ฝากติดตามเค้าด้วยน้าาา💕

บทที่ 14 : หิมะแรก

ชื่อตอน : บทที่ 14 : หิมะแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.พ. 2564 22:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14 : หิมะแรก
แบบอักษร

“เหวินซานจะมีตำหนักตนเองไปเพื่อการใดหากจะมาร่วมเตียงเคียงนอนกับข้าทุกค่ำคืน” 

เสวี่ยม่านสวมเสื้อคลุมขนแกะลวกๆขณะที่ด้านในมิได้สวมใส่สิ่งใดเลยแม้แต่น้อย.. ก็ต้นเหตุเพราะผู้ที่นอนอย่างเกียจคร้านยามนี้บนเตียงปลดเปลื้องอาภรถ์ของตนจนหมดแล้วเคี่ยวกรำทรมานร่างนี้เกือบทั้งคืน 

คนผู้นี้อดยากปากแห้งมาจากที่ใดหรือ.. เห็นเรียกเหล่าพระสนมพระชายาอยู่เป็นนิจ 

เสวี่ยม่านลุกช้าๆเพราะรู้สึกปวดสะโพกนัก ร่างบางสวมเพียงเสื้อคลุมยืนหยัดขึ้นเต็มกายเสียบปิ่นปักผมลวกๆม้วนผมที่ยาวสยายเลยกลางหลังขึ้นมาเป็นมวยเล็กๆ.. ปิ่นไม้ตัวนี้คือชิ้นเดิมที่เหวินซานมอบให้ตอนที่อยู่ ไป๋ไห่ทันและยังพกติดตัวมาด้วยเสมอ 

ถังไม้ขนาดใหญ่ตั้งที่หลังฉากกั้นขณะที่น้ำอุ่นในถังกำลังพอดีเหมาะจะแช่ให้สบายตัว เสวี่ยม่านรู้สึกว่าน้ำบางอย่างที่ค้างอยู่ภายในออกมาไม่หมดจึงพยายามที่จะสอดนิ้วคว้านลึกเพื่อนำมันออกมา 

ใบหน้าใสสะอ้านมีหยดน้ำแพรวพราวเกาะอยู่ตามใบหน้า ขลับผิวขาวอมชมพูให้ดูน่าพิสมัย..ท่วงท่าน่าอายยามนี้หากผู้ใดพบเห็นคงน่ากระทำย่ำยีนัก 

“เช้านี้เจิ้นตื่นมาก็พบกับภาพล่อลวงในถังไม้ของเจ้าเสียแล้ว เช่นนี้เจิ้นจะทนไม่กอดเจ้าได้อย่างไร” 

ฮ่องเต้ทรงยืนทอดพระเนตรอย่างพอพระทัยแล้วแช่จมลงมาด้วยอีกคนจนน้ำล้น เหวินซานพัวพันอยู่รอบๆกายแล้วเย้าแหย่จนต้องทุบตีให้อีกคนหยุดเสีย เสวี่ยม่านเหนื่อยใจจะขาดตั้งแต่เมื่อคืน 

วันนี้หลังจากสรงน้ำชำระกายเสร็จแล้ว เหวินซานได้มาว่าราชการตามปกติและปล่อยให้เสวี่ยม่านออกมาด้านนอกได้ตามชอบ แต่กำชับให้รักษากายให้ดีเพราะยามนี้หนาวสะท้านกระดูกนัก น้ำในทะเลสาบเริ่มเย็นและแข็งตัวแต่แผ่นน้ำแข็งเปราะบาง 

เสวี่ยม่านเดินไปกับเหวินซานสักพักก็มีหิมะขาวร่วงหล่นมาเกาะตามภูษา... 

“หิมะแรกครั้งนี้มีเจ้าและเราอยู่ด้วยกัน..” 

