” มันยิ้มหยันอย่างดูถูก ไอ้ตอนมามันก็นึกว่านายใหญ่ไร่นี้จะหน้าโจรๆหนวดครึ้มๆดกๆแต่ที่ไหนได้ หน้าหล่อมาแต่ไกลเลยเชียว

“หืม? เขาว่ามางั้นเหรอวะ” ใบหน้าหล่อหล่อเหลาดุนลิ้นที่กระพุงแก้มครู่หนึ่ง “เออ กูก็เห็นด้วยนะ กูไม่ใช่ผีห่าซาตานที่ไหนซะหน่อย”

“มึงพากูมาถามแค่นี้เหรอ”

“เปล่า” ใบหน้าคมจ้องมองคนตรงข้ามนิ่ง แต่เหมือนมือวางเพลิงจะเห็นประกายในแววตาคมดุนั้น เหมือนว่าเขากำลังแสยะยิ้มอย่างพอใจในอะไรบางอย่าง “กูไม่บังคับมึงหรอก มึงจะบอกกูตอนไหนก็ได้”

“มึงกำลังจะทำอะไร” ชายปริศนาเริ่มถอยหลังอย่างระแวง

“พวกมึงสองคน จับมือมันขึ้นมา” พยัคฆ์สั่งลูกน้องเสียงเข้ม “วันนี้กูเลือกนิ้วชี้ของมึงก็แล้วกัน”

ทันไดนั้นคนวางเพลิงก็รีบลุกหนีอย่างร้อนรนระคนหวาดกลัวแต่ถูกล็อคตัวติดกับเก้าอี้ไว้อย่างแน่นหนา ซึ่งมันก็ดิ้นไม่หยุดจึงถูกชกเข้าที่ท้องอย่างรุนแรงจนจุกแทบขาดใจ

“มึงมันไม่ใช่คน มึงมันเป็นปิศาจ”

“พอดีกูไม่ได้เป็นมาหลายปีแล้วว่ะ” พูดจบก็ตัดนิ้วของมันครั้งเดียวจนขาดออกมาทันที

“อ๊ากกกก!!” หนุ่มวางเพลิงร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดจนล้มลงไปนอนที่พื้นดินชื้นๆดิ้นทุรนทุรายกุมมือที่ถูกตัดไปอย่างน่าสังเวช

“เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะมาทวงคำตอบมึงใหม่แล้วกัน” เขาว่าพลางหยิบข้อนิ้วที่ถูกตัดขึ้นมา “กูจะให้สิทธิ์มึงเลือกด้วย ว่าจะเอานิ้วไหน”

เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสดังไปทั่วบริเวณพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงที่เดินออกมาท่าทางสบายพร้อมกับมอบงานให้เข้มเฝ้ามันไว้ไม่ให้คลาดสายตา ซึ่งมือขวาหนุ่มใหญ่เองก็รู้งานดี



นาราเดินไปมาอย่างร้อนรน เมื่อครู่ใหญ่ๆเธอได้ยินเสียงปืนดังขึ้น หญิงสาวจึงนอนไม่หลับได้แต่เดินไปมามองดูที่ประตูอย่างเป็นห่วงกลัวว่าพยัคฆ์จะเป็นอะไรไป  

“สงบจิตสงบใจเถอะค่ะ นายเป็นคนเก่งมากนะคะ ไม่มีทางเป็นอะไรง่ายๆหรอกค่ะ”

“แต่ว่าฉันกลัวจังเลย เมื่อกี้ก็ได้ยินเสียงปืนดังด้วย นี่มันชักจะนานเกินไปแล้วนะคะ” นาราว่าพลางจ้องประตูไม่คลาดสายตา

มาลัยเห็นว่าคนตรงหน้ายังคงกังวลเรื่องนายพยัคฆ์อยู่ เธอจึงหาคำสารพัดมาปลอบโยนให้เธอคลายความกังวลลง ไม่นานนักหญิงสาวก็ยอมนั่งเฉยๆรอที่เตียง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“นารา”

“นายคงมาแล้วค่ะ” มาลัยยิ้มเมื่อเห็นเธอคลายสีหน้าลงก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้  นาราก็รีบพุ่งไปหาร่างสูงที่ยืนโชกไปด้วยเหงื่อและแขนเสื้อข้างขวามีรอยถาก

“คุณเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

พยัคฆ์ส่งสายตาไล่ทุกคนนั้นออกไปจนเหลือแต่เขาและเธออยู่กันสองคน ร่างสูงจึงเอื้อมมือไปลูบหัวทุยเบาๆอย่างเอ็นดู

“เหมือนคุณจะบาดเจ็บ”

“ไม่ได้เป็นอะไรหรอก อย่าห่วงเลย” เขาส่ายหน้าเบาๆ

“ถอดเสื้อ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณไม่บาดเจ็บ” เธอสั่งเสียงแข็ง

“อ่อย?”

“ว่าไงนะ ได้ งั้นไม่ต้องถอดเชิญค่ะ ไปอาบน้ำซะ” นาราผายมือไปยังห้องน้ำทันทีก่อนจะหันหลังแต่ถูกมือหนาคว้าแขนเรียวไว้เสียก่อน

“ห่วงฉันขนาดนี้เลยเหรอ” เขาถามเสียงเบาแต่เธอกลับเงียบและพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบแทน เห็นดังนั้นคนตัวสูงก็โน้มตัวลงมาชิมริมฝีปากอิ่มสวยด้วยความอ่อนโยน ทุกการสัมผัสของเขาในตอนนี้ทำให้เธอแทบละลายแข้งขาอ่อนหากไม่ได้เขายึดไว้คงล้มลงไปแล้ว ไม่นานนักเขาก็ถอนจูบอย่างอ่อยอิ่ง

“คุณไม่ไปอาบน้ำหรือไง” หญิงสาวตอบอ้อมๆแอ้มๆหน้าขึ้นสี พูดตรงๆคือเธอยังไม่ชินสักทีกับความอ่อนโยนของเขา

บางทีนาราก็ถามตัวเองว่ามันเร็วไปหรือเปล่าที่เขามาทำดีกับเธอขนาดนี้ เหตุผลที่แท้จริงที่เขาทำดีกับเธอคืออะไรกันแน่

“กินเธอก่อนได้มั๊ยล่ะ หืม?” เสียงแหบพร่าดังขึ้นข้างหูจนเธอต้องเอียงคอหนี ผู้ชายคนนี้นับวันชักจะมีอิทธิพลกับเธอมากเกินไปแล้ว

“ไม่ได้ ฉันง่วงแล้ว”

“โอเคๆ ตามใจคุณครูครับ” พูดจบก็หอมแก้มเธอฟอดใหญ่ก่อนจะรีบเดินเข้าห้องน้ำไป ทิ้งให้นารายืนอมยิ้มอยู่คนเดียวอย่างไม่รู้ตัว



ศศิยืนนิ่งมองวิวทิวทัศน์จากคอนโดสูงครุ่นคิดอย่างหนัก ผู้หญิงอย่างนาราต้องการอะไรกันแน่ที่เปิดตัวกับผู้ชายคนใหม่ในงานเลี้ยงนักธุรกิจ ใบหน้าสวยแสยะยิ้มเมื่อคิดอะไรได้บางอย่าง ไม่นานนักเธอก็กดบางอย่างลงในโทรศัพท์ เสียดายแต่ว่าไม่มีรูปภาพในงาน ไม่รู้หายไปไหนหมด แต่ยังไงก็เถอะแค่ได้ใส่ไฟนิดหน่อยเธอก็นอนหลับสบายแล้ว

“ทำอะไรอยู่ศิ” เสียงนัฐวัฒน์ดังมาจากหน้าประตูทำให้หญิงสาวรีบหันกลับไปอย่างรวดเร็ว

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่คุยกับเพื่อน” ร่างบางรีบเดินมาลูบไล้เขาอย่างเอาใจ “ศิว่าคืนนี้เรามา..”

“วันนี้ผมเหนื่อย” เขาปัดมือเธอทิ้งอย่างไม่ใยดีก่อนจะเดินออกไปข้างนอกแต่ถูกศศิรั้งไว้เสียก่อน

“ทำไมคะแค่เห็นหน้ามันคุณก็เบื่อศิแล้วเหรอคะ ใช่สิ ศิมันเป็นแค่คู่ขาไม่ใช่อดีตว่าที่คู่ชีวิตอย่างนังนารา”

“ศิ ตอนแรกเราตกลงกันแล้วไง ผมให้คุณได้แค่นี้ตอนนี้ผมยังไม่อยากเปิดตัวกับใคร” นัฐวัฒน์หันกลับมาตอกกลับอย่างเหลืออด

“เพราะคุณยังรักมันใช่ไหมคะ”

“ใช่ ผมยังรักนาราอยู่” ร่างสูงตอบแทบไม่คิดทำให้ศศิหน้าเสียทันที น้ำตาหยดเล็กๆก็ไหลลงมาทันที

“ฉันจะทำให้คุณรู้ว่าการที่คุณทำร้ายจิตใจฉันมันเป็นยังไง คอยดู!!”



พยัคฆ์รีบก้าวขึ้นมานอนกอดร่างบางที่นอนรออยู่อย่างรวดเร็วหลังจากอาบน้ำเสร็จ นาราหันกลับมาประจันหน้าเขาอย่างช้าๆ มือเรียวเอื้อมมาลูบแก้มสากเบาๆ

“คุณไม่กลัวตายเลยหรือไง”

“ทำไมต้องกลัวล่ะ ในเมื่อวันนึงคนเราก็ต้องตายอยู่ดี” ชายหนุ่มยิ้มบางๆให้เธอก่อนจะดึงใบหน้าหวานมา

ซบอกแกร่ง “อาชีพอย่างฉันไม่ใช่อาชีพที่อายุยืนสักเท่าไหร่หรอก ฉันอยู่ไปแบบนี้จนชินแล้ว ในสายตาคนอื่นฉันก็เป็นได้แค่ไอ้คนไร้หัวใจ”