เหวินซานหันมาปัดหิมะบางส่วนออกจากอาภรถ์ของคนตรงหน้าก่อนจะพรมจูบไปทั่วใบหน้าและรับสั่งว่าไม่ต้องตามมาส่งให้กลับตำหนักไปเสียเพราะหิมะตกเช่นนี้ยามเดินกลัวจะลำบากเอา 

อ้อมแขนอบอุ่นโอบกอดแล้วถอดเสื้อคลุมของตนอีกชั้นมาสวมให้เสวี่ยม่านแม้ไม่ได้ร้องขอ.. เมื่อพินิจใบหน้าใสสะอ้านจนพอใจแล้วก็เดินไปยังห้องโถงเพื่อออกว่าราชการ 

เสวี่ยม่านหาได้กลับไปตำหนักเหมยฮวาแต่ยืนอยู่ในศาลาบงกซทอดมองผืนทะเลสาบที่เริ่มกลายเป็นน้ำแข็งบางส่วน 

เสื้อคลุมขนแกะสีขาวที่สวมทับชุดลวดลายเหมยฮวาด้านในนั้นทำให้เสวี่ยม่านดูน่าชัง สองแขนอุ้มลูกสุนัขหมาป่าสีขาวปนเทาที่เหวินมอบให้ยืนมองเบื้องหน้าอย่างสุนทรีย์ มันคือหมาป่าจากแดนเหนือที่ผสมพันธุ์กับหมาบ้านธรรมดา จึงมีลักษณะโครงสร้างไม่ใหญ่นักแต่แข็งแรงมากขนหนาฟู ดวงตาสีฟ้าคราม 

ทั้งรักและเอ็นดูจึงตั้งชื่อให้ว่า เสี่ยวหลาง ซึ่งเป็นหมาป่าน้อยในยามนี้ ที่ภายภาคหน้าหวังว่าจะเติบใหญ่อย่างสง่าผ่าเผย เสี่ยวหลาง เป็นพี่ชายที่ดีของเหล่ากระต่ายน้อย ไม่เคยกัดหรือทำร้ายเจ้าสี่ขาขนฟูตัวเล็ก อย่างมากทำเพียงแค่กำลังอมหัวเจ้ากระต่ายปุกปุยไว้ในปากแล้วคายออกมา.. 

. 

. 

ส่วยจำนวนมากพร้อมกับทองจำนวนหลายตำลึงถูกส่งมอบให้กรมตรวจตราแผ่นดินที่มีหน้าที่รวมๆจัดสรรค์หลายอย่างและมีอำนาจมากเพราะขึ้นตรงต่อฮ่องเต้ เป็นกลุ่มคนที่ถูกเลือกมาโดยเฉพาะ 

แต่แล้วผู้ที่เลี้ยงไม่เชื่องย่อมมีให้เห็นอยู่ร่ำไป ข้อมูลลับของกลางที่ปกปิดได้ถูกนำออกมาพร้อมกับรับทรัพย์ไปอย่างท่วมท้น 

รายจ่ายบางส่วนของตระกูลหวังที่ดูผิดแปลกเพราะถูกบิดเบือน สั่งข้าวสารอาหารแห้งอย่างดีที่ส่งเข้าเฉพาะวังหลวงไปแดนเหนือและรายจ่ายที่มิได้ออกเองซักแดงแต่โกงกินมาจากกรมคลังเพราะเกี่ยวดองกันอยู่ในตระกูล 

ใบหน้ายิ้มกระหยิ่มอย่างพอใจแล้วสอดกระดาษทุกอย่างเข้าภายในเสื้อก่อนจะสั่งการให้คนไปรื้อบ้านตระกูลหวังพลิกแผ่นดินหาใบสั่ง.. 

อีกทั้งยังยินดีปรีดาไม่น้อย เจิ้ง หยางชุนที่หายสาบสูญแท้จริงแล้วตลอดแปดปีที่ผ่านมากบดานอยู่ชายแดนเป็นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพราะแหล่งข่าวตนเห็นมากับตาจากการแอบแฝงเข้าไปภายในกลุ่ม 

เมื่อคิดว่าจะกบฎอีกครั้งเห็นทีคงไม่เป็นการดีควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลม 

ยามนั้นเมื่อแปดปีก่อน.. 

เหวินซานนำทัพของตนมาฝ่าวงล้อมกบฎที่กระจายล้อมรอบวังหลวง ผู้นำกบฎคือพระปิตุลาของตน ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นฮ่องเต้พระองค์ก่อนหรือเสด็จพ่อของเหวินซานได้รับบาดเจ็บสาหัสจนไม่นานกี่เดือนก็ถึงแก่ชีวิต 

ยามนั้นองค์รัชทายาทเหวินซานร่วมรบกับทัพของฮ่องเต้และแม่ทัพอวี้ต่อต้านไว้จนถึงที่สุด เหล่าเสนาข้าหลวงที่เข้าร่วมหวาดหวั่นจนถอยหนี บางส่วนก็หนีไม่ทันถูกจับประหารทั้งตระกูล ยามนั้นเองแขนขาที่สำคัญคือเหวินเหลียงผู้ภักดีต่อบัลลังค์ 

ภายหลังการกบฎ เจิ้ง หยางชุน หายสาบสูญ การตรวจสอบเหล่าผู้ที่จะทรราชบางส่วนก็ค้นพบ และกำจัดสิ้น บางส่วนก็รอดลอยนวลและมีงูพิษมากมายถูกปล่อยไว้ 

มาถึงบัดนี้เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นซ้ำสองวนเวียนมาเพราะหยางชุนรวบรวมกำลังพลทั้งหมดและมีผู้ที่ตนไว้เนื้อเชื่อใจมีตำแหน่งในวังมิใช่น้อยๆ 

. 

. 

“เอาล่ะเสี่ยวหลาง วันนี้เจ้าจงเป็นเด็กดี ห้ามซุกซน” 

เสวี่ยม่านกางกระดาษออกมาหนึ่งที่ด้านข้างมีไม้ไว้สอดม้วนเก็บอย่างดีหลายหน้า.. 

เสวี่ยม่านเริ่มเขียนบันทึกวันแรกเงียบๆเพียงผู้เดียวหน้าตำหนัก ช่วงนี้เหวินซานจะมาหาตนเฉพาะยามราตรีเพราะอีกฝ่ายกล่าวว่ามีเรื่องให้สะสางมากนัก 

“บันทึกของ หรง เสวี่ยม่าน” 

- หลังจากการกลับมามองเห็น - 

ตัวข้ามีนามว่า หรง เสวี่ยม่าน เคยเป็นคณิกาชายที่หอโคมแดง ข้ารักดนตรีและกลอนกวี 

 

ครั้งหนึ่งเคยอยากท่องไปลำเนาไพร 

เคียงข้าง หยาง เหวินเหลียง 

ชายคนแรกที่ข้าหลงรัก.. 

จนยอมพัวพันในวังหลวง 

 

แต่บัดนี้ผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง หยาง เหวินซาน ผู้สูงศักดิ์ หวงตี้แห่งต้าหลง คราแรกข้าถูกลงโทษจนมือไม่สามารถจับกู่เจิง และต่อมาข้าโดนหยามเกียรติจนอัปยศอดสู 

 

ข้าเกลียดเหวินซาน.. เคยเกลียดจนคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ยามนี้ข้าตกอยู่ในวังวน.. และข้าจะรอดูวันที่ทุกอย่างอยู่ในกำมือเขา 

 

กอดนี้อุ่นเพียงไรข้ามิสามารถปฎิเสธ แต่ข้ามิได้เกิดมาเพื่อจะเคียงคู่กับเหวินซาน มีพระชายา พระสนมอีกมากมายที่เพียบพร้อม 

 

............................... 

 

เสวี่ยม่านเขียนหน้าแรกเสร็จที่เหมือนจะเป็นเรื่องราวเริ่มต้นก็พลิกมาหน้าใหม่เพื่อเริ่มต้นเขียนอีกครั้ง 

 

- บันทึกวันที่ 1 - 

 

ตอนนี้ข้านั่งที่ตำหนักเหมยฮวาอยู่ข้างๆเจ้าเสี่ยวหลางเพื่อเขียนเกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ข้าเพียงคอยเหวินซานจะมาหา และแวะเวียนมาดั่งเช่นทุกวัน กลับออกไปยามรุ่งสาง.. 

 

เสวี่ยม่านนั่งเขียนสิ่งต่างๆที่ตนนึกถึงไปเงียบๆแล้วยิ้มแย้มออกมาบ้าง 

 

ข้าเขียนมาทั้งหมดนี้ไว้อ่านผู้เดียวหรอกนะ แต่เจ้าเสี่ยวหลางตอนนี้ลุกไปก่อกวนเหล่าเสี่ยวทู่จนข้าต้องหยุดเขียนและไปห้ามปราม 

 

. 

. 

เสวี่ยม่านวางพู่กันลงลุกออกไปอุ้มเจ้าหมาป่าจอมซน แต่ไม่ทันไรมันก็ดิ้นจนหลุดและวิ่งหนีหายไป 

เสวี่ยม่านเริ่มตามหาไปเรื่อยๆ.. ไปเส้นทางเดิมที่เคยพาไปเดินแต่กลับไม่พบ ได้แต่สงสัยว่าเจ้าหมาป่าพันธุ์ผสมตัวนี้ไปวิ่งเล่นที่ใด 

“ต่อไปคงต้องผูกกระดิ่งไว้ให้เจ้าเสียแล้ว” 

เสวี่ยม่านเดินวนไปมากลับมาสิ้นสุดที่วังหลัง ขณะที่กำลังจะเดินกลับออกไปก็ได้ยินเสียงร้องครางของสัตว์บาดเจ็บ 

“เสี่ยวหลาง!!” 

เสวี่ยม่านวิ่งเข้าไปอย่างไม่รีรอ.. ก็เข้าใกล้เสียงเรื่อยๆจนพบกับเจ้าหมาป่าน้อยของตนถูกทุบตีโดยทหารสองนาย 

ร่างบางห้ามปรามและวิ่งเข้าไปสวมกอดเสี่ยวหลางไว้แนบแน่นจนโดนทุบตีแทน.. เมื่อฟาดไปได้สามสี่ทีจึงหยุดและพินิจดูผู้ที่เข้ามาขัดขวาง 

ใบหน้าใสสะอ้านเปรอะคราบเลือดที่คิ้วไหลอาบแต่มิได้ลดความงดงามลงแม้แต่น้อย ดวงหน้าหวานหลั่งน้ำตาขอร้องอ้อนวอนให้หยุดตีสุนัขของตนอย่างน่าเวทนา 

พระชายาผู้ที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลคือหวังกุ้ยเฟยที่ในยามนี้นั้นตำแหน่งสูงสุดในวังหลัง นางกล่าวว่าสุนัขตัวนี้เข้าไปในตำหนักตน กัดแทะของและรื้อจนกระจายไปทั่ว ซ้ำยังจะกัดตนจึงสั่งทหารมานำมันออกไปสั่งสอน 

“เสี่ยวหลางไม่เคยทำลายข้าวของเลยแม้แต่น้อย..” 

“เจ้าไม่รู้เสียมากกว่า หยุดกล่าว” 

หวังกุ้ยเฟยสั่งทหารให้ลากเสี่ยวหลางออกมาลงโทษอีก แต่เสวี่ยม่านไม่ยอมลดละความพยายามกลับถูกจับไว้เพื่อมองดูมันถูกตี 

“ฮ่องเต้เสด็จ!!!” 

“เราสั่งให้หยุดเดี๋ยวนี้ เกิดอันใดขึ้น” 

สิ้นเสียงประกาศเหวินซานก็เอ่ยขึ้นแล้วเดินมาประครองเสี่ยวม่าน ใบหน้าใสสะอ้านบัดนี้อาบเลือดไปครึ่งซีก รู้สึกเดือดดาลในใจจนสั่งให้นำทหารสองคนที่ทำร้ายเสวี่ยม่านไปประหารเสีย!! 

“ฝ่าบาท.. สุนัขตัวนี้มันเข้ามาทำลายข้าวของในตำหนักหม่อมฉัน...” 

“เจ้าเห็นกับตาตนเองงั้นหรือหวังกุ้ยเฟย” 

ใบหน้างามแต่งแต้มสีชาดเลิกลั่กไม่กล้าตอบจนเหวินซานตวาดลั่นอีกครั้ง 

“สุนัขตัวนี้เราให้ฝึกมาอย่างดีและมอบให้เสวี่ยม่านเป็นของกำนัล ไม่มีทางที่จะเข้าไปกัดแทะทำลายของในตำหนักเจ้า” 

คำพูดห่างเหินไร้เยื่อใยทำเอาหวังลี่จูใจสลายหน้าซีดเผือด หวังว่าจะได้รับการเอาใจอย่างเช่นแต่กาลก่อน.. กลับพบว่าความโปรดปรานหมดสิ้นแล้ว ผู้ที่ฮ่องเต้ปกป้องคือเสวี่ยม่าน หวังกุ้ยเฟยรู้สึกระทมใจนัก จนมิโต้แย้งอันใดอีก 

 

“นำนางไปอยู่ตำหนักเย็น ห้ามออกมาภายนอกจนกว่าเราจะรับสั่ง” 

“ฝ่าบาท.. หม่อมฉัน” 

“เจ้าคงยังไม่ทราบเรื่องที่ตระกูลหวังของเจ้าก่อ เราเห็นแก่ตำแหน่งพระชายา หากเราตรวจสอบทุกเรื่องอย่างถี่ถ้วนแล้วจะมาตัดสินโทษเจ้าอีกที” 

ก่อนที่จะมาเยือนยังวังหลังเหวินซานได้รับรายงานจากกรมตรวจตราแผ่นดินและข้อมูลข่าวสารต่างๆจากเหล่าข้าหลวงในวังเรื่องจำนวนทรัพย์สินกรมคลังและที่สำคัญคือจดหมายลับของเจิ้งหยางชุนสู่ตระกูลหวังที่คิดก่อกบฎลับหลัง 

หากไม่หาแนวร่วมช่วยปราบปรามกบฎคงเสียกำลังทหารไปมากนัก ได้ประโยชน์อันใดที่จะส่งคนของตัวเองไปตายเปล่า สู้หยืบยืมของใกล้ตัวมิดีกว่าหรือ 

เหวินซานนั่งนึกในใจขณะช่วยดูแผลให้เสวี่ยม่าน หน้าผากได้รับรอยช้ำผิวแตกจนเลือดหยดเป็นทาง หมอหลวงเข้ามาดูอาการพร้อมจัดยาดื่มยาทาให้เรียบร้อย 

เจ้าเสี่ยวหลางเองก็เช่นกัน มันยังไม่ตายหากแต่เจ็บหนักจนลุกไม่ไหวต้องมีคนคอยดูแล ภายนอกปกติแต่ภายในนั้นมีอาการช้ำในน่าเป็นห่วง 

....................................... 

“ในที่สุดงูพิษนั่นก็จะถูกกำจัด ทำเป็นตีหน้าซื่อว่าแท้งเพราะตังกุยแล้วใส่ความผู้อื่น สุดท้ายแล้วก็ด้วยตัวเจ้าเองที่เป็นผู้กระทำ” 

หลิ่วซูเฟยนั่งจิบชาอยู่ในสวนบริเวณนอกตำหนักอยู่กับเหล่าพระสนมอื่นๆ นางคับแค้นใจตั้งแต่ถูกวางยาคุมกำเนิดครั้งนั้น 

“อย่างไรเสีย น้องว่าหลิ่วซูเฟยย่อมเหมาะสมในตำแหน่งพระแม่ของแผ่นดินมากกว่าผู้ใด” 

“ยามนี้ตราบใดที่ยังมีเสียนเฟยซ้ำยังมีครรภ์อยู่นั้นข้ามิไว้เนื้อเชื่อใจสิ่งใด ฝ่าบาทเองก็ระแวดระวังกลัวจะมีคนมาปองร้าย สั่งอารักขาเป็นอย่างดีซ้ำยังแวะเวียนมาทุกเมื่อ... ที่ไม่ได้ไปหาคณิกาผู้นั้น” 

“ท่านพี่เคยพบกับคนผู้นั้นหรือไม่เพคะ น้องได้ยินมาว่าเป็นเอกบุรุษที่งดงามและมีพรสวรรค์ในการเล่นดนตรี” 

“ข้าเคยประจักษ์แล้วถึงสองครั้ง ช่างเป็นชายนี่น่ารังเกียจ! เป็นบุรุษแต่กลับมีใบหน้างดงามมิต่างจากสตรี ซ้ำยังขายร่างกายแลกเงิน เช่นนี้ฝ่าบาทจะเป็นอย่างไรหากนอนกับมัน” 

หลิ่วซูเฟยวางจอกน้ำชาลงอย่างไม่สบอารมณ์ นึกถึงยามที่เหวินซานมองคนผู้นั้นแล้วรู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยและหลงใหล.. ของแปลกๆแบบนั้นซักวันคงเบื่อหน่ายและลืมเลือน 

“งั้นก็ยิ่งปล่อยไว้ไม่ได้สินะเพคะ ทั้งเสียนเฟยทั้ง หรง เสวี่ยม่านผู้นั้นล้วนแล้วแต่ขวางทางเกะกะ” 

หลิ่วซูเฟยมิได้ตอบอันใดกลับไปเพราะคิดว่าสำหรับนางแล้วไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากให้มือเปื้อนเรื่องโสมมก็จักมีผู้ไปจัดการให้เอง 

. 

. 

“อ่ะ อ๊ะ..” 

ร่างอรชรแผ่นหลังขาวนวลเผยสู่แสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา คนบนตักออดอ้อนพัวพันให้อีกคนหยุดเสีย สองแขนเล็กคล้องคอซบใบหน้าลงบนบ่า คิ้วก็ปวดหนึบ 

“อยากให้เจิ้นหยุดงั้นหรือ เจ้าสัมผัสสิ่งนี้แล้วจะกระจ่างว่าเจิ้นหยุดรบเร้าเจ้ามิได้..  อยากสอดแทรกลึกล้ำเข้าในกายเจ้าเหลือเกิน” 

 

คำพูดลามกและท่วงท่าน่าอายจนเสวี่ยม่านต้องทุบแผงอกแกร่งนั่นไปหลายหนเพื่อให้หยุดกล่าว 

“แม้แต่ฮองไทเฮายังมิกล้าลงมือกับเรา แล้วเจ้าเป็นผู้ใดกัน” 

มือหนารวบสองข้อมือเล็กเข้าด้วยมือเดียวแล้วพรมจูบไปตามซอกคอจนตามไปประกบริมฝีปากอย่างดูดดื่ม.. ปากเล็กอวบๆน้ำในยามนี้ถูกดูดดึงจนบวมเจ่อ 

ท่อนเนื้อร้อนแข็งดั่งหินถูไถที่สะโพกเสวี่ยม่านเตรียมจะสอดลึกอย่างถวิลหา เมื่ออีกคนเผลอก็กดเข้าไปเต็มแรงจนร่างเล็กสะดุ้ง.. 

“อ๊ะะ!! เหวินซาน อื้อ..” 

เสวี่ยม่านแอ่นสะโพกไปด้านหลังเล็กน้อย สองแขนก็คล้องคอไม่ปล่อยแล้วขยับสวนลงไป 

น่าอายนักแต่เมื่อตนก็ดันมามีอารมณ์ในยามนี้เช่นกัน อย่างไรก็ต้องทำให้เสร็จสมอารมณ์หมาย 

“อืม..อื้ออ” 

รสจูบที่ไม่รู้จักเบื่อประกบลงมาอีกครั้ง ดวงตาคู่งามปิดลงแล้วเอียงหน้ารับจูบ สองแขนแข็งแรงกอดรั้งเสวี่ยม่านมาแนบชิดอกตนมากขึ้นจนไม่มีที่ว่างระหว่างกัน จากนั้นจึงสวนแก่นกายที่แช่ค้างไว้ถี่รัวดังปึกปึก! 

“อ๊ะๆ อ๊าา.. อื้อ เหวินซาน” 

เสียงครวญครางผะแผ่วผสมเสียงชื้นแฉะภายในช่วงล่างและเสียงดูดปากดังจ๊วบไปยังด้านนอกตำหนัก.. แม้ผู้เดินผ่านยังได้ยินชัดเจน ส่วนทหารเฝ้าหน้าประตูได้แต่ยืนหน้าแดงจัดกุมเป้ากางเกงตนไว้ 

ราตรีนี้น่ะหรือ.. คงโดนเคี่ยวกรำจนย่ำรุ่งเช่นเคย 

TBC........... 

ตอนนี้แถม NC ให้นิดหน่อยค่ะเพราะตอนที่แล้วตัดจบ //เอาล่ะ มีความสุขกันไปก่อนนะคะช่วงนี้💕💕 ชอบก็เม้นด้วยน้า😘 

********* 

ความคิดเห็น