“เลิกพูดถึงความตายได้แล้ว” หญิงสาวลุกขึ้นมานั่งมองเขาอย่างอ่อนโยนก่อนจะเลื่อนมือไปแตะหัวใจของเขาเบาๆครู่หนึ่ง “ไหน ไม่เห็นว่าจะไร้หัวใจซักหน่อย ดูสิหัวใจของคุณยังเต้นอยู่เลย”

พยัคฆ์ยกยิ้มอ่อนโยนเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูดออกมา ในใจดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อได้พบคนที่เขาเห็นค่าของเขาและยิ้มให้เขาอย่างจริงใจและยิ้มไปทั้งตาของเธอ หน้าตาว่างดงามแล้วแต่จิตใจเธอช่างงดงามยิ่งกว่า

“ขอบคุณ”

“ขอบคุณทำไม” ร่างบางก้มลงไปจูบเขาเบาๆก่อนจะเลือกนอนซบอกเขาโดยมีแขนของชายหนุ่มโอบกายเธอไว้ทั้งคืนเหมือนที่นารานอนโอบกอดใจเขาไว้จนชายหนุ่มนอนยิ้มอย่างสุขใจ



เช้าวันใหม่พระอาทิตย์เริ่มส่องแสง พยัคฆ์เห็นหญิงสาวนอนหลับอยู่จึงไม่กล้าปลุกโดยห่มผ้าห่มผืนหนาให้เธอและแอบหอมแก้มใสพอชื่นใจก็รีบออกไปยังโกดังท้ายไร่ทันที

“มันไม่ยอมพูดอะไรเลยนาย” เข้มเห็นพยัคฆ์เดินมาก็รีบรายงานให้ฟังทันที ซึ่งชายหนุ่มเองก็แปลกใจไม่น้อยที่คนวางเพลิงมันยังคงทำตัวเหมือนน้ำท่วมปากอยู่ เขาจึงเดินเข้าไปหาเอง

“ไงมึง มีอะไรจะบอกกูมั๊ยหรือมึงเลือกนิ้วไหน กูให้สิทธิ์เลือกเต็มที่เลย”

“ก็ได้ กูยอมบอกมึงแล้ว” มันนั่งสั่นมองพื้นตลอดเวลา

“ว่ามาสิ กูรอฟังอยู่”

“นายลอแซงส่งกูมา” มันพูดตะกุกตะกักจนพยัคฆ์นั่งฟังเสียงหัวใจของมันเงียบๆก็ยิ่งชัดเจนว่ามันโกหก

“จริงเหรอ” ร่างสูงกดเสียงต่ำลงจนมันรีบถอยหนี

“จะ…จริง เขาบอกว่านับวันนายพยัคฆ์ชักจะมีอิทธิพลเยอะมากเกินไป ไม่ดีกับพวกเขา” สายหลุกหลิกนั้นทำเอาคนนั่งฟังได้อดหงุดหงิดไม่ได้

“ปล่อยมัน”

“ว่าไงนะนาย” เข้มถามย้ำด้วยความตกใจ

“ตามนั้นแหละ ปล่อยมันซะ” ได้ยินดังนั้นหนุ่มใหญ่คนสนิทก็ต้องจำใจปล่อย

“ครับ”

ทันทีที่ปล่อย มือวางเพลิงก็รีบดึงมีดพกที่ข้อเท้าออกมาเพื่อจะปาใส่ชายหนุ่มตรงหน้าแต่อนิจจา พยัคฆ์หันปากกระบอกปืนรอเรียบร้อยแล้ว

ปัง!!

“อย่าว่ากูนะ กูแค่ไม่อยากได้ชื่อว่ารังแกมึงฝ่ายเดียว” เขาย่อลงตบไหล่ศพที่เพิ่งยิงไปแปะๆก่อนจะเดินออกมาตามด้วยนายเข้ม

“นายรู้อยู่แล้วเหรอครับ”

“กูเห็นมีดพกมันปูดออกมาที่ข้อเท้าตั้งแต่เมื่อคืน แล้วก็แค่รอเฉยๆ” พยัคฆ์ตอบเสียงเรียบ

“นายว่าเป็นฝีมือไอ้ลอแซงเหรอครับ”

“ไม่ใช่หรอก ไอ้ลอแซงมันไม่ใช่คนลอบกัดอีกอย่างมันต้องการคุมแค่ฝั่งพม่า อย่างน้อยๆก็แค่เขม่นกับกูแค่นั้น”

“งั้นก็เป็นไอ้เล้งน่ะสินาย”

“ใช่ ไอ้เล้งมันต้องการคุมทั้งสามเหลี่ยมทองคำแล้วก็เป็นศัตรูกับกูมานาน วิธีเด็กๆแบบนี้ก็มันนั่นแหละ” ร่างสูงแอบไว้อาลัยให้กับความปัญญาอ่อนของคู่แข่งวัยกลางคน คิดอะไรตื้นๆจริงๆ

“แล้วนายจะทำยังไงต่อไปดีครับ”

“กูไม่ปล่อยให้มันลอบกัดกูนานหรอก มันอยากเล่นนักเดี๋ยวกูจะจัดให้” 


.......................................TBC........................................

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว